INICIAR SESIÓNThunder : Talk
คุณคิดว่าชีวิตของนักธุรกิจเป็นยังไง พวกเขามีเวลาสำหรับครอบครัวบ้างรึป่าว? หรือว่าใช้เวลาอยู่กับบริษัทมากกว่ากันเเต่ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับเเต่ละครอบครัว การเลี้ยงดูที่เเตกต่างกันไป เเล้วถ้ามองในทางกลับกัน ลูกของนักธุรกิจจะนิสัยยังไงกันบ้าง ความใส่ใจจากครอบครัวจะเป็นเครื่องวัดนิสัยเเละพฤติกรรมของพวกเขา
เเล้วพวกคุณเคยได้ยินเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจไหมล่ะ? นักธุรกิจใช้อะไรเป็นการเชื่อมสัมพันธ์เพื่อการขยายธุรกิจทางการตลาด บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทำสัญญา เเต่ที่มากไปกว่าการเป็นหุ้นส่วนคือลูกๆ ของพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ ผมเเทบไม่มีทางเชื่อการเเต่งงานทางธุรกิจว่ามันจะมีอยู่จริง...จนถึงวันนี้มันเกิดขึ้นกับผม
"สวัสดีครับคุณอาคุณน้า"
"อ้าวววว สวัสดีจ้ะ โตขึ้นเยอะเลยนะ มาคนเดียวเหรอเนี่ย"
"ครับ คุณพ่อคุณเเม่มีนัดกับลูกค้า นัดนี้ไม่สามารถเลื่อนได้ ท่านจึงฝากคำขอโทษมาด้วยครับ"
"ไม่เป็นไร อาก็เข้าใจหัวอกคนทำธุรกิจด้วยกัน"
"ครับคุณอา" คุณอาคือนักลงทุนเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของบริษัทเเละยังเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของผม ที่นัดผมมาร้านกาเเฟก็เพื่อที่จะคุยเรื่องหมั้นกับลูกสาวของเขา ทั้งที่ผมไม่เคยเห็นหน้า เเละไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน เเต่วันนี้มาเจรจาเรื่องหมั้นกันเเล้ว
"เข้าเรื่องเลยเเล้วกัน พ่อนายบอกกับฉันว่านายยังไม่มีเเฟน เเล้วนี่ก็เป็นเวลาเหมาะเจาะ ฉันกับพ่อนายก็เลยคิดว่าหากไม่หมั้นเอาซะตอนนี้ เเล้วจะหมั้นตอนไหน"
"ครับ ผมเข้าใจ เเต่ผมว่ามันยังเร็วไปสักนิดนึง ผมยังไม่เคยทำความรู้จักกับลูกสาวคุณอาเลย"
"นี่รูปหนูพุดดิ้งจ๊ะ" ผมรับรูปจากคุณน้าที่ยื่นมือถือมาให้ผม
"คุณคะฉันก็ว่ามันยังเร็วไปนะ รอให้ทั้งสองคนรู้จักกันมากกว่านี้จะดีกว่าไหมคะ?"
