เข้าสู่ระบบยามนั้นลู่เจ๋อบิดาของลู่หลิงหยุนที่ออกไปนั่งดื่มสุรากับสหายในหมู่บ้านได้ยินเรื่องที่คนโจษขานเกี่ยวกับลูกสะใภ้โง่ของตนก็หน้าเสีย
“นางกล้าทุบตีคนอย่างรุนแรงอย่างนั้นหรือ” ลู่เจ๋อตกตะลึงเอ่ยถามภรรยาของสหาย
“จริงสิ! ข้าเห็นกับตา นางตีเหล่าหานเจ้าอันธพาลนั่นจนสิ้นสติ ส่วนอีกสามคนก็หนีเตลิดไปเลย”
“มีอันใดหรือเหล่าลู่” สหายที่นั่งดื่มสุราด้วยเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของลู่เจ๋อก็นึกสงสัย “เจ้าไม่ดีใจหรือที่นางเก่งขนาดนั้น วันหน้าก็ปกป้องคนในครอบครัวเจ้าได้”
“ไม่ๆ ถ้าเกิดนางติดนิสัยชอบทำร้ายคนล่ะก็ คนที่บ้านข้าก็อาจจะเคราะห์ร้าย” ลู่เจ๋อลุกขึ้นยืน “ไม่ได้การ ข้าต้องกลับเดี๋ยวนี้แล้ว”
“เหตุใดจู่ๆ ก็รีบนัก ไม่อยู่ดื่มสุรากับข้าก่อนหรือ” เหล่าเซียวพยายามรั้ง
“ฟางเยว่ มักจะด่าทอนางอยู่บ่อยๆ ข้ากลัวว่านางจะถูกคนที่บ้านยั่วยุแล้วทนไม่ไหว ลงมือทำร้ายพวกเขาน่ะสิ” ลู่เจ๋อร้องออกมา
ครั้นมาถึงหน้าซุ้มประตู ลู่เจ๋อก็ได้ยินเสียงด่าทอ เอะอะโวยวายจึงรีบสาวเท้าไปยังเรือนเล็ก พลันลูกสาวของเขาก็เดินออกมาพอดี
“ท่านพ่อ! ดีจริงที่ท่านกลับมา ท่านย่าสั่งให้ข้าไปถามท่านพอดี” ลู่ซือหย่าถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่เห็นบิดาเดินเข้าซุ้มประตูบ้านมา
“เกิดอันใดขึ้น!” ลู่เจ๋อตกใจเพราะกลัวว่าสะใภ้โง่พลังมากราวม้าศึกจะทำร้ายภรรยาของตน เขาพูดพลางดึงแขนบุตรสาวให้เดินกลับเข้าไปในเรือนเล็ก “ไป! รีบไปดูกัน”
ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าในห้องโถงของเรือนเล็ก เสียงของอี้เพ่ยของดังขึ้น
“เสี่ยวเจ๋อ! เจ้ามาได้เสียที แม่จะโมโหตายอยู่แล้ว”
“ท่านแม่! เหตุใดจึงพากันมาอยู่ส่งเสียงโวยวายอยู่ที่นี่เล่าขอรับ” ลู่เจ๋อรีบตรงเข้าไปยืนข้างมารดา เขามองไปยังลูกสะใภ้ด้วยสีหน้ากริ่งเกรง “เสี่ยวโหรว เจ้ามิได้ทำร้ายคนในครอบครัวข้าใช่หรือไม่”
ฉินเสี่ยวโหรวเอียงคอพร้อมเลิกคิ้วขึ้น “โอ้ว! ท่านพ่อ เหตุใดจึงได้พูดจาให้ร้ายข้าเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ”
“นี่เจ้า! เจ้าไม่พูดติดอ่างแล้วหรือ” ลู่เจ๋อรู้สึกว่าสีหน้าท่าทางและวิธีการพูดของสะใภ้โง่ของตนแปลกไปกว่าปกติ
“เจ้าค่ะ ข้าเลิกติดอ่างแล้ว” นางพยักหน้ารับด้วยสีหน้าดูซื่อๆ
“ท่านแม่ พวกเรารีบกลับไปเรือนใหญ่กันก่อนดีกว่าขอรับ” ลู่เจ๋อกึ่งลากแขนกึ่งประคองมารดาให้กลับไปยังเรือนของตน
