Masukณ เรือนชิงฮวาทางปีกตะวันออกของจวนโหว
บรรยากาศภายในห้องนอนอันเงียบสงบของหลิงฮูหยิน บัดนี้กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงประตูที่กระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฎกายของร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม คนผู้นี้คือหลี่ซือหยางหรือหลี่เป่ยโหว แม่ทัพผู้พิชิตศึกทางใต้เมื่อห้าปีก่อน และเป็นผู้ที่มีอำนาจมากคนหนึ่ง ร่างสูงก้าวพรวดเข้ามาภายในห้องนอนที่นับได้ว่าเป็นเขตหวงห้ามสำหรับเขา เพราะที่นี่คือที่พำนักของสตรีที่ซือหยางเกลียดชัง ทว่าบัดนี้ท่านโหวผู้เย่อหยิ่ง กลับก้าวเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ใบหน้าเขาในยามนี้แดงซ่านเพราะพิษสุราที่มีฤทธิ์ปลุกกำหนัดแฝงอยู่ นำพาให้ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งทระนง กลับฉายแววหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง เขายืนโงนเงนเล็กน้อย พยายามทรงตัวท่ามกลางความมึนเมาที่ครอบงำ ดวงตาจับจ้องไปยังร่างอรชรที่นั่งอยู่บนเตียง แสงสว่างจากโคมไฟในห้องสาดส่องกระทบใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นร่องรอยของความโกรธ ความสับสน และความปรารถนาที่รุนแรงผสมปนเปกัน ราวกับพายุฝนที่กำลังตั้งเค้า ทันทีที่หลี่เป่ยโหวก้าวเข้ามา บรรยากาศในห้องนอนใหญ่นี้ก็เปลี่ยนไปในทันที จากที่เคยเงียบสงบและเป็นส่วนตัว กลับกลายเป็นความตึงเครียดและกดดัน จนเจ้าของห้องรู้สึกหงุดหงิด หลิงฉางเยว่ปรายตามองเพียงเล็กน้อย นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้สลักลายด้วยท่าทางเรียบเฉย ในมือยังคงถือตำราค้างไว้ นางไม่ได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อเหมือนแต่ก่อน เมื่อเห็นสามีเดินเข้ามาด้วยท่าทางมึนเมา ซ้ำยังจ้องนางเหมือนกับศัตรู “หลิงฉางเยว่ มาทำหน้าที่ของเจ้าเสีย” ซือหยางคำรามลั่น พร้อมกับย่างสามขุมตรงเข้ามาหาภรรยาตามพฤตินัยของตน ฉางเยว่ยกยิ้มกับคำสั่งที่ดูเกรี้ยวกราดนั้น “ท่านโหวไปที่หอนางรำมามิใช่หรือ แล้วเหตุใดไม่ให้แม่นางอินหรงของท่านช่วยเสียเล่า?” นางถามเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความหึงหวงหรือตัดพ้อ แต่มันคือการยอกย้อนที่ทิ่มแทงใจคนฟังมากกว่า “หุบปาก!” ซือหยางตวาดลั่น เสียงลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วงกลบความเงียบ จากนั้นเขาก็พุ่งเข้ามาโถมกายใส่นางอย่างรวดเร็ว ผู้ที่อยู่ใต้ร่างก็มิได้ผลักไสเขาให้ออกห่าง “เจ้าเป็นเมียข้า... หน้าที่นี้เป็นของเจ้า! อย่าได้เอ่ยชื่อหญิงที่ข้ารักออกมา ทำให้นางต้องเสื่อมเสียเป็นอันขาด” เขาตะคอกพร้อมกับกดไหล่บางลงกับที่นอนหนานุ่ม จากนั้นหลี่ซือหยางก็ฉีกทึ้งอาภรณ์โดยไม่คิดจะทะนุถนอม ตามด้วยสายรัดเอวที่ถูกกระชากออกอย่างบ้าคลั่ง ไร้ซึ่งความปรานี ผ้าไหมเนื้อดีถูกฉีกทึ้งจนเสียงผ้าขาดบาดลึกไปในมโนสำนึก ฤทธิ์ยาในกายกระตุ้นให้เขาทำตามสัญชาตญาณดิบ ถึงกระนั้นริมฝีปากหนาก็ยังไม่คิดจะทาบทับลงไปบดจูบปากอิ่มที่แสนเย้ายวนตรงหน้า ราวกับว่ามันคือสิ่งต้องห้ามที่เขาไม่ควรแตะต้อง