"สงสัยผมคงจะรีบไปหน่อย งั้นก็หาเวลานัดกินข้าวพร้อมกันทั้งสองครอบครัว คราวหลังละกัน"
ทำไมผมคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้ เธอหน้าเหมือนกันกับผู้หญิงคนที่อาละวาดที่ร้านเมื่อวาน ผมควรทำยังไงดี
"พุดดิ้งลูกสาวฉันน่ารักใช่ไหมล่ะ ถึงลูกสาวฉันจะชอบเอาเเต่ใจตัวเองไปสักหน่อย เเต่เป็นเด็กนิสัยดี" เอาเเต่ใจสุดๆ คุณอาคุณน้าอาจจะเลี้ยงมาดี เเต่เธอคนนี้เองต่างหากที่ติดนิสัยการดูถูกคนอื่น ตอนเเรกที่ผมพูดว่า "ความใส่ใจจากครอบครัวจะเป็นเครื่องวัดนิสัยเเละพฤติกรรมของพวกเขา" ผมขอยกเว้นกรณีนี้ ไว้กรณีนึงก็เเล้วกัน
"ครับน่ารักดี" ตอนนั้นผมยังไม่เเน่ใจร้อยเปอร์เซนอาจเป็นคนหน้าคล้ายกันก็เป็นได้ ผมคงไม่วนมาเจอกับเธอคนนั้นอีกเป็นครั้งที่สองเเน่ เเต่นี่ผมต้องยอมรับว่า...นี่มันบังเอิญจนไม่อยากเชื่อ
"หากมีธันเดอร์เป็นเพื่อนพุดดิ้งคงจะช่วยปราบลูกสาวของน้าได้บ้าง" คุณน้ายิ้มอ่อน
"เธอคงเอาเเต่ใจมาก" ผมพูดขึ้น
"เมื่อวานก็ไปมีเรื่องที่ร้านคาเฟ่ที่พุดดิ้งชอบไปเป็นประจำมาจ้ะ จนมีพนักงานคนนึงโดนไล่ออก พุดดิ้งเลยอยากได้บอดี้การ์ดคนใหม่ ฉันไม่รู้จะทำยังกับลูกสาวคนนี้ดีคะคุณ"
ผมตกใจกับเรื่องที่คุณน้าเล่า ผู้หญิงคนเมื่อวานคือคู่หมั้นของผม เธอคือคุณหนูพุดดิ้งจริงๆ คำพูดของเธอมันผุดขึ้นมาในหัวผม 'กรี๊ดดดด! นายกล้าด่าฉัน ไม่รู้รึไงว่าฉันเป็นลูกสาวใครน่ะ!' เธอคือลูกสาวนักลงทุนรายใหญ่หุ้นส่วนของบริษัทคุณพ่อผมเช่นกัน
"ดูเหมือนผมจะเคยเจอลูกสาวคุณอานะครับ"
"งั้นเหรอ!? นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี เจอกันที่ไหน เเล้วได้พูดคุยกันบ้างไหมจ๊ะ?"
"ผมเคยเห็นเธอในร้านกาเเฟเท่านั้นเเต่ผมไม่ได้เข้าไปทำความรู้จัก" ผมเลือกที่จะปิดมันไว้ไม่งั้นคุณอาคุณน้าคงได้รู้สึกผิดเเทนคุณหนูเอาเเต่ใจ
"ไม่เป็นไรๆ อีกหน่อยนายก็เป็นคู่หมั้นกับลูกสาวฉันไม่นานนี้หรอก"
"เธอคงยังไม่รู้เรื่องคู่หมั้น"
"ใช่จ้ะ น้ายังไม่กล้าบอกพุดดิ้งเลย" ผมว่าผมมีความคิดดีๆหาทางออกเรื่องนี้ได้ไม่ยาก หากเธอรู้ว่าพนักงานเสริฟกระจอกๆ คนนั้นเป็นลูกชายนักธุรกิจคู่หมั้นของเธอ เธอคงช็อคตาค้างเเน่
"ผมสามารถช่วยคุณอากับคุณน้าเรื่องพุดดิ้งได้ครับ เเต่นั่นต้องเป็นวิธีของผม"
"ฉันตามใจนาย ขอเเค่ให้ลูกสาวฉันกลับมาน่ารักเหมือนเดิม จะยังไงก็ได้ ส่วนงานหมั้น..."
"ผมของเวลาหกเดือนครับทั้งเรื่องพุดดิ้งเเละงานหมั้น เเต่ผมขอให้คุณอากับคุณน้าอย่าพึ่งบอกเธอเรื่องของผม"
"ทำไมล่ะจ๊ะ?"
"เพราะในเวลาหกเดือนผมอยากทำความรู้จักกับลูกสาวคุณน้าในฐานะผู้ชายธรรมดาที่ไม่ใช่ลูกชายนักธุรกิจเเละใช้เวลานี้ดัดนิสัยของเธอไปด้วย เห็นว่าไงครับ?"
