Masukยามบ่ายคล้อยแดดร่มลมตก ป่าดงดิบเบื้องหน้าดูราวกับกำแพงสีเขียวมหึมาที่ไม่มีผู้ใดมองทะลุผ่านเข้าไปถึงก้นบึ้งข้างในได้
เถาวัลย์ดึกดำบรรพ์พันเกี่ยวรัดรึงต้นไม้ใหญ่จนแน่นหนา รากไม้ชอนไชขึ้นเหนือผืนดินประหนึ่งงูเหลือมยักษ์กำลังขดกายจำศีล ใบไม้หนาทึบเบียดเสียดกันจนแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้เพียงริ้วบาง ๆ ละอองฝนที่ตกค้างจากเมื่อคืนยังเกาะพราวบนปลายใบ พอสายลมพัดผ่านก็ร่วงกราวลงมาราวกับหยาดฝนเม็ดเล็ก
กลิ่นไอดินชื้น กลิ่นใบไม้เน่าผุ และกลิ่นดอกไม้ป่าลอยอวลคละคลุ้ง ทว่าเหนือกว่ากลิ่นสาบสางพงไพร กลับมีกลิ่นประหลาดโชยแตะจมูก กลิ่นดอกบัวหลวงหอมระรวยเย็นยะเยือก ชวนสะท้านสันหลัง
ชายหนุ่มหัวขบวนชะงักฝ่าเท้าลงตรงทางแพร่ง ยกมือหนาขึ้นส่งสัญญาณให้คณะผู้ติดตามหยุดฝีเท้า
เขาคือ หาญ พ่อหมอหนุ่มคะนองวัยยี่สิบปลาย ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลไปทั่วหัวเมืองบูรพา ทั้งในเชิงวิชาอาคมและเวชศาสตร์โบราณ รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ไหล่ผึ่งผาย อกแน่นตึงปานรูปหล่อ ผิวสองสีเข้มกร้านแดดลมบ่งบอกถึงความทรหดเยี่ยงชายชาตรี ใบหน้าคมคายดุดัน เรือนผมดำสนิทมัดรวบตึงไว้ที่ท้ายทอย บนคอคล้องตะกรุดโทนสามกอกลงอาคม สะพายย่ามผ้าดิบสีหม่นพาดเฉียง ส่วนข้างสะเอวสอบเหน็บมีดหมอด้ามงาเล่มเขื่องไว้แน่นหนา
"ถึงแล้วรึพ่อหาญ..."
ชายวัยกลางคนผู้ว่าจ้างกระซิบถาม ละล่ำละลักเสียงสั่น
หาญนิ่งเงียบไม่ตอบคำ นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องฝ่าดงไม้รกชัฏไปยังเบื้องหน้า ที่นั่นคือ หมู่บ้านเกาะกช แดนอาถรรพ์ที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูด้วยเรือนแพใหญ่โต ตลาดค้าขายคึกคัก ผู้คนอิ่มหนำสำราญ และมีเจ้าเมืองผู้ทรงบารมีปกครอง ทว่าเมื่อสองร้อยปีก่อน ทุกสรรพสิ่งกลับอันตรธานหายไปในคืนเดียว ไร้ร่องรอย ไร้คำอธิบาย ทิ้งไว้เพียงซากเรือนผุพัง วัดร้าง ศาลเจ้าไร้คนกราบไหว้ และตำนานกรุสมบัติมหาศาลที่ถูกฝังกลบอยู่ใต้ซากดินแดนสาปสูญแห่งนี้
บรรดานักล่าสมบัติต่างหลั่งไหลบุกบั่นเข้ามาไม่ขาดสาย หวังขุดคุ้ยทองคำและของมีค่า ทว่าแทบไม่มีไอ้หน้าไหนได้เอาชีวิตรอดกลับออกไปสักราย บ้างเสียจริตเพ้อคลั่งว่าเห็นแม่หญิงสะคราญโฉมเยื้องกรายอยู่กลางดงดิบ บ้างสาบานว่าได้ยินเสียงเพรียกโหยหวนแว่วมาจากก้นบึ้งใต้แผ่นดิน ส่วนพวกที่หนีหัวซุกหัวซุนรอดตายออกมาได้ ก็มักเหลือเพียงตัวคนเดียวจากทั้งคณะที่พากันมาตายโหง
และทุกคนต่างพูดจาประสานสำเนียงเป็นเสียงเดียวกันว่า... ที่นี่มีผีเฝ้าสมบัติ!
