เข้าสู่ระบบ"ใช้ผงกำมะถันคลุกสมุนไพรรมควัน... ล่อให้แสบตาแสบจมูกสินะแม่ตัวดี"
หญิงสาวชะงักกึก รอยยิ้มค้างเติ่งดั่งคนโดนจี้จุด หาญสาวเท้าก้าวฉับๆ ย่อตัวลงหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมาเขี่ยกลไกกับดักที่ซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้อย่างช่ำชอง
"ส่วนเสียงผีเปรตกรีดร้อง ก็อาศัยกระบอกไม้ไผ่เหลาทำปากแตร ซ่อนดักลมใต้พุ่มไม้ให้เกิดเสียงหวีดหวิว..."
ชายหนุ่มหันไปสบนัยน์ตากลมโตที่เบิกกว้าง ยิ้มหยอกเย้าอย่างผู้ที่กุมความลับ
"ผีป่าตนนี้ ทั้งเฉลียวทั้งเก่งกาจสมคำร่ำลือแท้ๆ"
หล่อนเม้มริมฝีปากอิ่มแน่นจนห้อเลือด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคืองที่ถูกจับไต๋ได้คาหนังคาเขา
"ถ้ารู้แล้วก็รีบไสหัวกลับไปเสีย!"
"ไม่กลับ" หาญตอบสั้นแต่น้ำเสียงหนักแน่น
"ดื้อด้านนัก! หรือเอ็งอยากจะนอนเป็นผีตายซากเฝ้ากรุสมบัติอยู่ที่นี่อีกคน!?"
พ่อหมอหนุ่มขยับย่างสามขุมเข้าประชิด เลิกคิ้วตอบหน้าตาเฉย
"สมบัติพัสถานน่ะข้าหาไม่สนใจดอก... แต่ถ้าให้อยู่เฝ้าผีสาวตรงหน้านี้ล่ะก็ ต่อให้ต้องสู้กับผีทั้งป่า ข้าก็ยอม"
"ปากสว่าง! ข้าไม่ใช่ผี!"
หล่อนตวาดแหว เชิดหน้าอย่างไม่ยอมจำนน
"อย่างนั้นก็ดี..." ชายหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง แววตาวาวโรจน์ด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนา
“ข้าจะได้เห็นหน้าสวย ๆ ของเอ็งทั้งวันทั้งกลางคืน”
หญิงสาวถึงกับยืนนิ่งอึ้ง เลือดลมสาวสูบฉีดจนพวงแก้มเนียนปลั่งแดงระเรื่อ นึกไม่ถึงว่าจะถูกรุกไล่ด้วยคารมดิบเถื่อนเช่นนี้
"ไอ้คนบ้า!"
หล่อนก่นด่าเสียงเขียวอย่างหมดปัญญาจะต่อล้อต่อเถียง ก่อนจะสะบัดสะโพกกลมกลึงก้าวฉับๆ หนีเตลิดไปด้วยความกระฟัดกระเฟียด ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนมองตามแผ่นหลังบางและท่อนขาเรียวใต้ผ้าซิ่นด้วยสายตาละห้อยปนกระหาย
หาญปักหลักยืนนิ่งอยู่ริมสระบัวจนกระทั่งเงาร่างบอบบางของแม่กวางสาวลับหายเข้าไปในม่านดงดิบ รอยยิ้มพรายเจ้าเล่ห์ยังคงแต้มติดอยู่บนมุมปากหยักลึกของพ่อหมอหนุ่ม
"พ่อหาญ! พ่อหมอหาญ!"
เสียงตะโกนกระหืดกระหอบดังขึ้น พร้อมกับร่างสั่นงันงกของ พรานขาม พรานป่าผู้นำทางที่ถลันฝ่าดงแขมเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลชุ่มท่วมตัว
"เมื่อครู่เกิดอาเพศอันใดขึ้นรึพ่อหมอ? ข้าได้ยินเสียงผีเปรตกรีดร้องโหยหวนสะเทือนลั่นมาจากทางสระบัวนี่"
หาญชำเลืองสายตาคมกริบไปยังแนวพุ่มไม้รกชัฏที่หญิงสาวเพิ่งอันตรธานหายไป เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งปั้นหน้าเคร่งขรึม ดัดน้ำเสียงให้สุขุมเยือกเย็น
"ที่นี่... ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับคนเป็นดอกพรานขาม"
"หมายความว่าเยี่ยงไรพ่อหมอ?"
พรานเฒ่าหน้าถอดสี ละล่ำละลักถามจนปากคอสั่น
"พรานขามรีบพาคณะผู้ว่าจ้าง กลับออกไปให้พ้นป่าดงดิบนี้เสียแต่ตอนนี้เถิด"
พรานขามหน้าซีดเผือดดั่งไก่ต้ม
"แล้ว... แล้วตัวพ่อหมอเล่า?"
"ข้าจะอยู่ต่อ"
"อยู่ต่อคนเดียวเนี่ยนะพ่อหาญ!? ดงร้างผีสิงเช่นนี้พ่อหมอจะอยู่ทำกระไร!"
หาญพยักหน้ารับช้าๆ แววตาวาวโรจน์ดุจเสือร้าย
"ข้ามีธุระสำคัญต้องชำระสะสาง"
"แต่พวกเราจ้างวานพ่อหมอมาสะกดวิญญาณผีร้ายไม่ใช่รึ?"
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะดังกังวานลึกเปี่ยมเล่ห์
"ผีที่นี่... มันไม่ใช่ผีสางธรรมดาดอกพรานขาม"
พ่อหมอหนุ่มจงใจตระหนี่ถ้อยคำ ปิดปากเงียบไม่ยอมแพร่งพรายความจริงว่า ไอ้ผีร้ายเฮี้ยนจัดที่ผู้คนต่างขยาดกลัวจนหัวหด แท้จริงแล้วเป็นเพียงแม่กวางสาวพราวเสน่ห์ที่มีเลือดเนื้อนุ่มอุ่นและกลิ่นกายหอมกรุ่นชวนติดใจ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้คิดจะปราบผีลงหม้ออาคม แต่มาดหมายจะปราบพยศ แม่กวางสาวที่เขาเพิ่งตกหลุมเสน่ห์ตั้งแต่แรกสบตากับหล่อนต่างหาก
"ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย" หาญหันไปขู่สำทับพรานเฒ่าตาไม่กะพริบ "พาคนทั้งหมดหนีไปให้ไกลจากดงนี้เดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงห้าวห้วนแฝงอำนาจเด็ดขาด ทำเอาพรานขามถึงกับสะอึกกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากซักไซ้
เมื่อคำเตือนของพ่อหมอหนุ่มผู้เรืองอาคมแว่วไปถึงหูคณะผู้ว่าจ้าง ความหวาดกลัวก็ระเบิดตูมขึ้นกลางอกคนทั้งขบวน ไม่มีไอ้หน้าไหนรู้ระแคะระคายว่าพ่อหมอหาญไปเผชิญหน้ากับอาถรรพ์อันใดมา รู้เพียงว่ากระทั่งจอมขมังเวทผู้มีชื่อลือลั่นยังออกปากไล่ ย่อมหมายถึงผีร้ายตนนี้เหี้ยมเกรียมเกินกว่าที่เลือดเนื้อคนธรรมดาจะทนทานไหว
"กลับโว้ย! เผ่นกลับเรือนก่อนตะวันชิงพลบ!"
"เอาชีวิตให้รอดก่อนเถอะ สมบ่งสมบัติช่างหัวมันแล้ว!"
“อ๊ะ...!”บุษย์สะดุ้งโหยงแอ่นตัวขึ้นสุดเหยียด ใบหน้างามแดงก่ำเมื่อปลายนิ้วหนาบดขยี้ลงบนติ่งเกสรอวบ ก่อนจะคลี่แหวกสองแคมขาวนวลให้แบะอ้าออกจากกัน ความรู้สึกที่โดนชายหนุ่มแตะต้องตรงนั้น ทำให้ช่องทางคับแคบขมิบตอดรัวระริก ด้วยความเสียวซ่านทรมานปานใจจะขาด“พี่หาญ...”เสียงหวานครางครวญแผ่วเบา เรียวขาขาวผ่องสั่นสะท้านอ้ากว้าง ราวกับจะอ้อนวอนให้เขาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าอันร้อนรุ่ม คันยุบยิบทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ปากหยักและปลายลิ้นร้อนสากก็โฉบลงปาดเลียร่องสวาทที่เผยออ้า ตวัดชอนไชดูดกลืนน้ำหวานฉ่ำเยิ้มอย่างตะกรุมตะกราม จนธารน้ำรักสีใสแตกซ่าน พุ่งกระจายเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าหล่อเหลาแม้ว่าร่างบางจะดิ้นเร่าทุรนทุรายจนสติแทบแตกกระเจิง แต่ชายหนุ่มก็ยิ่งย่ามใจไม่ยอมหยุดรังแก ปากหนาอ้าครอบดูดดึงเม็ดละมุดอวบอิ่ม รัวลิ้นสะกิดยอดเกสรจนเนื้อสาวบวมเป่งแดงก่ำ ฝ่ามือหยาบกร้านบีบเค้นแก้มก้นแน่นหนั่นของหล่อนอย่างเมามัน ก่อนจะเลื่อนขึ้นมากอบกุมสองเต้าอวบอัดคัดตึง นวดขยำเคล้นคลึงจนเนื้อนุ่มหยุ่นยวบทะลักล้น“พี่หาญ... พี่หาญจ๋า...” หญิงสาวร้องครางเสียงหวาน สองมือเรียวบางสอดขยุ้มเส้นผมดกหนาข
จนกระทั่งคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำ...พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นสาดแสงสีเงินยวบยาบทะลุม่านไม้ลงมายังสระบัวหลวง ผืนน้ำนิ่งสนิทสะท้อนเงาจันทร์กระจ่างดั่งกระจกเงาบานยักษ์หาญนั่งเหยียดกายอยู่ริมตลิ่ง บนแผงอกเปลือยเปล่าตึงแน่นมีเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ข้างกายมีบุษย์ในชุดสไบแพรบางเบานั่งเคียงชิด กลิ่นดอกจำปาหอมจรุงใจโชยมาตามสายลมชื้น ผสมผสานกับกลิ่นเนื้อสาวอันเย้ายวน ชวนให้เลือดลมในกายของชายหนุ่มเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม“บุษย์...” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยทำลายความเงียบงัน“จ๊ะพี่?”“ถ้าพี่ชวนเอ็งออกไปจากดงอาถรรพ์นี่ ไปสร้างเรือนอยู่กินกันบนแผ่นดินใหญ่... เอ็งจะยอมไปกับพี่หรือไม่?”รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้างามพลันอ่อนจางลง ดวงตากวางคู่งามทอดมองไปยังผืนน้ำสีนิลของสระบัวหลวง แววตาหม่นแสงลงคล้ายซ่อนความลับอันหนักอึ้งไว้จนล้นอก“ข้าไปไม่ได้ดอก...”“เพราะเหตุใด?”บุษย์นิ่งเงียบไปนาน นานจนได้ยินเพียงเสียงยอดหญ้าเสียดสีกันไปมาตามแรงลมราตรี กว่าหล่อนจะหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง นัยน์ตาคู่นั้นก็เปี่ยมล้นไปด้วยรอยโศกเศร้าลึกล้ำ“สักวันหนึ่ง... พี่หาญจะรู้เอง”หาญจ้องมองดวงหน้าสะคราญอย่างแสนรัก แทนที่จะซักไ
“โกรธพี่รึแม่คุณ...”หาญกระซิบเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกกหูขาวผ่อง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มแน่นด้วยความกระหายอยากครอบครอง“พี่แค่ร้อนวิชา อยากรีบหาย... จะได้มีแรงกอดเอ็งให้หนำใจเสียที”“คนบ้า! เลือดยังไหลไม่หยุด ยังจะมาพูดจาลามก”บุษย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา แม้เรือนร่างของหล่อนจะบอบบางกว่าเขามาก ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่เกรงใจ“ขึ้นเรือน!” เสียงหวานสะบัดห้วน แววตาวาวโรจน์ราวกับแม่เสือ“บุษย์... พี่เดินเองได้” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ยอมก้าวตามแรงดึงทั้งที่ร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนเป็นเท่าตัว“ก็เดินสิ! แต่ถ้าแผลปริเลือดทะลักออกมาอีก ข้าจะเอาไม้เรียวฟาดเสียให้เข็ด”หาญหัวเราะหึในลำคออย่างชอบใจ“เป็นห่วงพี่หรือแม่คุณ?”“ข้ารำคาญต่างหาก”“รำคาญจนขอบตาแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้เชียวหรือ?”หญิงสาวชะงักงัน กัดริมฝีปากอิ่มแน่น “ใครร้อง”“ตาเอ็งแดงก่ำจนปิดไม่มิด”“เพราะข้าโมโหพี่หาญน่ะสิ”“อ้อ...” หาญลากเสียงยาวในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับ ปล่อยให้ร่างนุ่มนิ่มลากจูงขึ้นเรือนไปแต่โดยดี“นั่งลง” หล่อนสั่งเสียงเขียว ผลักแผงอกตึงให้นั่งลงบนตั่งไม้“พี่ไม่ได้เป็น
ทว่าหาญมีสัญชาตญาณนักสู้ที่ว่องไวกว่าไอ้เศรษฐีร่างท้วมที่วันๆ เอาแต่นอนเสวยสุขบนฟูกนวมหลายขุมนักก่อนที่นิ้วสั่นระริกของขุนเรืองจะทันได้เหนี่ยวไก หาญก็เบี่ยงกายหลบพ้นวิถีกระสุนพร้อมสืบเท้าพุ่งเข้าประชิด มือแกร่งปานคีมเหล็กคว้าข้อมือขุนเรืองแล้วบิดหักกระชากลงล่าง เสียงกระดูกข้อมือลั่นเป๊าะจนปืนร่วงหล่น ก่อนที่หมัดขวาของพ่อหมอหนุ่มจะซัดตูมเข้ายอดอกจนขุนเรืองจุกแอ้กล้มทั้งยืน"ไอ้เศษสวะ... สันดานชั่วช้าเยี่ยงมึง อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน!"คราวนี้ขุนเรืองสิ้นท่าหมดทางสู้ แข้งขาสั่นพั่บๆ ปัสสาวะราดรดกางเกงแพรเนื้อดีจนเปียกโชก กลิ่นคาวเยี่ยวคละคลุ้ง มันละล่ำละลักทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าหาญปลกๆ สองมือพนมไหว้งกๆ หน้าผากโขกดินจนเลือดซิบ"พ่อหาญ! อย่าฆ่ากูเลยนะพ่อ กูยอมแล้ว! มึงอยากได้ทองคำกี่หีบกูจะยกให้หมด... ทรัพย์สมบัติที่บ้านกูมีเป็นร้อยชั่ง กูจะเอามากองให้ตรงนี้ อย่าเอาชีวิตกูเลยนะพ่อคุณ!"หาญยันกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน แววตาดุดันเย็นเยียบปานพญายมราชผู้ไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ก้าวสามขุมเข้าประชิดตัวไอ้คนชั่วช้าที่ไร้สัจจะ"เงินทองของมึง... จงเอาไปใช้ในนรกเถิด"สิ้นเสียงห้าวห้วน ฝ่าเท้าหนักหน่วงปาน
"ปล่อยมือโสโครกของมึงออกจากตัวหล่อน... เดี๋ยวนี้!"เสียงห้าวห้วนทรงอำนาจดั่งลั่นเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางวง ดังก้องกังวานออกมาจากแนวพงชัฏเบื้องล่างพวกสารเลวทั้งสามหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่กำยำของหาญ ยืนตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ ไหล่กว้างข้างหนึ่งพาดคันธนูไม้มะค่าขนาดเขื่อง ด้านหลังสะพายซากกวางป่าที่เพิ่งล่ามาสดๆใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลจากไอแดดลม ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับเย็นเยียบดุดันและกระหายเลือด จ้องเขม็งมาราวกับจะควักตับไตไส้พุงของพวกมันออกมาสับเป็นชิ้นๆ แม้แต่พรานดำผู้เจนจัดในไสยเวทมนตร์ดำยังถึงกับสะท้านเยือก วาบขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจนขนหัวลุกชัน"ไอ้หาญ!"พรานดำตะคอกเสียงหลง ละล่ำละลักจำหน้าจอมขมังเวทหนุ่มได้ทันควัน "เอ็ง... เอ็งยังไม่ตาย ยังเสือกกบดานอยู่ที่นี่อีกรึ!""ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วมิใช่รึ... ว่าอย่าได้เสนอหน้ากลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีก" น้ำเสียงของหาญราบเรียบ ทว่าแฝงรังสีอำมหิตรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างหนาวเหน็บปานน้ำแข็งขุนเรืองผู้ถือดีว่าตนมีพวกมากกว่าและพกอาวุธปืนผาหน้าไม้มาครบมือ แค่นหัวเราะเย้ยหยัน"ฮ่าๆๆ ไอ้หมอผีกระจอกเนื้อตัวมอมแม
เปรี้ยง !เสียงปืนดังขึ้นจากชายป่า ฝูงนกแตกฮือกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจของชายฉกรรจ์ต่างถิ่นคณะนักล่าสมบัติกลุ่มใหม่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเกาะกช คราวนี้ขนกำลังคนมามากกว่าเดิม และเตรียมอาวุธมาพร้อมสรรพผู้นำขบวนคือ ขุนเรือง เศรษฐีหนุ่มร่างท้วมผู้มั่งคั่งจนแทบไม่เคยต้องเดินด้วยเท้าตนเอง เขาสวมเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีเกินกว่าจะเหยียบย่างเข้าพงชัฏ มีสายสร้อยทองคำเส้นโตคล้องคอปานโซ่ล่ามช้างแกว่งไกวอยู่บนอก ปากก็คอยกำชับสั่งลูกสมุนซ้ำๆซากๆ มุ่งมั่นจะขุดกรุสมบัติโบราณขึ้นมาครอบครองให้เกลี้ยงแผ่นดินข้างกายคือ พรานดำ พรานป่าผู้เหี้ยมเกรียมและเจนจัดในเชิงไสยดำ คอยสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัย ขณะที่ ไอ้แมน สมุนหนุ่มเลือดร้อนจอมห่าม ถือปืนยาวเดินอาดๆ ตามหลังมาติดๆ"พวกชาวบ้านมันลือกันหนาหู ว่าที่นี่มีผีหวงสมบัติเฮี้ยนนักนะนาย" ไอ้แมนเอ่ยปากพลางหัวเราะร่าเย้ยหยันฟ้าดินพรานดำถ่มน้ำลายเหนียวลงพื้น “ผีสางหรือคนเป็น ถ้ามีของดีฝังอยู่ใต้ตีนกู กูจะขุดมันขึ้นมาให้เหี้ยน!”ขุนเรืองหัวเราะร่วนอย่างสบอารมณ์ หารู้ไม่ว่าบนคาคบไม้สูงตระหง่านเหนือกระหม่อม มีสายตาคมกริบดุจนางเสือสมิงคู







