LOGINหลังเหตุการณ์ในคืนนั้น ฉานจวนค้นพบเรื่องน่าหงุดหงิดอยู่เรื่องหนึ่ง ห่าวรันรักษาคำพูดดีเกินไปเขาบอกว่าจะรอให้นางมีสติครบถ้วนแล้วค่อยถามใหม่ว่า อยากให้เขาหยุดหรือไม่จากนั้นก็หายหน้าไปสองวันเต็ม ไม่มาที่จวน ไม่ฝากคำพูด แม้แต่เงายังไม่มีให้เห็น ตอนแรกฉานจวนคิดว่าดีเสียอีก บุรุษช่างจับผิดไม่อยู่ นางจะได้ใช้ชีวิตเป็นซูเจินอย่างสงบแต่พอเข้าสู่วันที่สอง นางกลับเริ่มหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ
“คุณหนูเจ้าคะ”
“อะไร?”
“ท่านมองประตูอีกแล้ว”
ฉานจวนหันกลับทันที
“ข้ามองต้นไม้”
เสี่ยวอวี้มองออกไปนอกหน้าต่าง
“แต่ตรงนั้นไม่มีต้นไม้นะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นข้ามองกำแพง”
“กำแพงน่าสนใจหรือเจ้าคะ?”
ฉานจวนวางถ้วยชาลง
“เสี่ยวอวี้”
“เจ้าคะ?”
“วันนี้เจ้าพูดมาก”
สาวใช้รีบเม้มปากแต่แววตายังยิ้มอยู่ ฉานจวนหันกลับไปกินขนมต่อ นางไม่ได้รอห่าวรัน แน่นอนว่าไม่ได้รอ เพียงสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่ผู้ชอบเข้าจวนผู้อื่นเป็นว่าเล่น เหตุใดจู่ ๆ ถึงรู้จักเกรงใจขึ้นมาเท่านั้น
“ได้ยินว่าท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าฝ่าบาทสองวันติดเจ้าค่ะ”
เสี่ยวอวี้พูดลอย ๆ ฉานจวนชะงัก
“ข้าถามหรือ?”
“ไม่ได้ถามเจ้าค่ะ”
“แล้วบอกทำไม?”
“บ่าวพูดกับตัวเอง”
“…”
เสี่ยวอวี้รีบก้มหน้า ฉานจวนปรายตามองก่อนหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมากัดแรงกว่าปกติ บ่ายวันนั้น ฉานจวนกำลังเลือกผ้าอยู่ในเรือน เมื่อสาวใช้จากด้านนอกเข้ามารายงาน
“คุณหนูรองเจ้าคะ ท่านแม่ทัพห่าวมาพบนายท่าน”
มือที่กำลังลูบผ้าหยุดทันที
“แล้ว?”
“นายท่านยังไม่กลับจากวัง ท่านแม่ทัพจึงรออยู่ที่ศาลาริมสระเจ้าค่ะ”
ฉานจวนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“รู้แล้ว”
สาวใช้ถอยออกไป เสี่ยวอวี้หันมามอง
“คุณหนูไม่ไปหรือเจ้าคะ?”
“เหตุใดต้องไป?”
“ก็…”
“เขามาพบท่านพ่อ ไม่ได้มาพบข้า”
“เจ้าค่ะ”
ฉานจวนก้มเลือกผ้าต่อ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ นางก็ลุกขึ้น
“อากาศดี”
เสี่ยวอวี้มองท้องฟ้าที่มีเมฆครึ้ม
“เจ้าค่ะ”
“ไปเดินเล่นกัน”
“ที่ใดเจ้าคะ?”
“ริมสระ”
เสี่ยวอวี้ก้มหน้าซ่อนยิ้ม
“เจ้าค่ะ”
ห่าวรันยืนอยู่ข้างศาลาริมน้ำ วันนี้เขาสวมชุดสีดำเรียบง่าย ไม่มีเกราะ ไม่มีดาบใหญ่ติดกาย มีเพียงกระบี่สั้นที่เอว ทำให้ความน่าเกรงขามลดลงเล็กน้อยแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉานจวนเดินมาตามทางหินอย่างไม่รีบร้อน เมื่อชายหนุ่มหันมา นางก็ทำสีหน้าประหลาดใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ท่านแม่ทัพ?”
ห่าวรันมองนาง
“บังเอิญจริง ๆ”
ฉานจวนยิ้ม
“เจ้าค่ะ ข้าเพียงออกมาเดินเล่น”
เขามองท้องฟ้า
“ฝนกำลังจะตก”
“ข้าชอบอากาศเช่นนี้”
“เมื่อก่อนเจ้าเกลียด”
รอยยิ้มฉานจวนเกือบค้าง อีกแล้ว! นางจึงเดินเข้าไปในศาลาแทน
“คนเราเปลี่ยนความชอบไม่ได้หรือ?”
“ได้”
ห่าวรันเดินตามเข้ามา
“เจ้าเปลี่ยนหลายอย่าง”
ฉานจวนหันกลับ
“ท่านจะจับผิดข้าอีกแล้ว?”
“วันนี้ไม่จับผิด”
“เชื่อได้หรือ?”