"กลัวหรือพ่อหมอ?" ชายผู้ว่าจ้างเอ่ยปากถาม ละล่ำละลักด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า นัยน์ตาเหลือกลานมองรอบทิศ
หาญแค่นหัวเราะหึในลำคอ ใบหน้าคมเข้มไม่ปรากฏแววสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
"ผีมันจะกลัวกระผม หรือกระผมจะกลัวผี ก็คงได้รู้ดำรู้แดงกันวันนี้"
เขาสาวเท้าก้าวฉับเข้าไปในเขตหมู่บ้านร้าง เสียงย่ำใบไม้แห้งกรอบแกรบดังก้องประสานความเงียบงัน เรือนไม้หลังแรกตั้งทรุดโทรมอยู่ริมทาง หลังคาแอ่นเอียงแทบจะถล่มฟาดพื้น หน้าต่างไม้ผุกร่อนมีเถาวัลย์พันรัดแน่นหนาจนมองไม่เห็นช่องเดิม บานประตูอ้าค้างอยู่ครึ่งบานคล้ายปากปีศาจที่รอเขมือบเหยื่อ
ขณะที่ก้าวผ่าน เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กเล็กก็แว่วแผ่วดังออกมาจากในเรือนร้าง ทุกคนชะงักกึกพร้อมกัน ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ต่างเงี่ยหูฟังจนแทบหยุดหายใจ
"พ่อหาญ... เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงเด็ก"
ผู้ว่าจ้างกระซิบกระซาบ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
"ข้าก็ได้ยิน"
หาญตอบเรียบเฉย แววตาดุดันน่าเกรงขาม เขาส่งสัญญาณมือสั่งให้คนข้างหลังถอยร่นกลับไปกบดานในจุดปลอดภัย ก่อนจะก้าวเท้าดุ่ม ๆ เดินหน้าลุยเดี่ยวไปเพียงลำพัง ทว่ามือหนากร้านเลื่อนไปกุมด้ามมีดหมอข้างเอวไว้มั่นโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความวังเวงยิ่งบีบกระชั้น ไร้เสียงนกการ้องทัก ไร้เสียงเรไรจั๊กจั่น แม้แต่สายลมหวีดหวิวก็คล้ายถูกพลังลี้ลับกดทับจนบรรยากาศหนักอึ้งชวนอึดอัด
จนกระทั่งกลิ่นดอกบัวหลวงหอมเย็นยะเยือกโชยมาปะทะจมูกอีกคำรบ คราวนี้กลิ่นนั้นรุนแรงและฉ่ำชื่นจนสะท้านอก หาญชะงักฝ่าเท้า ยกมือขึ้นแหวกกิ่งไม้รกชัฏที่ขวางหน้าออกช้าๆ
ภาพเบื้องหน้าทำเอาพ่อหมอหนุ่มถึงกับยืนตะลึงงัน
ใจกลางหมู่บ้านร้างอันผุพัง ปรากฏสระน้ำขนาดใหญ่มหึมาซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ ผิวน้ำราบเรียบสงบนิ่งดั่งกระจกเงา ดอกบัวสีชมพูสดเบ่งบานสะพรั่งชูช่อเต็มผืนน้ำ อวดกลีบงามตัดกับความมืดมนของซากปรักหักพังรอบด้าน และตรงริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม
ร่างของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ริมน้ำ ทรวดทรงเอวองค์อ่อนช้อยชวนตะลึง ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความลี้ลับของดงอาถรรพ์
หล่อนนุ่งผ้าซิ่นตีนจกผืนงามสีครามเข้ม ขับเน้นสะโพกผายกลึงกลม เสื้อแขนกระบอกสีนวลแนบชิดติดแผ่นอกอวบสล้างที่กระเพื่อมไหวเบาๆ ตามจังหวะหายใจ เรือนผมดำขลับยาวสยายดั่งแพรไหมทิ้งตัวลงเคลียกลางแผ่นหลัง เอวองค์อ้อนแอ้นกลมกลึงปานนางกินรีแปลง
