Masukกู้เทียนหลางยกยิ้มมุมปากให้ท่าทางมั่นอกมั่นใจของสหายด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ “หึ! คิดจะสั่งสอนผู้อื่น ระวังไว้เถิดเจ้านั่นแหละจะโดนเอง ทำทีเป็นไม่ห่วง ข้าว่าในใจเจ้าร้อนยิ่งกว่าเตาไฟหลอมเหล็กอีกกระมัง แม้แต่ม้วนฎีกายังถือกลับหัวเลย”
ซือหยางรีบก้มลงมองดูสิ่งที่ตนถือด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก แต่เมื่อเห็นว่ามันมิได้เป็นอย่างสหายกล่าว เขาก็เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ “เจ้านี่มัน! ออกไปเลยข้าจะทำงาน” จู่ ๆ เขาก็ออกปากไล่ “ชิ! ไอ้คนไม่ยอมรับความจริง คอยดูเถิด... สักวันหนึ่งจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า” กู้เทียนหลางกล่าวจบก็เดินออกมา หลี่ซือหยางมองตามด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าในใจเขากลับไม่ได้นิ่งเช่นที่เห็นเลย “ลู่เกอ ส่งคนตามดูว่ายามนี้นางไปอยู่ที่ใด” “ขอรับ” คนสนิทไม่คิดจะพูดมาก รับคำแล้วเขาก็รีบออกไป แต่ยังไม่ทันได้พ้นประตู สหายอีกคนก็เดินเข้ามากล่าวรายงาน “ท่านโหว มีของส่งถึงท่านขอรับ คนส่งบอกว่าอดีตฮูหยินเป็นผู้ฝากมาขอรับ” จี้ฟู่เอ่ยพร้อมกับวางห่อผ้าต่อหน้าผู้เป็นนาย ขณะนั้นผู้ที่เดินออกไปก่อนหน้านี้ก็สาวเท้าก้าวกลับเข้ามาอีกเพราะความอยากรู้อยากเห็น เนื่องด้วยกู้เทียนหลางเดินสวนกับจี้ฟู่พอดี พอรู้ว่ามีของจากฉางเยว่ส่งถึงสหายเขาก็รีบวนกลับ หลี่ซือหยางจ้องห่อผ้าที่มีลักษณะสี่เหลี่ยมพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะสั่งให้คนสนิทของตนเปิดมันออกดู ปากนั้นก็กล่าวไปเรื่อย “เจ้าเห็นหรือยัง นางเริ่มส่งของมางอนง้อข้าแล้ว” ผู้ที่นั่งอยู่กล่าวอย่างคนถือดี พลางยกยิ้มใส่สหายที่ยืนอยู่อย่างมั่นใจ “ทะ... ท่านโหว นี่มันตราประทับประจำตัวท่านขอรับ” จี้ฟู่เอ่ยบอกเสียงติดขัด ก่อนจะยกตราประทับที่ว่าให้ผู้เป็นนายดู หลี่เป่ยโหวนิ่งงันไปในทันที เมื่อได้สติเขาก็รีบชิงเอาตราประทับในมือคนสนิทมาถือไว้ ดวงตาที่เคยสุกสกาวเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวแฝงความเดือดดาลอยู่ในที “มีจดหมายด้วยขอรับ” จี้ฟู่รีบเอ่ยบอก “อ่าน!” ซือหยางคำรามลั่น จี้ฟู่กลับชะงักพลางกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่น “มาข้าอ่านให้เอง” กู้เทียนหลางแย่งกระดาษไปถือไว้ เขาจ้องมองเนื้อหาด้านในเพียงครู่ก็หันมาจ้องหน้าสหายตน ซึ่งบัดนี้กำลังจ้องเขาด้วยสายตาคมดุ “ฟังให้ดีนะ” ก่อนอ่านผู้ถือกระดาษยังมิวายกล่าวยั่วยุโทสะผู้ที่กำลังเดือดดาล “หลี่ซือหยาง ข้าขอคืนตราประทับประจำตัวแก่ท่าน บัดนี้การหย่าของเราถือว่าเสร็จสมบูรณ์ทุกประการแล้ว และไม่ต้องห่วงว่าท่านจะถูกฝ่าบาทตำหนิ ข้าได้ส่งฎีกาทูลข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ฝ่าบาทจะไม่ตำหนิท่านอย่างแน่นอน นับจากนี้ท่านและข้าไม่ข้องเกี่ยวกัน พบเจอที่ใด... เราก็เป็นเพียงคนแปลกหน้า หลิงฉางเยว่” กู้เทียนหลางอ่านจดหมายด้วยเสียงที่ดังก้อง ก่อนจะยื่นส่งให้ผู้ที่นั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับมันไป เขาจึงต้องส่งมันให้จี้ฟู่เก็บใส่กล่องไม้ตามเดิม “นึกไม่ถึงว่าสตรีที่ดูเรียบร้อยอย่างหลิงฉางเยว่จะเก่งกาจและยังรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเจ้า ซือหยาง... ท้ายที่สุดพวกเจ้าก็ได้หย่ากันจริง ๆ แล้วสินะ” กู้เทียนหลางเอ่ยขึ้นลอย ๆ ราวกับต้องการเตือนสติสหายให้รู้ว่าแผนการที่คิดเอาไว้มันได้พังทลายลงหมดแล้ว ทว่าผู้ที่นั่งอยู่กลับยังคงนิ่งเฉยไม่มีการตอบรับ “น่าแปลกนะขอรับ ฮูหยิน... เอ่อ... หลิงฉางเยว่นางรู้ที่ซ่อนของตราประทับได้อย่างไร นางไม่เคยเข้าห้องท่านโหวเลยสักครั้ง อีกทั้งของสิ่งนี้ก็อยู่ในชั้นใต้เตียงท่านโหว ตอนที่นางเข้ามาในห้องท่านโหวไม่รู้เลยหรือขอรับ” จี้ฟู่เอ่ยถามเสียงเบา “นางอาจลอบเข้าไปในยามกลางวันก็ได้ ใครจะไปรู้” ลู่เกอเอ่ยแย้งในสิ่งที่ตนคิด ทว่าผู้เป็นนายกลับสวนขึ้นทันที “ไม่มีทาง ก่อนข้าจะให้เจ้าส่งจดหมายหย่าไปให้นาง ข้าได้หยิบมันออกมาแล้วก็เก็บซ่อนไว้ที่เดิม นับจากยามนั้นนางก็อยู่ที่เรือนมิได้เดินมาที่เรือนข้าแม้เพียงก้าว เป็นไปไม่ได้ที่นางจะแอบเข้ามา เว้นเสียแต่ตอนที่ข้าหลับ” ประโยคท้ายเสียงเขาเบาลง “ตอนเจ้าหลับ! มันจะเป็นไปได้เยี่ยงไร เจ้าน่ะมีวิชายุทธล้ำเลิศไม่เป็นสองรองใครนะ คนเข้าห้องจะไม่รู้ได้หรือ ทั้งนางยังเป็นสตรีอีก” เทียนหลางแผดเสียงลั่นด้วยความไม่เชื่อ “หรือนางจะใช้ยาทำให้ท่านโหวหลับ” จี้ฟู่เอ่ยบ้าง “อาจเป็นไปได้” เทียนหลางรีบเสริม ก่อนจะหันมาจ้องหน้าสหายซึ่งยามนี้นิ่งเงียบไปอีกแล้ว “ข้าไม่ได้คิดจะซ้ำเติมเจ้านะ แต่ดูท่าหลิงฉางเยว่นางคงตัดใจจากเจ้าได้แล้วจริง ๆ เช่นนั้นเจ้าก็ปล่อยนางไปเถิด อย่างไรเสีย... เจ้าก็ไม่ได้รักนางมิใช่หรือ” ซือหยางเงยหน้ามองสหายเพียงครู่ก็เบี่ยงสายตาออกไปนอกห้อง ซึ่งมันสามารถมองเห็นประตูจวนได้ไกล ๆ “ไม่ต้องตามแล้ว ในเมื่อนางเลือกที่จะไปข้าก็จะปล่อย พวกเจ้ามีอะไรทำก็ไปทำกันเสีย” สิ้นคำ เขาก็หันมาสนใจฎีกาที่จะถวายต่อฮ่องเต้ต่อ ราวกับเรื่องเมื่อครู่มิได้รบกวนจิตใจแม้แต่น้อย เทียนหลางจึงโบกมือไล่คนสนิทของสหาย ตัวเขาเองก็เดินออกมาโดยไม่กล่าวอันใดอีก เพราะเรื่องเช่นนี้ก้าวก่ายมากไม่ได้ เมื่อไม่มีใคร ร่างสูงที่นั่งเหยียดตรงอยู่ก็เอนตัวพิงพนักทางด้านหลัง ตามด้วยเสียงทอดถอนใจยาวเหยียดราวกับคนเหนื่อยอ่อน สายตาคมกริบที่เคยหนักแน่นบัดนี้กลับเหม่อลอย และยังทอดมองไปยังประตูทางเข้าจวนอยู่บ่อยครั้ง