“ไม่ได้”
นางหลุดหัวเราะ
“อย่างน้อยก็รู้ตัว”
ห่าวรันมองรอยยิ้มนั้นเงียบ ๆ สองวันที่ผ่านมาเขายุ่งจริงแต่ไม่ถึงขั้นไม่มีเวลามาจวนเสนาบดีสาเหตุที่ไม่ได้มา… เพราะต้องการจัดการความคิดของตนเองแต่ดูเหมือนสองวันจะไม่ช่วยอะไร เพียงเห็นนางเดินมา ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมหรืออาจหนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“ท่านมองข้าอีกแล้ว”
“อืม”
“เสียมารยาท”
“เจ้าก็ยังมองข้า”
ฉานจวนเลิกคิ้ว
“ข้ามองเพราะท่านมองก่อน”
“ข้ามองเพราะเจ้ามา”
“หากข้าไม่มา?”
“ก็คงรอ”
นางชะงัก คำตอบธรรมดาแต่กลับทำให้หัวใจเต้นแปลก ๆ ฉานจวนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ท่านพ่อคงกลับอีกนาน”
“ข้ารู้”
“รู้แล้วยังรอ?”
“อืม”
“งานน้อยหรือเจ้าคะ?”
“วันนี้น้อย”
“ดีจริง ชายแดนสงบแล้ว แม่ทัพใหญ่จึงมีเวลามานั่งชมสระบัว”
ห่าวรันมองนาง
“ข้าไม่ได้ชมสระบัว”
“แล้วชมอะไร?”
“เจ้า”
ฉานจวนเงียบไปทันที
ชายผู้นี้…
สองวันไม่พบกัน ไปเรียนวิธีพูดจากผู้ใดมา? เสียงฟ้าร้องเบา ๆ ดังจากไกล ๆ ไม่นานฝนก็ตกลงมา เสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปรีบวิ่งไปหลบใต้ชายคาอีกฝั่ง ทิ้งให้ฉานจวนกับห่าวรันอยู่ในศาลาเพียงสองคน สายฝนตกกระทบผิวน้ำจนเกิดระลอก ลมเย็นพัดเข้ามา ฉานจวนยกมือกอดแขนตัวเองเล็กน้อย ห่าวรันเห็นจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก
“ไม่ต้อง”
เขาวางลงบนไหล่นางอยู่ดี เสื้อคลุมของเขาใหญ่จนแทบห่อนางได้ทั้งตัว กลิ่นสะอาดจาง ๆ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ฉานจวนก้มมอง
“ท่านชอบบังคับคนจริง ๆ”
“เจ้าหนาว”
“ข้ายังไม่ได้บอก”
“ตัวสั่น”
“ลมพัด”
“ปากแข็ง”
นางเงยหน้าทันที
“ผู้ใดปากแข็ง?”
“เจ้า”
“ห่าวรัน”
“เรียกถูกแล้ว”
ฉานจวนชะงักก่อนนึกถึงเรื่องเดิมขึ้นมา
“ท่านยังไม่ลืมอีกหรือ?”
“เรื่องใด?”
“ที่ข้าเคยเรียกท่านผิด”
“ไม่ได้จำเรื่องนั้น”
“แล้ว?”
ห่าวรันสบตานาง
“ข้าจำเรื่องคืนงานเลี้ยง”
ฉานจวนหน้าเปลี่ยนทันที
“หยุด”
“ข้ายังไม่ได้พูด”
“สีหน้าท่านก็บอกแล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ ฉานจวนหันหน้าหนี
“ท่านรับปากว่าจะไม่พูด”
“ข้าจึงไม่ได้พูด”
“แต่กำลังคิด”
“ความคิดห้ามไม่ได้”
“เช่นนั้นคิดเรื่องอื่น”
“ทำไม่ได้”
“เหตุใด?”
“เพราะเจ้าถามข้าว่าเหตุใดจึงหยุด”
ฉานจวนหันขวับ
“ห่าวรัน!”
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นพอดี นางรีบก้าวเข้าไปหมายจะปิดปากเขาแต่พื้นศาลาเปียกจากละอองฝน ปลายรองเท้าจึงลื่น ห่าวรันรับร่างนางไว้ทัน อีกแล้ว เหตุใดทุกครั้งที่อยู่กับชายผู้นี้ นางต้องลงเอยอยู่ในอ้อมแขนเขาทุกที มือใหญ่โอบเอวไว้แน่น ฉานจวนเงยหน้า
“ปล่อย”
“ถ้าปล่อย เจ้าล้ม”
“ข้ายืนได้แล้ว”
“แน่ใจ?”
“แน่”
ห่าวรันจึงคลายมือแต่ยังไม่ทันปล่อยหมด ฉานจวนกลับนึกอะไรขึ้นมาได้ นางไม่ถอย ตรงกันข้ามกลับยกแขนขึ้นคล้องคอเขาเสียเอง คราวนี้คนที่ชะงักกลายเป็นห่าวรัน ฉานจวนเห็นแล้วก็ยิ้ม ในที่สุดนางก็ได้เปรียบบ้าง
“เป็นอะไรเจ้าคะ?”