“อ๊ะ...!”บุษย์สะดุ้งโหยงแอ่นตัวขึ้นสุดเหยียด ใบหน้างามแดงก่ำเมื่อปลายนิ้วหนาบดขยี้ลงบนติ่งเกสรอวบ ก่อนจะคลี่แหวกสองแคมขาวนวลให้แบะอ้าออกจากกัน ความรู้สึกที่โดนชายหนุ่มแตะต้องตรงนั้น ทำให้ช่องทางคับแคบขมิบตอดรัวระริก ด้วยความเสียวซ่านทรมานปานใจจะขาด“พี่หาญ...”เสียงหวานครางครวญแผ่วเบา เรียวขาขาวผ่องสั่นสะท้านอ้ากว้าง ราวกับจะอ้อนวอนให้เขาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าอันร้อนรุ่ม คันยุบยิบทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ปากหยักและปลายลิ้นร้อนสากก็โฉบลงปาดเลียร่องสวาทที่เผยออ้า ตวัดชอนไชดูดกลืนน้ำหวานฉ่ำเยิ้มอย่างตะกรุมตะกราม จนธารน้ำรักสีใสแตกซ่าน พุ่งกระจายเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าหล่อเหลาแม้ว่าร่างบางจะดิ้นเร่าทุรนทุรายจนสติแทบแตกกระเจิง แต่ชายหนุ่มก็ยิ่งย่ามใจไม่ยอมหยุดรังแก ปากหนาอ้าครอบดูดดึงเม็ดละมุดอวบอิ่ม รัวลิ้นสะกิดยอดเกสรจนเนื้อสาวบวมเป่งแดงก่ำ ฝ่ามือหยาบกร้านบีบเค้นแก้มก้นแน่นหนั่นของหล่อนอย่างเมามัน ก่อนจะเลื่อนขึ้นมากอบกุมสองเต้าอวบอัดคัดตึง นวดขยำเคล้นคลึงจนเนื้อนุ่มหยุ่นยวบทะลักล้น“พี่หาญ... พี่หาญจ๋า...” หญิงสาวร้องครางเสียงหวาน สองมือเรียวบางสอดขยุ้มเส้นผมดกหนาข
จนกระทั่งคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำ...พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นสาดแสงสีเงินยวบยาบทะลุม่านไม้ลงมายังสระบัวหลวง ผืนน้ำนิ่งสนิทสะท้อนเงาจันทร์กระจ่างดั่งกระจกเงาบานยักษ์หาญนั่งเหยียดกายอยู่ริมตลิ่ง บนแผงอกเปลือยเปล่าตึงแน่นมีเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ข้างกายมีบุษย์ในชุดสไบแพรบางเบานั่งเคียงชิด กลิ่นดอกจำปาหอมจรุงใจโชยมาตามสายลมชื้น ผสมผสานกับกลิ่นเนื้อสาวอันเย้ายวน ชวนให้เลือดลมในกายของชายหนุ่มเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม“บุษย์...” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยทำลายความเงียบงัน“จ๊ะพี่?”“ถ้าพี่ชวนเอ็งออกไปจากดงอาถรรพ์นี่ ไปสร้างเรือนอยู่กินกันบนแผ่นดินใหญ่... เอ็งจะยอมไปกับพี่หรือไม่?”รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้างามพลันอ่อนจางลง ดวงตากวางคู่งามทอดมองไปยังผืนน้ำสีนิลของสระบัวหลวง แววตาหม่นแสงลงคล้ายซ่อนความลับอันหนักอึ้งไว้จนล้นอก“ข้าไปไม่ได้ดอก...”“เพราะเหตุใด?”บุษย์นิ่งเงียบไปนาน นานจนได้ยินเพียงเสียงยอดหญ้าเสียดสีกันไปมาตามแรงลมราตรี กว่าหล่อนจะหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง นัยน์ตาคู่นั้นก็เปี่ยมล้นไปด้วยรอยโศกเศร้าลึกล้ำ“สักวันหนึ่ง... พี่หาญจะรู้เอง”หาญจ้องมองดวงหน้าสะคราญอย่างแสนรัก แทนที่จะซักไ
