Masukหลังจากคืนนั้น... คนที่นอนไม่หลับกลับไม่ได้มีเพียงแค่เวกัสคนเดียว แต่มีใบหยกอีกคนที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ทว่าดวงตากลับเปิดค้างมองเพดานอย่างไร้จุดหมายเธอพลิกตัวไปทางซ้าย... แล้วก็พลิกกลับมาทางขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยกหมอนขึ้นมาปิดหน้า“ใบหยก...แกเป็นอะไรของแกเนี่ย”คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพราะต่อให้พยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นเพียงความผิดพลาด แต่ภาพของเวกัสกลับยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดทั้งสายตา น้ำเสียง อ้อมกอด และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ยิ่งพยายามลืม...กลับยิ่งจำ และสิ่งที่ทำให้เธอสับสนที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่เธอเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาแต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก เธอไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไรหวั่นไหว? ผูกพัน? หรือเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไป“เขาคือแค่เวกัส...” ใบหยกพึมพำกับตัวเอง“ผู้ชายที่ชอบเอาชนะคนอื่น แล้วฉันจะไปหวั่นไหวกับเขาทำไม เธอนี่มันไร้สาระจังเลยใบหยก” เธอพยายามหาเหตุผลมาปลอบตัวเอง แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟังรุ่งเช้า... ใบหยกจึงเลือกวิธีที่คิดว่าง่ายที่สุด... คือการโฟกัสที่การทำงานถ้าพยาย
หลังจากเช้าวันนั้น ใบหยกก็เลือกวิธีรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างง่ายที่สุด ด้วยการหลบหน้าเวกัสเธอไม่ได้หนีงาน ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ และไม่ได้ทำตัวผิดปกติต่อหน้าคนอื่น ตรงกันข้าม... ใบหยกกลับทุ่มเทให้กับโปรเจกต์มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เธอเดินตรวจงานตั้งแต่เช้า ไล่เช็กแบบแปลนทีละจุด ตรวจรายละเอียดของโครงสร้าง พูดคุยกับทีมงาน และจดบันทึกทุกอย่างลงในสมุดอย่างตั้งใจเพียงแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเวกัสใกล้เข้ามา เธอจะหาข้ออ้างเดินไปอีกด้านทันที“ใบหยก ฉัน...”“เดี๋ยวฉันไปเช็กอีกฝั่งก่อนนะ” “เดี๋ยวสิ... ฉันยังพูดไม่จบ”“เอาไว้ค่อยคุยกันนะ”เธอตอบเร็วเสียจนเวกัสได้แต่มองตามแผ่นหลังบางที่เดินจากไป ครั้งแรกเขายังไม่คิดอะไร ครั้งที่สองยังพอเข้าใจ แต่นี่ผ่านไปเป็นวันแล้ว ใบหยกก็เอาแต่อ้างนั่นนี่ และแทบจะไม่สบตากับเขาเลยสักครั้งจนเวกัสเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งเธอพยายามหลบ เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกผลักออกห่างทั้งที่เมื่อคืน... เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา ยังมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว แต่วันนี้กลับทำเหมือนเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า“เชี่ย... แม่ง!” เสียงสบถเบา ๆ ทำ
“ใบหยก...แกมันบ้าไปแล้ว ทำอะไรลงไปเนี่ย”เสียงพึมพำของใบหยกดังขึ้นท่ามกลางห้องนอนที่เงียบสนิท ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ใบหยกก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เธอเอาแต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วพลิกไปพลิกมาอย่างกระสับกระส่าย ยิ่งพยายามไม่คิด ภาพของเวกัสก็ยิ่งชัดขึ้นมาในหัวแววตาคมเข้มของเขา น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อเธอ อ้อมแขนที่เคยทำให้เธอรู้สึกทั้งหวาดระแวงและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงจุมพิตที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง“โอ๊ย...