น้ำเสียงเปลี่ยนทันที อ่อนหวานเสียจนห่าวรันหรี่ตา
“ซูเจิน”
“เจ้าคะ?”
นางขยับเข้าใกล้อีกนิด
“เมื่อครู่ท่านยังเก่งอยู่เลย”
ห่าวรันมองแขนที่คล้องคอตน
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
“ยืน”
“ยืนเช่นนี้?”
“กลัวล้ม”
“เมื่อครู่บอกว่ายืนได้”
ฉานจวนยิ้ม
“ตอนนี้ยืนไม่ได้แล้ว”
ห่าวรันรู้ทันทีว่านางกำลังเล่นกับเขา มารยาของฉานจวนไม่ใช่เพียงการยิ้มหวาน นางรู้ว่าควรมองอย่างไร รู้ว่าควรเว้นระยะเท่าใด รู้กระทั่งว่าควรลดเสียงลงตอนไหนเพื่อทำให้คนฟังต้องตั้งใจ นี่คือสิ่งที่นางถนัดที่สุด
“ท่านแม่ทัพ”
“อืม?”
“หัวใจเต้นแรงนะเจ้าคะ”
ห่าวรันนิ่ง ฉานจวนยิ่งได้ใจ ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ตรงปกเสื้อเขา
“กลัวข้าหรือ?”
“ไม่”
“เช่นนั้นประหม่าหรือ?”
“ไม่”
“แล้วเหตุใด—”
ห่าวรันจับข้อมือนาง ฉานจวนหยุด เขาก้มลงเล็กน้อย
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเล่นต่อ?”
รอยยิ้มของนางชะงักไปนิดเดียวแต่ฉานจวนคือฉานจวน นางไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ
“เล่นอะไรเจ้าคะ?”
“นี่”
มืออีกข้างของเขากลับมาแตะเอวนาง ไม่แรงเพียงพอให้นางรู้ว่าหากเขาไม่ยอมปล่อย นางถอยไม่ได้ง่าย ๆ ฉานจวนยังยิ้ม
“ข้าไม่เข้าใจ”
“เช่นนั้นข้าจะสอน”
หัวใจนางกระตุก
“สอนอะไร?”
ห่าวรันไม่ตอบ เขาก้มลงมาใกล้ ฉานจวนยังฝืนไม่ถอยจนกระทั่งปลายจมูกแทบสัมผัสกัน ลมหายใจของเขาอยู่ใกล้ริมฝีปาก รอยยิ้มที่เคยมั่นใจเริ่มหายไป
“ห่าวรัน…”
“อืม?”
“ใกล้ไปแล้ว”
“เมื่อครู่เจ้าเป็นคนเข้ามา”
“ข้าเปลี่ยนใจ”
“อีกแล้ว?”
คำพูดเดียวกับคืนก่อน ฉานจวนเม้มริมฝีปาก
“ปล่อยข้า”
ห่าวรันมองนาง
“ถ้าไม่ปล่อย?”
“ข้าจะโกรธ”
“จริงหรือ?”
“จริง”
เขาคลายมือจากเอวนางทันที ฉานจวนชะงัก ง่ายเกินไปแต่พอห่าวรันถอย นางกลับรู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไปเสียเอง เขามองสีหน้านาง
“ผิดหวัง?”
“ผู้ใดผิดหวัง!”
“ดี”
“ดีอะไร?”
“ข้ากลัวเจ้าจะถามอีกว่าเหตุใดจึงหยุด”
ฉานจวนหน้าแดงจัด
“ท่าน!”
นางฟาดอกเขาหนึ่งที ห่าวรันหัวเราะแล้วจับมือนางไว้คราวนี้ฉานจวนไม่รู้ว่าหงุดหงิดเพราะถูกแกล้งหรือหงุดหงิดเพราะเขาหยุดจริง ๆ กันแน่
“ปล่อย”
“ไม่ปล่อย”
“เมื่อครู่ยังเชื่อฟัง”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะโกรธ”
“ตอนนี้ก็โกรธ”
“ไม่เหมือน”
“ต่างตรงไหน?”
“ตอนนี้เจ้าเขิน”
ฉานจวนอ้าปากจะเถียงแต่ห่าวรันกลับดึงมือนางเข้าหาตัวเพียงเล็กน้อย ระยะที่เพิ่งห่างกลับลดลงอีกครั้ง
“ข้ามีเรื่องจะถาม”
“ถามสิ”
“เจ้าคือใคร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าฉานจวนหายไป เสียงฝนรอบศาลาดูเหมือนดังขึ้นในทันที
“ท่านพูดอะไร?”
“เจ้ารู้ว่าข้าหมายถึงอะไร”
“ข้าคือซูเจิน”
“ไม่ใช่”
คำตอบสั้นและหนักแน่น หัวใจฉานจวนตกวูบแต่สีหน้ายังคงสงบ
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น?”
“ซูเจินที่ข้ารู้จักเล่นพิณไม่ถึงระดับนั้น”
เขามองนาง
“นางไม่ดื่มสุรา”
“คนเราฝึกได้”
“นางไม่เคยมองบุรุษอย่างเจ้า”
“คนเราเปลี่ยนได้”
“นางไม่เคยใช้สายตาเกี้ยวข้า”
ฉานจวนยิ้มอีกครั้ง
“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าเกี้ยว?”
