LOGIN“ท่านพ่อ ตีนางให้ตายเลยขอรับ!” ลู่ซิ่วร้องขึ้น หน้าของเขาทั้งแดงทั้งเขียวด้วยความโมโห
ลู่เจ๋อหันมาหมายจะตีฉินเสี่ยวโหรวแรงๆ ทว่าข้อเท้าพลิกทำให้ไม้พลองตวัดไปถูกศีรษะของลู่หลิงหยุนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แม้เขาพยายามหลบแต่ยังถูกปลายไม้
“โอ๊ย!” ชายหนุ่มร้องขึ้น
“ท่านพี่!” ฉินเสี่ยวโหรวพุ่งเข้าไปกระชากไม้พลองแล้วผลักออกไป
ลู่เจ๋อหน้าหงายทำเอาลู่ซิ่วที่พุ่งเข้ามารับล้มหงายไปด้วยกัน
“ท่านพ่อ! ท่านตีหัวท่านพี่ของข้าแตกเช่นนี้ ท่านคิดจะขับไล่พวกเราออกไปใช่หรือไม่” น้ำเสียงของฉินเสี่ยวโหรวเคืองแค้นแต่ในใจกลับยินดี
ระหว่างทางที่หาบน้ำกลับบ้าน ฉินเสี่ยวโหรวคิดหาวิธีจะทำให้สามีพิการของเจ้าของร่างยอมแยกบ้าน เพราะถ้ายังอยู่ในบ้านสกุลลู่ต่อไปก็จะถูกเอาเปรียบไม่สิ้นสุด
ลู่หลิงหยุนใช้มือกุมมุมหน้าผากที่แตกจนเลือดอาบ “ท่านพ่อ! ท่านถึงกับทำร้ายข้าเลยหรือ”
หญิงชรามองฉินเสี่ยวโหรวด้วยแววตาเคืองแค้น “เจ้า! เสี่ยวโหรวนางสะใภ้ชั่ว เจ้ากล้าทำร้ายบิดาและน้องชายของสามี หากข้าไม่ลงโทษเจ้าให้สาสม ข้าก็ไม่สมควรแซ่ลู่!”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองฝ่ายจะตอบโต้กันต่อ เสียงของเด็กชายก็ร้องดั่งลั่นด้วยความตกใจ
“ท่านพ่อ! ฮือๆ ท่านพ่อตายแล้ว!”
คนทั้งหมดชะงัก ฉินเสี่ยวโหรวรีบเข้าไปดูลู่หลิงหยุนที่นั่งคอพับเลือดอาบหน้าแถบหนึ่ง
“ท่านพี่! ท่านพี่!” นางหันขวับไปมองคนทั้งหมดที่ยืนดู “พวกท่านฆ่าคนแล้ว! เตรียมตัวไปเข้าคุกได้เลยนะ”
“ไม่นะ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ลู่เจ๋อร้องลั่น
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันใหญ่โต พากันวิ่งเข้ามา นำหน้าด้วยป้าฟางที่เป็นห่วงฉินเสี่ยวโหรว
“เร็วเข้าทุกคน! ข้าได้ยินเสียงร้องของเสี่ยวโหรว นางน่าจะถูกยายแก่อี้เพ่ยรังแกอีกแล้ว”
คนห้าหกคนที่มามุงอยู่ซุ้มประตูบ้านแซ่ลู่พากันกรูเข้าไปในเรือนเล็ก ครั้นได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กฝาแฝดชายหญิงก็พากันตกใจ ป้าฟางวิ่งเข้าไป เห็นฉินเสี่ยวโหรวอุ้มสามีที่มีเลือดที่หน้าผากก็ตกใจร้อง
“คนบ้านลู่ฆ่าคนแล้ว!”