ราวกับมันจะเห็นเงาร่างของใครบางคน ก้าวเดินเข้ามาอย่างที่ใจเขากำลังนึกคิด บัดนี้ความเงียบในจวนที่เคยมีอย่างปกติ กลับแฝงความอ้างว้างเอาไว้อย่างน่าประหลาด เสียงรบเร้าที่เคยได้ยินกลับไม่มีให้ระคายหู ความชินชากับการที่นางรอคอยเขาอยู่ที่หน้าจวนก็ไม่มีแล้ว สายตาที่คอยมองเขาด้วยความเกรงใจก็ไม่มีให้หงุดหงิด ทว่า... เมื่อไม่มีสตรีที่ทำให้เขารำคาญใจ เหตุไฉนเขาถึงได้รู้สึกโหวงเหวงจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำอธิบายได้ “ข้าก็แค่ยังไม่ชิน” หลี่เป่ยโหวกล่าวแย้งความรู้สึกตน แต่ถึงกระนั้นในแต่ละวันเขาก็ยังเดินวนไปวนมาภายในห้องตำรา เสียงฝีเท้าที่เคยหนักแน่นมั่นคง ยามนี้กลับดูวุ่นวายและลุกลี้ลุกลน จนเหล่าคนสนิทต้องคอยชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วง แม้จะผ่านมาสามวันแล้วที่หลิงฉางเยว่จากไป ในใจเขาก็ยังพยายามบอกตนเองว่านางก็แค่กำลังวางมาด หมายจะให้เขาเป็นคนไปรับกลับเข้าจวนด้วยตนเอง ทว่าเมื่อหวนถึงรอยยิ้มเย็นเยียบและแววตาท้าทายในค่ำคืนสุดท้ายนั้น ความคิดทั้งหมดก็ดับวูบลง ‘หลิงฉางเยว่ เจ้ากล้าละทิ้งความสบายในจวนโหวเพื่อไปลำบากเช่นนั้นจริงหรือ?’ ซือหยางคิดอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหันไปสบเข้ากับถ้วยชาที่นางมอบให้เป็นของขวัญ และยังมีโคมไฟที่นางเอ่ยว่าเป็นคนประดิษฐ์ขึ้นมาเองตั้งวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเขายอมรับว่ามันส่องสว่างได้วงกว้างและยังแจ่มชัดกว่าการจุดเทียนด้วย ทว่าทุกครั้งที่ใช้มัน เขากลับไม่เคยสังเกตเลยว่าโคมใบนี้มีความงดงามเพียงใด หากมองให้ดีจะรู้ว่าคนทำนั้นตั้งใจอย่างมาก เมื่อได้มองการตบแต่งในห้องนี้อย่างชัดเจน หลี่เป่ยโหวก็ถึงกับนิ่งงันไป โดยเฉพาะภาพวาดของแม่ทัพผู้สง่างามที่แขวนอยู่ตรงมุมฉากกั้น ซึ่งเขาไม่เคยได้มองมันอย่างจริงจังเลยสักที หลี่ซือหยางเดินตรงเข้าไปราวกับกำลังต้องมนต์ เขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดนั้น พลางกวาดสายตามองตั้งแต่ส่วนบนจนถึงตัวอักษรด้านล่าง ที่สลักคำว่า ‘มอบแด่บุรุษอันเป็นที่รัก’สายของวัน ไป่เซิงที่อยู่ในชุดคลุมสีเข้มก็ก้าวออกจากเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก มันก็เป็นจังหวะที่ ซินฮูหยินเดินมาหยุดที่หน้าเรือนบุตรสาวนางตั้งใจจะมาปลุกฉางเยว่เพื่อแจ้งข่าวดี เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลไป่จะเข้ามาพูดคุยเรื่องสู่ขอในวันนี้ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่เหมือนจะคุ้นตาแต่ไม่คุ้น ก้าวเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว ซินฮูหยินก็เบิกตากว้างจากนั้นนางก็แผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“กรี๊ด! เจ้า... เจ้าเป็นใคร! มาอยู่ในห้องลูกสาวข้าได้อย่างไร องครักษ์ องครักษ์ไปไหนหมด” นางร้องเรียกคนเสียงดังไป่เซิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักตกใจไม่แพ้กัน เมื่อได้สติเขาก็ไม่รอช้าที่จะแสดงความจริงใจด้วยการทรุดเข่าลงกับพื้น “ฮูหยิน โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยไป่เซิงเองขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท...”“ปะ... ไป่เซิงหรือ” ซินฮูหยินทำหน้ามึนงงเหรินเจี้ย ที่วิ่งมาจากหลังเรือนรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าเคียงข้าง “เรียนฮูหยิน ท่านนี้คือซือหม่าไป่ขอรับ”ซินฮูหยินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา ทว่าความหวงลูกสาวก็ยังไม่จางหาย นางจึงทำหน้ายักษ์ใส่ว่าที่ลูกเขย พร้อมกับตำหนิเสียงเข้ม “ถึงจะเป็
ทว่าคนตัวโตหาได้อดทนเช่นนางไม่ เพียงก้าวเดียวร่างสูงก็พรวดเข้ามาประกบกายนางจนแนบแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง อกแกร่งบดเบียดเข้ากับทรวงอกอ่อนนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางราวกับหวาดกลัวว่านางจะเลือนหายไป ความคิดถึงที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีระเบิดออกมาผ่านสัมผัสเขาทันทีฉางเยว่เงยหน้ามองเขาได้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากหนาของเขาก็ทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อนจูบแรกหนักหน่วงราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ ริมฝีปากเขานั้นบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสมใจอยากจึงได้ผ่อนลงเปลี่ยนเป็นละเลียดชิมความหวานอย่างอ่อนโยน แต่เพียงครู่ก็กลับมารุกเร้าตามแรงปรารถนาของใจที่ปะทุจนยากเกินการควบคุม“อาเยว่... อาเยว่ของข้า...” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ชิดริมฝีปากยามเมื่อคลายริมฝีปากออกให้นางหอบเอาอากาศ มือแกร่งยังคงลูบวนผ่านแผ่นหลังเนียนช้า ๆ ไต่ขึ้นสู่ต้นคอจากนั้นเขาก็ตรึงไว้มั่น บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดูดดื่มจากตนอีกหน มือเรียวกดศีรษะของนางเข้าหาเน้นย้ำสัมผัสแห่งความคิดถึง ที่เขาอดกลั้นไว้มานานกว่าครึ่งปีเนิ่นนานนักว่าจะผละใบหน้าออกมา ถึงกระนั้นเขาก็ยังซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอนาง สูดกลิ่นหอมอ่อนของสตรีอันเป็นที่รักอ
หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านพ้นไป ฉางเยว่และไป่เซิงก็เรียกคนสนิทของตนมาพบ รวมถึงเหรินเจี้ยที่คอยอารักขาฉางเยว่ มาฟังความลับที่น่าอัศจรรย์ของเขากับนาง เพื่อให้ทั้งสามเลิกสงสัยและเคลือบแคลงใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ไวเกินคาด“คุณหนู เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ” ชิงอี้ยังไม่ค่อยเชื่อ“เจ้านี่นะ หากไม่จริงท่านย่าจะยอมปล่อยข้ามาหรือ”“แต่มันอัศจรรย์เกินไปนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่คิดเช่นนี้ ข้าที่ได้ย้อนกลับถึงสองคราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน” แม้จะเล่าเรื่องลึกลับเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง ถึงกระนั้นเรื่องที่ตนไม่ใช่คนยุคนี้ ฉางเยว่กลับไม่ได้เอ่ยถึง เพราะนางขี้คร้านมานั่งตอบคำถามเรื่องราวในโลกที่ตนจากมา“หากเป็นเช่นนี้บ่าวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ทว่าถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นท่านก็อย่า... เอ่อ... อย่าให้ท่านซือหม่าเข้าใกล้นัก ประเดี๋ยวจะถูกครหาเอาได้”สาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยพลางปรายตามองผู้ที่นั่งอยู่ข้างนายตน แม้จะนึกหวั่น ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยเพื่อชื่อเสียงตระกูลหลิง“เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของอาเยว่ด่างพร้อยอย่างที่เจ้ากลัวแน่” ไป่เซิงให
ซือหยางหันมาคำนับขุนนางที่ยศสูงกว่าตนก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสออกไป แต่ก็ไม่ลืมหันมามองสตรีที่ทำเขาเกิดอาการรวดร้าวอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งนางยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเขายิ่งรู้สึกเจ็บทว่าตลอดชีวิตนี้เขาคงมิอาจหาคำตอบได้แล้ว เพราะการต่อกรกับผู้ที่รั้งตำแหน่งซือหม่ามันเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับชิงของรักคนในราชวงศ์ แต่ถ้ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายเขาคงไม่ยอมคนที่มาทีหลังเช่นเขาจะไปสู้อันใดได้เล่าในเมื่อสองคนนี้รักใคร่กัน เขาก็ทำได้แค่ยินดีเท่านั้น ‘พึงใจสตรีเป็นคราแรก ข้าก็ต้องผิดหวังกระนั้นหรือ ซือหยางเจ้าช่างน่าเวทนานัก’ โหวหนุ่มนึกในใจพร้อมกับเดินคอตกออกจากห้องเมื่อแขกที่มาเยือนจากไป ไป่เซิงก็ขยับลุกมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีอันเป็นที่รัก พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถามนางว่า“อาเยว่ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้แสร้งหลอกให้ข้าดีใจเล่นนะ” เขาเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้างามฉางเยว่มองเขาแล้วก็ยิ้มขำ “เมื่อครู่เห็นประกาศปาว ๆ อย่างมั่นใจ เหตุไฉนพอไม่มีใครแล้วพี่ไป่ถึงถามเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ก็… ก็ตอนนั้นข้าร้อนใจ กลัวเจ้าจะกลับไปชอบคนผู้นั้น” ไป่เซิงเอ่ยอย่างที่ใจคิด จนลืมนึกเรื่องหนึ่งไปเลย“กล
