เข้าสู่ระบบจินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีก
รั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้
“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นาง
จินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”
“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”
จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”
“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได้กินของอร่อย” จินตงเฉิงรีบทำตามคำสั่งของรั่วซีทันที
พอจินตงชุนก่อไฟเสร็จ รั่วซีและจินตงเฉิงก็กลับมาพร้อมหัวมันที่ล้างเรียบร้อยแล้วห้าหัวกับปลาที่ทำความสะอาดแล้วสามตัว
“เจ้าไปจับปลามาได้อย่างไร” จินตงชุนตกใจไม่น้อย ก่อนหน้าเขาลองใช้ไม้ไผ่ที่เหลาเอาไว้ลองจับดูแล้ว แต่ปลาว่ายเร็วเกินไป ไม่อาจจะจับพวกมันได้
“มันว่ายมาให้ข้าจับเอง พอข้าจับได้สามตัวพวกมันก็ว่ายหนีไปด้วยแล้ว เรื่องนี้อย่าได้พูดกับผู้ใดเล่า รู้หรือไม่น้องเล็ก มิเช่นนั้นจะเกิดภัยกับพวกเราได้”
“ชะ ใช่ น้องเล็กเจ้าอย่าได้พูดกับผู้ใดเด็ดขาดมิเช่นนั้น พี่หญิงของเจ้าจะถูกจับตัวไป” จินตงชุนเน้นย้ำกับจินตงเฉิงอีกครั้ง
จินตงเฉิงได้ยินว่ารั่วซีจะต้องถูกจับตัวไป ก็รีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “ได้ ข้าจะไม่พูดเด็ดขาดขอรับ”
“ดีมาก ตอนนี้ไปล้างตัวกันก่อน ข้าจะเฝ้าเอาไว้เอง พี่ใหญ่ท่านตัดไม้ไผ่มาแล้วใช่หรือไม่ ใส่น้ำมาให้เต็มเลยเล่า”
รั่วซี กลับไปขุดมันเพิ่มอีก เผื่อจะหิวในตอนกลางคืนขึ้นมา พอบุรุษตระกูลจินทั้งสองล้างตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว รั่วซีนางก็ไปล้างตัวและล้างหัวมันที่เก็บมาด้วย
เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่นางได้เห็นใบหน้าของร่างที่นางเข้ามาสวมแทนที่ มันช่างเหมือนกับใบหน้าของนางเองเมื่อตอนอายุสิบสี่สิบห้าหนาวยิ่งนัก ความกังวลเริ่มเข้ามาแทนที่ ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีคนสนใจนางเป็นเพราะเนื้อตัวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินฝุ่น แต่ตอนนี้เมื่อล้างทุกสิ่งออก ความงามที่ซ่อนอยู่ก็ค่อยๆ เผยออกมา แม้ยังจะไม่โตเต็มที่ก็ตาม
นางขึ้นจากน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็เริ่มหาคิดว่าจะหาสิ่งใดมาทาเพื่อปกปิดใบหน้าของนางดี “พี่ใหญ่ ท่านเขี่ยขี้เถ้าออกมาให้ข้าหน่อย”
“เจ้าจะนำไปทำอันใด”
“ข้าจะมาทาหน้ากับตัวเอาไว้” นางเห็นฟืนที่มอดใกล้หมดแล้ว จึงให้เขานำออกมาให้นางด้วย
แม้จินตงชุนจะไม่เข้าใจว่ารั่วซีนางต้องการสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออันใดแต่ก็ยอมนำออกมาให้ เมื่อเรียบร้อยทั้งหมดก็เริ่มล้อมวงเพื่อกินอาหารด้วยกัน
รั่วซีเห็นจินตงชุนยังไม่กล้ากินมันเผาที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน นางจึงปอกเปลือกด้านนอกออก แล้วกัดกินให้เขาดู “หวานนักพี่ใหญ่ น้องเล็ก ลองกินเร็วเข้า” พอเห็นว่ารั่วซีกินเข้าไปกว่าครึ่งหัวแล้วยังไม่เกิดอาการอะไร ทั้งสองจึงได้กินตามนาง
“มันกินได้จริงด้วย หวานยิ่งนัก เนื้อปลาก็หวาน ไม่คาวเลยสักนิด” จินตงชุนพูดออกมาทั้งที่อาหารยังอยู่เต็มปาก จินตงเฉิงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อในปากของเขามีแต่อาหารอยู่เต็ม ไม่มีพื้นที่ให้เสียงลอดออกมา