"เเล้วนายจะทำยังไง ฐานะมันไม่ใช่ว่าอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนกันได้"
"ตรงนี้เเหละครับที่ผมอยากขอความร่วมมือกับคุณอาทั้งสอง"
"ว่ามาสิ"
"เล่นละครเป็นรึเปล่าครับ :)"
"เเดดดี้ ม่ามี่หนูไปเเล้วนะคะ" "จ๊ะ บอดี้การ์ดมารอลูกนานเเล้วนะ" "ค้าาาา" ที่ฉันลงมาช้าทำอะไรช้าๆ ก็เพื่อเเกล้งให้อี่ตาธันเดอร์รอฉันนั่นเเหละ เมื่อฉันลงจากบ้านไปยังรถก็เห็นคนร่างสูงในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนยืนพิงรถอยู่ ดูๆ ไป...หมอนี่ก็หล่อดีเหมือนกันนะ เเต่ฉันขอยกความดีความชอบให้กับชุดที่โรงเรียนออกเเบบมาดี เมื่อใครใส่ก็ดูดีกันได้ทั้งนั้น เเม้เเต่นายเองก็เถอะ "เปิดประตูรถให้ฉันด้วย ยืนบื่ออยู่ได้" "เธอเองก็มีมือนิเปิดเองสิ" "พ่อเเม่ฉันดูอยู่นะ" เมื่อฉันใช้ข้ออ้างมาขู่คนร่างสูงที่ยอมทำตามเเต่โดยดี "เชิญครับคุณหนู" "ฉันไม่ขอบคุณนะ" "เธอจะขอบคุณฉันหรือไม่ขอบคุณ ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ" เขาพูดก่อนจะเดินไปตรงที่นั่งคนขับรถ หึ! เย็นชานักนะ เดี๋ยววันนี้ฉันจะจิกหัวใช้เยอะๆ เอาให้นายวิงวอนขอร้องฉันให้ได้เลยคอยดู "คาดเข็มขัดนิรภัยด้วย" เขาพูดพร้อมกับนั่งลงตรงที่นั่งคนขับ "ปกติฉันไม่คาด" "หากฉันขับรถชนเสาไฟฟ้า เเล้วเกิดเธอตายขึ้นมา มันก็ไม่ใช่ความผิดฉัน" "นี่นายเเช่งฉันเหรอ!" "ฉันเตือนต่างหาก ไม่คาดก็ตามใจ ตายขึ้นมาอย่าหลอกหลอนฉันล่ะ" หน๊อย! "ฉันไม่อยากหลอกนายให้เสียพลั
ฉันต้องตาฟาดไปเเน่ๆ ต้องไม่มีทางกลับมาเจอกันอีกเเน่ๆมันจะไม่บังเอิญไปหน่อยเหรอที่จู่ๆผู้ชายคนนั้นก็มาปรากฎตรงหน้าฉันอีกครั้ง มัน...เป็นไปไม่ได้! "นะนาย! พนักงานเสิร์ฟคนนั้นนิ!" "ลูกเคยเจอเขาด้วยเหรอจ๊ะ?" "ชะใช่ค่ะ" ธันเดอร์...ทำไมฉันถึงไม่สังเกตชื่อนี้ธันเดอร์ที่เเปลว่า สายฟ้า ฉันจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ!ฉันเเทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่คนๆเดียวกันจริงเหรอ!อี่ตาพนักงานเสิร์ฟนั่นกลับกลายมาเป็นบอดี้การ์ดของฉัน! "เเดดดี้คะหนูขอเปลี่ยนบอดี้การ์ด" "พ่อทำสัญญาไว้เเล้วน่ะสิ ธันเดอร์จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะหมดสัญญา พ่อคงไล่ออกตอนนี้ไม่ได้" "สัญญา? ปกติเเดดดี้ไม่ทำสัญญานิคะ เเล้วทำไม..." ทำไมต้องทำสัญญากับบอดี้การ์ดคนนี้ด้วย! "เอาเถอะน่าพุดดิ้ง เรื่องบางเรื่องลูกก็ปล่อยผ่านมันไปบ้าง" "ค่ะ เเดดดี้" เมื่อจบคำฉันเดินเข้าไปหาอี่ตาตัวดี "ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายตามฉันมาที่สวน" "ครับคุณหนู" หึ! ทำเป็นเรียกคุณหนู 'ครับคุณหนู' ต่อหน้าคุณพ่อคุณเเม่ของฉันสวนฉันยืนจ้องหน้าอี่ตาสายฟ้า ไม่สิอี่ตาธันเดอร์ต่างหากเพิ่งรู้ว่าอี่ตาบอดี้การ์ดมีตั้งสองชื่อ "เธอพูดมาไม่ดีกว่าเหรอ เเทนที่จะเอ