“โกรธพี่รึแม่คุณ...”หาญกระซิบเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกกหูขาวผ่อง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มแน่นด้วยความกระหายอยากครอบครอง“พี่แค่ร้อนวิชา อยากรีบหาย... จะได้มีแรงกอดเอ็งให้หนำใจเสียที”“คนบ้า! เลือดยังไหลไม่หยุด ยังจะมาพูดจาลามก”บุษย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา แม้เรือนร่างของหล่อนจะบอบบางกว่าเขามาก ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่เกรงใจ“ขึ้นเรือน!” เสียงหวานสะบัดห้วน แววตาวาวโรจน์ราวกับแม่เสือ“บุษย์... พี่เดินเองได้” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ยอมก้าวตามแรงดึงทั้งที่ร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนเป็นเท่าตัว“ก็เดินสิ! แต่ถ้าแผลปริเลือดทะลักออกมาอีก ข้าจะเอาไม้เรียวฟาดเสียให้เข็ด”หาญหัวเราะหึในลำคออย่างชอบใจ“เป็นห่วงพี่หรือแม่คุณ?”“ข้ารำคาญต่างหาก”“รำคาญจนขอบตาแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้เชียวหรือ?”หญิงสาวชะงักงัน กัดริมฝีปากอิ่มแน่น “ใครร้อง”“ตาเอ็งแดงก่ำจนปิดไม่มิด”“เพราะข้าโมโหพี่หาญน่ะสิ”“อ้อ...” หาญลากเสียงยาวในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับ ปล่อยให้ร่างนุ่มนิ่มลากจูงขึ้นเรือนไปแต่โดยดี“นั่งลง” หล่อนสั่งเสียงเขียว ผลักแผงอกตึงให้นั่งลงบนตั่งไม้“พี่ไม่ได้เป็น
ทว่าหาญมีสัญชาตญาณนักสู้ที่ว่องไวกว่าไอ้เศรษฐีร่างท้วมที่วันๆ เอาแต่นอนเสวยสุขบนฟูกนวมหลายขุมนักก่อนที่นิ้วสั่นระริกของขุนเรืองจะทันได้เหนี่ยวไก หาญก็เบี่ยงกายหลบพ้นวิถีกระสุนพร้อมสืบเท้าพุ่งเข้าประชิด มือแกร่งปานคีมเหล็กคว้าข้อมือขุนเรืองแล้วบิดหักกระชากลงล่าง เสียงกระดูกข้อมือลั่นเป๊าะจนปืนร่วงหล่น ก่อนที่หมัดขวาของพ่อหมอหนุ่มจะซัดตูมเข้ายอดอกจนขุนเรืองจุกแอ้กล้มทั้งยืน"ไอ้เศษสวะ... สันดานชั่วช้าเยี่ยงมึง อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน!"คราวนี้ขุนเรืองสิ้นท่าหมดทางสู้ แข้งขาสั่นพั่บๆ ปัสสาวะราดรดกางเกงแพรเนื้อดีจนเปียกโชก กลิ่นคาวเยี่ยวคละคลุ้ง มันละล่ำละลักทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าหาญปลกๆ สองมือพนมไหว้งกๆ หน้าผากโขกดินจนเลือดซิบ"พ่อหาญ! อย่าฆ่ากูเลยนะพ่อ กูยอมแล้ว! มึงอยากได้ทองคำกี่หีบกูจะยกให้หมด... ทรัพย์สมบัติที่บ้านกูมีเป็นร้อยชั่ง กูจะเอามากองให้ตรงนี้ อย่าเอาชีวิตกูเลยนะพ่อคุณ!"หาญยันกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน แววตาดุดันเย็นเยียบปานพญายมราชผู้ไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ก้าวสามขุมเข้าประชิดตัวไอ้คนชั่วช้าที่ไร้สัจจะ"เงินทองของมึง... จงเอาไปใช้ในนรกเถิด"สิ้นเสียงห้าวห้วน ฝ่าเท้าหนักหน่วงปาน
"ปล่อยมือโสโครกของมึงออกจากตัวหล่อน... เดี๋ยวนี้!"เสียงห้าวห้วนทรงอำนาจดั่งลั่นเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางวง ดังก้องกังวานออกมาจากแนวพงชัฏเบื้องล่างพวกสารเลวทั้งสามหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่กำยำของหาญ ยืนตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ ไหล่กว้างข้างหนึ่งพาดคันธนูไม้มะค่าขนาดเขื่อง ด้านหลังสะพายซากกวางป่าที่เพิ่งล่ามาสดๆใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลจากไอแดดลม ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับเย็นเยียบดุดันและกระหายเลือด จ้องเขม็งมาราวกับจะควักตับไตไส้พุงของพวกมันออกมาสับเป็นชิ้นๆ แม้แต่พรานดำผู้เจนจัดในไสยเวทมนตร์ดำยังถึงกับสะท้านเยือก วาบขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจนขนหัวลุกชัน"ไอ้หาญ!"พรานดำตะคอกเสียงหลง ละล่ำละลักจำหน้าจอมขมังเวทหนุ่มได้ทันควัน "เอ็ง... เอ็งยังไม่ตาย ยังเสือกกบดานอยู่ที่นี่อีกรึ!""ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วมิใช่รึ... ว่าอย่าได้เสนอหน้ากลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีก" น้ำเสียงของหาญราบเรียบ ทว่าแฝงรังสีอำมหิตรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างหนาวเหน็บปานน้ำแข็งขุนเรืองผู้ถือดีว่าตนมีพวกมากกว่าและพกอาวุธปืนผาหน้าไม้มาครบมือ แค่นหัวเราะเย้ยหยัน"ฮ่าๆๆ ไอ้หมอผีกระจอกเนื้อตัวมอมแม
เปรี้ยง !เสียงปืนดังขึ้นจากชายป่า ฝูงนกแตกฮือกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจของชายฉกรรจ์ต่างถิ่นคณะนักล่าสมบัติกลุ่มใหม่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเกาะกช คราวนี้ขนกำลังคนมามากกว่าเดิม และเตรียมอาวุธมาพร้อมสรรพผู้นำขบวนคือ ขุนเรือง เศรษฐีหนุ่มร่างท้วมผู้มั่งคั่งจนแทบไม่เคยต้องเดินด้วยเท้าตนเอง เขาสวมเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีเกินกว่าจะเหยียบย่างเข้าพงชัฏ มีสายสร้อยทองคำเส้นโตคล้องคอปานโซ่ล่ามช้างแกว่งไกวอยู่บนอก ปากก็คอยกำชับสั่งลูกสมุนซ้ำๆซากๆ มุ่งมั่นจะขุดกรุสมบัติโบราณขึ้นมาครอบครองให้เกลี้ยงแผ่นดินข้างกายคือ พรานดำ พรานป่าผู้เหี้ยมเกรียมและเจนจัดในเชิงไสยดำ คอยสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัย ขณะที่ ไอ้แมน สมุนหนุ่มเลือดร้อนจอมห่าม ถือปืนยาวเดินอาดๆ ตามหลังมาติดๆ"พวกชาวบ้านมันลือกันหนาหู ว่าที่นี่มีผีหวงสมบัติเฮี้ยนนักนะนาย" ไอ้แมนเอ่ยปากพลางหัวเราะร่าเย้ยหยันฟ้าดินพรานดำถ่มน้ำลายเหนียวลงพื้น “ผีสางหรือคนเป็น ถ้ามีของดีฝังอยู่ใต้ตีนกู กูจะขุดมันขึ้นมาให้เหี้ยน!”ขุนเรืองหัวเราะร่วนอย่างสบอารมณ์ หารู้ไม่ว่าบนคาคบไม้สูงตระหง่านเหนือกระหม่อม มีสายตาคมกริบดุจนางเสือสมิงคู