ฉางเยว่ยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้นแกะสลัก ด้วยนึกไม่ถึงว่าตนจะได้พบกับสามีในชาติก่อนเร็วเพียงนี้ ทั้งท่าทางเขาก็ต่างไปจากชาติก่อนราวพลิกฝ่ามือ จากไม่เคยยิ้มให้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร จากที่ไม่เคยพูดจาดี กลับอ่อนโยนราวกับเขาไม่ใช่สามีใจร้ายผู้นั้น“น้องฉางเยว่ ไยเจ้าถึงยืนนิ่งเช่นนี้เล่า” ซือหยางเอ่ยพลางยกมือโบกไปมาอยู่ตรงหน้านางอย่างหยอกเย้านั่นจึงทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ รีบถอยห่างจากเขา“เอ่อ... คารวะท่านโหวเจ้าค่ะ” นางรีบย่อกายให้เขา“นี่เจ้ารู้ด้วยหรือว่าข้ามีตำแหน่งโหว” ซือหยางขยับเข้าหาอีก แววตาที่เผยออกมาเต็มไปด้วยความใคร่รู้และชื่นชมร่างอรชรก็ขยับถอยห่าง “ข้าได้ยินพี่รองพูดถึงเจ้าค่ะ” ในเมื่อเขาบอกว่าตนเป็นสหายพี่ชาย เช่นนั้นนางก็โมเมเลยแล้วกัน“อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่พี่รองเจ้าเขาไปไหนหรือ” ซือหยางยังคงเอ่ยด้วยวาจาอ่อนโยน สีหน้าและแววตาก็แฝงแต่ความเอ็นดู“เขาไปเมืองผิงอันเจ้าค่ะ ท่านโหวมีสิ่งใดจะฝากหรือเจ้าคะ”“อะไรกัน ไยเจ้าถึงดูรีบร้อนนักไม่ต้อนรับข้าหรือ” เขาถามพลางขยับเข้าใกล้นางอีก ทว่าคนตัวเล็กก็ยังขยับถอยออกจากเขาเช่นเคย นำพาให้หลี่เป่ยโหวที่สตรีอยากเข้าใกล้ต้องหยุดเอง“
หลิงฉางเสิ่นฟังคำบุตรสาว พลางครุ่นคิดถึงเหตุผลที่บุรุษผู้มากอำนาจอย่างซือหม่าไป่ยกทัพมาช่วยตน “เยว่เอ๋อร์เจ้าสงสัยอะไรกระนั้นหรือ” “ข้าก็บอกไม่ถูก บางคราข้าก็รู้สึกเหมือนซือหม่ารู้เห็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับข้า แต่บางคราก็เหมือนเขาจะไม่รู้อะไรเลย” “พ่อว่าเจ้าคิดมากไปเองมากกว่า ไป่เซิงอาจจะเอ็นดูเจ้าและนึกถึงเมื่อครั้งที่เจ้ายังเยาว์ก็เลยใส่ใจมากกว่าปกติ เอาล่ะดึกมากแล้วไปนอนเสีย วันพรุ่งพี่เขาจะมารับไปเที่ยวเล่นมิใช่หรือ” “ท่านพ่อ แล้วท่านอนุญาตหรือเจ้าคะ” ฉางเยว่ทำตาใสใส่ “เขาดีถึงเพียงนั้น พ่ออยากจะใส่พานถวายให้ด้วยซ้ำ” “ท่านพ่อ นี่ลูกสาวท่านนะเจ้าคะ” ฉางเสิ่นขยับลุกก่อนจะยื่นมือมายีศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู “ไม่ง่ายที่จะพบคนยอมตายพร้อมกับเรา พ่อเชื่อว่าไป่เซิงไม่มีทางต่างไปจากชาติก่อนแน่ เจ้าอย่าได้ปล่อยเขาหลุดมือไปล่ะ” “เช่นนั้นวันพรุ่งลูกไม่กลับนะเจ้าคะ” ฉางเยว่แสร้งแหย่บิดา “ก็ดีนะรวบหัวรวบหางไป่เซิงไปเลย ประเดี๋ยวเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา บุรุษดีดีเช่นนี้คงไม่เวียนมาหาเจ้าอีกแล้ว” “ท่านพ่อ บุตรสาวท่านออกจะงามถึงเพียง ยังเกร็งจะขายไม่ออกอีกหรือเจ้าคะ ไปเลยนะ... กลับไปนอนได้