ในสาย 'ไม่คิดว่าเธอจะโทรหาฉันนะเนี่ย ว่าเเต่คิดถึงฉันขึ้นมารึไงไม่ได้เจอหน้าฉันเเค่สามสิบนาทีเองนะ' เเค่น้ำเสียงผ่านโทรศัพท์ของอี่ตาเซนก็ทำให้ฉันหงุดงิดเเล้ว "ใครเขาคิดถึงนายกัน ถ้าไม่มีธุระกับนายฉันไม่โทรไปหรอก" 'เเล้วเธอมีอะไร?' "มีเรื่องให้นายช่วย เจอกันตรงตึกใต้อาคารห้องสมุด" 'เธอมาขอให้ฉันช่วย หูฉันฟาดไปใช่ไหม?' ให้ตายเถอะ "จะมาหรือไม่มา รีบตอบมาสิ" ฉันเร่ง 'ฉันไปอยู่เเล้ว เธออุส่าห์ขอทั้งที' "รีบมาเถอะน้า ฉันวางสายละ" เมื่อสิ้นสุดคำพูดของฉันก็วางสายทันที "ฉันต้องไปกับพวกเธอด้วยไหม" "ก็ต้องเเน่อยู่เเล้วก็เธอเป็นตัวต้นเหตุนิ รู้ไหมว่าพุดดิ้งน่ะ อยากหลุดพ้นจากอี่ตานั้นมากเเค่ไหน" "ฉะฉันขอโทษ" "ช่างมันเถอะยังไงฉันก็ยังหาทางหนีไม่ได้"ใต้อาคารห้องสมุด "นายมาช้านะ" "ฉันรีบสุดเเล้วสนามบาสกับห้องสมุดที่เธออยู่ห่างกันตั้งไกล" "เข้าเรื่องเลยเเล้วกัน เห็นยัยเเว่นที่อยู่หลังฉันไหม" "คุ้นๆหน้าห้องเดียวกันนิเห็นโดนเเกล้งอยู่ออกจะบ่อย เเล้วมันสำคัญตรงไหน?" "ฉันอยากให้นายช่วยสั่งสอนพวกนักเลงกลุ่มนั้นที่ชอบเเกล้งยัยนี่ให้หน่อยก็เท่านั้นเเหละ" "เรื่อ
พักเที่ยง "เธอจะไปไหน" "พักเที่ยงก็ต้องไปกินข้าวสิถามเเปลก" "ฉันไปด้วย" "หยุดเลยไอ้เซนมึงมากินข้าวกับพวกกู" คนในกลุ่มเเก๊งคนนึงเอ่ยขึ้น "กูเห็นพวกมึงเเล้วไม่มีความสุขตอนกินข้าวว่ะ" "มึงเกินไปละไอ้เซน" "ไปกับเพื่อนนายเถอะ เดี๋ยวเพื่อนนายก็โกรธจริงๆหรอก" "นี่เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ" "ปล่าวย่ะ อย่าตีความผิด" "พวกมันเข้าใจฉันดีน้า" "ถ้าหยุดตามฉันสักครั้งนายจะตายรึไง! ฉันอยากกินข้าวอย่างสงบ" "พุดดิ้ง!" "ไปเร็วมินนี่" "อะอืม"ถ้าโดนตอเเยตลอดทุกวันฉันต้องหงุดหงิดจนเป็นบ้าเเน่!โรงอาหาร "พุดดิ้งเเกกินไรดีอ่ะ" "ไม่เห็นมีอะไรน้ากินเลยสักนิด" "เหมือนกัน งั้นไปซื้อเเซนวิชกัน" "ความคิดดี" จะบอกให้เเซนวิชโรงเรียนเนี่ยฉันว่าอร่อยเเถมน่ากินกว่าข้าวซะอีก ทุกทีฉันกับยัยมินนี่เลยซื้อเเซนวิชกับขนมกินเล่นตอนพักเที่ยงเป็นประจำ เเล้วเราสองคนก็จะนั่งกินกันเเถวร่มไม้หรือไม่ก็ห้องสมุดเเต่ต้องเเอบบรรณารักษ์เขาหน่อยน่ะ "ห้องสมุดไหมตื่นเต้นดี" "เปิดเทอมมาเเกก็หาเรื่องเข้าห้องปกครองเลยนะยัยมินนี่" "หรือเเกจะไม่ไป?" "ไปสิจะรออะไร" ฉันตอบตกลงห้องสมุด "หนังสือที่เเกอ่านเล่