“เพราะข้ารู้สึก”
“อาจเป็นท่านคิดไปเอง”
“อาจจะ”
ห่าวรันตอบง่าย ๆ
“แต่ยังมีอีกเรื่อง”
“อะไร?”
“กลิ่น”
ฉานจวนชะงัก
“กลิ่นอะไร?”
“ตัวเจ้า”
นางนิ่งสนิท ห่าวรันขยับเข้าใกล้เล็กน้อย
“ซูเจินใช้เครื่องหอมกลิ่นดอกหลันมาตลอด”
ฉานจวนเผลอกลั้นหายใจ
“แต่เจ้ามีกลิ่นดอกเหมยผสมไม้หอม”
กลิ่นที่นางใช้ประจำตอนอยู่หอเยว่ฮวา แม้จะเปลี่ยนเสื้อผ้า เครื่องประดับและเครื่องหอมส่วนใหญ่แล้วแต่กลิ่นจาง ๆ จากถุงหอมที่นางใช้มาหลายปียังติดอยู่กับของส่วนตัว ฉานจวนไม่เคยคิดว่าจะมีใครสังเกต
“เพียงกลิ่นหอม ท่านก็คิดว่าข้าเป็นคนอื่น?”
“ไม่”
ห่าวรันสบตานาง
“เพราะทุกอย่างรวมกัน”
ฉานจวนเงียบ สถานการณ์ไม่ดีแล้วหากเขารู้ว่านางไม่ใช่ซูเจิน แล้วสืบต่ออีกเพียงนิดเดียว…
“แล้วท่านคิดว่าข้าเป็นใคร?”
“ยังไม่รู้”
นางเกือบถอนหายใจแต่ห่าวรันพูดต่อ
“จึงจะถามเจ้า”
“หากข้าไม่บอก?”
“ข้าจะหาเอง”
“ขู่ข้าหรือ?”
“บอกล่วงหน้า”
ฉานจวนจ้องเขา ชายผู้นี้อันตรายกว่าที่คิด นางต้องทำให้เขาหยุดสงสัย อย่างน้อยอีกไม่กี่วันจนกว่าจะสลับตัวกลับ ฉานจวนสูดหายใจเบา ๆ แล้วรอยยิ้มก็กลับมา
“ท่านแม่ทัพ”
ห่าวรันมองนาง นางก้าวเข้าไปใกล้เองอีกครั้ง
“ท่านอยากรู้ว่าข้าเป็นใครจริง ๆ หรือ?”
“อืม”
“หากข้าบอก…”
ปลายนิ้วเรียวแตะตรงอกเขา
“ท่านจะให้อะไรข้า?”
ห่าวรันมองมือนาง
“ต้องการอะไร?”
ฉานจวนไม่ได้ตอบนางเพียงยกใบหน้าขึ้น สายตาที่ใช้มองเขาเปลี่ยนไป อ่อนหวาน เย้ายวนและตั้งใจให้เขาไขว้เขวเต็มที่
“หากข้าขอสิ่งที่ท่านไม่กล้าให้เล่า?”
ห่าวรันเงียบ ฉานจวนยิ้มอย่างผู้ชนะ
“เห็นหรือไม่?”
นางขยับเข้าใกล้จนแทบแนบอกเขา
“แม่ทัพใหญ่ก็มีเรื่องที่กลัวเหมือนกัน”
“ข้ากลัวอะไร?”
“ข้า”
“เจ้ามั่นใจ?”
“มาก”
ฉานจวนเอียงหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากอยู่ห่างจากเขาเพียงนิดเดียว ครั้งนี้นางตั้งใจ หากเขาถอยนางชนะ หากเขาประหม่า นางก็ชนะ หากเขาหลงมารยาจนลืมคำถามเมื่อครู่… ยิ่งดี แต่ฉานจวนลืมไปเรื่องหนึ่ง ห่าวรันเป็นแม่ทัพที่อยู่ในสนามรบมาตั้งแต่อายุยี่สิบ คนที่กล้าเผชิญกองทัพนับหมื่น ไม่มีเหตุผลต้องกลัวหญิงสาวคนเดียว
“ดี”
เขาพูด ฉานจวนกะพริบตา
“อะไรดี?”
“เจ้าบอกเอง”
“บอกอะไร?”
“ว่าข้ากลัวเจ้า”
มือใหญ่แตะเอวนาง
“พิสูจน์สิ”
ฉานจวนเริ่มรู้สึกว่าตนเดินหมากผิด
“พิสูจน์อย่างไร?”
ห่าวรันก้มลง
“เกี้ยวข้าต่อ”
“…”
ฉานจวนเงียบ ห่าวรันยิ้มบาง
“เหตุใดหยุด?”
