Mag-log inเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่ ภพตะวันนอนคุดคู้อยู่ที่พื้นซึ่งเต็มไปด้วยตำราว่าด้วยการเงินการธนาคาร กฎหมายแพ่ง หลักการต่อรองและจูงใจคน กฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงิน รอบตัวเขามีกระดาษจดเกลื่อนกลาด เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปกดปิดเสียงเตือนปลุกก่อนจะค่อยๆ หยัดตัวขึ้นนั่ง โดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางกองตำรา ถึงแม้ว่าห้องพักสวัสดิการของพนักงานที่ภพตะวันย้ายมาอยู่จะมีตู้โต๊ะเตียงให้ แต่ดูแล้วก็แทบไม่เหมือนห้องของเด็กวัยสิบแปดเลย เพราะของใช้ส่วนตัวของเขามีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ตัวและรูปถ่ายครอบครัวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียงเท่านั้นเอง
สิบห้านาทีต่อมา ภพตะวันมองตัวเองในกระจก เขาสวมเชิ้ตขาว เก็บชายเสื้อใต้ในกางเกงสีเทาเข้ม รองเท้าหนังสีดำ เขาใช้ช่วงเวลาเช้าอ่านหนังสือและศึกษาเอกสารฟ้องหนี้ที่พ่อกับแม่ติดกับ เขาเลาะเนื้อหาทีละส่วน ค่อยๆ ติดตามกระแสเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้ากระเป๋าคุณลุง ตึก Imperial Topaz นั่นจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น เขาจะกลืนกินกิตติธารา ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ปให้พินาศสิ้น
นาฬิกาบอกเวลาหกโมงเช้า ได้เวลาออกเดินทาง
“พ่อครับ ไม่ต้องห่วงภพนะครับ ภพจะทวงทุกอย่างที่เคยเป็นของเรากลับคืนมาเอง ถึงมันจะยาก แต่ภพก็จะค่อยๆ ไปทีละก้าว ทีละก้าว... ไปตามจังหวะของภพ ภพจะทำให้ดีที่สุดครับ”
โลกของเขาเงียบเหงา แต่ใบหน้าของพ่อกับแม่ในรูปถ่ายยิ้มละไมแสนอบอุ่น ภพตะวันจึงชอบมองดูรูปครอบครัวในเวลาที่ต้องการกำลังใจเสมอ
หลังจากรู้ว่างานที่เขาต้องทำต่อไปคืออะไร เขาก็เริ่มวางแผนว่าทำอย่างไรจึงจะทำหน้าที่ ‘ส่งเอกสาร’ ได้ดีที่สุด ภพตะวันเดินผ่านกล่องกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือข้อมูล ข่าวด้านเศรษฐกิจที่เขาตัดแปะเอาไว้ หยิบกระเป๋าเป้ใบเก่งขึ้นสะพายหลัง เปิดประตูแล้วก้าวออกไป
“ผมเป็นพนักงานใหม่ ยังไม่รู้งานอะไรเลย กรุณาแนะนำด้วยนะครับ”
โรงแรมเดอะแอตลาสเป็นสถานที่ที่ CEO วารุณส่งเขาไป ภพตะวันต้องทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งเล็กที่สุด ทำงานที่โรงแรมซึ่งมีตัวเลขขาดทุนมากที่สุด ภพตะวันเริ่มงานใหม่อย่างสดใส แต่ผลก็คือไม่มีใครสนใจพนักงานส่งเอกสารตัวเล็กๆ คนนี้สักนิด ก็แค่พนักงานส่งเอกสารชั่วคราว โรงแรมแห่งนี้เงียบมาก แทบไม่มีคนเข้าพักเลยและไม่มีพนักงานคนไหนคิดจะขยับตัวทำอะไร เพราะมีข่าวลือแว่วมาสักระยะแล้วว่าโรงแรมแห่งนี้กำลังจะถูกขายทิ้ง เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเสียเวลาลุกมาทำความรู้จักหรือเอาอกเอาใจพนักงานใหม่