ใจเขาคนใต้ร่างนี้ มีไว้สำหรับระบายอารมณ์กำหนัดเท่านั้น ฉางเยว่ก็ได้แต่กัดฟันขมความรู้สึก เพราะการต่อต้าน มีแต่จะทำให้ตนต้องเจ็บตัว นางปล่อยให้ตำราหลุดจากมือตกไปที่ข้างเตียง ในสายตาของนาง การหลับนอนกับชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี มันก็ไม่ต่างจากการทำธุรกรรมที่ต้องชำระด้วยร่างกาย และนี่ก็มิใช่คราแรกที่หลี่เป่ยโหวใช้สิทธิ์ความเป็นสามีกับนาง ก่อนนั้นเขาก็เมามาเช่นนี้ตามด้วยการใช้กำลังขมเหงจนร่างกายของนางระบมไปทั้งตัว ทว่าครานี้ฉางเยว่จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้เขาย่ำยีอีกต่อไป ในเมื่อเสียความบริสุทธิ์ให้บุรุษที่ได้ชื่อว่าสามีไปแล้ว นางก็ไม่ควรต้องทำทีหวงแหนมันอีก ‘ในเมื่อท่านต้องการหน้าที่... ข้าก็จะจัดให้หลี่ซือหยาง’ นางคิดในใจ พลันดวงตาราบเรียบก็วาวโรจน์แทนความหวาดกลัว มือเล็กที่เคยพยายามดันอกเขาไว้ เปลี่ยนเป็นโอบรอบคอแกร่ง พลางใช้เล็บคมจิกสลักลงบนแผ่นหลังกว้างผ่านเนื้อผ้าลำลองของเขาอย่างจงใจที่จะกระตุ้นอารมณ์ ครั้งนี้ฉางเยว่ไม่คิดจะนอนนิ่งเป็นตุ๊กตาไม้เหมือนคราก่อนอีกแล้ว ทว่านางตั้งใจจะควบคุมทุกอย่างเอาไว้เอง อย่างน้อยการปลดปล่อยของเขาในครานี้ นางจะได้ไม่เจ็บตัวนอนซมเหมือนคราวที่แล้วอีก นางจึงตั้งใจตอบรับเขาด้วยจังหวะที่ทัดเทียมกัน ‘ไม่อยากจูบข้าหรือ หึหึ ข้าจะทำให้ท่านรู้ซึ้งเอง’ ฉางเยว่ตะโกนในใจก่อนจะรั้งต้นคอเขาลงมา จากนั้นก็แนบประกบปากบดจูบอย่างดุดัน ตามด้วยลิ้นหวานล้ำที่สอดเข้าไปกระหวัดเกาะเกี่ยว ผู้ที่จมอยู่กับกำหนัดพลันลืมสิ้นปนิธานที่ตนเคยตั้งไว้ เมื่อปลายลิ้นเรียวเล็กแตะต้องสัมผัสตอบโต้ แม้เขาจะชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าไม่ถึงครึ่งอึดใจซือหยางก็กระหวัดตอบรับอย่างดูดดื่ม พร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้น พร้อมกันนั้นมือหยาบกร้านก็สอดเข้าไปใต้ชุดผ้าไหมที่หลุดรุ่ย ลากปลายนิ้วเรียวผ่านผิวเนียนอย่างแผ่วเบา โดยที่เขานั้นลืมไปแล้วท่าทางรังเกียจที่เคยมี ยามนี้กำหนัดและราคะได้ครอบงำจนลืมสิ้นแล้ว ฉางเยว่เองก็เผลอครางเครือในลำคอ ความรู้สึกเสียวซ่านตีรวนขึ้นมาจนหน้าท้องหดเกร็ง ยามที่เขาบดเบียดร่างกายกำยำเข้าหา ส่วนที่แข็งขึงภายใต้กางเกงผ้าเนื้อบางก็กดทับลงมาบนต้นขาอ่อน ตอกย้ำความปรารถนาอันรุนแรงที่เขาต้องการปลดปล่อย ซือหยางคำรามในลำคออย่างพอใจเมื่อเห็นยอดบุปผาตรงหน้าเริ่มตอบสนอง เขาก็เริ่มละเลียดชิมริมฝีปากอิ่ม ซุกไซ้ซอกคอขาวระหงอย่างหิวกระหาย ฝากรอยประทับสีกุหลาบไว้กระจายทั่วผิวเนียน จังหวะที่มือร้อนผ่าวบีบเคล้นทรวงอกอิ่มอย่างหนักหน่วงนั้น ฉางเยว่ถึงกับต้องแอ่นกายรับ ความวูบหวามแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูสัมผัสที่นางไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่า...