เข้าสู่ระบบ
“ท่านแม่ สะใภ้โง่ของท่านออกไปตักน้ำแล้วหรือ”
เสียงของบุตรสาวคนโตของลู่ฮูหยินเอ่ยขึ้น ในมือของนางมีซาลาเปาไส้เนื้อก้อนหนึ่งอยู่ แม้ว่าเนื้อข้างในจะน้อยลงไปกว่าสองปีที่แล้วมาก แต่ก็นับว่ายังอีกกว่าครอบครัวอื่นๆ ที่เหลือในหมู่บ้าน
“อืม แม่สั่งให้นางไปตั้งแต่เช้าแล้ว” ลู่ฮูหยินพูดพลางกัดซาลาเปาในมือตนเองคำสุดท้ายแล้วเคี้ยวอย่างสบายใจ
“ฉินเสี่ยวโหรวคนนี้ คุ้มค่าข้าวสารกับเนื้อหมูที่แลกมามากเลยทีเดียว ท่านแม่ช่างตาแหลมนัก ตั้งแต่มีนาง พวกเราไม่ต้องจ้างบ่าวผู้หนึ่งนับว่าลดรายจ่ายไปได้มากเลยทีเดียว” ลู่ซือหย่ายกยิ้มมุมปาก
ลู่ซือหย่าเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอี้ฟางเยว่อดีต อนุภรรยาของลู่เจ๋อ ครั้นภรรยาเอกคนเดิมเสียชีวิตอี้ฟางเยว่จึงถูกยกฐานะขึ้นมาแทน เมื่อลู่ซือหย่ากลายเป็นบุตรภรรยาเอก หลายครอบครัวในหมู่บ้านเฟิงเต่าจึงหมายตาคิดจะเลือกนางไปเป็นสะใภ้
“น่าเสียดายที่นางดันมีลูกสองคน ไม่อย่างนั้นคงประหยัดได้มาก” ลู่ฮูหยินนึกเจ็บใจตนเองที่ยามนั้นคิดจะทำลายชื่อเสียงของลูกเลี้ยงจึงได้ใส่ยากระตุ้นกำหนัดให้เขาในคืนแต่งงาน
ลู่หลิงหยุนเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกผู้ล่วงลับของลู่เจ๋อ ฟ่านซื่อ[1]ผู้นั้นมาจากสกุลฟ่านที่อยู่ในอำเภอ สินเดิมของนางช่วยค้ำสกุลลู่ให้กลายมาเป็นเศรษฐีในเวลาไม่กี่ปี
อี้ฟางเยว่ถูกแต่งเข้ามาเป็นอนุภรรยาหลังจากที่ลู่หลิงหยุนมีอายุได้สองขวบ สามีของนางไม่เคยไปร่วมห้องกับภรรยาเอก แต่ก็น่าแปลกที่ฟ่านซื่อผู้นั้นไม่เคยแสดงความขุ่นเคืองเลยสักนิด ราวกับมิได้รักใคร่ไยดีในตัวสามี
ส่วนลู่เจ๋อผู้เป็นสามีก็ให้ความเกรงอกเกรงใจในตัวภรรยาเอกเสมอมา กระทั่งนางตายไป อี้ฟางเยว่จึงยกฐานะจากอนุภรรยากลายมาเป็นภรรยาเอก
“ผู้ใดจะไปคิดเล่าว่าคนโง่เซ่อซ่าอย่างนางจะตั้งครรภ์ได้เพียงร่วมหอกับพี่ใหญ่เพียงคืนเดียว”
ลู่ซือหย่ารู้ว่ามารดาคิดจะทำลายความมั่นใจของพี่ชายคนโตและยกน้องชายของนาง คือลู่ซิ่วขึ้นมาเป็นผู้นำสกุลลู่คนต่อไปจึงได้ฉวยโอกาสหมั้นหมายหญิงโง่ในหมู่บ้านถัดไปให้กับลู่หลิงหยุน และทำให้คนทั้งสองมีสัมพันธ์กัน
ครานั้นลู่หลิงหยุนซึ่งเดินทางเข้าไปในอำเภอเพื่อร่ำเรียนนานนับเดือนจึงจะกลับบ้าน เขาจึงมิได้รู้ว่าฉินเสี่ยวโหรวเป็นสตรีโง่ เพียงเห็นรูปวาดของนางก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ถึงวันแต่งงานในตอนที่ส่งตัวเข้าหอแล้ว ญาติผู้พี่ของเขาจากสกุลฟ่านของมารดามาร่วมงานแต่งได้ยินเรื่องของฉินเสี่ยวโหรวจากปากของคนในหมู่บ้านจึงนำมาเล่าให้ ฉู่หลิงหยุนฟัง