บรรยากาศการทำงานมีแต่พลังงานลบมาก แต่ละคนรับไหว้อย่างเสียมิได้แล้วก็ไม่สนใจเขาอีก เว้นอยู่คนหนึ่งนั่นคือคุณนา หัวหน้าตามสายงานโดยตรงของเขา
“หน้าที่ของเธอก็แค่ชงกาแฟและพิมพ์เมโมที่ส่งภายในออฟฟิศ รวมทั้งส่งเอกสารตามชื่อตำแหน่งนั่นแหละ”
คุณนาจบการอบรมแค่นี้ ก่อนจะกอดอก มองภพตะวันตั้งแต่หัวจรดเท้า “หน้าหวานบอบบางแบบนี้ จะไหวแน่เหรอ”
“ไหวครับ”
“ที่นี่เราจะมีมอเตอร์ไซค์ให้ใช้หนึ่งคัน ขี่ได้รึเปล่า”
“ได้ครับ ผมมีใบขับขี่”
คุณนาพิจารณาดูแล้วไม่ไหวแน่ “ถ้าขี่ไปแค่หน้าปากซอย ฉันยังพอไว้ใจได้ แต่นี่ถนนกรุงเทพ ฉันไม่ไว้ใจ ประเดี๋ยวลงไปนอนมุดอยู่ใต้ท้องรถเสียเปล่าๆ โรงแรมเราอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า เพราะงั้นใช้รถไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ฉันจะทำเรื่องเบิกค่าเดินทางให้รายเดือน บริหารจัดการให้ดีก็แล้วกัน”
“ทราบแล้วครับ”
โลกการทำงานมีภาษาเป็นของตัวเอง ถึงจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่ภพตะวันมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนหน้าอย่างโชกโชน ดังนั้นจึงไปได้เร็วกว่าคนอื่น และความสัมพันธ์ช่วงแรกเริ่มนั้นบอบบางที่สุด ภพตะวันจึงยิ้ม แต่น้อยครั้งมากที่จะมีคนยิ้มทักทายตอบ แต่ภพตะวันก็ยิ้มละไมต่อไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถึงจะส่งพลังงานเป็นมิตรไปแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมา เขาก็ไม่รีบร้อนหุบยิ้มแต่อย่างใด จนกระทั่งคนในออฟฟิศแอบสังเกตและเริ่มยิ้มตอบกลับมา หลังจากเริ่มงานไปได้หนึ่งสัปดาห์ก็ไม่มีใครไม่รู้จักเขา
ภพตะวันค้นพบว่าช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่โกลาหลที่สุด เพราะพนักงานส่วนใหญ่มาถึงที่ทำงานก่อนเวลางานเพียงชั่วพริบตา จากนั้นก็ต้องจัดการกับอีเมลที่ส่งมาจากต่างประเทศเมื่อคืน บางส่วนต้องจัดการกับโทรสารรุ่นโบราณ ตามด้วยการรับโทรศัพท์ประจำวัน เรียกได้ว่าเข้างานปุบก็วิ่งวุ่นกันจ้าละหวั่น เป็นภาวะไร้แบบแผน ซึ่งแน่นอนว่าเขาในฐานะ ‘เด็กส่งเอกสาร’ ก็จะถูกจิกเรียกใช้ตลอดเวลา ลามปามไปถึงเวลามืดค่ำ
“ไม่ต้องห่วงครับพี่ ไม่มีปัญหาเลย เดี๋ยวบ่ายสามเด็กส่งเอกสารจะไปส่งถึงโต๊ะทำงานพี่เลยครับ”
พนักงานในออฟฟิศรับปากลูกค้าดิบดี แต่ปรากฏว่าบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว คุณเขาก็มัวแต่คุยเล่นสบายใจ ภพตะวันต้องรับผิดชอบส่งเอกสารก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นวันต่อมาลูกค้าคนนั้นจึงโทรมาตำหนิ แล้วเรื่องก็ไปถึงหูคุณนา
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเอกสารเร่งด่วนฉบับนั้นถึงล่าช้า รู้มั้ยว่าเขาโทรไปโวยถึงสำนักงานใหญ่”