หากปล่อยไว้เช่นนี้ อาจเป็นนางมากกว่าที่จะติดบ่วงปรารถนาสวาทจากร่างกายเขา ‘ฉางเยว่ เจ้าห้ามยอมแพ้เด็ดขาด’ หญิงสาวเตือนตนเอง ก่อนจะพยายามออกแรงพลิกกายขึ้นมาด้านบน ซึ่งร่างแกร่งนั้นก็หาได้มีท่าทางขัดขืนไม่ ฉางเยว่จึงได้โอกาสประทับจูบบดครึงเรียวปากคนใต้ร่างซ้ำอีก พลางใช้ร่างกายเย้ายวนขยับเคลื่อนขึ้นลงอยู่บนตัวอีกฝ่าย ปล่อยให้กลีบบัวใต้ร่มผ้าของตนครูดไปกับมังกรที่ตื่นผงาดขึ้นมาจนเขาครางกระเส่าให้ได้ยิน ทว่าฉางเยว่กลับเผยยิ้มชอบใจ ‘หลี่ซือหยางนี่คือค่ำคืนสุดท้ายของเรา’ #เปิดมาก็ค่อนข้างเร่าร้อน เอาไว้เราค่อยมาซดมาม่ากันทีหลังนะคะ หุหุสายของวัน ไป่เซิงที่อยู่ในชุดคลุมสีเข้มก็ก้าวออกจากเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก มันก็เป็นจังหวะที่ ซินฮูหยินเดินมาหยุดที่หน้าเรือนบุตรสาวนางตั้งใจจะมาปลุกฉางเยว่เพื่อแจ้งข่าวดี เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลไป่จะเข้ามาพูดคุยเรื่องสู่ขอในวันนี้ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่เหมือนจะคุ้นตาแต่ไม่คุ้น ก้าวเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว ซินฮูหยินก็เบิกตากว้างจากนั้นนางก็แผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“กรี๊ด! เจ้า... เจ้าเป็นใคร! มาอยู่ในห้องลูกสาวข้าได้อย่างไร องครักษ์ องครักษ์ไปไหนหมด” นางร้องเรียกคนเสียงดังไป่เซิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักตกใจไม่แพ้กัน เมื่อได้สติเขาก็ไม่รอช้าที่จะแสดงความจริงใจด้วยการทรุดเข่าลงกับพื้น “ฮูหยิน โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยไป่เซิงเองขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท...”“ปะ... ไป่เซิงหรือ” ซินฮูหยินทำหน้ามึนงงเหรินเจี้ย ที่วิ่งมาจากหลังเรือนรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าเคียงข้าง “เรียนฮูหยิน ท่านนี้คือซือหม่าไป่ขอรับ”ซินฮูหยินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา ทว่าความหวงลูกสาวก็ยังไม่จางหาย นางจึงทำหน้ายักษ์ใส่ว่าที่ลูกเขย พร้อมกับตำหนิเสียงเข้ม “ถึงจะเป็
ทว่าคนตัวโตหาได้อดทนเช่นนางไม่ เพียงก้าวเดียวร่างสูงก็พรวดเข้ามาประกบกายนางจนแนบแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง อกแกร่งบดเบียดเข้ากับทรวงอกอ่อนนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางราวกับหวาดกลัวว่านางจะเลือนหายไป ความคิดถึงที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีระเบิดออกมาผ่านสัมผัสเขาทันทีฉางเยว่เงยหน้ามองเขาได้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากหนาของเขาก็ทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อนจูบแรกหนักหน่วงราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ ริมฝีปากเขานั้นบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสมใจอยากจึงได้ผ่อนลงเปลี่ยนเป็นละเลียดชิมความหวานอย่างอ่อนโยน แต่เพียงครู่ก็กลับมารุกเร้าตามแรงปรารถนาของใจที่ปะทุจนยากเกินการควบคุม“อาเยว่... อาเยว่ของข้า...” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ชิดริมฝีปากยามเมื่อคลายริมฝีปากออกให้นางหอบเอาอากาศ มือแกร่งยังคงลูบวนผ่านแผ่นหลังเนียนช้า ๆ ไต่ขึ้นสู่ต้นคอจากนั้นเขาก็ตรึงไว้มั่น บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดูดดื่มจากตนอีกหน มือเรียวกดศีรษะของนางเข้าหาเน้นย้ำสัมผัสแห่งความคิดถึง ที่เขาอดกลั้นไว้มานานกว่าครึ่งปีเนิ่นนานนักว่าจะผละใบหน้าออกมา ถึงกระนั้นเขาก็ยังซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอนาง สูดกลิ่นหอมอ่อนของสตรีอันเป็นที่รักอ
หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านพ้นไป ฉางเยว่และไป่เซิงก็เรียกคนสนิทของตนมาพบ รวมถึงเหรินเจี้ยที่คอยอารักขาฉางเยว่ มาฟังความลับที่น่าอัศจรรย์ของเขากับนาง เพื่อให้ทั้งสามเลิกสงสัยและเคลือบแคลงใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ไวเกินคาด“คุณหนู เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ” ชิงอี้ยังไม่ค่อยเชื่อ“เจ้านี่นะ หากไม่จริงท่านย่าจะยอมปล่อยข้ามาหรือ”“แต่มันอัศจรรย์เกินไปนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่คิดเช่นนี้ ข้าที่ได้ย้อนกลับถึงสองคราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน” แม้จะเล่าเรื่องลึกลับเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง ถึงกระนั้นเรื่องที่ตนไม่ใช่คนยุคนี้ ฉางเยว่กลับไม่ได้เอ่ยถึง เพราะนางขี้คร้านมานั่งตอบคำถามเรื่องราวในโลกที่ตนจากมา“หากเป็นเช่นนี้บ่าวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ทว่าถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นท่านก็อย่า... เอ่อ... อย่าให้ท่านซือหม่าเข้าใกล้นัก ประเดี๋ยวจะถูกครหาเอาได้”สาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยพลางปรายตามองผู้ที่นั่งอยู่ข้างนายตน แม้จะนึกหวั่น ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยเพื่อชื่อเสียงตระกูลหลิง“เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของอาเยว่ด่างพร้อยอย่างที่เจ้ากลัวแน่” ไป่เซิงให
ซือหยางหันมาคำนับขุนนางที่ยศสูงกว่าตนก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสออกไป แต่ก็ไม่ลืมหันมามองสตรีที่ทำเขาเกิดอาการรวดร้าวอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งนางยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเขายิ่งรู้สึกเจ็บทว่าตลอดชีวิตนี้เขาคงมิอาจหาคำตอบได้แล้ว เพราะการต่อกรกับผู้ที่รั้งตำแหน่งซือหม่ามันเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับชิงของรักคนในราชวงศ์ แต่ถ้ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายเขาคงไม่ยอมคนที่มาทีหลังเช่นเขาจะไปสู้อันใดได้เล่าในเมื่อสองคนนี้รักใคร่กัน เขาก็ทำได้แค่ยินดีเท่านั้น ‘พึงใจสตรีเป็นคราแรก ข้าก็ต้องผิดหวังกระนั้นหรือ ซือหยางเจ้าช่างน่าเวทนานัก’ โหวหนุ่มนึกในใจพร้อมกับเดินคอตกออกจากห้องเมื่อแขกที่มาเยือนจากไป ไป่เซิงก็ขยับลุกมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีอันเป็นที่รัก พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถามนางว่า“อาเยว่ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้แสร้งหลอกให้ข้าดีใจเล่นนะ” เขาเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้างามฉางเยว่มองเขาแล้วก็ยิ้มขำ “เมื่อครู่เห็นประกาศปาว ๆ อย่างมั่นใจ เหตุไฉนพอไม่มีใครแล้วพี่ไป่ถึงถามเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ก็… ก็ตอนนั้นข้าร้อนใจ กลัวเจ้าจะกลับไปชอบคนผู้นั้น” ไป่เซิงเอ่ยอย่างที่ใจคิด จนลืมนึกเรื่องหนึ่งไปเลย“กล