คืนนั้นลู่หลิงหยุนรู้ว่าฉินเสี่ยวโหรวเป็นสตรีสติไม่ดีก็ต่อว่าแม่เลี้ยงด้วยความโมโห อี้ฟางเยว่ยิ้มเยาะเย้ยเขา ทั้งสองทะเลาะกันใหญ่โต สุดท้ายเป็นบิดาของลู่หลิงหยุนมาห้ามปราบ
ลู่หลิงหยุนถูกวางยาทำให้เขาร่วมเตียงกับเจ้าสาวโง่ของเขาทั้งคืน เช้าวันต่อมาชายหนุ่มต้องไปร่วมการศึกที่ชายแดน ทิ้งให้นางทำงานรับใช้ครอบครัวอยู่ทางนี้ กระทั่งผ่านไปสามปีเขาได้รับบาดเจ็บกลับมาจึงได้รู้ว่าฉินเสี่ยวโหรวภรรยาโง่ของเขาคลอดบุตรฝาแฝดชายหญิง
“กินตั้งสี่ปาก ช่างสิ้นเปลืองนัก หากไม่คิดว่าเสี่ยวโหรวทำงานแทนคนได้ถึงสามคน แม่คงหาทางไล่พวกเขาไปแล้ว” สายตาของลู่ฮูหยินเหลือบมองไปยังเรือนหลังเล็กที่มีเพียงหนึ่งห้องนอนเล็กและห้องรับแขกแคบๆ ที่อยู่ติดกำแพง
“สองปีที่รักษาเขามา หมดเงินมิใช่น้อย น่าเสียดายนักเงินช่วยเหลือพวกนั้น หากเราฮุบเอาไว้เองแต่แรกก็คงมีไม่น้อยแล้ว” ลู่ซือหย่าบ่นกระปอดกระแปด
เงินช่วยเหลือทหารบาดเจ็บที่นางเอ่ยถึง เป็นเงินที่ลู่หลิงหยุนได้รับทุกเดือน โดยมีเจ้าหน้าที่จากอำเภอที่รู้จักกับลู่หลิงหยุนเดินทางมามอบให้
“ช่างเถอะๆ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ย้ายไปที่อื่นแล้ว หลิงหยุนคนพิการนั่นก็ต้องอาศัยท่านพ่อเจ้าในการไปรับเงินช่วยเหลือที่อำเภอ ตอนนี้ผ่านมาหลายเดือน เราก็ได้ประโยชน์มาไม่น้อย”
ลู่ซือหย่าอมยิ้ม “ใช่ๆ ท่านพ่อไปรับเงินให้พี่ใหญ่ทีไรก็ซื้อของมาฝากข้าทุกที ข้าชอบใจยิ่ง”
พวกนางต่างเห็นว่าบุตรชายคนโต ลู่หลิงหยุนที่เกิดจากอดีตภรรยาเอกเป็นบ่อสูบเงินที่ถมเท่าใดก็ไม่เต็ม แม้จะรู้ว่าเงินที่ใช้ดูแลและรักษาตัวเขานั่นเป็นเงินที่ทางการให้ความช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ
ก่อนหน้านี้เพราะมีเจ้าหน้าที่จากในอำเภอแวะมาเยี่ยมเยียนเขาอยู่เรื่อยจึงไม่อาจฮุบเงินได้ดั่งใจ แต่บัดนี้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นย้ายไปทำงานที่เมืองอื่นแล้ว เงินของลู่หลิงหยุนต้องผ่านมือของบิดาเขา แม้ชายหนุ่มจะได้รับส่วนแบ่งเพียงครึ่งเดียวก็จำยอม และภายหลังเงินพวกนั้นก็ถูกฮุบไปทั้งหมด
ไม่นานนัก ฉินเสี่ยวโหรวสะใภ้โง่ของบ้านสกุลลู่ก็หิ้วน้ำกลับมา นางเป็นสตรีที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก รูปร่างดีมีเนื้อมีหนังไม่ผอมบางอย่างสตรีอื่น พละกำลังมหาศาลแต่ติดที่นางเป็นหญิงโง่ทำให้ไม่มีบุรุษมาสู่ขอ