คำถามย้อนกลับมาหานางเต็ม ๆ ฉานจวนกัดฟัน นางไม่ยอมแพ้ หญิงสาวจึงยกแขนคล้องคอเขาอีกครั้งก่อนกระซิบใกล้ใบหู
“ท่านอย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
คราวนี้ห่าวรันนิ่งจริง ๆ ฉานจวนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ได้ผล นางยิ้มแต่ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่นางถอยใบหน้ากลับ ห่าวรันก็โน้มลงมาจูบ ฉานจวนเบิกตากว้าง ทุกความคิดหายไปในชั่วขณะ จูบนั้นไม่ได้รุนแรง เพียงแนบชิดสั้น ๆ ราวกับเขายังเปิดโอกาสให้นางเปลี่ยนใจ ห่าวรันถอนออกเล็กน้อย ดวงตาคมมองนาง
“ให้หยุดหรือไม่?”
ฉานจวนหายใจไม่ทั่วท้อง นี่คือโอกาส เพียงพูดคำเดียวเขาจะหยุดแต่แทนที่จะตอบ นางกลับกำเสื้อบริเวณอกเขาแน่นขึ้น ห่าวรันมองมือนั้น แล้วกลับมาสบตานาง ครั้งนี้เขาไม่ต้องถามอีก ริมฝีปากแตะลงมาอีกครั้ง ลึกซึ้งกว่าเดิมแต่ยังคงไม่เร่งร้อน ฉานจวนที่เคยคิดว่าตนเชี่ยวชาญเรื่องการยั่วเย้าบุรุษกลับเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างน่าเจ็บใจ หัวใจเต้นแรงใบหน้าร้อน มือที่เดิมตั้งใจเพียงแกล้ง กลับเลื่อนขึ้นไปจับไหล่เขาไว้จริง ๆ เมื่อห่าวรันผละออกนางต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะนึกได้ว่าควรหายใจ ชายหนุ่มมองใบหน้าแดงจัดตรงหน้า
“นี่หรือมารยาหญิง?”
ฉานจวนได้สติทันที
“ท่าน—”
“ดูเหมือนคนใช้จะเป็นฝ่ายแพ้เสียเอง”
นางผลักอกเขา
“ใครแพ้!”
ห่าวรันยอมปล่อย ฉานจวนรีบถอยไปสองก้าวแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มในดวงตาเขา ความโมโหก็พุ่งขึ้นทันที
“ห้ามยิ้ม”
“ข้ายังไม่ได้ยิ้ม”
“ตาท่านยิ้ม!”
คราวนี้ห่าวรันหัวเราะออกมาจริง ๆ ฉานจวนหน้าแดงจนอยากกระโดดลงสระหนี ผิดแผนหมดนางตั้งใจทำให้เขาเสียอาการ เหตุใดสุดท้ายคนที่ขาแทบไม่มีแรงกลับเป็นนาง?
“ข้าจะกลับเรือน”
ฉานจวนหมุนตัว
“เดี๋ยว”
ห่าวรันเรียก
“อะไรอีก?”
“คำตอบของข้า”
นางชะงัก เขายังไม่ลืม!
“ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องอะไร”
“เจ้าเป็นใคร?
ฉานจวนหันกลับ
“ซูเจิน”
ห่าวรันมองนางอยู่นาน ก่อนพยักหน้า
“ได้”
ง่ายเกินไปจนฉานจวนระแวง
“ได้?”
“ตอนนี้เจ้ายังไม่อยากบอก ข้าจะไม่บังคับ”
นางนิ่ง
“แต่ข้าจะรู้เอง”
“ท่านนี่ดื้อจริง ๆ”
“เจ้าก็เช่นกัน”
ฉานจวนกำลังจะเดินต่อแต่คำพูดถัดมาของเขาทำให้หยุดอีกครั้ง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าก็ไม่ได้คิดทำร้ายเจ้า”
นางหันกลับช้า ๆ ห่าวรันไม่ได้ยิ้ม
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าคนที่ข้ากำลังสนใจอยู่…แท้จริงแล้วชื่ออะไร”
หัวใจฉานจวนกระตุกแรง ไม่มีคำหวาน ไม่มีคำเกี้ยว แต่กลับทำให้นางรับมือยากกว่าตอนถูกเขาจูบเสียอีก
“ท่านสนใจข้า?”
“อืม”
“ตั้งแต่เมื่อไร?”
ห่าวรันคิดเล็กน้อย
“อาจตั้งแต่เจ้ามองข้าเหมือนอยากกินข้าในสวนไผ่”
“ข้าไม่ได้มองเช่นนั้น!”
“เช่นนั้นคงเป็นข้าเข้าใจผิด”
“แน่นอน”
“น่าเสียดาย”
ฉานจวนชะงัก เขาเดินผ่านนางไปอย่างอารมณ์ดีหญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างนั้นก่อนยกมือแตะริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อครู่… นางเป็นคนเริ่มเกี้ยวเขาก่อนจริง ๆ และเป็นคนไม่ยอมให้เขาหยุดเองด้วย ฉานจวนหลับตา หมดกัน ชื่อเสียงคณิกาอันดับหนึ่งของนาง
คืนนั้นฉานจวนนอนไม่หลับ นางพลิกตัวไปมาอยู่หลายครั้งจนเสี่ยวอวี้ที่กำลังดับตะเกียงอดถามไม่ได้
“คุณหนูไม่สบายหรือเจ้าคะ?”