รั่วซีกินมันเผาไปหนึ่งหัวกับอีกครึ่งหนึ่ง ที่เหลือพี่ชายกับน้องชายนางกินจนหมด ยังดีที่นางไปหาหัวมันมาเพิ่มเผาเก็บไปกินตอนกลางคืนเอาไว้แล้ว ปลาก็ถูกกินไปเพียงแค่สองตัว อีกตัวนางจะนำไปมอบให้เด็กหนุ่มกับหญิงชราที่ให้นางยืมมีดมาใช้
“แล้วจะไม่ถูกสงสัยหรือ” จินตงชุนไม่เห็นด้วยที่นางจะนำปลาไปมอบให้สองย่าหลาน
“ท่านก็บอกว่าท่านเป็นคนจับสิ ได้มาเพียงสองตัว พวกเรากินไปแล้วหนึ่งตัวมอบให้พวกเขาหนึ่งตัว ต่อให้สงสัยแล้วจะทำเช่นใดได้เล่า”
“ให้มันเผาแทนไม่ดีกว่าหรือ”
“ท่านยังไม่เชื่อข้าเลยในตอนแรกว่ามันกินได้ หากเป็นผู้อื่นจะเชื่อข้าหรือไม่เล่า ไปเถิดฟ้าจะมืดแล้ว”
รั่วซีเริ่มใช้ขี้เถ้าทาใบหน้าและตามลำตัว นางยังใช้แท่งถ่ายเขียนเติมคิ้วให้เข้มและใหญ่ขึ้น จนใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย
“เจ้าทำเช่นนี้เพื่ออันใด” สตรีคนใดต่างก็รักสวยรักงาม เขาไม่เข้าใจว่าน้องสาวจะทำให้ตนเองอัปลักษณ์ไปเพื่ออันใด
“จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ใบหน้าของข้าจะนำภัยมาให้”
พอคิดถึงเรื่องเหตุการณ์ในหมู่บ้าน ที่สตรีหลายคนต่างถูกฉุดคร่าไปข่มเหง จินตงชุนก็เข้าใจน้องสาวทันที เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที หากคนที่ถูกกระทำเป็นน้องสาวของเขาเอง
“เป็นเจ้าที่รอบคอบ พี่เองลืมนึกเรื่องนี้ไป”
“ข้าเองก็ลืมคิดเช่นกัน หากมิได้ไปล้างตัวก็คงหลงลืมไปแล้วเจ้าค่ะ พวกเราออกจากป่ากันเถิด”
สามพี่น้องออกมาจากป่า ฟ้าก็เกือบมืดเสียแล้ว ผู้คนเริ่มเข้าไปพักหลบลมหนาวภายในหลุมแล้ว มีเด็กน้อยสองสามคน วิ่งมาทางสามพี่น้อง เมื่อพวกเขาได้กลิ่นหอมที่ออกมาจากเสื้อผ้าเก่าของรั่วซีที่นางห่อมันเผาเอาไว้หลายหัว นางจึงยื่นให้พวกเขา แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะรับมารดาของเขาก็วิ่งมาผลักรั่วซีจนนางเกือบจะล้มไปกองกับพื้น แต่จินตงชุนรับตัวนางเอาไว้ได้เสียก่อน
“เจ้าจะฆ่าลูกข้าหรือไง!!! เห็นอยู่ว่าหัวมันพวกนี้กินไม่ได้” นางกรีดร้องออกมาเสียงดัง
ชาวบ้านเริ่มยื่นหน้าออกมามองเหตุการณ์ พอรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ต่างก็พากันตำหนิสามพี่น้อง
รั่วซีถอนหายใจออกมา มองนางอย่างจริงจัง ไม่ได้โกรธแค้นที่นางผลักตนเมื่อครู่เลย “มันกินได้ ข้าสามคนพี่น้องก็เพิ่งกินเข้าไป” นางเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“กินได้เจ้าก็เก็บเอาไว้กินเอง ประเดี๋ยวพวกเจ้าใกล้ตายก็จะรู้เองว่ามันกินไม่ได้ ไป!!! กลับ อย่าได้มายุ่งกับพวกนี้อีกเข้าใจหรือไม่ พวกเจ้าจะได้ตายตามคนพวกนี้ไป” นางดึงลูกทั้งสามกลับ แล้วด่าทอเสียงดังไปทั่ว
จินตงชุนโกรธแค้นอับอายจนใบหน้าประเดี๋ยวดำประเดี๋ยวแดง แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่พาน้องสาวและน้องชายกลับไปที่พักของตน
รั่วซีเดินนำมีดพร้าไปคืน พร้อมทั้งนำปลาที่ซ่อนเอาไว้ ออกมาแอบให้สองย่าหลาน
“พวกท่านเอาเข้าไปกินด้านใน อย่าได้ผู้อื่นเห็นมิเช่นนั้นจะถูกแย่งได้”
ในช่วงที่อาหารหายาก ผู้คนแย่งชิงข้าวของกันจนเกือบฆ่ากันตาย หากไม่ได้นายทหารจงมอบสิ่งของเครื่องใช้เล็กน้อยมาให้ สามพี่น้องก็คงลำบากมากกว่านี้
“จะ เจ้า”
“ไม่ต้องเสียงดัง เข้าไปเถิด ขอบคุณท่านมากสำหรับมีด พรุ่งนี้ข้าอาจจะต้องรบกวนท่านอีก” นางไม่รอให้เขาหายตกใจก็เดินกลับไปที่หลุมดินของตนเอง
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