“ตายจริง เมื่อวานน้องให้ภพตะวันไปส่งแล้วนะครับ สงสัยจะมัวเหลวไหล เดี๋ยวน้องจะไปด่าเองครับ”
สัจธรรมที่ภพตะวันเรียนรู้เพิ่มเติมจากเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคุณตำแหน่งเล็กกว่า คุณคือคนผิด ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บๆ คันๆ แต่ภพตะวันบอกตัวเองว่าอย่าไปถือสา คนเราร้อยพ่อพันแม่ สิ่งที่เขาต้องค้นหาก็คือจะแก้ปัญหาเละเทะแบบนี้อย่างไรดี
“ผมเรียงจดหมายกับแฟ๊กซ์ของทุกคนไว้ให้ที่โต๊ะแล้วนะครับ”
ภพตะวันตัดสินใจมาถึงที่ทำงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมงานของตัวเอง วางแผนเรื่องเส้นทางและลำดับการส่ง แปะเมโมแจ้งเตือนงานด่วน และเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ให้พนักงานคนอื่นล่วงหน้าด้วย
“ผมทำงานนี้ก็เพื่อรับใช้ทุกคน หากมีปัญหาอะไร ขอให้บอกโดยไม่ต้องลังเล งานเกี่ยวกับเอกสารทุกอย่างสำคัญต่อคุณและบริษัท หากฉุกเฉินจำเป็นต้องส่งเอกสารนอกเวลางานก็แจ้งผมนะครับ แต่ตัวผมเองก็ต้องพักผ่อนจึงจะสามารถรับใช้ทุกคนต่อไปในวันรุ่งขึ้นได้ หากงานมิได้รีบร้อนเร่งด่วนจริงๆ สามารถบอกผมล่วงหน้าหรือแจ้งผมในวันรุ่งขึ้นได้ล่ะก็ ขอให้ทุกท่านกรุณาด้วยนะครับ
ภพตะวันอธิบายอย่างสุภาพ ไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังถูกติเตียน เขานอบน้อมและวางตัวในฐานะผู้ร่วมงานที่ให้บริการอำนวยความสะดวก ทำให้งานของทุกท่านคล่องตัวขึ้น ในขณะเดียวกันก็ขอร้องให้พวกเขาแยกแยะความสำคัญก่อนหลังของงาน เมื่อทุกคนรู้สึกว่าสมเหตุสมผล ก็เริ่มปรับเวลาการส่งเอกสารให้ตรงกัน นั่นช่วยให้ภพตะวันมีเวลายืดหยุ่นพอรับปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นและเปิดโอกาสให้เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของพนักงานตำแหน่งอื่นๆ อย่างแนบเนียน
ภพตะวันสั่นไปทั้งตัวเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างล่วงล้ำเข้ามา วารุณขยับนิ้วอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นจนภพตะวันบิดเร่า ไอร้อนจากร่างหนั่นแน่น สัมผัสหยาบกร้านแตะต้องลงบนความเนียนนุ่ม ใช้ริมฝีปากครอบครองยอดถันสีชมพูสลับกันทั้งสองข้างอย่างอิ่มเอม “หนูเป็นน้ำแข็งที่ลุกเป็นไฟได้ รู้ตัวมั้ย” ภพตะวันครางกระเส่า ทำอะไรไม่ได้นอกจากสบตาอ้อนวอน ร่างกำยำก้มลงมาดูดกลืนเสียงครางของเขาไว้อย่างพึงพอใจ ตวัดนิ้วโจนจ้วงล้ำลึกแทรกผ่านความคับแน่นมากขึ้น ภพตะวันจึงฝืนความกระหายที่กำลังเอ่อล้นด้วยการปิดปากกลั้นเสียงครางไว้แน่นๆ ต่อต้านเอาไว้แต่เมื่อลิ้นร้อนซอกไซ้ในหู รุกเร้าค้นหาพลางสอดนิ้วเข้าออกกระชั้นถี่ ร่างกายงดงามก็เกร็งซ่านเอิบอาบในฉับพลัน ภพตะวันกระตุกเฮือก วารุณคลายความร้อนให้ด้วยจูบ เขาจูบปลอบประโลม เก