“ไม่ได้ๆ เจ้าต้องช่วยข้าลงโทษนางสะใภ้เลวคนนี้เสียก่อน เจ้ารู้หรือไม่ วันนี้นางไม่ยินยอมทำงานรับใช้พวกเรา นางบอกว่าต่อไปจะไปขึ้นเขาหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัวของนางเอง” อี้เพ่ยได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากอี้ฟางเยว่ก็โมโหฉินเสี่ยวโหรวอย่างมาก
ทว่าสีหน้าของลู่เจ๋อกลับไม่ค่อยสู้ดี เขานึกถึงเรื่องที่ภรรยาของสหายเล่าแล้วขนลุกขนพอง
ลู่เจ๋อป้องปากกระซิบบอกมารดา พลันยายแก่ลู่ก็ตาเบิกโพลงรีบดึงแขนลูกชาย “เรากลับไปเรือนใหญ่กันก่อนดีกว่า”
“ยังไปไม่ได้!” เป็นฉินเสี่ยวโหรวที่ร้องตวาด “ถ้ายังตกลงกันไม่จบ ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามออกไปจากเรือนของข้า”
ขาของลู่เจ๋อคล้ายจะอ่อนแรง ในตอนนั้นเองที่ลู่ซิ่วบุตรคนที่สามของเขาก็กลับมาจากข้างนอกพอดี
“ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ เหตุใดจึงมารวมกันอยู่เรือนนี้เล่า” ลู่ซิ่วกวาดตามองคนในครอบครัว
พี่สะใภ้ที่ด้อยสติปัญญาของเขากำลังเก็บถ้วยจานใส่ในถังไม้แล้วยกเดินไปเก็บด้วยท่าทีคล้ายไม่ทุกข์ร้อน
“เหตุใดพี่สะใภ้ถึงไม่ได้ไปทำงานที่เรือนใหญ่เล่าขอรับ เสื้อผ้าของข้ายังไม่ได้ซักเลยนะ” เขาหันไปฟ้องท่านย่า
“ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าก็โตแล้ว เมื่อใดจึงจะซักผ้าเอง ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าเจ้าไม่ควรใช้ภรรยาข้าซักผ้าให้เจ้า” ลู่หลิงหยุนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่ง
เรื่องการซักผ้าเขาเคยพูดกับลู่ซิ่วมาหลายครั้ง แต่ลับหลังเขา ท่านย่าก็หาวิธีบีบให้ฉินเสี่ยวโหรวต้องยอมซักผ้าให้กับน้องสาวน้องชายอยู่ดี
ลู่ซิ่วออกไปข้างนอกในแต่ละวันหาของกินมาได้ก็ไม่เคยแบ่งปันให้ครอบครัวของลู่หลิงหยุนเลยสักครั้ง ยามมีเนื้อมีข้าวสารก็ปิดบ้านกินกัน โยนเพียงข้าวฟ่างถุงหนึ่งให้กับครอบครัวเขา
“หลิงหยุน เหตุใดจึงพูดเช่นนี้ ลู่ซิ่วถือเป็นคนสกุลลู่ แต่เสี่ยวโหรวเป็นคนนอก สถานะของนางในบ้านนี้ก็เป็นเพียงคนรับใช้เท่านั้น” อี้เพ่ยร้องขึ้น
“ท่านย่า ลู่ซิ่วเป็นบุรุษร่างล่ำสันใหญ่โต เขาควรดูแลตนเองได้แล้ว วันหน้าข้าจะไม่ซักผ้าให้เขาอีกแล้ว” ฉินเสี่ยวโหรวประกาศ
“นางคนโง่! หากเจ้าไม่ยอมทำงานก็พากันไสหัวออกไปจากบ้านนี้” หญิงชราร้องขึ้น
“ท่านย่า! พูดเช่นนี้ได้อย่างไร บ้านสกุลลู่มากกว่าครึ่งล้วนมาจากเงินทองที่ท่านแม่ข้าหามานะขอรับ”
