Se connecterทุ่มครึ่ง แต่ละคนก็ทยอยมารวม พีรรัตน์กับอัญญารินมาถึงก่อน ทั้งสองคนเถียงกันมาตลอดทาง ตามด้วยคีตพัฒน์ที่มาพร้อมกับญารินดา ซึ่งก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน ญารินดามองเขาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงการพูดจาของเขาที่เธอได้เจอ
ขวัญชนกกับวรรณวิวามาถึงเป็นคู่ปิดท้าย ทุกคนช่วยกันลงมือจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่ตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน
“พี่ธีล่ะ” พีรรัตน์มองซ้ายขวาไม่เห็นธีรภัทรก็ถามพรีญาภัส
“ไปข้างนอก มีสายด่วน” หญิงสาวตอบแบบไม่คิดอะไรมาก
“หือ สายด่วน เด็กเหรอ” พีรรัตน์แกล้งน้องสาวตามความเคยชิน
“ประมาณนั้น” ไหล่เปลือยไหวอย่างไม่แคร์
“หืออ” คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ขมวดคิ้วแล้วมองสบตากัน
“เห็นว่าไปเคลียร์น่ะ ท่าทางน่ากลัวด้วย พรีนล่ะกลัวแทนเธอคนนั้น” พรีญาภัสทำท่าทางขยาด
“ถ้าหล่อนเลือกจะวุ่นวายกับพี่ธี หล่อนก็ต้องทำใจเอาไว้แล้วล่ะ ช่างเถอะ เอ้า ชนกันหน่อยดีกว่า” พีรรัตน์เองก็รู้กิตติศัพท์พี่ชายดี
คีตพัฒน์นิ่ง เขาฟังสิ่งที่น้องๆ คุยกันโดยไม่ออกความเห็น เขาเองก็โตมาไล่ๆ กับทุกคน รวมถึงรู้ดีว่านิสัยและรสนิยมของผู้ชายบ้านเขาเป็นยังไง
เมื่อของกินเริ่มร่อยหรอลง พรีญาภัสจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังห้องครัวเพื่อไปหยิบของออกมาเพิ่ม
“ไหวไหม” เสียงห้าวที่อบอุ่นกับน้องสาวเสมอดังขึ้นด้านหลัง
“พี่คี.....” หญิงสาวเอี้ยวตัวหันกลับมามอง
“อื้ม เป็นยังไงบ้างเรา ไหวไหม” ชายหนุ่มถามพลางส่งยิ้มอบอุ่น
“เรื่องอะไรคะ” พรีญาภัสถามด้วยความไม่แน่ใจว่าพี่ชายหมายถึงอะไร
“เรื่องพี่ธี เราไหวไหม” เขาพูดออกไปตามตรง เรื่องของธีรภัทรกับพรีญาภัส ถึงทั้งคู่จะไม่พูด แต่ทุกคนก็พอมองออก
“ก็.....ต้องไหวแหละค่ะ พรีนไม่ได้มีทางเลือกนี่คะ”
“.....พรีน พรีนไม่ใช่ตัวเลือกของพี่ธีนะ พรีนคือตัวพรีน พรีนคือน้องสาวของพวกเรา พรีนคือครอบครัว พรีนเป็นมากกว่าคนของพี่ธี พรีนคือคนเดียวที่พี่ธีและพวกเรายอมรับ ถ้าไม่ใช่พรีนพี่ธีก็คงไม่พาใครเข้ามาในบ้าน เข้าใจความหมายไหม” คีตพัฒน์มองสิ่งที่น้องสาวกังวลออก จึงพูดในสิ่งที่พรีญาภัสมองข้ามไป
“.....ค่ะ” พรีญาภัสพยักหน้าเบาๆ
คีตพัฒน์หยิบถุงน้ำแข็งเทใส่กระติกใบใหญ่แล้วเดินออกไปก่อน พรีญาภัสจึงหยิบถาดอาหารที่เตรียมเอาไว้อีกชุดเดินตามหลังพี่ชายออกมา
“มาแล้วๆ” หญิงสาวถือถาดเอาไว้ อัญญารินลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วยกจานกับข้าววางลงบนโต๊ะ
“นานจนนึกว่ากำลังไปเลี้ยงกุ้งอยู่” ญารินดาแซวเพื่อนสนิทอย่างคนเริ่มได้ที่