เสียงร้องนั่นทำให้อี้ฟางเยว่หน้าซีด เสียงสั่น “พวกเรารีบกลับเรือนกันก่อนดีกว่า”
คนในครอบครัวลู่กลับไปเรือนใหญ่ปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด ส่วนฉินเสี่ยวโหรวให้คนไปตามหมอมาดูอาการสามี
ระหว่างนั้น ฉินเสี่ยวโหรวขอตัวเข้าไปในครัวแล้วเรียกระบบออกมา
“ระบบออกมาหน่อย”
“คุณฉิน ต้องการสิ่งใดหรือ”
“เอ๊ะ! ทำไมจอถึงกลายเป็นสีแดงล่ะ” ฉินเสี่ยวโหรวมองเส้นกรอบจอที่เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง
“ระบบกำลังอัปเกรดค่ะ เดี๋ยวก็กลับไปสีน้ำเงินเหมือนเดิม”
ฉินเสี่ยวโหรวขมวดคิ้ว “ฉันเป็นโปรแกรมเมอร์ดูแลระบบนี้ยังไม่ได้อัปเกรดโปรแกรมเลยนะ ใครมาดูแลระบบแทนฉันล่ะ หรือว่าเป็นหัวหน้าแผนก”
“ไม่ใช่ค่ะ ท่านประธานเห็นว่าคุณเข้ามาทดสอบระบบจึงทำงานนี้ด้วยตนเอง”
“ท่านประธานน่ะนะ นี่ถึงกับไม่ไว้ใจโปรแกรมเมอร์อย่างฉันเชียวเหรอ” ฉินเสี่ยวโหรวแสร้งตวาดแต่ใจเต้นตึกตัก กลัวว่าท่านประธานจะรู้ว่าตนเองแฮกระบบ
“คุณฉิน ขอเตือนว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์ท่านประธาน ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดเหรียญทองครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ค่ะ”
ฉินเสี่ยวโหรวสะดุ้ง วันก่อนนางอุตส่าห์แฮกระบบได้มาห้าร้อยเหรียญทอง ใช้ซื้อของใช้และเสบียงไปเกือบหมดแล้ว ถ้าถูกตัดลงครึ่งหนึ่งก็คงแลกอะไรไม่ได้แล้ว
“ตกลงๆ ไม่วิจารณ์แล้ว”
หญิงสาวรีบดูเหรียญทองที่เหลือ แล้วกดหาเครื่องตรวจร่างกายที่เพิ่งออกมาวางจำหน่าย
“กดซื้อเครื่องนี่ก็จะเหลือเงินแค่สิบเหรียญทอง เฮ้อ! ไม่ว่าเงินอะไรก็ใช้หมดเร็วเหมือนกัน”
เครื่องตรวจร่างกายแบบพื้นฐาน จะใช้ตรวจสำหรับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ แต่วิเคราะห์โรคไม่ได้ ซึ่งหากอยากแลกซื้อกระจกตรวจโรคต้องใช้เหรียญทองค่อนข้างมาก
เด็กน้อยฝาแฝดพากันร้องไห้สะอึกสะอื้น ฉินเสี่ยวโหรวจึงได้กอดปลอบใจลูกๆ จากการใช้เครื่องมือตรวจร่างกายของลู่หลิงหยุน เขาเพียงแต่หัวแตกและหมดสติไปเท่านั้น
หญิงสาวมองร่างกายผ่ายผอมของสามีเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ นางตั้งใจว่าเอาไว้ว่าวันหน้า นางจะขึ้นเขาไปหาของป่ามาแลกเหรียญทองเพื่อซื้อวิตามินเพิ่มพลังจากระบบเอาไว้ให้เขาฟื้นฟูร่างกาย
“พวกเจ้าอย่ากังวล ท่านพ่อก็แค่หมดสติไปเท่านั้น”
“ท่านแม่! ท่านปู่โหดร้ายมาก วันนี้ตีท่านพ่อ วันหน้าจะไม่ฆ่าพวกเราหรือขอรับ” ลู่เหว่ยน้ำตาไหลพราก
“แม่ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาทำร้ายเจ้าได้หรอก”
ลู่เหว่ยที่รู้สึกว่ามารดาเปลี่ยนไป ดูไม่เป็นคนโง่เหมือนแต่ก่อนก็พยักหน้า “ขอรับ ข้าเชื่อท่านแม่”
