Home / รักโบราณ / สาปรักบุษบัน / ไม่อ้างว้างหนาวเหน็บอีกต่อไป

Share

ไม่อ้างว้างหนาวเหน็บอีกต่อไป

last update publish date: 2026-09-19 22:12:53

เสียงเอะอะโวยวายร้องแรกแหกกระเชอดังกึกก้อง พวกล่าสมบัติต่างแตกตื่นโกยอ้าว คว้าข้าวของสัมภาระได้ก็ใส่ตีนสุนัขวิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับไปตามทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต

พรานขามเหลียวหลังกลับมามองหาญเป็นคำรบสุดท้าย ภาพเงาร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านท้าทายเงาไม้ครึ้ม มือข้างหนึ่งกุมมีดหมอด้ามงาแน่น อีกแขนกอดอกนิ่งขรึม ยิ่งตอกย้ำให้พรานเฒ่าปักใจเชื่ออย่างโง่งมว่า แม้แต่พ่อหมอหาญก็ยังจนปัญญาจะสะกดวิญญาณร้ายแห่งเกาะกช

หารู้ไม่ว่า ทันทีที่เงาร่างของคนทั้งคณะลับหายไปในดงทึบ พ่อหมอหนุ่มกลับหลุดหัวเราะหึในลำคออย่างผู้มีชัย

เขาหมุนตัวก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปยังเรือนร้างหลังหนึ่งอย่างสบายอารมณ์

"คราวนี้... ก็สงบปากสงบคำ ปลอดคนกวนใจเสียที"

นับแต่วันนั้นมา หาญก็กลายสภาพเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ สถาปนาตนเองเป็นเจ้าถิ่นหน้าด้านๆ ประจำหมู่บ้านเกาะกช

ตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นทิวไม้ ร่างล่ำสันกำยำก็หายลับเข้าป่าทึบ พอสายโด่งก็แบกเสบียงกรัง หอบปลาแห้งคล้องข้าวสารกลับมา บางเพลาก็ตระเวนเด็ดดอกกุหลาบมอญแดงก่ำหอมฟุ้งมากำใหญ่ บางคราวก็ฟันอ้อยหวานฉ่ำมาสองสามลำ นำไปวางเซ่นไว้ตรงหน้าชานเรือนของแม่กวางสาว โดยไม่ยอมปริปากเอ่ยสักคำเดียว

ทว่าสาวงามบ้านป่าก็พยศจัด วันแรกหล่อนเตะกลิ้งกวาดทิ้งทุกอย่างลงใต้ถุน วันที่สองหล่อนก็เหวี่ยงทิ้งไม่ไยดี พอถึงวันที่สาม ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนแผนเป็นกล้วยน้ำว้าสุกงอมเครือใหญ่ วันที่สี่จัดแจงย่างปลาช่อนตัวเขื่องหอมกรุ่น วันที่ห้าปอกมะพร้าวอ่อนน้ำหวานเจี๊ยบไปวางล่อ

จนกระทั่งย่างเข้าสู่วันที่หก...

บุษย์ ผลักบานประตูไม้ออกมาในเช้าวันที่หก แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อแลเห็นร่างสูงใหญ่กำยำของพ่อหมอหนุ่มนั่งขัดสมาธิ สานตอกไม้ไผ่อยู่ตรงนอกชานอย่างหน้าตาเฉย กล้ามแขนล่ำสันขยับไหวปูดโปนเป็นลูกๆ ยามดึงเส้นตอก ผิวทองแดงกร้านแดดสะท้อนแสงตะวันยามเช้าจนขึ้นเงาวับ

"เอ็งเสนอหน้ามาทำกระไรอีก?"

หล่อนตวาดแหว สองมือเท้าสะเอวคอดกิ่ว อกอิ่มสล้างใต้เสื้อคอกระเช้าสะท้อนขึ้นลง

"ตาไม่บอดก็คงเห็นว่าข้ากำลังนั่งสานตะกร้า"

หาญตอบเสียงเรียบ พลางดึงเส้นตอกขัดกันฉับไวโดยไม่ยอมเงยหน้า

"ข้าเห็น!"

"เห็นแล้วจะถามทำไมเล่าแม่คุณ"

ท่าทางสะบัดค้อนปะหลับปะเหลือก นัยน์ตากลมโตตวัดมองอย่างกินเลือดกินเนื้อ ทำเอาหาญหลุดหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างชอบใจ

"แล้วเหตุใดเอ็งต้องถ่อสังขารมานั่งหน้ากระไดเรือนข้ามันทุกวี่ทุกวัน?"

ชายหนุ่มวางโครงตะกร้าในมือลง เงยหน้าขึ้นสบมองกับดวงตานางกวางคู่งามตรงๆ นัยน์ตาคมกริบฉายแววระยิบระยับ

"เพราะข้าชอบ..." ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเจ้าเล่ห์

"ไม่มีที่ซุกหัวนอนรึไง ถึงได้ชอบมาสิงสู่อยู่เรือนคนอื่นเขา?"

"ข้าไม่ได้อยากสิงเรือนไม้ผุๆ นี่..." เขาขยับกายยืดตัวตรง แผ่กลิ่นอายชายชาตรีข่มขวัญ "ข้าอยากสิงเจ้าของเรือนต่างหากเล่า"

คำพูดสองแง่สองง่ามทำเอาบุษย์สะอึก เลือดลมสาวสูบฉีดจนพวงแก้มเนียนแดงก่ำลามไปถึงใบหู ร้อนรุ่มวูบวาบไปทั้งร่าง

"ไอ้คนทะลึ่ง!"

หล่อนสะบัดหน้าหนี เตรียมกระแทกบานประตูปิดใส่หน้าไอ้หนุ่มจอมกะล่อน ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ เอ่ยทักขึ้นเสียก่อน

"บุษย์..."

มือเรียวชะงักกึกค้างเติ่งอยู่บนขอบประตู เป็นคำรบแรกที่ชื่อของหล่อนหลุดออกมาจากปากพ่อหมอหนุ่ม หล่อนหันขวับมามอง นัยน์ตาวาววับด้วยความระแวงปนฉงน

"เอ็งรู้ชื่อข้าได้อย่างไร?"

หาญคลี่ยิ้มพราย เอนแผ่นหลังพิงเสาเรือนอย่างสบายอารมณ์

"ข้าถามผีเจ้าที่..."

"ผีเจ้าที่เนี่ยนะ!?"

"ก็ข้าพอจะมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้าง... ขืนเอ็งยังดื้อดึงไม่ยอมคุยด้วยดีๆ ระวังข้าจะเป่ามนตร์ทำเสน่ห์ให้เอ็งคลานมาร้องเรียกหาข้าทั้งคืน"

บุษย์นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ลอบมองแววตากรุ้มกริ่มของชายหนุ่ม ก่อนที่มุมปากอิ่มจะเผลอคลี่ยิ้มขำออกมาบางเบา เพียงชั่วพริบตาเดียวหล่อนก็รีบหุบยิ้มแล้วปั้นหน้ายักษ์ดังเดิม ทว่าประกายตาระยิบระยับคู่นั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาช่างสังเกตของหาญไปได้

นับตั้งแต่วันนั้น พ่อหมอหนุ่มก็รู้แจ้งเห็นจริงแก่แล้วว่า แม่กวางสาวจอมพยศแห่งเกาะกช ไม่ได้มีจิตใจแข็งแกร่งปานหินผาอย่างที่แสร้งแผลงฤทธิ์ใส่เขา

ค่ำคืนนั้น เดือนหงายกระจ่างฟ้าสาดแสงสีนวลอาบไล้ซากปรักหักพังของหมู่บ้านร้างให้แลดูอ่อนโยนลง ลมดึกพัดเอื่อยเฉื่อยพาเอากลิ่นหอมระรวยของดอกบัวหลวงในสระใหญ่โชยมาต้องผิวกาย

พลันมีเสียงขลุ่ยผิวไม้รวกดังแว่วหวานกังวานขึ้นกลางดึกสงัด ท่วงทำนองเพลงเกี้ยวสาวลอยล่องโชยพริ้วไปตามละอองลม เสียงนั้นทุ้มต่ำออดอ้อน ทว่าแฝงไว้ด้วยไฟปรารถนาอันเร่าร้อนของชายชาตรี ราวกับจะร่ายมนตร์สะกดผืนฟ้าและแผ่นดินให้หยุดนิ่งเพื่อฟังถ้อยรำพัน

ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ หาญนั่งเอนแผ่นหลังกว้างพิงลำต้นหนา จรดริมฝีปากเป่าขลุ่ยด้วยท่วงท่าสงบ ทว่าในอกข้างซ้ายของพ่อหมอหนุ่มผู้เจนจบวิชาอาคม กลับเต้นระทึกกระหน่ำหนักปานเสียงรัวกลอง

ชายผู้กร้านโลก ไม่เคยสะทกสะท้านต่ออำนาจของภูตผีปีศาจหรือคมหอกคมดาบ กลับต้องยอมศิโรราบอยู่ใต้ชายผ้าถุงของแม่กวางสาวนัยน์ตาหวานอย่างหมดรูป ความรู้สึกเสน่หาอาลัยรุนแรงจนแทบจะควักหัวใจออกมาวางถวายแทบเท้าหล่อน

เขาเองก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเพราะเหตุผลใด เพียงแค่มองสบกับดวงตาคู่นั้น เพียงแค่ได้กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นของหล่อน โลกทั้งใบที่เคยแข็งทื่อเหมือนก้อนหินก็พร้อมจะอ่อนยวบหายวับไป เขายอมแลกแม้กระทั่งชีวิตและวิญญาณ เพียงเพื่อจะได้โอบกอดร่างรัดรึงนั้นไว้ในอ้อมอก

บนเรือนไม้ทรุดโทรม บุษย์นั่งเกาะขอบหน้าต่าง มือเรียวลูบไล้ไปตามเนื้อไม้หยาบกร้าน หล่อนเงี่ยหูฟังเสียงขลุ่ยหวานซึ้งนั้นอย่างเงียบเชียบ ทรวงอกอิ่มสะท้อนขึ้นลงตามแรงเต้นของหัวใจที่สั่นสะท้านระริกระรี้

ทั้งที่สมควรจะกระแทกบานหน้าต่างปิดลงกลอนหนี หรือไม่อย่างนั้นก็ควรตะโกนด่า ขับไล่ไอ้คนหน้าด้านใจกะล่อนไปให้พ้นจากสายตา ทว่าแขนขากลับไร้เรี่ยวแรงปานถูกมนต์สะกด นัยน์ตากลมโตคู่สวยทอดมองฝ่าความมืดสลัวไปยังทิศทางของเสียงนั้นด้วยความรู้สึกหวั่นไหวระคนสับสน

เพลงขลุ่ยยังคงทอดสำเนียงละมุน ออดอ้อนและโอบกอดจิตวิญญาณอันโดดเดี่ยวของหล่อนไว้อย่างนุ่มนวล

บุษย์ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งฟังเสียงหวานเสนาะหูนั้นจนกระทั่งท่วงทำนองสุดท้ายจางหายไปในสายลม และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ความเงียบงันวังเวงของหมู่บ้านเกาะกช ไม่ได้ดูอ้างว้างและเหน็บหนาวจนน่ากลัวอีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สาปรักบุษบัน   นิ้วพี่คงเอาไม่อยู่แล้ว

    “อ๊ะ...!”บุษย์สะดุ้งโหยงแอ่นตัวขึ้นสุดเหยียด ใบหน้างามแดงก่ำเมื่อปลายนิ้วหนาบดขยี้ลงบนติ่งเกสรอวบ ก่อนจะคลี่แหวกสองแคมขาวนวลให้แบะอ้าออกจากกัน ความรู้สึกที่โดนชายหนุ่มแตะต้องตรงนั้น ทำให้ช่องทางคับแคบขมิบตอดรัวระริก ด้วยความเสียวซ่านทรมานปานใจจะขาด“พี่หาญ...”เสียงหวานครางครวญแผ่วเบา เรียวขาขาวผ่องสั่นสะท้านอ้ากว้าง ราวกับจะอ้อนวอนให้เขาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าอันร้อนรุ่ม คันยุบยิบทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ปากหยักและปลายลิ้นร้อนสากก็โฉบลงปาดเลียร่องสวาทที่เผยออ้า ตวัดชอนไชดูดกลืนน้ำหวานฉ่ำเยิ้มอย่างตะกรุมตะกราม จนธารน้ำรักสีใสแตกซ่าน พุ่งกระจายเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าหล่อเหลาแม้ว่าร่างบางจะดิ้นเร่าทุรนทุรายจนสติแทบแตกกระเจิง แต่ชายหนุ่มก็ยิ่งย่ามใจไม่ยอมหยุดรังแก ปากหนาอ้าครอบดูดดึงเม็ดละมุดอวบอิ่ม รัวลิ้นสะกิดยอดเกสรจนเนื้อสาวบวมเป่งแดงก่ำ ฝ่ามือหยาบกร้านบีบเค้นแก้มก้นแน่นหนั่นของหล่อนอย่างเมามัน ก่อนจะเลื่อนขึ้นมากอบกุมสองเต้าอวบอัดคัดตึง นวดขยำเคล้นคลึงจนเนื้อนุ่มหยุ่นยวบทะลักล้น“พี่หาญ... พี่หาญจ๋า...” หญิงสาวร้องครางเสียงหวาน สองมือเรียวบางสอดขยุ้มเส้นผมดกหนาข

  • สาปรักบุษบัน   สีชมพูชูชัน

    จนกระทั่งคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำ...พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นสาดแสงสีเงินยวบยาบทะลุม่านไม้ลงมายังสระบัวหลวง ผืนน้ำนิ่งสนิทสะท้อนเงาจันทร์กระจ่างดั่งกระจกเงาบานยักษ์หาญนั่งเหยียดกายอยู่ริมตลิ่ง บนแผงอกเปลือยเปล่าตึงแน่นมีเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ข้างกายมีบุษย์ในชุดสไบแพรบางเบานั่งเคียงชิด กลิ่นดอกจำปาหอมจรุงใจโชยมาตามสายลมชื้น ผสมผสานกับกลิ่นเนื้อสาวอันเย้ายวน ชวนให้เลือดลมในกายของชายหนุ่มเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม“บุษย์...” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยทำลายความเงียบงัน“จ๊ะพี่?”“ถ้าพี่ชวนเอ็งออกไปจากดงอาถรรพ์นี่ ไปสร้างเรือนอยู่กินกันบนแผ่นดินใหญ่... เอ็งจะยอมไปกับพี่หรือไม่?”รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้างามพลันอ่อนจางลง ดวงตากวางคู่งามทอดมองไปยังผืนน้ำสีนิลของสระบัวหลวง แววตาหม่นแสงลงคล้ายซ่อนความลับอันหนักอึ้งไว้จนล้นอก“ข้าไปไม่ได้ดอก...”“เพราะเหตุใด?”บุษย์นิ่งเงียบไปนาน นานจนได้ยินเพียงเสียงยอดหญ้าเสียดสีกันไปมาตามแรงลมราตรี กว่าหล่อนจะหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง นัยน์ตาคู่นั้นก็เปี่ยมล้นไปด้วยรอยโศกเศร้าลึกล้ำ“สักวันหนึ่ง... พี่หาญจะรู้เอง”หาญจ้องมองดวงหน้าสะคราญอย่างแสนรัก แทนที่จะซักไ

  • สาปรักบุษบัน   รักจนยอมตายแทนได้

    “โกรธพี่รึแม่คุณ...”หาญกระซิบเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกกหูขาวผ่อง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มแน่นด้วยความกระหายอยากครอบครอง“พี่แค่ร้อนวิชา อยากรีบหาย... จะได้มีแรงกอดเอ็งให้หนำใจเสียที”“คนบ้า! เลือดยังไหลไม่หยุด ยังจะมาพูดจาลามก”บุษย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา แม้เรือนร่างของหล่อนจะบอบบางกว่าเขามาก ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่เกรงใจ“ขึ้นเรือน!” เสียงหวานสะบัดห้วน แววตาวาวโรจน์ราวกับแม่เสือ“บุษย์... พี่เดินเองได้” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ยอมก้าวตามแรงดึงทั้งที่ร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนเป็นเท่าตัว“ก็เดินสิ! แต่ถ้าแผลปริเลือดทะลักออกมาอีก ข้าจะเอาไม้เรียวฟาดเสียให้เข็ด”หาญหัวเราะหึในลำคออย่างชอบใจ“เป็นห่วงพี่หรือแม่คุณ?”“ข้ารำคาญต่างหาก”“รำคาญจนขอบตาแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้เชียวหรือ?”หญิงสาวชะงักงัน กัดริมฝีปากอิ่มแน่น “ใครร้อง”“ตาเอ็งแดงก่ำจนปิดไม่มิด”“เพราะข้าโมโหพี่หาญน่ะสิ”“อ้อ...” หาญลากเสียงยาวในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับ ปล่อยให้ร่างนุ่มนิ่มลากจูงขึ้นเรือนไปแต่โดยดี“นั่งลง” หล่อนสั่งเสียงเขียว ผลักแผงอกตึงให้นั่งลงบนตั่งไม้“พี่ไม่ได้เป็น

  • สาปรักบุษบัน   ยิ้มแห้งเอาใจ

    ทว่าหาญมีสัญชาตญาณนักสู้ที่ว่องไวกว่าไอ้เศรษฐีร่างท้วมที่วันๆ เอาแต่นอนเสวยสุขบนฟูกนวมหลายขุมนักก่อนที่นิ้วสั่นระริกของขุนเรืองจะทันได้เหนี่ยวไก หาญก็เบี่ยงกายหลบพ้นวิถีกระสุนพร้อมสืบเท้าพุ่งเข้าประชิด มือแกร่งปานคีมเหล็กคว้าข้อมือขุนเรืองแล้วบิดหักกระชากลงล่าง เสียงกระดูกข้อมือลั่นเป๊าะจนปืนร่วงหล่น ก่อนที่หมัดขวาของพ่อหมอหนุ่มจะซัดตูมเข้ายอดอกจนขุนเรืองจุกแอ้กล้มทั้งยืน"ไอ้เศษสวะ... สันดานชั่วช้าเยี่ยงมึง อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน!"คราวนี้ขุนเรืองสิ้นท่าหมดทางสู้ แข้งขาสั่นพั่บๆ ปัสสาวะราดรดกางเกงแพรเนื้อดีจนเปียกโชก กลิ่นคาวเยี่ยวคละคลุ้ง มันละล่ำละลักทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าหาญปลกๆ สองมือพนมไหว้งกๆ หน้าผากโขกดินจนเลือดซิบ"พ่อหาญ! อย่าฆ่ากูเลยนะพ่อ กูยอมแล้ว! มึงอยากได้ทองคำกี่หีบกูจะยกให้หมด... ทรัพย์สมบัติที่บ้านกูมีเป็นร้อยชั่ง กูจะเอามากองให้ตรงนี้ อย่าเอาชีวิตกูเลยนะพ่อคุณ!"หาญยันกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน แววตาดุดันเย็นเยียบปานพญายมราชผู้ไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ก้าวสามขุมเข้าประชิดตัวไอ้คนชั่วช้าที่ไร้สัจจะ"เงินทองของมึง... จงเอาไปใช้ในนรกเถิด"สิ้นเสียงห้าวห้วน ฝ่าเท้าหนักหน่วงปาน

  • สาปรักบุษบัน   หนึ่งรุมสาม

    "ปล่อยมือโสโครกของมึงออกจากตัวหล่อน... เดี๋ยวนี้!"เสียงห้าวห้วนทรงอำนาจดั่งลั่นเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางวง ดังก้องกังวานออกมาจากแนวพงชัฏเบื้องล่างพวกสารเลวทั้งสามหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่กำยำของหาญ ยืนตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ ไหล่กว้างข้างหนึ่งพาดคันธนูไม้มะค่าขนาดเขื่อง ด้านหลังสะพายซากกวางป่าที่เพิ่งล่ามาสดๆใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลจากไอแดดลม ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับเย็นเยียบดุดันและกระหายเลือด จ้องเขม็งมาราวกับจะควักตับไตไส้พุงของพวกมันออกมาสับเป็นชิ้นๆ แม้แต่พรานดำผู้เจนจัดในไสยเวทมนตร์ดำยังถึงกับสะท้านเยือก วาบขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจนขนหัวลุกชัน"ไอ้หาญ!"พรานดำตะคอกเสียงหลง ละล่ำละลักจำหน้าจอมขมังเวทหนุ่มได้ทันควัน "เอ็ง... เอ็งยังไม่ตาย ยังเสือกกบดานอยู่ที่นี่อีกรึ!""ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วมิใช่รึ... ว่าอย่าได้เสนอหน้ากลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีก" น้ำเสียงของหาญราบเรียบ ทว่าแฝงรังสีอำมหิตรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างหนาวเหน็บปานน้ำแข็งขุนเรืองผู้ถือดีว่าตนมีพวกมากกว่าและพกอาวุธปืนผาหน้าไม้มาครบมือ แค่นหัวเราะเย้ยหยัน"ฮ่าๆๆ ไอ้หมอผีกระจอกเนื้อตัวมอมแม

  • สาปรักบุษบัน   คนร้ายกว่าผี

    เปรี้ยง !เสียงปืนดังขึ้นจากชายป่า ฝูงนกแตกฮือกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจของชายฉกรรจ์ต่างถิ่นคณะนักล่าสมบัติกลุ่มใหม่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเกาะกช คราวนี้ขนกำลังคนมามากกว่าเดิม และเตรียมอาวุธมาพร้อมสรรพผู้นำขบวนคือ ขุนเรือง เศรษฐีหนุ่มร่างท้วมผู้มั่งคั่งจนแทบไม่เคยต้องเดินด้วยเท้าตนเอง เขาสวมเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีเกินกว่าจะเหยียบย่างเข้าพงชัฏ มีสายสร้อยทองคำเส้นโตคล้องคอปานโซ่ล่ามช้างแกว่งไกวอยู่บนอก ปากก็คอยกำชับสั่งลูกสมุนซ้ำๆซากๆ มุ่งมั่นจะขุดกรุสมบัติโบราณขึ้นมาครอบครองให้เกลี้ยงแผ่นดินข้างกายคือ พรานดำ พรานป่าผู้เหี้ยมเกรียมและเจนจัดในเชิงไสยดำ คอยสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัย ขณะที่ ไอ้แมน สมุนหนุ่มเลือดร้อนจอมห่าม ถือปืนยาวเดินอาดๆ ตามหลังมาติดๆ"พวกชาวบ้านมันลือกันหนาหู ว่าที่นี่มีผีหวงสมบัติเฮี้ยนนักนะนาย" ไอ้แมนเอ่ยปากพลางหัวเราะร่าเย้ยหยันฟ้าดินพรานดำถ่มน้ำลายเหนียวลงพื้น “ผีสางหรือคนเป็น ถ้ามีของดีฝังอยู่ใต้ตีนกู กูจะขุดมันขึ้นมาให้เหี้ยน!”ขุนเรืองหัวเราะร่วนอย่างสบอารมณ์ หารู้ไม่ว่าบนคาคบไม้สูงตระหง่านเหนือกระหม่อม มีสายตาคมกริบดุจนางเสือสมิงคู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status