ต่างฝ่ายต่างหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ในความมืดสลัว ความร้อนที่สัมผัสได้จากอีกฝ่ายทำให้ทั้งคู่รู้สึกมึนงง เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำทำให้คิดอะไรไม่ออก วารุณจับแขนเขาขึ้นมาตรึงไว้เหนือศีรษะช้าๆ ทว่าทรงพลัง ไม่มีอำนาจใดจะสั่นคลอนชายผู้นี้ได้ทั้งสิ้น ภพตะวันอยากจะเปลี่ยนใจเพียงใดก็เปล่าประโยชน์ หน้าอกพุ่งรั้งขึ้น บดเบียดแผงอกหนั่นแน่นจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัว แสงสีของมหานครที่ปรากฎผ่านกระจกห้องอิมพีเรียลดูคล้ายอัญมณีพร่างพราว ภพตะวันถูกอุ้มไปที่เตียง เขานอนตัวตรง มือไม้เก็บเรียบร้อยและกะพริบตามองร่างกำยำเปลือยครึ่งท่อน “ยืนยันกับฉัน... หนูยินดีให้ฉันกอดใช่มั้ย” “ครับ” เสียงของภพตะวันสั่น แก้มแดงฉ่าและหลับตาแน่นปี๋เพราะเขินมาก “ภพโตแล้ว ภพอยากให้เ
“นึกว่าใครที่ไหน ภพตะวันหลานคนเก่งของฉันนี่เอง” สุวิทย์พูดเสียงดัง คู่สนทนาของภพตะวันจึงหันไปคุยกับสุวิทย์แทน ผู้เป็นลุงเอ่ยชมภพตะวันอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อได้คุยกันสองคน ภพตะวันก็ยิงเข้าประเด็น “เมื่อครู่นี้พูดชมจริงหรือเล่นละครอยู่ครับ” “หึ! ก็แล้วแต่จะคิด ฉลาดอยู่แล้วก็ไม่น่าถาม ฉันไม่ยักจำได้ว่าฉันเชิญแกด้วย แต่ก็เอาเถอะ ของกินในงานมีเหลือเฟือ แค่สัมภเวสีอย่างแกคนเดียวกินไม่หมดอยู่แล้ว” “ขอบคุณครับ คุณสุวิทย์เป็นนักธุรกิจชื่อดัง ได้รับคำยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิวงการเรียลเอสเตท ผมย่อมสนใจอยากรู้เคล็ดลับความร่ำรวยบ้างนี่ครับ”
สถานะการเงินของบริษัทกิตติธารา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เริ่มสั่นคลอนเพราะสินทรัพย์และกระแสเงินสดมูลค่าสามพันล้านหายไปจากระบบ ส่วนห้าง Topaz ที่ผิดพลาดซื้อมาก็ไม่ทำกำไรใดๆ สุวิทย์เดือดดาลทุกครั้งที่เห็นชื่อ Topaz ดังนั้นจึงประกาศเปลี่ยนชื่อห้างใหม่เป็น TARA และดิ้นรนหาทางระดมทุนด้วยการจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงศักยภาพ แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มลงทุนส่วนบุคคลใหญ่ที่สุดอย่างวารุณ เฟรเซอร์ก็ได้รับเชิญ บรรดาหญิงสาวที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างเฝ้ามองตามเขาไม่ละสายตา วงหน้าของชายหนุ่มรุ่นใหญ่คมเข้มเหมือนวาดขึ้น สันกรามเพิ่งโกนหนวดใหม่ๆ แววตาลุ่มลึกดูสุขุมน่ายำเกรง ท่วงท่าทุกย่างก้าวงามสง่าและผึ่งผาย ดูดีมีชาติตระกูล แผงอกองอาจตึงแน่นอยู่ภายใต้เสื้อซึ่งตัดเย็บจากผ้าคุณภาพที่ดีที่สุด สั่งตัดเฉพาะจึงเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่อย่างเหมาะเจาะ หูกระต่ายสีดำนั้นไม่ใช่ของสำเร็จรูป หากแต่ต้องผูกเองอย่าง
บทที่ 28 เคียงข้าง “ดูแลตัวเองดีๆ นะครับพี่ แล้วภพจะติดต่อไปบ่อยๆ” วันถัดมาภพตะวันมาส่งภัทรที่สนามบิน สองพี่น้องกอดร่ำลากัน แม้จะต้องอยู่ห่างกัน แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าในโลกนี้ยังมีพี่น้องอยู่ จนใกล้จะได้เวลาเข้าเกทแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววผู้เป็นพ่อแม่จะมาส่ง “ทะเลาะกันหรือครับพี่” “อืม หนักเลยล่ะ เอะอะก็ด่าว่าพี่ไม่กตัญญู เงินยี่สิบล้านนั่นไม่มีค่า พี่ก็เลยเก็บคืนซะเลย” ภัทรกล่าวติดตลก “ต่อให้พี่ทำมาหากิน ดูแลตัวเองและเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ดีพอในสายตาของพวกเขาอยู่ดีนั่นแหละ” “พี่
เหลืออีกระยะแค่ปลายนิ้ว ริมฝีปากของทั้งคู่ก็จะสัมผัสกัน แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน “ท่านครับ” คุณเพิ่มผลิตกล่าวขออนุญาต “คือว่ามีคนต้องการพบ...” ภพตะวันกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนเพื่อรักษามารยาท วารุณหลับตาลงและถอนหายใจเฮือกอย่างข่มอารมณ์ ลูบหน้าลูบตาแล้วสะบัดศีรษะไล่ความต้องการเปี่ยมล้นนั้นออกไป ส่วนคุณเพิ่มผลิตยังไม่ทันกล่าวจบ ก็มีหญิงสาวหน้าตาสวยบาดตาเดินแทรกเข้ามาพร้อมเซย์ฮัลโหล เธอแต่งตัวโฉบเฉี่ยวตามแฟชั่น รูปร่างเร้าใจ แค่มองดูก็รู้แล้วว่าเธอทั้งสวยและฉลาด “ไฮ ที่รัก เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” เธอคนนั้นปรี่เข้ามากอดและจูบแก้มเขาอย่างสนิทสนม เธอคือแคนดี้ เ
แทนไทไม่ปิดบังความรู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าสนใจภพตะวัน สิ่งแรกที่เขาทำคือสั่งให้โอนย้ายงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเดอะแอตลาสให้มาอยู่ในความรับผิดชอบของตนเอง แทนไทจึงมีโอกาสแวะเวียนมาที่เดอะแอตลาสบ่อยๆ เขาตื่นเต้นและออกอาการชัดเจนทุกครั้งที่พบหน้าภพตะวัน&nbs
ภัทรประสบความสำเร็จในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคนติดตามกว่าสามล้านคน นำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทำคลิปสอนเต้น และแนะนำแฟชั่นแบรนด์ที่เขาเป็นผู้ออกแบบและจัดทำเอง เน้นความโก้หรู เมื่อมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ภัทรจึงจัดแฟชั่นโชว์ที่เดอะแอตลาส โดยภพตะวันคอยช่วยเรื่องสถานที่และติดต่อประสา
บริษัทวางระบบแห่งแรกเป็นบริษัทในเครือเฟรเซอร์ เสนอราคาอยู่ที่สิบห้าล้านบาท แต่สามารถลดราคาลงเหลือสิบสามล้านเพราะเดอะแอตลาสก็ถือว่าอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน “แพงเกินไปครับ”
บทที่ 9 ฟาด ภพตะวันอายุเพียงสิบแปด ทำหน้าที่หัวหน้าทีมฝ่ายขาย ติดต่อธุรกิจน้อยใหญ่ทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยความที่รักขวยขวาย อยากก้าวขึ้นตำแหน่งที่สามาร