“หลิงหยุน เจ้าหลานอกตัญญู นี่คิดจะทวงบุญคุณข้ากับพ่อเจ้าอย่างนั้นหรือ” อี้เพ่ยหันไปหาบุตรชาย “เจ้าดูเถิด เสี่ยวเจ๋อ บุตรชายที่เจ้าอุตส่าห์เลี้ยงดู สุดท้ายยังกล้ามาทวงเอาทรัพย์สินจากเราอีก”
ลู่เจ๋อได้ยินว่าบุตรชายทวงเงินจากมารดาตนก็เดือดดาล “เจ้าลูกชั่ว! ข้าอุตส่าห์ยอมควักเงินส่งเจ้าไปร่ำเรียนหนังสืออยู่หลายปี และยังยอมเสียเงินแต่งผู้หญิงให้เจ้าอีก ที่ผ่านมาอาการบาดเจ็บของเจ้าทำให้พวกเราสิ้นเปลืองไปมิใช่น้อย ยังจะกล้ามาทวงบ้านจากท่านย่าอีก”
“ท่านพ่อ! นี่ครอบครัวเราต้องทะเลาะกันก็เพราะพี่สะใภ้หน้าโง่คนนี้ ข้าว่าเราต้องลงโทษนางสักหน่อยนะขอรับ”
ลู่ซิ่วได้รับการตามใจอย่างไร้ขอบเขจจากอี้ซื่อ เขาขี้เกียจเรียนหนังสือ มารดาก็ตามใจ งานการไม่ทำ มารดาก็ไม่สั่งสอน ชายหนุ่มจึงลำพองใจ มักทำตัวเป็นอันธพาล
เขาเคยถูกฉินเสี่ยวโหรวไล่ตีคราหนึ่งเมื่อครั้งจับ ลู่เหว่ยไปมัดไว้กับเสาตามคำสั่งของท่านย่าเพื่อบีบให้ฉินเสี่ยวโหรวยอมไปเก็บข้าวโพดบนเขาที่ลือกันว่ามีเสือมาเพ่นพ่าน แม้พี่สะใภ้ของเขาจะยอมไปแต่พอกลับมาพร้อมด้วยข้าวโพดหนึ่งเข่ง นางวางเข่งข้าวโพดลงได้ก็คว้าท่อนไม้ไล่ตีเขาไปหลายที ลู่ซิ่วจึงผูกใจเจ็บพี่สะใภ้โง่ของตนมาโดยตลอด
“ลู่ซิ่ว เจ้าคนเลว! คิดจะทุบตีข้าอย่างนั้นรึ!” ฉินเสี่ยวโหรวชี้หน้าน้องชายสามี
“แน่สิ! พี่สะใภ้หน้าโง่ เจ้าท้าทายท่านย่า ข้าจะจับเอาลูกของเจ้ามาทุบตีให้หายแค้น” ลู่ซิ่วข่มขู่ จากนั้นก็วิ่งออกไปคว้าเอาท่อนไม้เข้ามาคิดจะไล่จับลู่เหว่ยเพื่อจะได้ข่มขู่ฉินเสี่ยวโหรว
ฉินเสี่ยวโหรวเห็นเด็กหนุ่มถือท่อนไม้วิ่งกลับมาก็ร้องท้า “ถ้าเจ้าไม่กลัวก็เข้ามาเลย ข้ายินดีจะสั่งสอนเจ้าอีกสักครั้ง”
“ได้! นางพี่สะใภ้โง่ ข้าจะตีเจ้าให้หายโง่เสียในวันนี้เลย” ลู่ซิ่วถือกระบองพุ่งเข้าไปหมายจะฟาดให้ฉินเสี่ยวโหรวหมอบลงในครั้งเดียว
หมับ! พลั่ก!
ฉินเสี่ยวโหรวใช้มือเดียวจับไม้พลองเอาไว้แล้วใช้เท้าถีบท้องของลู่ซิ่วจนเซถลาหงายหลังไปกับพื้น
“โอ๊ย!” เด็กหนุ่มร้องออกมา
“หญิงชั่ว! เจ้ากล้าตีลูกชายข้าอย่างนั้นรึ!” ลู่เจ๋อร้องลั่นเขาถลาไปประคองบุตรชายขึ้น
“ท่านพี่! อย่ายอมให้นางทำร้ายลูกเรานะ เอาไม้ฟาดนางเลย ฟาดแรงๆ” อี้ฟางเยว่ร้องยุยง
ลู่เจ๋อลืมเรื่องที่ตนกลัวไปเสียสนิท เขาดึงเอาไม้พลองจากมือของลูกชายแล้วหันไปหมายจะฟาดลูกสะใภ้โง่ให้หัวร้างค้างแตก
ฉินเสี่ยวโหรวหลบไปอีกทางแล้วใช้มือผลักไหล่ของพ่อสามีจนเซถลา ไปจนเสา
“โอ๊ย!” ลู่เจ๋อร้องลั่น
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ







