Masukชาติก่อนข้ารักเขาสุดหัวใจ ทว่าบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี กลับมิเคยไยดีในตัวข้าเลย เมื่อได้โอกาสย้อนกลับมาอีกครั้ง ข้าจึงยกเขาให้สตรีอื่นไปเสีย
Lihat lebih banyakหนึ่งปีก่อน... ข้าหลิงฉางเยว่ได้รับองค์การจากเบื้องบนให้สามารถเลือกคู่ครองได้ตามใจปรารถนา เนื่องจากบิดาข้าและพี่ชายล้วนแต่สิ้นใจเพราะการศึก มารดาหรือก็ตรอมใจตายตามไปอีก
ข้าที่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหลิงบ้านสาม จึงกลายเป็นสตรีที่น่าสงสารที่สุดในยามนั้น ตัวข้ายังมิทันได้ไว้ทุกข์ เบื้องบนก็จัดหาคู่ครองให้ข้า ให้สิทธิ์ข้าเลือกผู้ใดก็ได้ ในยามนั้นข้านั่งอยู่ในท้องพระโรงเพื่อรับองค์การ ในใจลิงโลดเหลือคณานับ ประหนึ่งว่านี่คือพรจากสวรรค์ที่รอคอยมานาน ทันทีที่ฝ่าบาทตรัสถาม ข้าก็เอ่ยนามบุรุษที่ตนพึงใจออกไป “หลี่เป่ยโหวเพคะ หม่อมฉันอยากเป็นฮูหยินของเขา ขอฝ่าบาททรงประทานสมรสให้ด้วยเพคะ” ครานั้นข้าพูดจาฉะฉานมาก เสียงดังจนเหล่าขุนนางต่างก็กล่าวกันว่าข้าไร้ซึ่งมารยาท ก็แน่ล่ะ ข้าเองก็ไม่ใช่หญิงสาวที่เกิดในยุคโบราณโดยแท้ เรื่องขนบธรรมเนียมแม้จะเรียนรู้มาบ้าง แต่ทว่าข้าก็ยังคงมีนิสัยที่ตรงไปตรงมาไม่ชอบอ้อมค้อมเฉกเช่นสตรีในยุคนี้ ที่รักชอบผู้ใดก็ต้องคอยเก็บงำเอาไว้ แล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่เป็นผู้จัดการให้ ยามนั้นข้าชื่นชอบหลี่เป่ยโหวตั้งแต่แรกเห็น เมื่อเบื้องบนเอ่ยถาม ข้าก็เอ่ยนามของเขาโดยไม่คิดไตร่ตรองสิ่งใด ข้ารู้เพียงว่าเขายังไม่มีคู่หมาย และการแต่งงานนี้ข้ามิได้แย่งชิงผู้อื่น ฉะนั้นการขอพระราชทานสมรสกับคนที่ข้าพึงใจย่อมไม่ผิด หลังได้รับราชโองการประทานสมรสตามที่ตนปรารถนา ข้าก็ตั้งใจเรียนรู้หลักการครองเรือนทุกอย่างตามแบบฉบับหญิงสาวโบราณ ละทิ้งตัวตนในชาติอดีตไปจนหมดสิ้น หลังแต่งงานกับชายอันเป็นที่รัก ซึ่งเป็นแม่ทัพที่เกรียงไกรในยุคอดีต ความสุขที่ข้าคิดว่าจะได้รับจากปรารถนาที่ตนเลือก กลับกลายเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัส เขาไม่เคยไยดีข้า ซ้ำร้ายต่อมาเขาก็พบกับสตรีที่พึงใจ นับวันข้ากับสามีก็ยิ่งห่างเหินกัน จากที่เคยพูดคุยกันบ้างแม้จะเป็นคำพูดไม่ดี กลับกลายเป็นแม้แต่หน้าก็ไม่เคยได้เห็น ความรักที่ข้ามีต่อเขา กลับยิ่งทำให้ข้าโง่เขลาขึ้นเรื่อย ๆ ข้ากลายเป็นสตรีที่ไร้ความคิด คอยตามติดเขาทุกฝีก้าว เป็นสตรีที่น่ารำคาญ นำพาให้คนที่ไม่เคยรักยิ่งเกิดเบื่อหน่าย ในที่สุดความรักที่ข้ามีต่อเขา ก็ทำให้ข้ากลายเป็นคนชั่ว คิดหมายเอาชีวิตผู้อื่นเพียงเพื่อสนองความต้องการของตนเอง ทุกอย่างง่ายดายราวกับตัวอักษรที่ถูกตวัดลงกระดาษ ทว่า... ทำชั่วแล้วได้ดีมันมีที่ไหนกัน สวรรค์มีตา ฟ้าก็มองเห็น ในวันที่ข้าลงมือเอาชีวิตสตรีอันเป็นที่รักของเขา บุรุษที่ข้ารักสุดหัวใจก็กลับกลายเป็นผู้ที่ใส่โซ่ตรวนข้าด้วยมือตนเอง ค่ำคืนนั้นไม่มีคำปลอบโยนหรือแม้แต่ถ้อยคำดุด่าให้รู้สำนึก มีเพียงสายตาเย็นชาที่แสนเย็นเยียบ จ้องมองราวกับข้าคือสิ่งที่น่ารังเกียจและน่าขยะแขยง แม้แต่วันที่ข้าถูกตัดศีรษะท่ามกลางฝูงชน ชายอันเป็นที่รัก ก็ยังปล่อยให้ข้าตายอย่างโดดเดี่ยว เขาไม่แม้แต่จะมากล่าวคำล่ำลา หรืออโหสิกรรมให้กัน ในบ่ายวันนั้นมีเพียงเสียงคำสาปแช่งของชาวเมือง ที่ดังก้องติดหูมาจนถึงช่วงเวลาในอดีต ที่ข้าได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ใช่แล้ว... ข้าหลิงฉางเยว่ย้อนอดีตกลับมาก่อนที่ความคิดชั่วร้ายนั้นจะบังเกิดเพียงแค่หนึ่งเดือน ช่วงก่อนที่สามีข้าจะรับเอาสตรีอีกคนเข้ามาเป็นฮูหยินรอง สตรีที่เขาพึงใจนักพึงใจหนา และชะตาที่วนกลับมาอีกครั้ง มันก็ทำให้ข้าเริ่มฉุกคิดได้ว่า ฝืนไปก็มีแต่จะทำให้ตนดูโง่เขลา ฉะนั้นข้าควรยุติทุกอย่างเสีย สามีข้าผู้นั้น ข้าไม่ขอเอาคืนแล้วสายของวัน ไป่เซิงที่อยู่ในชุดคลุมสีเข้มก็ก้าวออกจากเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก มันก็เป็นจังหวะที่ ซินฮูหยินเดินมาหยุดที่หน้าเรือนบุตรสาวนางตั้งใจจะมาปลุกฉางเยว่เพื่อแจ้งข่าวดี เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลไป่จะเข้ามาพูดคุยเรื่องสู่ขอในวันนี้ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่เหมือนจะคุ้นตาแต่ไม่คุ้น ก้าวเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว ซินฮูหยินก็เบิกตากว้างจากนั้นนางก็แผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“กรี๊ด! เจ้า... เจ้าเป็นใคร! มาอยู่ในห้องลูกสาวข้าได้อย่างไร องครักษ์ องครักษ์ไปไหนหมด” นางร้องเรียกคนเสียงดังไป่เซิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักตกใจไม่แพ้กัน เมื่อได้สติเขาก็ไม่รอช้าที่จะแสดงความจริงใจด้วยการทรุดเข่าลงกับพื้น “ฮูหยิน โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยไป่เซิงเองขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท...”“ปะ... ไป่เซิงหรือ” ซินฮูหยินทำหน้ามึนงงเหรินเจี้ย ที่วิ่งมาจากหลังเรือนรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าเคียงข้าง “เรียนฮูหยิน ท่านนี้คือซือหม่าไป่ขอรับ”ซินฮูหยินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา ทว่าความหวงลูกสาวก็ยังไม่จางหาย นางจึงทำหน้ายักษ์ใส่ว่าที่ลูกเขย พร้อมกับตำหนิเสียงเข้ม “ถึงจะเป็
ทว่าคนตัวโตหาได้อดทนเช่นนางไม่ เพียงก้าวเดียวร่างสูงก็พรวดเข้ามาประกบกายนางจนแนบแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง อกแกร่งบดเบียดเข้ากับทรวงอกอ่อนนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางราวกับหวาดกลัวว่านางจะเลือนหายไป ความคิดถึงที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีระเบิดออกมาผ่านสัมผัสเขาทันทีฉางเยว่เงยหน้ามองเขาได้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากหนาของเขาก็ทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อนจูบแรกหนักหน่วงราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ ริมฝีปากเขานั้นบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสมใจอยากจึงได้ผ่อนลงเปลี่ยนเป็นละเลียดชิมความหวานอย่างอ่อนโยน แต่เพียงครู่ก็กลับมารุกเร้าตามแรงปรารถนาของใจที่ปะทุจนยากเกินการควบคุม“อาเยว่... อาเยว่ของข้า...” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ชิดริมฝีปากยามเมื่อคลายริมฝีปากออกให้นางหอบเอาอากาศ มือแกร่งยังคงลูบวนผ่านแผ่นหลังเนียนช้า ๆ ไต่ขึ้นสู่ต้นคอจากนั้นเขาก็ตรึงไว้มั่น บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดูดดื่มจากตนอีกหน มือเรียวกดศีรษะของนางเข้าหาเน้นย้ำสัมผัสแห่งความคิดถึง ที่เขาอดกลั้นไว้มานานกว่าครึ่งปีเนิ่นนานนักว่าจะผละใบหน้าออกมา ถึงกระนั้นเขาก็ยังซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอนาง สูดกลิ่นหอมอ่อนของสตรีอันเป็นที่รักอ
หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านพ้นไป ฉางเยว่และไป่เซิงก็เรียกคนสนิทของตนมาพบ รวมถึงเหรินเจี้ยที่คอยอารักขาฉางเยว่ มาฟังความลับที่น่าอัศจรรย์ของเขากับนาง เพื่อให้ทั้งสามเลิกสงสัยและเคลือบแคลงใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ไวเกินคาด“คุณหนู เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ” ชิงอี้ยังไม่ค่อยเชื่อ“เจ้านี่นะ หากไม่จริงท่านย่าจะยอมปล่อยข้ามาหรือ”“แต่มันอัศจรรย์เกินไปนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่คิดเช่นนี้ ข้าที่ได้ย้อนกลับถึงสองคราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน” แม้จะเล่าเรื่องลึกลับเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง ถึงกระนั้นเรื่องที่ตนไม่ใช่คนยุคนี้ ฉางเยว่กลับไม่ได้เอ่ยถึง เพราะนางขี้คร้านมานั่งตอบคำถามเรื่องราวในโลกที่ตนจากมา“หากเป็นเช่นนี้บ่าวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ทว่าถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นท่านก็อย่า... เอ่อ... อย่าให้ท่านซือหม่าเข้าใกล้นัก ประเดี๋ยวจะถูกครหาเอาได้”สาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยพลางปรายตามองผู้ที่นั่งอยู่ข้างนายตน แม้จะนึกหวั่น ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยเพื่อชื่อเสียงตระกูลหลิง“เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของอาเยว่ด่างพร้อยอย่างที่เจ้ากลัวแน่” ไป่เซิงให
ซือหยางหันมาคำนับขุนนางที่ยศสูงกว่าตนก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสออกไป แต่ก็ไม่ลืมหันมามองสตรีที่ทำเขาเกิดอาการรวดร้าวอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งนางยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเขายิ่งรู้สึกเจ็บทว่าตลอดชีวิตนี้เขาคงมิอาจหาคำตอบได้แล้ว เพราะการต่อกรกับผู้ที่รั้งตำแหน่งซือหม่ามันเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับชิงของรักคนในราชวงศ์ แต่ถ้ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายเขาคงไม่ยอมคนที่มาทีหลังเช่นเขาจะไปสู้อันใดได้เล่าในเมื่อสองคนนี้รักใคร่กัน เขาก็ทำได้แค่ยินดีเท่านั้น ‘พึงใจสตรีเป็นคราแรก ข้าก็ต้องผิดหวังกระนั้นหรือ ซือหยางเจ้าช่างน่าเวทนานัก’ โหวหนุ่มนึกในใจพร้อมกับเดินคอตกออกจากห้องเมื่อแขกที่มาเยือนจากไป ไป่เซิงก็ขยับลุกมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีอันเป็นที่รัก พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถามนางว่า“อาเยว่ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้แสร้งหลอกให้ข้าดีใจเล่นนะ” เขาเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้างามฉางเยว่มองเขาแล้วก็ยิ้มขำ “เมื่อครู่เห็นประกาศปาว ๆ อย่างมั่นใจ เหตุไฉนพอไม่มีใครแล้วพี่ไป่ถึงถามเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ก็… ก็ตอนนั้นข้าร้อนใจ กลัวเจ้าจะกลับไปชอบคนผู้นั้น” ไป่เซิงเอ่ยอย่างที่ใจคิด จนลืมนึกเรื่องหนึ่งไปเลย“กล





