Mag-log inฉินเสี่ยวโหรวขยับไปนั่งริมเตียง ช่วยพยุงสามีที่กำลังพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
“ท่านพี่ ท่านเป็นเช่นไร เจ็บมากหรือไม่”
ชายหนุ่มหันไปมองภรรยา “ข้าไม่เป็นไร”
ท่าทีของสามีดูเคร่งขรึมผิดจากตอนแรกที่พบกัน ฉินเสี่ยวโหรวลอบสังเกตท่าทีของเขา
“ได้ยินว่าค่ารักษาหมดสองตำลึง เจ้าได้เงินจากที่ไหนมาจ่ายหรือ”
ฉินเสี่ยวโหรวนึกดีใจที่ตนไม่บุ่มบ่ามนำเงินออกมาจากระบบ แต่นำเอาข้าวสารในครัวออกมาให้กับท่านหมอแทนค่ารักษา ฝ่ายนั้นรับเอาด้วยความยินดี ข้าวสารข้าวเม็ดสวยหาได้ยากยิ่งในยุคภัยพิบัติ
“ข้าใช้ข้าวสารที่เหลือในครัวกับเงินที่แอบซ่อนไว้เป็นค่ารักษาเจ้าค่ะ” นางทำหน้าสลดและเสียงอ่อยๆ
“จริงสิ ข้าวพวกนั้นเจ้าได้มาจากที่ใดหรือ ที่ผ่านมาทุกวันเราได้กินเพียงต้มข้าวฟ่าง เงินสองตำลึงมิใช่น้อยเลยนะ” ชายหนุ่มจ้องหน้าภรรยา
“ทุกเช้าข้าออกไปก่อนฟ้าสว่าง ขึ้นเขาไปขุดผักเก็บสมุนไพรฝากคนในหมู่บ้านไปขายในอำเภอได้เงินมาทีสองอีแปะสามอีแปะก็เก็บสะสมไว้ในไหที่ครัวเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ แม้ภรรยาของเขาจะเป็นหญิงโง่แต่เรื่องทำงานหาเงินกลับทำได้ดี ที่ผ่านมาสกุลลู่ให้เพียงข้าวฟ่างกับผักเล็กๆ น้อยมาต้มกิน นานๆ ทีจึงจะได้ไข่บ้างสักฟองสองฟอง หากไม่ได้เงินที่ฉินเสี่ยวโหรวแอบไปหามาจากข้างนอก เขากับลูกคงจะอดตายไปนานแล้ว
บางครั้งชาวบ้านจะชวนฉินเสี่ยวโหรวไปขึ้นเขาเพื่อขุดหาของป่า จากนั้นก็นำส่วนของนางไปขายให้และนำเงินมาแบ่ง หลายครั้งที่ลู่หลิงหยุนรู้ว่านางถูกเอาเปรียบ เขาก็จะค่อยๆ อธิบายให้นางฟังว่าวันหน้าจะป้องกันคนเอาเปรียบได้อย่างไร
ครั้นฉินเสี่ยวโหรวฟังเข้าใจแล้ว นางก็จะกลับไปไล่ตีคนเอาเปรียบพวกนั้น และได้เงินกลับคืนมา ตอนหลังนางจะไปขึ้นเขาเฉพาะกับคนที่สามีบอกว่าไว้ใจได้
เงินเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้น พอจะขอซื้อข้าวสารและไข่เล็กๆ น้อยๆ ได้ในบางครั้ง ทำให้เขากับลูกสองคนได้กินอาหารดีๆ บ้าง มิให้กินเพียงต้มข้าวฟ่างเพียงอย่างเดียว
ฉินเสี่ยวโหรวหวังว่าเหตุผลที่นางให้กับเขา น่าจะพอเชื่อถือได้
“เสี่ยวโหรว ลำบากเจ้าแล้ว”
หญิงสาวเห็นเขายิ้มหวานให้ก็ถึงกับตะลึงไปอึดใจหนึ่ง ใบหน้าของลู่หลิงหยุนมีองคาพยพที่รับกันอย่างยิ่ง
‘ตายๆ ผู้ชายยิ้มให้ฉันแบบนี้ ฉันยอมตายถวายชีวิต พี่ชายรูปหล่อ! อย่าทำร้ายกันเลยนะ’
พอเห็นภรรยานิ่งตาค้าง เขาก็พยายามออกแรงยื่นมือมากุมมือนางที่เท้าอยู่บนฟูกนอน
“เสี่ยวโหรว ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในสกุลลู่ได้รับความลำบากอย่างมาก ข้าจะพาเจ้าแยกบ้าน เจ้าคิดเห็นเช่นไร”
“แยกบ้าน! จริงหรือเจ้าคะ”
“จริงสิ ข้าคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ท่านย่ามิได้เอ็นดูข้า ท่านพ่อมิได้รักใคร่ข้า ซ้ำยังรักแกพวกเจ้าสามคนแม่ลูกอีก ข้าเป็นสามีและพ่อที่ไม่ได้เรื่อง เพียงแต่หากแยกบ้านออกไปแล้ว เจ้าอาจจะลำบากมากกว่าเดิม”
“ไม่ลำบาก! ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ” นางร้องเสียงหลง
เด็กสองคนได้ยินว่าบิดาต้องการแยกบ้านก็วิ่งเข้าไปยืนข้างเตียง ยิ้มกว้างให้กับบิดาที่นั่งอยู่เตียง
“ท่านพ่อ ข้าก็อยากแยกบ้าน ไม่อยากถูกท่านย่าดุด่าบังคับแล้ว” เด็กหญิงลู่ฮวนเขย่าแขนบิดา
“ดีขอรับ ท่านพ่อ ข้าก็อยากแยก” เด็กชายร้องขึ้น
“แยก! ข้าอยากแยกบ้านเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าได้ห่วง ตอนนี้ข้ามิได้โง่อย่างแต่ก่อนแล้ว ซ้ำยังมีแรงมาก ข้าสามารถหาเลี้ยงท่านกับลูกๆ ได้อย่างสบาย”
ลู่หลิงหยุนยิ้ม “ดี หากเจ้าไม่กลัวความยากลำบาก พวกเราก็ออกไปจากที่นี่กัน พรุ่งนี้พวกเราไปหาผู้ใหญ่บ้านให้เขามาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เรา”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่!” ฉินเสี่ยวโหรวยิ้มกว้างพร้อมปรบมือเสียงดัง
เช้าวันต่อมา ฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในครัว เปิดดูข้าวสารก็พบว่าเหลือพอกรอกหม้ออีกเพียงมื้อเดียวก็คิดจะเข้าไปในระบบหาวิธีแฮกเอาเหรียญทองเพิ่ม
‘ไม่ได้ๆ สายวันนี้จะได้แยกบ้านกันแล้ว คนพวกนั้นไม่ยอมให้ขนของออกจากบ้านแน่ ไม่ต้องเอาออกมาจะดีกว่า แค่นี้ก็พอกินไปถึงตอนกลางวันแล้ว’
นางนำหมูที่เหลือออกมาทำหมูหวานและทำไข่คั่วให้พวกเขากินกับข้าวต้ม นำใบไม้มาห่อข้าวและต้มไข่เตรียมพร้อมไว้สำหรับมื้อกลางวัน
“เหว่ยเอ๋อร์ ฮวนเอ๋อร์ ช่วยกันเก็บถ้วยชามเอาไปล้างนะ แม่จะไปเก็บที่นอน” ฉินเสี่ยวโหรวสั่งลูกแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน
เป็นเพราะสามีพิการ นางจึงไม่ต้องร่วมเตียงกับเขา แต่ในห้องนอนเดียวที่มีอยู่ในเรือนนี้ ตั้งเตียงไว้สองเตียง เตียงหนึ่งลู่หมิงหยุนนอน อีกเตียงเป็นนางและลูกๆ นอนด้วยกันสามคน
ฉินเสี่ยวโหรวตั้งใจจะทำให้การแยกบ้านเสร็จสิ้นในวันนี้ นางจึงได้เก็บผ้าปูนอนและห่มไว้ในเสื่อม้วนแล้วเอาเชือกป่านมัดให้เรียบร้อย
‘น่าเวทนาเหลือเกิน เสื้อผ้าของครอบครัวเสี่ยวโหรวทั้งขาดทั้งเก่าทั้งเหม็น แย่กว่าผ้าขี้ริ้วอีก’
เมื่อวานฉินเสี่ยวโหรวเพิ่งมาถึงยุคนี้วันแรกก็ทนไม่ไหวต้องรีบต้มน้ำอาบและสระผมจนเนื้อตัวสะอาดและหอมกรุ่น จ้าวเจี่ยว[1]ที่เจ้าของร่างซื้อทิ้งไว้อาบน้ำให้สามีนับว่าพอใช้ได้ แต่เสื้อผ้าที่สวมอยู่ทั้งบางทั้งเก่าจนแทบจะขาดตอนที่ลมพัดแรง
“ท่านแม่ ข้าทำงานเสร็จแล้วขอรับ” ลู่เหว่ยที่ได้รับการอาบน้ำสระผมดูสะอาดสะอ้านกว่าเดิมมาก
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูแลท่านพ่อข้างนอกเถิด”
“ขอรับ” เด็กชายออกไปนั่งเฝ้าบิดา
ฉินเสี่ยวโหรวหยิบเอาหวีมาแล้วเรียกบุตรสาวมานั่งใกล้ “แม่จะหวีผมและถักเปียสวยๆ ให้เจ้านะ ฮวนเอ๋อร์”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะ”
ตั้งแต่เมื่อวานมาจนถึงเมื่อเช้านี้ เด็กสองคนมีความสุขเป็นพิเศษ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้กินเนื้ออย่างเต็มอิ่ม ท่านแม่ยังช่วยอาบน้ำให้พวกเขาสองคนจะสะอาดสะอ้าน
ฉินเสี่ยวโหรวนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างจะช่วยอาบน้ำให้สามีทุกสามวัน แต่นางมิใช่ภรรยาตัวจริงของเขา จะให้ช่วยเขาอาบน้ำก็ชวนประดักประเดิด
“ท่านแม่เจ้าค่ะ เมื่อวานท่านพ่อยังไม่ได้อาบน้ำ” เด็กหญิงทักท้วง
หญิงสาวชะงักมือที่สางผมให้เด็กหญิงเล็กน้อย “ยังไม่ถึงเวลาอาบน้ำของท่านพ่อ เจ้าอย่าห่วงไปเลย”
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ในความทรงจำของร่างเดิม ลู่หลิงหยุนพอจะขยับมือและแขนได้บ้างแต่ไม่มากนัก เขาเองก็อายที่จะให้ภรรยาอาบน้ำให้ ดังนั้นจึงพยายามช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด ช่วงแรกที่ป่วยมีลู่ซิ่วคอยช่วยเหลือเพราะอยากได้เงินที่ลู่หลิงหยุนมอบให้ แต่พอเงินช่วยเหลือถูกลู่เจ๋อฮุบไป ลู่ซิ่วก็ไม่มาช่วยดูแลพี่ชายอีก
บางครั้งลู่หลิงหยุนจะเรียกภรรยาเข้าไปช่วยถูหลังและสระผมให้ ถ้าหาบ้านใหม่อยู่ได้ ฉินเสี่ยวโหรวคิดจะหาวิธีรักษาเขาให้หายเป็นปกติเขาจะได้อาบน้ำเองได้และช่วยนางทำงานหาเงิน
สองแม่ลูกถักผมให้กันเสร็จก็จูงมือออกมาจากห้องนอน ลู่หลิงหยุนมองดูภรรยาที่ดูสะสวยสะอาดสะอ้านด้วยความรู้สึกชื่นชม จะว่าไปนางก็เป็นสตรีงดงามผู้หนึ่ง
“ท่านพี่ พวกเราพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” นางยิ้มหวาน
[1] จ้าวเจี่ยว ฝักสบู่ที่คนจีนในยุคโบราณใช้ทำความสะอาด
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ
ฉินเสี่ยวโหรวยื่นมือไปลูบบ่าของสามี “ท่านพี่ ไม่ต้องพูดแล้ว ให้ข้าพูดกับนางเอง” “ท่านแม่ แต่นี้ไปข้าจะไม่ทำงานให้กับเรือนใหญ่แล้วนะ ข้าจะขึ้นเขาไปหาของป่ามาดูแลครอบครัวของข้าเอง” อี้ฟางเยว่ได้ยินก็ตาลุก “พูดบ้าอันใดของเจ้า! นางสะใภ้โง่ หน้าที่ของเจ้าก็คือต้องรับใช้พวกเราส
ฉินเสี่ยวโหรวได้ยินสิ่งที่ระบบบอกก็กำหมัดแน่น “ท่านประธาน! ผู้ชายวิปริตคนนั้นน่ะเหรอ มิน่า! ถึงได้กำหนดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมา” โปรแกรมเมอร์สาวถึงตอนที่ประชุมออนไลน์ ประธานกู้ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าเลยสักครั้ง เขาใช้ภาพเอไอผู้ชายหน้าตาเคร่งขรึมในชุดสูทสีดำแทนรูปตนเอง หล่อนได้ยินเพียงเสียงของเข
สตรีกลุ่มใหญ่รีบกวักมือเรียกฉินเสี่ยวโหรว “แม่ลู่เหว่ยเร็วเข้า! หากเจ้ายังช้าอยู่ น้ำในบ่อนี้ต้องถูกชิงไปหมดแน่” ฉินเสี่ยวโหรวเป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่าเป็นมารดาของเด็กชายลู่เหว่ย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเรียกนางว่า “แม่ลู่เหว่ย” บ่อน้ำประจำหมู่บ้านนี้ แต่ละวันจะตักได้เพียงห้
ในยามที่เรือนใหญ่ทำอาหารที่มีเนื้อสัตว์ กลิ่นเนื้อพวกนั้นจะลอยมาถึงเรือนน้อยของเขา หากบุตรทั้งสองบ่นว่าอยากกิน ฉินเสี่ยวโหรวจะเดินไปขอแบ่งที่เรือนใหญ่ แต่อี้ฟางเยว่ก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากให้ครั้งหนึ่งฉินเสี่ยวโหรวโมโหทุบโต๊ะพังไปหนึ่งตัว อี้ซื่อ[1]ผู้นั้นจึงยอมตักเนื้อแบ่งให้เล็กน้อย พอให้เด็กสอง