“ใครบอก ไปย่างกุ้งอยู่ต่างหาก” พรีญาภัสเล่นมุกกลับอย่างคนทันกัน
“เฮ้ แล้วไหนผักแกล้มฉันอะ” อัญญารินย่นจมูกเมื่อไม่เห็นจานผัก
“อ้าว ฉันลืมเหรอเนี่ย” พรีญาภัสมองของในถาดที่มีจานกุ้งเผา หมูสามชั้น น้ำจิ้ม เส้นขนมจีนก็เพิ่งนึกได้ว่าเธอไม่ได้หยิบจานผักมาด้วย
“เดี๋ยวฉันไปเอาเองก็ได้ย่ะ” อัญญารินยิ้มหวานใส่เพื่อนจนใบหน้าจิ้มลิ้มน่ามองมากขึ้นไปอีก
พีรรัตน์มองตามร่างเล็กจิ๋วที่เดินตรงเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางโซเซไม่วางตาจนคีตพัฒน์ต้องสะกิดน้องชายแล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้เขาเดินตามไป
“เฮ้ย ทำไมแก้วฉันไม่ยุบเลยวะเนี่ย” พรีญาภัสเงยหน้ามองพีรรัตน์แล้วก็ยิ้ม หันไปคุยกับญารินดาที่โดนวรรณวิวาชวนชนแก้วไม่หยุดถึงได้เพิ่งสังเกตุแก้วของตัวเอง
“เพิ่งรู้สึกตัวเหรอ ฉันจะกลืนไม่ลงแล้วเนี่ย” ญารินดาหัวเราะ หน้าของเธอเริ่มแดง
“ให้ตาย เผลอไม่ได้เลย” พรีญาภัสบ่นพึมพำแต่ก็ยกแก้วขึ้นกระดกจนหมดอยู่ดี
“แกล่ะ จะเปิดตัวเมื่อไหร่” วรรณวิวาถามพรีญาภัสบ้าง
“ก็ไม่ได้ปิดบังอะไรนี่” ธีรภัทรที่เดินเข้ามาเงียบๆ เอามือวางลงบนบ่าบอบบางของพรีญาภัสแล้วตอบแทนเธอ
“พี่ธี มาตอนไหนคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถามเขาด้วยท่าทางตกใจ
“ตอนที่แกเข้าไปเอาของ” เพื่อนๆ พากันตอบ
“ไม่ได้ปิดบัง แต่ก็ไม่ได้ต้องประกาศ ถ้าใครถามก็ตอบความจริง จริงไหม?” ธีรภัทรนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างพรีญาภัสหลังจากคีตพัฒน์ลุกขึ้นแล้วย้ายไปนั่งข้างญารินดาแทน
“.....” พรีญาภัสไม่ได้ตอบอะไร เธอยิ้มน้อยๆ แต่แววตาของเธอไม่ได้สดใสเหมือนอย่างเคย
“พี่แวะไปเอานี่มาให้พวกเธอ” ธีรภัทรพูดขึ้น เมื่อแม่บ้านที่เดินไปรับของที่รถถือถุงกระดาษใบเล็กหลายใบเข้ามาวางให้บนโต๊ะ
“อะไรคะ” บรรดาสาวๆ ถามขึ้นด้วยท่าทางอยากรู้
“เลือกเอาเลย ของข้างในเหมือนกันหมดทุกถุง” ธีรภัทรส่งยิ้มให้กับทุกคน
ถุงใบที่ใกล้ที่สุดอยู่ในมือของพรีญาภัส เธอเปิดปากถุงกระดาษออก สายตาทุกคนจับจ้องไปที่กล่องเครื่องประดับด้านใน มือบางหยิบมันออกมาเปิดดูก็ชะงัก สร้อยข้อมือทองคำขาวขนาดกำลังดี มีดอกคาร์เนชั่นสีขาว ชมพู เขียว ส้ม เว้นระยะห่างกันในระยะที่สวยงาม
ทุ่มครึ่ง แต่ละคนก็ทยอยมารวม พีรรัตน์กับอัญญารินมาถึงก่อน ทั้งสองคนเถียงกันมาตลอดทาง ตามด้วยคีตพัฒน์ที่มาพร้อมกับญารินดา ซึ่งก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน ญารินดามองเขาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงการพูดจาของเขาที่เธอได้เจอขวัญชนกกับวรรณวิวามาถึงเป็นคู่ปิดท้าย ทุกคนช่วยกันลงมือจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่ตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน“พี่ธีล่ะ” พีรรัตน์มองซ้ายขวาไม่เห็นธีรภัทรก็ถามพรีญาภัส“ไปข้างนอก มีสายด่วน” หญิงสาวตอบแบบไม่คิดอะไรมาก“หือ สายด่วน เด็กเหรอ” พีรรัตน์แกล้งน้องสาวตามความเคยชิน“ประมาณนั้น” ไหล่เปลือยไหวอย่างไม่แคร์“หืออ” คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ขมวดคิ้วแล้วมองสบตากัน“เห็นว่าไปเคลียร์น่ะ ท่าทางน่ากลัวด้วย พรีนล่ะกลัวแทนเธอคนนั้น” พรีญาภัสทำท่าทางขยาด“ถ้าหล่อนเลือกจะวุ่นวายกับพี่ธี หล่อนก็ต้องทำใจเอาไว้แล้วล่ะ ช่างเถอะ เอ้า ชนกันหน่อยดีกว่า” พีรรัตน์เองก็รู้กิตติศัพท์พี่ชายดีคีตพัฒน์นิ่ง เขาฟังสิ่งที่น้องๆ คุยกันโดยไม่ออกความเห็น เขาเองก็โตมาไล่ๆ กับทุกคน รวมถึงรู้ดีว่านิสัยและรสนิยมของผู้ชายบ้านเขาเป็นยังไงเมื่อของกินเริ่มร่อยหรอลง พรีญาภัสจึงลุกขึ้นเด
หลายอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่แผลผ่าตัดหายดีและญารินดาก็ไม่ค่อยเจ็บแผลเธอก็มาเรียนตามปกติจนกระทั่งวันสอบ พวกเธอมารวมตัวกันหลังจากสอบเสร็จโดยไม่ต้องนัดกันแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ต้องเลี้ยงส่งกันแล้วนะ” พีรรัตน์พูดขึ้นหลังจากเดินมารวมตัววันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย ขวัญชนกกับวรรณวิวาต้องเตรียมตัวที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อนๆ ตั้งใจจะเลี้ยงส่ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ที่ตามมาสมทบด้วย“ฉันรู้สึกแปลกๆ ว่ะ” ญารินดาพูดขึ้น สีหน้าเธอหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด“เอาน่า ค่อยติดต่อกันก็ได้” วรรณวิวาที่ทำใจได้บ้างแล้วบอกพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนๆ“นั่นสิ ซัมเมอร์ก็ยังกลับมาหากันได้นี่” พรีญาภัสปลอบเพื่อนแต่ก็น้ำตาซึม“ฉันว่า.....” อัญญารินจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก“ปาร์ตี้เลี้ยงส่งกันดีกว่าคืนนี้ บ้านใครดี” พีรรัตน์ออกความเห็นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ“บ้านฉันไหม ถ้าไปบ้านพวกเธอเดี๋ยวจะเสียหายถ้าพี่คีกับพีไปด้วย” พรีญาภัสเอ่ยชวนโดยไม่ลืมคิดถึงข้อนี้“บ้า ไม่มีอะไรมั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็รู้จักกัน” ญารินดาไม่คิดอะไร เธอหัวเราะน้อยๆ“ตามนั้น คืนนี้เจอกันที่บ้าน เดี๋ยวพี่กลับไปเอาโน้ตบุ๊
นานหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วเบาก็ลุกขึ้นแทบจะทันที“เป็นอะไร” คำถามดังขึ้นก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะเดินมาถึงขอบเตียงในไม่กี่ก้าว“เผลอพลิกตัว เลยเจ็บแผลค่ะ” เธอตอบเสียงแหบ เหงื่อซึมทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ“.....” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น“กี่โมงแล้วคะ” ร่างเล็กพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีมือหนาคอยประคอง“5 โมงกว่า” เขาตอบหลังจากที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู“เย็นแล้วนี่คะ” เธอถามพร้อมกับเอามือประคองทับผ้าปิดแผลตัวเอง“อืม” คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานยังซีดอยู่“แล้วทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะคะ ไม่ต้องไปไหนเหรอ” หญิงสาวถามหลังจากหย่อนเท้าลงบนพื้น“.....ลุกไปกินข้าวกินยา” เขาไม่ตอบแต่ออกคำสั่งเธอแทนญารินดาทำหน้าเซ็งแบบเห็นได้ชัด เธอเกลียดการกินยา ไม่เหมือนกับคู่แฝดของเธอที่กินยาง่าย การกินยาสำหรับเธอจึงไม่ต่างกับการกลืนก้อนหินเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมลุกขึ้น เขาจึงโน้มตัวลงช้อนอุ้มเธอเดินตัวลอยไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ“พี่คี เพลงเบื่อโจ๊ก”“หมอให้กินอาหารที่ย่อยง่ายไม่ใช่
และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่ถอดสายน้ำเกลือ เปลี่ยนเสื้อผ้า เคลียร์ค่าใช้จ่าย รอเภสัชกรมาจ่ายยาและอธิบายรายละเอียดเสร็จ เจ้าของร่างเล็กบอบบางก็ได้กลับมาถึงคอนโดในเวลาเพียงไม่นาน“ขอบคุณค่ะ” ญารินดากล่าวขอบคุณพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกครั้งหลังจากที่เดินมาถึงหน้าห้องของเธอ“มีปัญญาถือเข้าไปเหรอ” คีตพัฒน์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือทั้งสองข้างที่ถือของอยู่ยกขึ้นสูง“.....” ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคีตพัฒน์พูดจาแบบนี้ ปกติพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอคนนี้จะยิ้มเก่ง พูดน้อย และท่าทางนุ่มนวลอยู่ตลอด“เข้าไป” เขาไม่ได้สนใจเธอที่กำลังยืนอึ้งอยู่แม้แต่น้อย มือข้างที่ว่างเอื้อมผ่านร่างเล็กที่หันหน้าเข้าหาเขาไปกดรหัสประตูแล้วเปิดออกญารินดาหมุนตัวช้าๆ ค่อยๆเดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แล้วเอนกายพิงพนัก คิ้วเรียวขมวดอย่างลืมตัวเมื่อเธอรู้สึกเจ็บที่แผล“กินข้าวกินยาซะ” คำสั่งเฉียบขาดพร้อมกับถ้วยใส่โจ๊กกับยาวางลงตรงหน้า“.....” หญิงสาวมองยาแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา“กินยายากสินะ” เขามองออกในปราดเดียว“.....” เธอไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ“จัดการให้เรียบร้อย