ครอบครัวฉินยากจน ลู่ฮูหยินเห็นว่าหากสู่ขอฉินเสี่ยวโหรวมาเป็นภรรยาลูกเลี้ยงของตนไม่เพียงแต่ได้ลดความสำคัญของลู่หลิงหยุนในสกุลลู่ แต่ยังได้ใช้งานฉินเสี่ยวโหรวอีกด้วย ดังนั้นจึงให้คนวาดรูปนางแล้วนำไปให้ลูกเลี้ยงดู แม้ภายหลังลู่หลิงหยุนจะรู้ความจริงก็สายไปเสียแล้ว
“โหรวเอ๋อร์ เจ้าเทน้ำเต็มตุ่มแล้วก็ไปผ่าฟืนด้วยเล่า” อี้ฟางเยว่ร้องสั่งลูกสะใภ้มาจากในเรือน
“จะ จะ เจ้าค่ะ” หญิงสาวผงกศีรษะงกๆ เงิ่นๆ
ลู่หลิงหยุนนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกหน้าระเบียงเรือนเล็กมองดูภรรยาโง่เขลาของตนทำงานอย่างแข็งขันแล้วก็นึกโมโห เขาไม่เพียงแต่บาดเจ็บจากการต่อสู้ในศึกชายแดนแต่ยังถูกพิษเข้าไปด้วย แม้จะทำการรักษาจนบาดแผลภายนอกหายดีแล้วแต่กลับไร้เรี่ยวแรงไม่อาจจะลุกนั่งหรือเดินได้อย่างเดิม
“ท่านพ่อ หิวน้ำหรือไม่ขอรับ” เด็กชายตัวน้อยเดินถือจอกชาเล็กๆ มายื่นให้
“อืม ขอบใจนะ เหว่ยเอ๋อร์” ลู่หลิงหยุนยื่นมือไปรับจอกน้ำชามาดื่ม แขนของเขายามนี้ใช้การได้เพียงยกถ้วยน้ำชากับตะเกียบเท่านั้น
ทุกเช้าภรรยาของเขาจะช่วยอุ้มเขาลงจากเตียงมานั่งที่เก้าอี้ ทำความสะอาดเนื้อตัวให้เขาและช่วยเตรียมอาหารให้ จากนั้นนางก็จะออกไปทำงานทั้งทำความสะอาดเรือนใหญ่ ตักน้ำ ผ่าฟืน
บุตรชายตัวน้อยของเขานามลู่เหว่ยวัยสี่ขวบก็เหมือนกับฉินเสี่ยวโหรวมีเรี่ยวแรงมากกว่าเด็กทั่วไป ทั้งยังเฉลียวฉลาดคอยดูแลเขาแทนนาง เพียงแต่ด้วยความเป็นเด็ก ในตอนบ่ายเด็กชายตัวน้อยก็จะหลบไปนอนพัก ยามนั้นเขาก็ต้องพยายามพึ่งตนเอง
“น้องสาวเจ้ายังไม่กลับมาจากเรือนนั้นอีกหรือ”
“ยังขอรับ คงจะรับใช้ท่านย่าทวดอยู่”
ท่านย่าของลู่หลิงหยุนเรียกให้ลู่ฮวนบุตรสาวที่เป็นฝาแฝดกับลู่เหว่ยไปคอยอยู่รับใช้ใกล้ตัว
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว” ลู่หลิงหยุนถอนหายใจ
เด็กชายตัวน้อยส่ายหน้า “ไม่ลำบากเลยขอรับ”
“เจ้าเป็นเด็กดีนัก เป็นพ่อเองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจดูแลพวกเจ้าแม่ลูกให้อยู่ดีมีสุขได้”
“ท่านพ่อ อย่าคิดมากขอรับ” ลู่เหว่ยจำประโยคที่มารดาของเขาใช้ปลอบใจบิดาได้อย่างแม่นยำ
[1] ฟ่านซื่อ เป็นการเรียกชื่อสกุลตามด้วยคำว่าซื่อ หมายถึงสตรีที่แต่งงานแล้วมาจากสกุลเดิมคือ ฟ่าน
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ







