ログインในยามที่เรือนใหญ่ทำอาหารที่มีเนื้อสัตว์ กลิ่นเนื้อพวกนั้นจะลอยมาถึงเรือนน้อยของเขา หากบุตรทั้งสองบ่นว่าอยากกิน ฉินเสี่ยวโหรวจะเดินไปขอแบ่งที่เรือนใหญ่ แต่อี้ฟางเยว่ก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากให้
ครั้งหนึ่งฉินเสี่ยวโหรวโมโหทุบโต๊ะพังไปหนึ่งตัว อี้ซื่อ[1]ผู้นั้นจึงยอมตักเนื้อแบ่งให้เล็กน้อย พอให้เด็กสองคนได้ลิ้มรสบ้าง ส่วนฉินเสี่ยวโหรวนางอาศัยการกินข้าวกับผักให้มาก เสียสละเนื้อให้กับลูกได้กิน
คนเป็นพ่อคิดจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรชายแล้วเพียงเหยียดแขนออกไปไม่ไกลก็หมดแรง แขนของเขาทิ้งลงข้างที่เท้าแขนของเก้าอี้ อดีตนายกองหนุ่มถอนใจ
‘ข้าช่างไร้ประโยชน์นัก แค่จะลูบศีรษะลูกชายตนเองก็ยังทำไม่ได้’
“ตื่นๆ ฉินเสี่ยวโหรว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
ปัง! ปัง!
เสียงตบโต๊ะนั้นทำเอาฉินเสี่ยวโหรวโปรแกรมเมอร์สาวประจำบริษัทดีเอ็มเอสะดุ้งตื่น หล่อนเพิ่งฟุบหน้าลงไปได้ไม่กี่สิบนาที หัวหน้าแผนกก็เข้ามาเห็น ฉินเสี่ยวโหรวนั่งตัวตรงในทันใด
“ค่ะๆ หัวหน้าฟ่าน”
“คุณรู้ไหม ตอนนี้กล่องในระบบรับเรื่องร้องเรียนของเราระเบิดไปสามรอบแล้ว ลูกค้าโวยวายเรื่องระบบรวน” หัวหน้าแผนกยกสองมือขึ้นเท้าสะเอวความโมโห
แผนกดูแลระบบทะลุมิติของบริษัทดีเอ็มเอที่ฉินเสี่ยวโหรวทำงานอยู่สร้างรายได้มากมายจากการใช้บริการของผู้ที่ทะลุมิติไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะทะลุมิติไปในยุคอดีต อนาคน โลกคู่ขนาน แดนเทพเซียน โลกต่างมิติ หรือกระทั่งทะลุเข้าไปในละครหรือนิยาย
แผนกระบบล้านตำลึงที่ฉินเสี่ยวโหรวทำงานอยู่เป็นระบบที่ให้สิทธิ์ผู้ทะลุมิติแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยการหาของมีค่าและของป่าในยุคโบราณมาแลกเหรียญทองในระบบ แล้วค่อยใช้เหรียญทองในการแลกสิ่งของจากยุคปัจจุบันออกไปใช้
หนึ่งเหรียญทองเท่ากับหนึ่งตำลึง ใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของเท่านั้น ไม่สามารถเบิกเป็นเงินได้ ถ้าผู้ทะลุมิติสามารถสะสมได้หนึ่งล้านตำลึงก็มีสิทธิ์จะกลับมาในยุค ปัจจุบันได้
“หัวหน้า ฉันก็เฝ้าอยู่ทั้งวันนะคะ ยังปกติอยู่เลย”
“ปกติที่ไหนกัน พวกเขาบอกว่าระบบคำนวณรายได้ผิดพลาดบอกว่าจะให้มากแต่เวลาเหรียญทองออกมากลับไม่ครบ จำนวนเหรียญทองบางทีก็หายไป ทำให้พวกเขาแลกของใช้ได้ไม่พอ”
ฉินเสี่ยวโหรวตาโต “แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแก้ตัว คุณต้องจัดการแก้ไขระบบให้เป็นปกติภายในวันนี้ ไม่อย่างนั้น ผมคงต้องหักเงินเดือนคุณเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย”
“ไม่ได้นะ หัวหน้าฟ่าน เดือนนี้ฉันต้องเอาเงินไปจ่ายค่าดาวน์รถ” ฉินเสี่ยวโหรวร้องเสียงหลง หล่อนอุตส่าห์ทำโอทีอยู่หลายเดือนเพื่อเก็บเงินดาวน์รถ และตามที่คำนวณไว้ก็จะครบในสิ้นเดือนนี้
“ถ้างั้นก็เร่งแก้ไขเร็วเข้า ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องทำให้เสร็จ”
“ค่ะๆ ฉันจะนอนอยู่ที่บริษัทเลยคืนนี้” ฉินเสี่ยวโหรวละล่ำละลักรับปาก
หลังจากรับปากหัวหน้าฟ่าน ฉินเสี่ยวโหรวในฐานะโปรแกรมเมอร์ก็มุ่งมั่นตรวจสอบโค้ดในระบบทีละส่วนอย่างแข็งขัน ผ่านไปราวสองชั่วโมงก็พบจุดบกพร่องที่หนึ่ง
“ความผิดของฉันเอง คืนนั้นฉันทำโอทีจนเที่ยงคืน สงสัยจะเหนื่อยจนตาลายถึงได้เขียนโค้ดผิดแบบนี้ออกมา” หญิงสาวรำพึง
หลังจากแก้จุดแรกเสร็จ การคำนวณมูลค่าของเก่าเพื่อจ่ายเป็นเหรียญทองให้กับผู้ใช้งานในระบบก็กลับมาเป็นปกติ แต่ในส่วนของการคำนวณราคาของป่าคงต้องใช้เวลาแก้ไขนานสักหน่อยเพราะการคำนวณสมุนไพรค่อนข้างซับซ้อน
หญิงสาวเร่งมือแก้ไขงานจนเย็นย่ำ เพื่อนร่วมงานห้องข้างๆ ก็มาเคาะกระจกประตูแล้วผลักเข้ามา
“เสี่ยวโหรว ฉันกลับบ้านล่ะนะ ได้ยินหัวหน้าบอกว่าเธอจะทำโอทีที่บริษัทคืนนี้ไม่กลับ จริงเหรอ”
“อืม...ฉันเขียนโค้ดผิดไปหลายจุดเลย คงต้องแก้ไขทั้งคืนล่ะ” ฉินเสี่ยวโหรวทำหน้าละห้อย
“น่าสงสารจัง เอางี้ เดี๋ยวฉันไปชงกาแฟให้เธอดีไหม”
“ขอบใจนะชิงชิง”
ฉีชิง[2]เป็นโปรแกรมเมอร์คุมระบบทะลุมิติพร้อมซุปเปอร์มาร์เก็ต สัปดาห์ก่อนโปรแกรมระบบนั้นก็รวนอยู่หลายวัน พอฉินเสี่ยวโหรวไปถามหาเพื่อนคนนี้กับหัวหน้าแผนกฟ่าน ก็ได้รับคำตอบว่าฉีชิงไปทดสอบระบบด้วยการทะลุมิติเอง
พอเห็นฉีชิง ฉินเสี่ยวโหรวก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้ซักไซ้เรื่องที่เพื่อนร่วมงานทะลุมิติเพื่อไปปรับปรุงระบบ
“มาแล้วกาแฟกับแซนด์วิชไส้ทูน่าที่เธอชอบ” ฉีชิงถือถาดที่มีของกินเข้ามาในห้องแล้ววางบนโต๊ะในระยะไม่ไกลมือของฉินเสี่ยวโหรวนัก
“เอ่อ! ชิงชิง ฉันว่าจะถามเรื่องระบบกับเธออยู่ แต่เอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้งานฉันยังท่วมหัว”
“เธอกินสักหน่อยเถอะ ขืนรอดึกแล้วมากินจะปวดท้องเอา ฉันจะกลับแล้วนะ ถ้าเธอเหนื่อยแอบงีบบ้างก็ได้”
ปากของฉินเสี่ยวโหรวพูดคุยกับฉีชิง แต่ดวงตาจ้องที่จอภาพขนาดใหญ่ตรงหน้า
“เออๆ ไปเถอะ ให้งานฉันเสร็จก่อน วันหลังค่อยคุยกัน” ฉินเสี่ยวโหรวโบกมือหยอยๆ
ฉีชิงออกไปได้สักพัก ฉินเสี่ยวโหรวจึงหันมายกแก้วกาแฟขึ้นจิบไปสองอึกแล้วหยิบเอาแซนด์วิชมากัดสองคำ
“หิวแฮะ” หญิงสาวร้องออกมา
พอเหลือบมองหน้าปัดโทรศัพท์ก็เห็นว่าบอกเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว เลยเวลารับประทานอาหารเย็นตามปกติไปหนึ่งชั่วโมง มิน่าหล่อนจึงรู้สึกปวดท้องนิดๆ
‘ถ้าแก้ไขได้ราบรื่นแบบนี้ อีกสักสามชั่วโมงก็น่าจะเสร็จแล้ว ไม่ต้องทำจนถึงเช้า’
ฉินเสี่ยวโหรวเคี้ยวแซนด์วิชพลางมองเคอร์เซอร์[3]ที่กระพริบถี่บนจอภาพ หล่อนกำลังรันโปรแกรมใหม่อีกรอบเพื่อหาข้อบกพร่อง
‘กินขนมปังมาก เหนียวคอจริง’
หญิงสาวคิดพลางยื่นมือไปคว้าแก้วกาแฟ แต่กลับพลาด ปลายนิ้วของหล่อนแตะถูกขอบหูหิ้วของแก้ว ด้วยความตกใจหล่อนจึงคว้าแก้วอย่างแรง แต่กลับเป็นการปัดเอาแก้วให้คว่ำมาข้างหน้า
โพล๊ะ!