“ผมอุ้มเองครับ” เสียงทุ้มห้าวของคีตพัฒน์ดังขึ้นเรียกสายตาจากทุกคนเมื่อมาถึงห้องพัก เจ้าหน้าที่เตรียมจะอุ้มญารินดาที่ยังไม่ฟื้นจากยาสลบเพื่อย้ายไปยังเตียงในห้องพัก แต่คีตพัฒน์ที่เดินมาถึงพอดีได้พูดขึ้นแล้วเดินเข้ามาข้างเตียงคนไข้ มองร่างเล็กบอบบางที่ยังหลับสนิทยู่ ช้อนอุ้มด้วยความระมัดระวังแล้ววางลงบนเตียงที่พยาบาลเพิ่งปรับให้เสร็จเรียบร้อยอย่างเบามือหลังจากพยาบาลแจ้งสิ่งที่ญาติต้องรับทราบเสร็จก็กลับออกไป บรรยากาศในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ สองหนุ่มนั่งลงบนโซฟาตัวยาว นริยานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง อัญญารินที่ยืนเคียงข้างมารดา คีตพัฒน์ยืนอยู่อีกฝั่งของเตียง ตามด้วยพรีญาภัสที่มองเพื่อนด้วยสายตาเป็นห่วง“ขอบใจทุกคนนะจ๊ะ โดยเฉพาะคี น้าขอบใจมาก ถ้าวันนี้ไม่ได้พ่อคี น้องเพลงคงแย่” นริยาส่งยิ้มจางๆให้กับทุกคนและหยุดลงที่คีตพัฒน์“ไม่เป็นไรครับ” เขาค้อมศีรษะเล็กน้อย สายตามองไปที่ใบหน้าสวยหวานที่ยังหลับสนิทอยู่“เรากลับกันก่อนดีไหม ให้ยัยเพลงพักผ่อนไปก่อน น่าจะมึนยาอีกนาน พรุ่งนี้เราค่อยมากันใหม่” อัญญารินออกความเห็น“แม่ว่าก็ดีนะ พิณลับไปที่คอนโดนะ ใกล้ๆ เผื่อมีอะไรแม่จะได้โทรหา” นริยาสั่งบุ
‘พี่คี ฝากไปดูยัยแฝดหน่อยดิ บอกว่าปวดท้อง คงไม่ได้ไปงานด้วย’“แฝด.....คนไหน”‘ยัยเพลงน่ะ ผมรอรับยัยพิณไปงาน พี่ธีกับพรีนกลับไปแต่งตัวที่บ้าน เลยแยกกันไป เดี๋ยวผมส่งเลขห้องไปให้ในข้อความ’“เออๆ”การสนทนาจบลงหลังจากได้รับรู้ว่าผู้ที่ต้องทำให้เขาต้องเสียเวลาจากงานที่กำลังทำคือใคร ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกออกจากโต๊ะทำงาน ยืดบิดกายไปมาคลายความเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน เมื่อได้ยินเสียงแชทขึ้นก็หยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเดินเลยไปยังประตูห้องแล้วออกไปคีตพัฒน์ หนุ่มหล่อวัย 21 ปี ส่วนสูง 190 เซนติเมตร ที่กำลังจะเรียนจบแล้วเตรียมตัวเข้าช่วยงานพี่ชายทั้งสองที่บริษัท บ้านของเขามีพี่น้องแท้ทั้งหมด 4 คน และไม่แท้อีก 1 คน ตัวของคีตพัฒน์เป็นคนที่ 3 ของพี่น้องดูจากภายนอกเหมือนรูปร่างของคีตพัฒน์จะผอมสูง แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ใช่คนผอม กล้ามเนื้อที่มีเรียกว่าสวยงามก็ไม่ผิด มันไม่เยอะเกินไปแต่ก็ไม่ได้ผอมจนเก้งก้างเมื่อออกจากลิฟต์และเดินมาถึงหน้าประตูหน้าที่เป็นจุดหมาย ชายหนุ่มเคาะเรียกเจ้าของห้องอยู่นานแต่ก็ไม่มีคนมาเปิดจนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิด มือหนาหยิบโทรศัพท์เตรียมที่จะโทรไปหาน้องชายแต่







![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)