ฉางเยว่ยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้นแกะสลัก ด้วยนึกไม่ถึงว่าตนจะได้พบกับสามีในชาติก่อนเร็วเพียงนี้ ทั้งท่าทางเขาก็ต่างไปจากชาติก่อนราวพลิกฝ่ามือ จากไม่เคยยิ้มให้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร จากที่ไม่เคยพูดจาดี กลับอ่อนโยนราวกับเขาไม่ใช่สามีใจร้ายผู้นั้น“น้องฉางเยว่ ไยเจ้าถึงยืนนิ่งเช่นนี้เล่า” ซือหยางเอ่ยพลางยกมือโบกไปมาอยู่ตรงหน้านางอย่างหยอกเย้านั่นจึงทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ รีบถอยห่างจากเขา“เอ่อ... คารวะท่านโหวเจ้าค่ะ” นางรีบย่อกายให้เขา“นี่เจ้ารู้ด้วยหรือว่าข้ามีตำแหน่งโหว” ซือหยางขยับเข้าหาอีก แววตาที่เผยออกมาเต็มไปด้วยความใคร่รู้และชื่นชมร่างอรชรก็ขยับถอยห่าง “ข้าได้ยินพี่รองพูดถึงเจ้าค่ะ” ในเมื่อเขาบอกว่าตนเป็นสหายพี่ชาย เช่นนั้นนางก็โมเมเลยแล้วกัน“อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่พี่รองเจ้าเขาไปไหนหรือ” ซือหยางยังคงเอ่ยด้วยวาจาอ่อนโยน สีหน้าและแววตาก็แฝงแต่ความเอ็นดู“เขาไปเมืองผิงอันเจ้าค่ะ ท่านโหวมีสิ่งใดจะฝากหรือเจ้าคะ”“อะไรกัน ไยเจ้าถึงดูรีบร้อนนักไม่ต้อนรับข้าหรือ” เขาถามพลางขยับเข้าใกล้นางอีก ทว่าคนตัวเล็กก็ยังขยับถอยออกจากเขาเช่นเคย นำพาให้หลี่เป่ยโหวที่สตรีอยากเข้าใกล้ต้องหยุดเอง“
หลิงฉางเสิ่นฟังคำบุตรสาว พลางครุ่นคิดถึงเหตุผลที่บุรุษผู้มากอำนาจอย่างซือหม่าไป่ยกทัพมาช่วยตน “เยว่เอ๋อร์เจ้าสงสัยอะไรกระนั้นหรือ” “ข้าก็บอกไม่ถูก บางคราข้าก็รู้สึกเหมือนซือหม่ารู้เห็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับข้า แต่บางคราก็เหมือนเขาจะไม่รู้อะไรเลย” “พ่อว่าเจ้าคิดมากไปเองมากกว่า ไป่เซิงอาจจะเอ็นดูเจ้าและนึกถึงเมื่อครั้งที่เจ้ายังเยาว์ก็เลยใส่ใจมากกว่าปกติ เอาล่ะดึกมากแล้วไปนอนเสีย วันพรุ่งพี่เขาจะมารับไปเที่ยวเล่นมิใช่หรือ” “ท่านพ่อ แล้วท่านอนุญาตหรือเจ้าคะ” ฉางเยว่ทำตาใสใส่ “เขาดีถึงเพียงนั้น พ่ออยากจะใส่พานถวายให้ด้วยซ้ำ” “ท่านพ่อ นี่ลูกสาวท่านนะเจ้าคะ” ฉางเสิ่นขยับลุกก่อนจะยื่นมือมายีศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู “ไม่ง่ายที่จะพบคนยอมตายพร้อมกับเรา พ่อเชื่อว่าไป่เซิงไม่มีทางต่างไปจากชาติก่อนแน่ เจ้าอย่าได้ปล่อยเขาหลุดมือไปล่ะ” “เช่นนั้นวันพรุ่งลูกไม่กลับนะเจ้าคะ” ฉางเยว่แสร้งแหย่บิดา “ก็ดีนะรวบหัวรวบหางไป่เซิงไปเลย ประเดี๋ยวเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา บุรุษดีดีเช่นนี้คงไม่เวียนมาหาเจ้าอีกแล้ว” “ท่านพ่อ บุตรสาวท่านออกจะงามถึงเพียง ยังเกร็งจะขายไม่ออกอีกหรือเจ้าคะ ไปเลยนะ... กลับไปนอนได้