ทำไมฉันต้องไปยอมเขาด้วยนะ”ใบหยกยกมือขึ้นปิดใบหน้า เธอพลิกตัวนอนคว่ำแล้วซุกใบหน้าลงกับหมอน รู้สึกว่าความร้อนกำลังไล่ขึ้นมาบนแก้มอีกครั้งเธอไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะเผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้คนอย่างเวกัสเข้ามาใกล้ได้ขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังระวังเขาทุกฝีก้าวเขาทั้งเจ้าเล่ห์ ชอบเอาชนะ และไม่เคยยอมใคร แต่วันนี้เธอกลับเป็นฝ่ายตอบรับความรู้สึกนั้นเสียเอง“แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมองหน้าเขาได้ยังไง...”คำถามหลุดออกมาพร้อมเสียงถอนหายใจ เพียงแค่คิดว่าจะต้องเจอเวกัสในวันพรุ่งนี้ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลใบหยกหลับตาแน่น พยา
เวกัสที่กำลังสนุกกับสองเต้าอวบ ค่อย ๆ สอดปลายนิ้วแหวกเนื้อผ้าผื่นบางช้า ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วดุดันร่องเนื้อนุ่ม แล้วขำแลกผ่านม่านกุหลาบสีหวานเข้าไปข้างในความชุ่มฉ่ำที่ปูทางไว้ทำให้ทุกอย่างไหล่ลื่นจนแทรกผ่านได้ง่ายเพียงขยับเบา ๆ“อ๊า! วะ... เว ฮื่อ! เว!”ใบหยกเผลอหลุดเสียงครางลั่นด้วยความเสียว นี่เป็นครั้งแรกและเป็นคนเดียวที่เธอยอมให้สัมผัสตัวเธอได้อย่างใกล้ชิดมากขนาดนี้“แน่นจังเลยหยก... ฮืม!”เวกัสกัดฟันแน่น พลางซุกไซ้ไปทั่วทั้งลำคอและลาดไหล่ของเธอ ในขณะที่มือของเขากำลังรังแกจุดอ่อนไหวของเธออย่างแผ่วเบา“ฮึก! เวกัส... อย่า... เรา... หยุดแค่นี้ได้ไหม”ใบหยกเอ่ยราวกับคนไม่มีทางออก เพราะเธอเองก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ไหวแล้ว“ถ้ามันคือรางวัลที่เราอยากได้ล่ะหยก... หืม...”น้ำเสียงของเขาทั้งออดอ้อนและนุ่มนวลจนใบหยกสั่นสะท้านทุกครั้งที่ได้ยิน“อ๊า! เวกัส... อื้อ!”ใบหยกถึงกับครางลั่น เมื่อเวกัสเริ่มขยับจังหวะของปลายนิ้ว แถมเสียงที่มันเล็ดลอดออกมา ก็ช่างน่าอายเสียจริง“ลองดูก็ได้... นิดเดียว...”ตอนนี้เวกัสเหมือนรถที่กำลังเบรกแตก ความฝันในคืนนั้นที่เขาฝันว่าได้ครอบครองเธอ มันแล่นแป๊บเข้ามาจนหัว
ทั้งคู่สบตากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ภายในห้องใต้ฐานหอนาฬิกาเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่อยู่ใกล้กันเกินกว่าระยะปลอดภัย ใบหยกยังคงกำแผ่นป้ายเอาไว้แน่น ขณะที่แววตาของเวกัสกลับอ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงความเงียบที่เหมือนกำลังพูดแทนทุกความรู้สึกผ่านทางสายตาจวบจนเวกัสค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าไปหาเธอช้า ๆ ราวกับเปิดโอกาสให้ใบหยกถอยหนีได้ทุกเมื่อ ทว่าเธอกลับยืนนิ่ง ทั้งจ้องสบตาเขาราวกับท้าทาย ในขณะที่หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบกลบเสียงรอบตัว“อืม...”ริมฝีปากของทั้งสองแตะกันอย่างแผ่วเบาเวกัสหลับตาพริ้ม เขาพยายามควบคุมตัวเองจนร่างกายสั่นเทา ทั้งที่เขาไม่เคยใช้ความนุ่มนวลแบบนี้กับใครมาก่อน ก่อนจะค่อย ๆ ถอนจูบนั้นอย่างอ้อนยิ้มสายตาของทั้งคู่สบผสานกันอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงจุมพิตสั้น ๆ ที่อ่อนโยนจนใบหยกแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นสัมผัสของคนคนเดียวกันกับเวกัสที่เธอเคยรู้จัก“นะ... นาย...”มือหนาค่อย ๆ รับแผ่นป้ายออกจากมือของเธอ แล้ววางมันลงบนโต๊ะด้านข้าง โดยไม่ได้เร่งรัดหรือบีบบังคับ จากนั้นจึงหันกลับมาหาเธออีกครั้ง“เว... เวกัส... ฮึก! ฮื่อ...”และครั้งนี้.