“เปล่า”
“แต่หน้าท่านแดง”
“ร้อน”
“คืนนี้อากาศ—”
“ห้ามพูดว่าเย็น”
เสี่ยวอวี้รีบหุบปาก
ฉานจวนดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าแต่ยิ่งหลับตา ภาพในศาลากลับยิ่งชัด โดยเฉพาะตอนห่าวรันถามว่า ให้หยุดหรือไม่ แล้วนางไม่ตอบ ไม่สิ นางตอบแล้ว ตอบด้วยการกำเสื้อเขาไม่ยอมปล่อยต่างหากฉานจวนดึงผ้าห่มสูงกว่าเดิม
“น่าหงุดหงิดจริง ๆ”
“ท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ?”
“เสี่ยวอวี้!”
“บ่าวไปแล้วเจ้าค่ะ!”
ประตูปิดลงฉานจวนจึงค่อย ๆ โผล่หน้าออกจากผ้าห่ม ผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเล็ก ๆ กลับปรากฏบนริมฝีปากอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนนางจะรีบหุบยิ้มทันทีไม่ได้ อีกไม่กี่วันนางต้องกลับหอเยว่ฮวา ซูเจินต้องกลับมาเป็นซูเจิน ทุกอย่างจะกลับไปอยู่ในที่ของมัน ส่วนห่าวรัน… นางไม่ควรปล่อยให้เขาเข้ามามากกว่านี้ เพราะคนอย่างฉานจวนรู้ดีว่าความรู้สึกของบุรุษเชื่อถือได้เพียงใด ยิ่งบุรุษที่หลงรัก “ซูเจิน” ซึ่งไม่มีอยู่จริงในตอนนี้… ยิ่งไม่ควรเชื่อ แต่ฉานจวนไม่รู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งของเมือง ห่าวรันเองก็ยังไม่นอน แม่ทัพหนุ่มยืนอยู่ข้างหน้าต่างในจวนตนเองมานานกว่าหนึ่งเค่อ คนสนิทเดินผ่านหน้าห้องไปแล้วสองรอบ ก่อนตัดสินใจเข้ามา
“ท่านแม่ทัพ”
“อะไร?”
“ท่านยืนยิ้มอยู่ตรงนี้มานานแล้วขอรับ”
สีหน้าห่าวรันกลับมาเรียบสนิททันที
“ข้าไม่ได้ยิ้ม”
คนสนิทเงียบ
“ขอรับ”
“มีอะไรอีก?”
“ไม่มีแล้วขอรับ”
อีกฝ่ายรีบถอย
ห่าวรันหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง ผ่านไปไม่นานมุมปากก็ยกขึ้นอีกครั้ง เขายอมรับแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความสงสัยอีกต่อไป ต่อให้หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่ซูเจิน ต่อให้นางมีความลับมากกว่าที่เขาคิดเขาก็ยังอยากพบและหากจะกล่าวว่าแม่ทัพใหญ่พ่ายแพ้ให้แก่มารยาหญิง… ห่าวรันคงต้องยอมรับอยู่ครึ่งหนึ่ง เพราะอีกครึ่งหนึ่งนั้นไม่ใช่มารยาเลย เขากำลังแพ้ให้แก่นางจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉานจวนตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกคือนางนอนไม่พอ อย่างที่สองคือนางอยากย้อนเวลากลับไปเมื่อคืนแล้วเอามือปิดปากตัวเองเสีย เช่นนั้น…ไม่ต้องหยุด เหตุใดนางถึงพูดออกไปได้! ฉานจวนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะแต่ยิ่งปิดตา ภาพเมื่อคืนกลับยิ่งชัด ทั้งแสงจันทร์ อ้อมแขนของห่าวรัน และโดยเฉพาะตอนที่นางเป็นฝ่ายดึงคอเสื้อเขาลงมาเอง“ไม่คิด”นางพึมพำ“ไม่คิดอะไรเจ้าคะ?”เสียงเสี่ยวอวี้ดังขึ้นข้างเตียงฉานจวนเปิดผ้าห่มทันที“เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร?”“สักพักแล้วเจ้าค่ะ”“ได้ยินอะไรบ้าง?”“ได้ยินคุณหนูพูดว่าไม่คิดเจ้าค่ะ”“ดี”“แต่บ่าวไม่ได้ถามว่าท่านคิดถึงอะไร”ฉานจวนเงียบ เสี่ยวอวี้ก้มหน้า“ออกไป”“เจ้าค่ะ”“แล้วห้ามหัวเราะ”“บ่าวยังไม่ได้—”“ตาเจ้าหัวเราะ!”เสี่ยวอวี้รีบออกจากห้อง ฉานจวนถอนหายใจ ก่อนสายตาจะตกลงบนหีบเสื้อผ้าที่เตรียมไว้เมื่อคืนวันนี้นางต้องกลับ ไม่มีข้ออ้างแล้วความลับแตกเรียบร้อย ห่าวรันรู้ว่านางคือฉานจวน รู้เรื่องฝาแฝด และรู้ว่านางอยู่หอเยว่ฮวา ทุกอย่างควรง่ายขึ้นแต่กลับไม่ง่ายเลยเพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้รังเกียจนาง ไม่โกรธเรื่องที่นางเป็นคณิกาและยังจูบนางหลังรู้ค