แก้วกาแฟแบบเก็บอุณหภูมิคว่ำที่ไม่ได้ปิดฝาล้มคว่ำ กาแฟในแก้วกระจายจนโดนแป้นคีย์บอร์ดไปส่วนหนึ่ง
“เฮ้ย!” ฉินเสี่ยวโหรวร้องเสียงหลง รีบเปิดลิ้นชักข้างมือคว้าเอากล่องทิชชู่ขึ้นมาคิดจะเช็ดกาแฟออกให้หมด
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงซู่ๆ เปรี๊ยะๆ ดังขึ้น
‘แย่แล้ว! สงสัยเครื่องจะช็อต’
คิดได้เพียงเท่านั้น กระแสไฟฟ้าก็ช็อกร่างของโปรแกรมเมอร์หญิง แล้วหล่อนก็วาบหายเข้าไปในหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
สตรีโง่ฉินเสี่ยวโหรวเดินไปตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดที่ยังไม่เหือดแห้ง ภัยแล้งคราวนี้เนิ่นนานถึงสองปี พืชผลล้มตายและไม่อาจปลูกขึ้นใหม่ คนที่เคยร่ำรวยก็เริ่มยากจนลง ส่วนคนที่ยากจนอยู่แล้วยิ่งยากลำบาก แต่ละวันพวกเขาต่างพยายามขึ้นเขาเข้าป่าเพื่อหาของป่ามาดำรงชีพ
“เสี่ยวโหรวสะใภ้โง่สกุลลู่มาแล้ว!” เสียงสตรีผู้หนึ่งร้องขึ้น
บุรุษร่างใหญ่ที่เป็นอันธพาลประจำหมู่บ้านถึงกับแสยะยิ้ม “นางโง่ผู้นั้น มาแล้วจะทำอันใดได้”
[1] อี้ซื่อ หมายถึง นางอี้ (อี้ฟางเยว่) ย้อนกลับไปดูอ้างอิงหมายเลข 1
[2] ฉีชิงหรือชิงชิง นางเอกเรื่อง “เด็กหญิงใบกับระบบซุปเปอร์มาร์เก็ต” เป็นนิยายหนึ่งในสามของซีรีย์ “ระบบทะลุมิติ”
[3] เคอร์เซอร์ คือ สัญลักษณ์บนจอคอมพิวเตอร์ใช้บอกตำแหน่งปัจจุบันสำหรับกระทำสิ่งต่างๆ
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ
“ข้าก็เห็น!” แม่เฒ่าสกุลเซียวที่อยู่บ้านถัดไปก็รีบยืนยัน “ก่อนแยกบ้านพวกเขาสี่คนผอมแห้งแรงน้อย เพราะอี้ซื่อแบ่งเพียงเศษอาหารให้กิน แต่ตอนนี้พวกเขาได้กินอิ่มหนำสำราญ สกุลลู่ช่างแย่เสียจริง” ลู่เจ๋อชี้หน้าบุตรชายคนโต “หลิงหยุน! เจ้ามันคนอกตัญญู ข้าอุตส่าห์ให้เจ้าได้ใช้แซ่ลู่”
ฉินเสี่ยวโหรวขยับไปนั่งริมเตียง ช่วยพยุงสามีที่กำลังพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง “ท่านพี่ ท่านเป็นเช่นไร เจ็บมากหรือไม่” ชายหนุ่มหันไปมองภรรยา “ข้าไม่เป็นไร” ท่าทีของสามีดูเคร่งขรึมผิดจากตอนแรกที่พบกัน ฉินเสี่ยวโหรวลอบสังเกตท่าทีของเขา “ได้ยินว่าค่ารักษาหมดสองตำลึง เ
“ท่านพ่อ ตีนางให้ตายเลยขอรับ!” ลู่ซิ่วร้องขึ้น หน้าของเขาทั้งแดงทั้งเขียวด้วยความโมโห ลู่เจ๋อหันมาหมายจะตีฉินเสี่ยวโหรวแรงๆ ทว่าข้อเท้าพลิกทำให้ไม้พลองตวัดไปถูกศีรษะของลู่หลิงหยุนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แม้เขาพยายามหลบแต่ยังถูกปลายไม้ “โอ๊ย!” ชายหนุ่มร้องขึ้น “ท่านพ
ยามนั้นลู่เจ๋อบิดาของลู่หลิงหยุนที่ออกไปนั่งดื่มสุรากับสหายในหมู่บ้านได้ยินเรื่องที่คนโจษขานเกี่ยวกับลูกสะใภ้โง่ของตนก็หน้าเสีย “นางกล้าทุบตีคนอย่างรุนแรงอย่างนั้นหรือ” ลู่เจ๋อตกตะลึงเอ่ยถามภรรยาของสหาย “จริงสิ! ข้าเห็นกับตา นางตีเหล่าหานเจ้าอันธพาลนั่นจนสิ้นสติ ส่วนอีกสา







