Masukจินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีก
รั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้
“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นาง
จินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”
“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”
จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”
“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได้กินของอร่อย” จินตงเฉิงรีบทำตามคำสั่งของรั่วซีทันที
พอจินตงชุนก่อไฟเสร็จ รั่วซีและจินตงเฉิงก็กลับมาพร้อมหัวมันที่ล้างเรียบร้อยแล้วห้าหัวกับปลาที่ทำความสะอาดแล้วสามตัว
“เจ้าไปจับปลามาได้อย่างไร” จินตงชุนตกใจไม่น้อย ก่อนหน้าเขาลองใช้ไม้ไผ่ที่เหลาเอาไว้ลองจับดูแล้ว แต่ปลาว่ายเร็วเกินไป ไม่อาจจะจับพวกมันได้
“มันว่ายมาให้ข้าจับเอง พอข้าจับได้สามตัวพวกมันก็ว่ายหนีไปด้วยแล้ว เรื่องนี้อย่าได้พูดกับผู้ใดเล่า รู้หรือไม่น้องเล็ก มิเช่นนั้นจะเกิดภัยกับพวกเราได้”
“ชะ ใช่ น้องเล็กเจ้าอย่าได้พูดกับผู้ใดเด็ดขาดมิเช่นนั้น พี่หญิงของเจ้าจะถูกจับตัวไป” จินตงชุนเน้นย้ำกับจินตงเฉิงอีกครั้ง
จินตงเฉิงได้ยินว่ารั่วซีจะต้องถูกจับตัวไป ก็รีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “ได้ ข้าจะไม่พูดเด็ดขาดขอรับ”
“ดีมาก ตอนนี้ไปล้างตัวกันก่อน ข้าจะเฝ้าเอาไว้เอง พี่ใหญ่ท่านตัดไม้ไผ่มาแล้วใช่หรือไม่ ใส่น้ำมาให้เต็มเลยเล่า”
รั่วซี กลับไปขุดมันเพิ่มอีก เผื่อจะหิวในตอนกลางคืนขึ้นมา พอบุรุษตระกูลจินทั้งสองล้างตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว รั่วซีนางก็ไปล้างตัวและล้างหัวมันที่เก็บมาด้วย
เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่นางได้เห็นใบหน้าของร่างที่นางเข้ามาสวมแทนที่ มันช่างเหมือนกับใบหน้าของนางเองเมื่อตอนอายุสิบสี่สิบห้าหนาวยิ่งนัก ความกังวลเริ่มเข้ามาแทนที่ ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีคนสนใจนางเป็นเพราะเนื้อตัวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินฝุ่น แต่ตอนนี้เมื่อล้างทุกสิ่งออก ความงามที่ซ่อนอยู่ก็ค่อยๆ เผยออกมา แม้ยังจะไม่โตเต็มที่ก็ตาม
นางขึ้นจากน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็เริ่มหาคิดว่าจะหาสิ่งใดมาทาเพื่อปกปิดใบหน้าของนางดี “พี่ใหญ่ ท่านเขี่ยขี้เถ้าออกมาให้ข้าหน่อย”
“เจ้าจะนำไปทำอันใด”
“ข้าจะมาทาหน้ากับตัวเอาไว้” นางเห็นฟืนที่มอดใกล้หมดแล้ว จึงให้เขานำออกมาให้นางด้วย
แม้จินตงชุนจะไม่เข้าใจว่ารั่วซีนางต้องการสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออันใดแต่ก็ยอมนำออกมาให้ เมื่อเรียบร้อยทั้งหมดก็เริ่มล้อมวงเพื่อกินอาหารด้วยกัน
รั่วซีเห็นจินตงชุนยังไม่กล้ากินมันเผาที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน นางจึงปอกเปลือกด้านนอกออก แล้วกัดกินให้เขาดู “หวานนักพี่ใหญ่ น้องเล็ก ลองกินเร็วเข้า” พอเห็นว่ารั่วซีกินเข้าไปกว่าครึ่งหัวแล้วยังไม่เกิดอาการอะไร ทั้งสองจึงได้กินตามนาง
“มันกินได้จริงด้วย หวานยิ่งนัก เนื้อปลาก็หวาน ไม่คาวเลยสักนิด” จินตงชุนพูดออกมาทั้งที่อาหารยังอยู่เต็มปาก จินตงเฉิงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อในปากของเขามีแต่อาหารอยู่เต็ม ไม่มีพื้นที่ให้เสียงลอดออกมา
รั่วซีกินมันเผาไปหนึ่งหัวกับอีกครึ่งหนึ่ง ที่เหลือพี่ชายกับน้องชายนางกินจนหมด ยังดีที่นางไปหาหัวมันมาเพิ่มเผาเก็บไปกินตอนกลางคืนเอาไว้แล้ว ปลาก็ถูกกินไปเพียงแค่สองตัว อีกตัวนางจะนำไปมอบให้เด็กหนุ่มกับหญิงชราที่ให้นางยืมมีดมาใช้
“แล้วจะไม่ถูกสงสัยหรือ” จินตงชุนไม่เห็นด้วยที่นางจะนำปลาไปมอบให้สองย่าหลาน
“ท่านก็บอกว่าท่านเป็นคนจับสิ ได้มาเพียงสองตัว พวกเรากินไปแล้วหนึ่งตัวมอบให้พวกเขาหนึ่งตัว ต่อให้สงสัยแล้วจะทำเช่นใดได้เล่า”
“ให้มันเผาแทนไม่ดีกว่าหรือ”
“ท่านยังไม่เชื่อข้าเลยในตอนแรกว่ามันกินได้ หากเป็นผู้อื่นจะเชื่อข้าหรือไม่เล่า ไปเถิดฟ้าจะมืดแล้ว”
รั่วซีเริ่มใช้ขี้เถ้าทาใบหน้าและตามลำตัว นางยังใช้แท่งถ่ายเขียนเติมคิ้วให้เข้มและใหญ่ขึ้น จนใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย
“เจ้าทำเช่นนี้เพื่ออันใด” สตรีคนใดต่างก็รักสวยรักงาม เขาไม่เข้าใจว่าน้องสาวจะทำให้ตนเองอัปลักษณ์ไปเพื่ออันใด
“จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ใบหน้าของข้าจะนำภัยมาให้”
พอคิดถึงเรื่องเหตุการณ์ในหมู่บ้าน ที่สตรีหลายคนต่างถูกฉุดคร่าไปข่มเหง จินตงชุนก็เข้าใจน้องสาวทันที เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที หากคนที่ถูกกระทำเป็นน้องสาวของเขาเอง
“เป็นเจ้าที่รอบคอบ พี่เองลืมนึกเรื่องนี้ไป”
“ข้าเองก็ลืมคิดเช่นกัน หากมิได้ไปล้างตัวก็คงหลงลืมไปแล้วเจ้าค่ะ พวกเราออกจากป่ากันเถิด”
สามพี่น้องออกมาจากป่า ฟ้าก็เกือบมืดเสียแล้ว ผู้คนเริ่มเข้าไปพักหลบลมหนาวภายในหลุมแล้ว มีเด็กน้อยสองสามคน วิ่งมาทางสามพี่น้อง เมื่อพวกเขาได้กลิ่นหอมที่ออกมาจากเสื้อผ้าเก่าของรั่วซีที่นางห่อมันเผาเอาไว้หลายหัว นางจึงยื่นให้พวกเขา แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะรับมารดาของเขาก็วิ่งมาผลักรั่วซีจนนางเกือบจะล้มไปกองกับพื้น แต่จินตงชุนรับตัวนางเอาไว้ได้เสียก่อน
“เจ้าจะฆ่าลูกข้าหรือไง!!! เห็นอยู่ว่าหัวมันพวกนี้กินไม่ได้” นางกรีดร้องออกมาเสียงดัง
ชาวบ้านเริ่มยื่นหน้าออกมามองเหตุการณ์ พอรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ต่างก็พากันตำหนิสามพี่น้อง
รั่วซีถอนหายใจออกมา มองนางอย่างจริงจัง ไม่ได้โกรธแค้นที่นางผลักตนเมื่อครู่เลย “มันกินได้ ข้าสามคนพี่น้องก็เพิ่งกินเข้าไป” นางเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“กินได้เจ้าก็เก็บเอาไว้กินเอง ประเดี๋ยวพวกเจ้าใกล้ตายก็จะรู้เองว่ามันกินไม่ได้ ไป!!! กลับ อย่าได้มายุ่งกับพวกนี้อีกเข้าใจหรือไม่ พวกเจ้าจะได้ตายตามคนพวกนี้ไป” นางดึงลูกทั้งสามกลับ แล้วด่าทอเสียงดังไปทั่ว
จินตงชุนโกรธแค้นอับอายจนใบหน้าประเดี๋ยวดำประเดี๋ยวแดง แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่พาน้องสาวและน้องชายกลับไปที่พักของตน
รั่วซีเดินนำมีดพร้าไปคืน พร้อมทั้งนำปลาที่ซ่อนเอาไว้ ออกมาแอบให้สองย่าหลาน
“พวกท่านเอาเข้าไปกินด้านใน อย่าได้ผู้อื่นเห็นมิเช่นนั้นจะถูกแย่งได้”
ในช่วงที่อาหารหายาก ผู้คนแย่งชิงข้าวของกันจนเกือบฆ่ากันตาย หากไม่ได้นายทหารจงมอบสิ่งของเครื่องใช้เล็กน้อยมาให้ สามพี่น้องก็คงลำบากมากกว่านี้
“จะ เจ้า”
“ไม่ต้องเสียงดัง เข้าไปเถิด ขอบคุณท่านมากสำหรับมีด พรุ่งนี้ข้าอาจจะต้องรบกวนท่านอีก” นางไม่รอให้เขาหายตกใจก็เดินกลับไปที่หลุมดินของตนเอง
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
มู่ฉินฉานมองตำราในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองวิญญาณของลู่ซิ่ว “คำนับวิญญาณของท่านเป็นอาจารย์เช่นนั้นหรือ แล้วข้าจะเชื่อได้อย่างไร ว่าท่านมิใช่ภาพล่วงหน้าที่จิตของพวกข้าสร้างขึ้น”“หึหึ เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องผู้ฝึกตนกระมัง ข้าผนึกพื้นที่ภายในถ้ำแห่งนี้เอาไว้ หากมิใช่เตี๋ยเออร์ไปดึงแม่นางผู้นี้เข้ามาภายในถ้ำ
รั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใ
รั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”