คืนวันที่เจ็ดมาถึงเร็วกว่าที่ฉานจวนต้องการ นางนั่งอยู่หน้ากระจกปล่อยให้เสี่ยวอวี้ช่วยถอดปิ่นออกทีละชิ้น แต่สายตากลับไม่ได้มองเงาของตัวเองเลย คืนนี้นางนัดซูเจินไว้ที่ศาลาร้างท้ายสวน ซึ่งเชื่อมกับประตูเล็กด้านหลังจวน พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง ทั้งสองจะกลับคืนที่ของตน ทุกอย่างควรจบลงง่าย ๆ เหมือนตอนเริ่มแต่ฉานจวนกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว“คุณหนูเจ้าคะ”“อืม?”“ท่านถอนหายใจเป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว”“เจ้านับอีกแล้ว?”“บ่าวว่างเจ้าค่ะ”ฉานจวนปรายตามอง“ข้าว่าเจ้าควรมีงานมากกว่านี้”เสี่ยวอวี้ยิ้ม ก่อนวางหวีลง“ท่านไม่อยากกลับหรือเจ้าคะ?”คำถามตรงเกินไปจนฉานจวนเงียบ“ผู้ใดบอก?”“ไม่มีผู้ใดบอกเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นอย่าเดา”“เจ้าค่ะ”ฉานจวนมองตัวเองในกระจก ใบหน้านี้เหมือนซูเจินทุกประการ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมานางใช้ใบหน้านี้ ใช้ชื่อของน้องสาว และใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีแต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเป็นของซูเจิน… คือความรู้สึกที่มีต่อห่าวรัน นั่นเป็นของนาง เป็นของฉานจวน“เขามาวันนี้หรือไม่?”ถามออกไปแล้วฉานจวนก็อยากกัดลิ้นตัวเอง เสี่ยวอวี้ไม่จำเป็นต้องถามว่า “เขา” คือใคร“ท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ?”“ข้าถามว่ามา
เช้าวันที่หกของการสลับตัว ฉานจวนตื่นขึ้นมาพร้อมความตั้งใจแน่วแน่ วันนี้นางจะไม่คิดถึงห่าวรัน ไม่คิดถึงศาลาริมสระ ไม่คิดถึงสายฝน และที่สำคัญที่สุด— ไม่คิดถึงจูบนั่นเด็ดขาด“คุณหนูเจ้าคะ”“อะไร?”“ท่านจับริมฝีปากตัวเองอีกแล้ว”มือของฉานจวนชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนรีบลดลงทันที“ข้าคัน”เสี่ยวอวี้พยักหน้า“คันมาตั้งแต่เมื่อคืนเลยหรือเจ้าคะ?”ฉานจวนหันขวับ“เจ้าอยากไปทำงานในครัวหรือไม่?”“ไม่อยากเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นเงียบ”“เจ้าค่ะ”เสี่ยวอวี้ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าต่อ แต่ไหล่กลับสั่นน้อย ๆ เพราะกำลังกลั้นหัวเราะ ฉานจวนมองผ่านกระจกทองเหลืองแล้วกัดฟัน นับวันสาวใช้ผู้นี้ยิ่งกล้าล้อเลียนนางมากขึ้นทุกที“วันนี้วันที่เท่าไรแล้ว?”“วันที่หกเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบปิ่นของฉานจวนหยุดลง วันที่หกหมายความว่าเหลืออีกเพียงวันเดียว พรุ่งนี้นางกับซูเจินจะพบกันตามที่นัดไว้และเมื่อครบเจ็ดวัน ทั้งสองจะกลับไปใช้ชีวิตของตนเอง ซูเจินกลับจวนเสนาบดี ส่วนนางกลับหอเยว่ฮวาทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม ควรจะดีสิ นางจะได้ไม่ต้องคอยระวังว่าห่าวรันจะจับพิรุธได้เมื่อใด ไม่ต้องคอยจำว่าซูเจินชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และไม่ต้องต่อสู้กับฮูหย
หลังเหตุการณ์ในคืนนั้น ฉานจวนค้นพบเรื่องน่าหงุดหงิดอยู่เรื่องหนึ่ง ห่าวรันรักษาคำพูดดีเกินไปเขาบอกว่าจะรอให้นางมีสติครบถ้วนแล้วค่อยถามใหม่ว่า อยากให้เขาหยุดหรือไม่จากนั้นก็หายหน้าไปสองวันเต็ม ไม่มาที่จวน ไม่ฝากคำพูด แม้แต่เงายังไม่มีให้เห็น ตอนแรกฉานจวนคิดว่าดีเสียอีก บุรุษช่างจับผิดไม่อยู่ นางจะได้ใช้ชีวิตเป็นซูเจินอย่างสงบแต่พอเข้าสู่วันที่สอง นางกลับเริ่มหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ“คุณหนูเจ้าคะ”“อะไร?”“ท่านมองประตูอีกแล้ว”ฉานจวนหันกลับทันที“ข้ามองต้นไม้”เสี่ยวอวี้มองออกไปนอกหน้าต่าง“แต่ตรงนั้นไม่มีต้นไม้นะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้ามองกำแพง”“กำแพงน่าสนใจหรือเจ้าคะ?”ฉานจวนวางถ้วยชาลง“เสี่ยวอวี้”“เจ้าคะ?”“วันนี้เจ้าพูดมาก”สาวใช้รีบเม้มปากแต่แววตายังยิ้มอยู่ ฉานจวนหันกลับไปกินขนมต่อ นางไม่ได้รอห่าวรัน แน่นอนว่าไม่ได้รอ เพียงสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่ผู้ชอบเข้าจวนผู้อื่นเป็นว่าเล่น เหตุใดจู่ ๆ ถึงรู้จักเกรงใจขึ้นมาเท่านั้น“ได้ยินว่าท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าฝ่าบาทสองวันติดเจ้าค่ะ”เสี่ยวอวี้พูดลอย ๆ ฉานจวนชะงัก“ข้าถามหรือ?”“ไม่ได้ถามเจ้าค่ะ”“แล้วบอกทำไม?”“บ่าวพูดกับตัวเอง”“…”เสี่ยวอวี้รีบก้มหน
ซูเจินตัดสินใจแล้ว คืนนี้นางจะไม่พบซีซวน ไม่ว่าเขาจะจ่ายหนึ่งร้อยตำลึง สองร้อยตำลึง หรือมากกว่านั้นนางก็จะไม่ยอมเปิดประตูให้เด็ดขาด“บอกเขาว่าข้าไม่สบาย”สาวใช้มองหญิงสาวที่กำลังนั่งกินขนมอยู่หน้าโต๊ะ“แต่ท่านดูแข็งแรงมากนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นบอกว่าข้าปวดหัว”“คุณชายซีอาจเรียกหมอมา”มือที่กำลังหยิบขนมหยุดลง“เขาจะเรียกหมอมาทำไม?”“ก็ท่านป่วยนี่เจ้าคะ”ซูเจินขมวดคิ้ว“เช่นนั้นบอกว่าข้าไม่อยากพบเขา”“อันนี้น่าเชื่อที่สุดเจ้าค่ะ”“…”ซูเจินวางขนมลง“เจ้าเป็นสาวใช้ของใครกันแน่?”สาวใช้หัวเราะ ก่อนรีบถอยออกไป แต่ไม่ถึงหนึ่งเค่อประตูก็เปิดอีกครั้ง“แม่นางฉานจวน”“เขากลับแล้วหรือ?”“ยังเจ้าค่ะ”“แล้ว?”สาวใช้ยื่นถุงเงินมาให้ ซูเจินมองมันอย่างระแวง“อะไร?”“อีกหนึ่งร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”“เขาจ่ายเพิ่ม?”“คุณชายบอกว่า หนึ่งร้อยแรกเป็นค่าพบ อีกหนึ่งร้อยเป็นค่าที่ท่านไม่อยากพบ”ซูเจินนิ่งไปนาน“เขาบ้าหรือ?”“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”“คืนไป”“แม่เล้าหลิวรับแล้ว”“…”“แล้วคุณชายยังฝากมาบอกอีกว่า หากท่านยังไม่ยอมพบ เขาจะนั่งรอด้านล่างจนหอปิด”ซูเจินหลับตา บุรุษผู้นี้… หน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมือง! สุดท้ายซูเจิ
ตั้งแต่เช้า ฉานจวนรู้สึกว่าคนทั้งจวนกำลังวุ่นวายผิดปกติ สาวใช้เดินเข้าออกเรือนใหญ่ไม่ขาดสาย โต๊ะเก้าอี้ถูกยกออกไปจัดใหม่ โคมผ้าไหมสีแดงถูกแขวนเรียงตามระเบียง กระทั่งสวนด้านหน้าก็มีคนมาตัดแต่งกิ่งไม้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางนั่งกินขนมอยู่ใต้ชายคามองทุกอย่างด้วยความสงสัย“วันนี้มีงานอะไร?”เสี่ยวอวี้ที่กำลังรินชาให้ชะงัก“คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ?”“ลืมอะไร?”“คืนนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านแม่ทัพห่าวเจ้าค่ะ มีขุนนางกับคุณชายคุณหนูจากหลายตระกูลมาด้วย”ขนมในมือฉานจวนหยุดอยู่กลางทาง“ห่าวรันมาอีกแล้ว?”“เจ้าค่ะ”“เขาไม่มีจวนของตัวเองหรือ?”เสี่ยวอวี้รีบมองซ้ายขวา“เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ!”ฉานจวนกัดขนมต่ออย่างหงุดหงิด ตั้งแต่พบกันเมื่อวาน นางยังจำสายตาของเขาได้ดี สายตาที่มองเหมือนต้องการเจาะให้ทะลุถึงความลับข้างใน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ เพียงนึกก็ปวดหัวแล้ว“คืนนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ป่วย?”“ไม่ได้”“ปวดหัว?”“ไม่ได้”“ตกน้ำ?”“คุณหนู!”ฉานจวนถอนหายใจ“ชีวิตซูเจินช่างลำบาก”เสี่ยวอวี้กำลังจะตอบ แต่สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็เดินเข้ามาพอดี“คุณหนูรอ