การก่อสร้างหอนาฬิกาดำเนินมาเกือบครบหนึ่งสัปดาห์... จากชิ้นงานที่เคยมีเพียงโครงร่าง วันนี้มันเริ่มกลายเป็นรูปร่างขึ้นมาอย่างชัดเจน ฐานโครงสร้างแข็งแรง ตัวเรือนสูงตระหง่าน และกลไกภายในที่ซับซ้อนค่อย ๆ ถูกประกอบเข้าที่ทีละส่วนทุกอย่างสำเร็จไปแล้วมากกว่าครึ่ง หากไม่มีอะไรผิดพลาด... อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ หอนาฬิกาแห่งนี้ก็น่าจะเสร็จสมบูรณ์ตลอดทั้งวันทุกคนจึงแทบไม่ได้หยุดมือ เสียงเครื่องมือดังสลับกับเสียงเรียกหากันของสมาชิกในทีม นักศึกษาบางคนอยู่บนโครงนั่งร้าน บางคนกำลังตรวจสอบกลไก บางคนช่วยจัดเตรียมวัสดุอยู่ด้านล่างส่วนใบหยก... เธอจะใกล้อยู่บริเวณนั้นเสมอ ไม่ว่าจะมีใครเรียกหาเธอจากตรงไหน เธอก็มักจะเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปช่วย“ตรงนี้เอาไว้ให้เราจัดการเอง นายไปดูอีกฝั่งเถอะ”“ระวังนะ เดี๋ยวเราช่วยจับให้”“อันนี้ตรวจอีกครั้งก็ได้ เราไม่อยากให้มีข้อผิดพลาด”ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เหมือนคนที่กำลังวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยทีละก้าว และเวกัสเอง... ก็เป็นหนึ่งในคนที่วิ่งอยู่บนเส้นทางเดียวกันกับเธอ ตกเย็น... แสงอาทิตย์สีส้มอ่อน เริ่มทอดผ่านช่องว่างของอาคารเรียน
ณ ห้องชมรมภายในศูนย์สาธิตวิทยาของสถาบัน EST ตอนช่วงเวลาบ่ายคล้อย ใบหยกยังคงนั่งก้มหน้าอยู่กับแบบแปลนชิ้นงานบนโต๊ะออกแบบอย่างเคร่งเครียด ดินสอไม้ด้ามยาวหมุนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วเรียว ราวกับกำลังใช้ความคิดในหัวไม่หยุด“ใบหยกจ๋า!”เสียงหวานใสแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ของวิเวียนดังขึ้นจากข้างหลัง เพื่อย้ำกั
(5ปีก่อน...)ภายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากการจับฉลากของขวัญของพนักงานทั้งบริษัท ชายคนหนึ่งได้รับของขวัญเป็นกล่องคุกกี้หอมหวานกับตุ๊กตาหมีขนฟูตัวใหญ่เป็นรางวัล แนบมากับซองเงินโบนัสของปีนี้ ซึ่งเขาจะได้ใช้จ่ายสำหรับค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับลูกสาว
เสียงส้นรองเท้ากระแทกกับพื้นไม้ของห้องใต้ดินภายในตึกวิศวกรรมเครื่องกลดังลั่น ท่ามกลางเสียงเงียบกริบที่ตึงเครียดกว่าสนามรบ สายตาทุกคู่จับจ้องร่างสูงที่เดินวนไปมาอยู่กลางห้อง พร้อมประกายความโกรธแค้นอันรุนแรง ที่ฉายชัดในดวงตาสีเข้มของเขา“แม่งเอ๊ย!!!” เวกัสสะบัดเสื้อช็อปออกจากร่าง ก่อนจะเหวี่ยงลงพื้นอ
ช่วงเช้าของวันใหม่...คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงวุ่นวายเหมือนเคย เสียงฝีเท้านิสิตนักศึกษาดังกระทบพื้นกระเบื้องแผ่วเบา พร้อมเสียงหัวเราะและการทักทายสลับกันไปทว่าภายในโถงล็อกเกอร์ของคณะกลับมีบางอย่างผิดปกติออกไป ทุกคนเหมือนจะมีจุดโฟกัสเดียวกันทั้งคณะ ตรงล็อกเกอร์หมายเลข 21 ซึ่งเป็นล็อกเกอร์ของประธานสภานั