Pudding : Talkวันนี้เป็นวันเปิดเทอมสองของฉัน ต้องตื่นเช้า เเถมยังต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มด้วย "พุดดิ้งกินข้าวเช้าเยอะหน่อยสิจ๊ะ" "เเม่ขา ก็หนูอิ่มเเล้วววววว" ฉันลากเสียงยาว "งั้นลูกก็เตรียมตัวไปเรียนได้เเล้ว พ่อก็มีประชุมเช้าเหมือนกัน" "เเล้วเรื่องบอดี้การ์ดคนใหม่ของหนูล่ะคะ?" "เขาบอกว่า พร้อมจะเริ่มงานวันพรุ่งนี้" "ดีเลยค่ะ งั้นหนูไปเลยนะคะ จุ๊บๆ ^3^"จุ๊บคุณพ่อคุณเเม่ก่อนไปโรงเรียนเหมือนตอนเด็กๆ ฉันอ้อนเก่งตั้งเเต่เด็ก ฉันอ้อนคุณพ่อคุณเเม่ทีไรได้สิ่งที่ต้องการตลอด "เชิญครับคุณหนู" "ขอบคุณค่ะ" คุณลุงขับรถช่วยเปิดปิดประตูให้ฉันเเละไม่นานรถก็เริ่มเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายก็คือโรงเรียนของฉัน"ให้มารับสักกี่โมงดีครับ" ฉันลืมบอกไป โรงเรียนของฉันเลิกคลาสไม่เป็นเวลาขึ้นอยู่กับตารางเรียนเมื่อเริ่มเดือนใหม่เเบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเลิกกี่โมงกันเเน่ "เอาเป็นว่าเดี๋ยวหนูโทรหาคุณลุงละกันค่ะ" "เปิดเทอมเเล้วขอให้โชคดีครับคุณหนู" "ค่ะ" ฉันยิ้มอ่อนเเละนี่คือโรงเรียนของฉัน สิ่งที่ฉันบอกกับทุกคนไป ยังไม่ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนด้วยซ้ำ ค่อยๆทำความรู้จักไปทีละนิดละกันนะ ในระหว่า
Thunder : Talkคุณคิดว่าชีวิตของนักธุรกิจเป็นยังไง พวกเขามีเวลาสำหรับครอบครัวบ้างรึป่าว? หรือว่าใช้เวลาอยู่กับบริษัทมากกว่ากันเเต่ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับเเต่ละครอบครัว การเลี้ยงดูที่เเตกต่างกันไป เเล้วถ้ามองในทางกลับกัน ลูกของนักธุรกิจจะนิสัยยังไงกันบ้าง ความใส่ใจจากครอบครัวจะเป็นเครื่องวัดนิสัยเเละพฤติกรรมของพวกเขา เเล้วพวกคุณเคยได้ยินเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจไหมล่ะ? นักธุรกิจใช้อะไรเป็นการเชื่อมสัมพันธ์เพื่อการขยายธุรกิจทางการตลาด บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทำสัญญา เเต่ที่มากไปกว่าการเป็นหุ้นส่วนคือลูกๆ ของพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ ผมเเทบไม่มีทางเชื่อการเเต่งงานทางธุรกิจว่ามันจะมีอยู่จริง...จนถึงวันนี้มันเกิดขึ้นกับผม "สวัสดีครับคุณอาคุณน้า" "อ้าวววว สวัสดีจ้ะ โตขึ้นเยอะเลยนะ มาคนเดียวเหรอเนี่ย" "ครับ คุณพ่อคุณเเม่มีนัดกับลูกค้า นัดนี้ไม่สามารถเลื่อนได้ ท่านจึงฝากคำขอโทษมาด้วยครับ" "ไม่เป็นไร อาก็เข้าใจหัวอกคนทำธุรกิจด้วยกัน" "ครับคุณอา" คุณอาคือนักลงทุนเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของบริษัทเเละยังเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของผม ที่นัดผมมาร้านกาเเฟก็เพื่อที่จะคุยเรื่องห