ฉินเสี่ยวโหรวยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กทั้งสอง “แม่ยังไม่ได้เล่าให้พวกเจ้าฟังเลยว่า วันนี้แม่เพิ่งไล่ตีอันธพาลสี่คนที่มารังแกคนในหมู่บ้านกระเจิดกระเจิง”
“จริงหรือขอรับ” ได้ยินมารดาปลอบเช่นนั้น ลู่เหว่ยค่อยสีหน้าดีขึ้น
“ท่านแม่เจ้าคะ พวกเราไปอยู่ที่อื่นมิได้หรือ ข้ากลัวท่านพ่อตาย” ลู่ฮวนเอียงคอถาม สองตาของเด็กน้อยยังแดงก่ำเพราะเพิ่งหยุดร้องไห้เมื่ออึดใจก่อน
“ให้ท่านพ่อเจ้าฟื้นเสียก่อนเถิด แม่จะพูดให้ท่านพ่อพาพวกเราออกไปจากที่นี่” ฉินเสี่ยวโหรวคิดว่านางจะต้องเกลี้ยกล่อมลู่หลิงหยุนให้ได้ หากเขาไม่ยอมนางก็จะขอหย่าและพาลูกทั้งสองออกไปอยู่ที่อื่น
ลู่หลิงหยุนฟื้นขึ้นมาก็นอนลืมตามองเพดานนิ่งๆ
“ท่านหมอ สามีของข้าทำท่าทางเช่นนี้ มิใช่ว่าเขาสมองมีปัญหาไปแล้วหรอกนะ” ฉินเสี่ยวโหรวเหลือบมองหน้าลู่หลิงหยุน
ชายหนุ่มยังคงไม่ตอบสิ่งใด ดวงตาของเขาคล้ายกำลังใคร่ครวญบางอย่าง
ฉินเสี่ยวโหรวจับแขนของเขา “ท่านพี่”
‘เครื่องมือตรวจร่างกายอันนั้นตรวจเฉพาะอาการบาดเจ็บกับเจ็บป่วย ใช้ตรวจสมองไม่ได้ซะด้วย ถ้าเกิดเขาปัญญาอ่อนขึ้นมา ฉันจะยังแยกบ้านกับสกุลลู่ได้เหรอ’
“แม่ลู่เหว่ย อย่าเพิ่งหนักใจไป ข้าตรวจดูอาการของเขาแล้ว ทุกอย่างปกติ บางทีเขาอาจจะยังมึนหัวอยู่ แผลข้าก็ทำให้เรียบร้อย เจ้าก็แค่คอยดูแลความสะอาดให้ดีก็พอ”
“เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว” นางยกมือขึ้นลูบอก “ท่านหมอไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลสามีข้าอย่างดีเจ้าค่ะ”
ป้าฟางได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออก “เสี่ยวโหรว คนสกุลลู่เอาเปรียบเจ้ามาตลอด น่าเสียดายที่เขาดูแลตนเองยังไม่ได้ ข้าจะยุให้เขาแยกบ้านเสีย วันนี้ทุบตีเขาจนหัวแตก คราวหน้ามิใช่จะคิดขายลูกๆ พวกเจ้าหรือ”
ฉินเสี่ยวโหรวได้ยินก็ตาโต แม้ลู่หลิงหยุนจะมิได้รักใคร่ในตัวภรรยา แต่เขาก็รักลูกทั้งสองคนมาก หากยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด บางทีอาจทำให้ลู่หลิงหยุนยินยอมพูดเรื่องแยกบ้านกับสกุลลู่
“หากเขาคิดทำเช่นนั้นจริง ข้าจะหย่ากับเขาแล้วพาลูกทั้งสองไปอยู่ที่อื่น”
“เฮ้อ! น่าสงสารเจ้าเสียจริง สกุลฉินก็ยากจนเกินไป และตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว”
“ป้าฟางไม่ต้องห่วงหรอก ข้ามีกำลังมาก และตอนนี้ก็หายโง่แล้ว ข้าย่อมเลี้ยงลูกได้อย่างแน่นอน”
ลู่หลิงหยุนหันมามองกลุ่มคนที่ยืนคุยอยู่ข้างเตียง “ข้าไม่มีทางทิ้งลูกกับภรรยาอย่างแน่นอน”
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ







