Share

8. จบแล้ว /2

last update publish date: 2026-07-30 16:00:16

แม่ทัพผู้องอาจก็ได้แต่ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาปก็มิปาน พลันน้ำเสียงหนักแน่นของอดีตภรรยาก็ลอยเข้ามาในโสตประสาท

‘ข้าเคยรักท่านมากหลี่ซือหยาง ทว่าบัดนี้... ข้ารักตนเองมากกว่า ฉะนั้นข้าไม่ได้สูญเสียสิ่งใด กลับเป็นท่านต่างหากที่ต้องเอื้อนเอ่ยคำนี้แทน ท่านสูญเสียสตรีที่รักท่านสุดหัวใจไปแล้ว’ ถ้อยคำเหล่านี้เริ่มดังก้องอยู่ในหัวราวกับกลองศึกแห่งชัยชนะ

หลี่ซือหยางขบกรามแน่น เพราะใจเขาไม่อาจยอมรับความจริงได้ว่า บัดนี้เขาสูญเสียสตรีที่อยู่ข้างกายกันมาเป็นปีแล้วจริง ๆ

แต่นั่นกลับไม่อาจทำให้ทิฐิในใจเขาลดลงไปได้

“คิดหรือว่าข้าจะอาวรณ์ในตัวเจ้า เจ้าคือสตรีที่เห็นแก่ตัว นึกถึงเพียงความต้องการของตน ไปเสียได้ก็ดี” เสียงที่กล่าวออกมานั้นแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งตามประสาคนมีอำนาจ

หลังจากนั้น เขาก็สั่งให้บ่าวไพร่ขนของที่มาจากน้ำมืออดีตฮูหยินออกไปจากห้องจนหมด นำพาให้ห้องตำรานี้ว่างเปล่าทันที

ราวกับห้องตำราเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่เสียอย่างนั้น

เพราะไม่ว่าถ้วยชาหรือโคมไฟ ผ้าม่าน หรือแม้แต่เชิงเทียนก็ถูกพ่อบ้านหลี่สั่งให้เก็บออกไปจนไม่มีเหลือ

ซือหยางถึงกับยืนนิ่ง เมื่อเห็นห้องทำงานตนเหลือเพียงชั้นวางตำราไม่กี่ชั้น ซึ่งมันเป็นไม้เก่าที่ถูกวางไว้ตรงมุม

‘นี่อย่าบอกเชียวนะ แม้แต่ชั้นวางตำรารูปร่างประหลาดนั่นก็เป็นนางที่ทำขึ้นมา’ ซือหยางนึกในใจอย่างไม่เชื่อ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดจะตั้งคำถามใด ๆ นอกจากออกคำสั่ง

“เก็บกวาดแล้วก็หาอันใหม่มาเปลี่ยนเสีย” สิ้นคำเขาก็เดินออกไปจากห้องพร้อมด้วยอาการหงุดหงิด จนคนสนิทไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม ทำได้เพียงแค่เดินตามไปเงียบ ๆ เท่านั้น

บนถนนมุ่งสู่เมืองผิงอัน

การเดินทางข้ามผ่านหุบเขาและเขตแดนหลายร้อยลี้ ยังคงเป็นความสนุกสนานของคนที่ได้ออกมาเผชิญโลกกว้าง

เมื่อเห็นบรรยากาศโดยรอบ ความงามและการใช้ชีวิตของผู้คน ฉางเยว่ก็ยิ่งตระหนักได้ว่าสิ่งที่ทำช่างไร้ค่านัก นางหลงคิดว่าการแต่งงานกับชายอันเป็นที่รัก จะทำให้พบกับชีวิตสงบสุขได้ แต่มาในวันนี้นางก็ได้กระจ่างแก่ใจแล้วว่า นั่นเป็นเรื่องโง่เขลาสิ้นดี

“คุณหนู อีกสามวันก็จะถึงเมืองผิงอันแล้วนะเจ้าคะ ท่านคิดไว้หรือยังว่าจะทำสิ่งใดหลังจากไปถึงที่นั่น” ชิงอี้เอ่ยถามเสียงสดใส ซึ่งมันต่างไปจากหลายวันก่อนเป็นอย่างมาก

ฉางเยว่ที่กำลังทอดมองทิวทัศน์หันใบหน้ากลับมาหาคนของตนพร้อมกับเผยยิ้มบางเบา “เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย ข้ามีวิธีมากมายที่จะช่วยให้เรามีเงินเลี้ยงดูตนเอง”

ชิงอี้ขมวดคิ้วทันที “อย่างไรเจ้าคะ ท่านบอกบ่าวหน่อยเถิดบ่าวอยากรู้ คุณหนูจะทำขนมขายหรือประดิษฐ์สิ่งของประหลาดขายเจ้าคะ เอ๋… หรือจะวาดภาพขาย อันนี้ก็ดีนะเจ้าคะ ภาพของท่านจะต้องได้ราคามากกว่าจิตกรชื่อดังในเมืองเป็นแน่” ชิงอี้กล่าวสาธยายความสามารถของผู้เป็นนายที่มีมากจนนับไม่ถ้วน

ซึ่งก่อนหน้านั้น นายของตนไม่เคยมีความสามารถตามที่กล่าวมาเลย อีกทั้งตอนที่ร่ำเรียน ก็เรียนแต่หลักการครองเรือนของสตรี หาได้รู้จักการประดิษฐ์สิ่งของแปลกตาพวกนั้นไม่

หรือแม้แต่เรื่องวาดภาพ หลิงฉางเยว่ก็วาดเป็นเพียงแค่ต้นหญ้าที่ตวัดไปมาด้วยลายเส้นขยุกขยิกไม่เป็นรูปทรง

ทว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้เป็นนายกลับมีความสามารถที่มองเห็นได้ชัดเจนจนนางรู้สึกอัศจรรย์ใจ เสียก็แต่มีแค่นางเท่านั้นที่สังเกตเห็น ส่วนคนอื่นก็ปิดหูปิดตาไม่ใส่ใจพอ ๆ กับท่านโหว

ฉางเยว่ได้ยินคำถามคนสนิทก็เผยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยตอบในสิ่งที่นางตั้งใจเอาไว้ ทำเอาชิงอี้ถึงกับตาโตในทันที

“อะไรนะเจ้าคะ คุณหนูจะเป็นล่ามแปลวาจาให้คนต่างแดนหรือเจ้าคะ คะ… คุณหนูพูดวาจาต่างแดนได้หรือเจ้าคะ”

“ใช่ ข้าแปลวาจาได้” ฉางเยว่ตอบรับหน้าตาย

“คุณหนู นี่ไม่ใช่เรื่องเย้าเล่นนะเจ้าคะ ท่านจะแปลวาจาคนต่างแดนได้อย่างไร ท่านไม่เคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นะเจ้าคะ” ชิงอี้ทักท้วงเสียงจริงจัง พลางจ้องผู้เป็นนายอย่างจับผิด

ฉางเยว่ก็ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะท่าทางเอาจริงของสาวใช้ตน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เอาน่า ประเดี๋ยวเจ้าก็เห็นเองว่าข้าพูดได้อย่างที่บอกหรือไม่ นี่ก็เที่ยงแล้วข้าชักหิวแล้วสิ” หญิงสาวเอ่ยพลางลูบท้อง ก่อนจะขยับออกมาเปิดม่านเอ่ยกับผู้บังคับรถม้า “พี่ชาย หากเจอโรงเตี๊ยมหรือร้านขายอาหาร ท่านช่วยจอดด้วยนะ”

“ขอรับคุณหนู” ชายหนุ่มเจ้าของรถม้าตอบรับผู้ว่าจ้างอย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันกลับมาบังคับม้ามุ่งหน้าไปตามเส้นทาง ครึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็หยุดม้าลงที่หน้าเพิงร้านขายบะหมี่ข้างทาง ซึ่งมีลูกค้านั่งอยู่มากหน้าหลายตาทั้งเด็กและสตรี ซ้ำยังมีคนต่างแดนยืนอยู่อีกสามคน ดูท่าคงจะเจรจากับคนขายไม่รู้เรื่องกระมัง

“มีอะไรกันหรือ” ฉางเยว่เอ่ยถามทันทีที่เดินมาสมทบ

“เจ้าคนต่างแดนสามคนนี้น่ะสิคุณหนู ไม่รู้พูดอะไรของมัน” เถ้าแก่ผู้เป็นเจ้าของร้านรีบเอ่ยอย่างหงุดหงิด เพราะยืนคุยกับทั้งสามมานานแล้ว ครั้นเมื่อไล่ไปพวกเขาก็ไม่ยอมไปอีก

ฉางเยว่ได้ยินเช่นนั้น นางก็หันมาหาชายทั้งสามที่ยืนทำหน้าหงุดหงิดไม่แพ้กัน “พวกท่านมาจากที่ใดหรือ” หญิงสาวถามเป็นวาจาต่างถิ่นตามลักษณะรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย แม้คนตรงหน้าจะแต่งกายด้วยชุดประจำแคว้นหนานโจว ถึงกระนั้นนางก็พอมองออดว่าเขามาจากที่ใด ทว่าอย่างไรก็ต้องถามให้แน่ชัด

“เจ้าพูดวาจาของข้าได้หรือ” ชายหน้าตาดีรีบขยับเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นมีคนเอ่ยวาจาของบ้านเมืองตนได้

‘คนเกาหลีนี่เอง’ ฉางเยว่นึกในใจ ก่อนจะพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร “แล้วนี่พวกท่านต้องการอะไรงั้นหรือ” นางถามเสียงอ่อน เป็นวาจาโครยอที่ดูชำนาญราวกับเป็นเจ้าของวาจาเสียเอง

“พวกข้าหิว ทว่าอาหารเหล่านี้ไม่รู้ว่าใส่ถั่วด้วยหรือไม่”

“พวกเจ้าแพ้ถั่วหรือ” ฉางเยว่ย้อนถามทันที

ชายหนุ่มรีบพยักหน้ารับเหมือนเด็กน้อยพร้อมเผยดวงตาเปล่งประกาย นำพาให้สตรีที่ตัวเล็กกว่านึกขันกับท่าทางของเขา

“ประเดี๋ยวข้าจะสั่งให้ก็แล้วกัน” ฉางเยว่เอ่ยอย่างใจดี ก่อนจะหันมาหาเถ้าแก่วัยสี่สิบที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้าง ๆ

“สามคนนี้อยากได้บะหมี่ แต่เขาแพ้ถั่ว เถ้าแก่ทำมาให้พวกเขาก็ระมัดระวังด้วยนะ ประเดี๋ยวจะทำคนตายเอาได้” นางเอ่ยบอกผู้ที่ยืนจ้องหน้า ซึ่งท่าทางอีกฝ่ายทำนางอดขำไม่ได้จริง ๆ

“แม่นางน้อย เจ้าพูดวาจาต่างแดนได้ด้วยหรือ”

“ได้เจ้าค่ะ” ฉางเยว่ตอบรับเสียงใส

“เก่งเหลือเกิน ขนาดขุนนางในเมืองยังพูดจาตะกุกตะกัก แต่ที่เห็นเมื่อครู่แม่นางน้อยท่านนี้ พูดราวกับเป็นเจ้าของวาจาเลยทีเดียว เก่งยิ่งนัก” เสียงชมจากของโต๊ะถัดไปดังขึ้น

“ใช่ ๆ ข้าชักอยากให้ลูกข้าเก่งเช่นนี้บ้างแล้ว”

“น้อย ๆ หน่อยตาแก่ ร่ำเรียนวาจาต่างแดนต้องใช้เงินมากเพียงใดเจ้าไม่รู้หรือ คนหาเช้ากินค่ำอย่างเราจะมีปัญญาไหนไปจ้างคนมาสอนบุตรให้เรียนรู้เรื่องพวกนี้ ตั้งใจทำไร่ไถนาไปนู่นถึงจะมีกิน เข้าใจหรือไม่” สตรีวัยสามสิบซึ่งดูแก่กว่าวัยมากเอ่ยตำหนิสามีเสียงดังลั่น นำพาเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นทันที

ฉางเยว่ที่ยืนมองอยู่ก็ไม่ได้กล่าวแย้งอันใด เพราะคำพูดของหญิงผู้นี้มันถูกต้องแล้ว การเรียนวาจาคนจนไม่อาจเอื้อมถึงจริง ๆ นั่นแหละ แต่ครั้นจะให้นางสอนโดยไม่คิดเงินก็คงเป็นไปไม่ได้ ตัวนางยังต้องกินต้องใช้ ซ้ำร้ายเงินก็เหลือติดตัวไม่มาก จะให้ใจบุญสงเคราะห์คนอื่นในขณะที่ตนกำลังลำบากนางไม่ทำแน่

“เถ้าแก่ ขอบะหมี่ให้ข้าสามชามด้วยนะ” สั่งอาหารแล้วร่างอรชรก็ตั้งท่าจะเดินเลี่ยงไปยังโต๊ะที่คนบังคับม้านั่งอยู่ ทว่ากลุ่มของคนต่างแดนกลับเอ่ยรั้งไว้ด้วยวาจาสุภาพ

“แม่นาง ค่าอาหารวันนี้ให้พวกเราเป็นผู้จ่ายได้หรือไม่ ถือว่าตอบแทนที่เจ้าช่วยเราไว้นะ” ชายหนุ่มหน้าตาดีเอ่ยก่อนจะยิ้ม

ฉางเยว่ปรายตามองพวกเขาก่อนที่ดวงตาคู่งามจะมาหยุดที่ใบหน้าคมคายของผู้ที่กล่าวกับตน “ได้สิ ทว่าพวกข้ากินจุนะ” นางตอบรับด้วยถ้อยคำหยอกเย้าอย่างเป็นกันเอง

อีกฝ่ายก็ยิ้มตามราวกับได้พบเจอมิตรที่รู้ใจ “ได้ เจ้าจะเหมาร้านเลยก็ได้ ข้ามีเงินมากพอจ่ายไม่ลำบากเลย” เขาตอบเสียงจริงจัง แววตาเผยประกายความยินดี นำพาคนมองยิ้มตาม

“ข้าแค่เย้าเล่น แต่ก็ขอบคุณนะเจ้าคะ” ฉางเยว่เอ่ยพลางย่อกายให้เขาอย่างคนรู้จักในมารยาท ก่อนจะเดินเลี่ยงมานั่งข้างคนขับรถม้า ซึ่งยามนี้พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นแล้ว

“นึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะรอบรู้เรื่องวาจาต่างแดนกับเขาด้วย” ชายบังคับรถม้าเอ่ยในขณะที่รินน้ำชายื่นส่งให้นาง แววตาที่เขามองฉางเยว่มีทั้งชื่นชมและประหลาดใจผสมปนเปกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    33. เลือกไม่ผิด

    สายของวัน ไป่เซิงที่อยู่ในชุดคลุมสีเข้มก็ก้าวออกจากเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก มันก็เป็นจังหวะที่ ซินฮูหยินเดินมาหยุดที่หน้าเรือนบุตรสาวนางตั้งใจจะมาปลุกฉางเยว่เพื่อแจ้งข่าวดี เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลไป่จะเข้ามาพูดคุยเรื่องสู่ขอในวันนี้ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่เหมือนจะคุ้นตาแต่ไม่คุ้น ก้าวเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว ซินฮูหยินก็เบิกตากว้างจากนั้นนางก็แผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“กรี๊ด! เจ้า... เจ้าเป็นใคร! มาอยู่ในห้องลูกสาวข้าได้อย่างไร องครักษ์ องครักษ์ไปไหนหมด” นางร้องเรียกคนเสียงดังไป่เซิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักตกใจไม่แพ้กัน เมื่อได้สติเขาก็ไม่รอช้าที่จะแสดงความจริงใจด้วยการทรุดเข่าลงกับพื้น “ฮูหยิน โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยไป่เซิงเองขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท...”“ปะ... ไป่เซิงหรือ” ซินฮูหยินทำหน้ามึนงงเหรินเจี้ย ที่วิ่งมาจากหลังเรือนรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าเคียงข้าง “เรียนฮูหยิน ท่านนี้คือซือหม่าไป่ขอรับ”ซินฮูหยินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา ทว่าความหวงลูกสาวก็ยังไม่จางหาย นางจึงทำหน้ายักษ์ใส่ว่าที่ลูกเขย พร้อมกับตำหนิเสียงเข้ม “ถึงจะเป็

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    32. ทวงสัญญา

    ทว่าคนตัวโตหาได้อดทนเช่นนางไม่ เพียงก้าวเดียวร่างสูงก็พรวดเข้ามาประกบกายนางจนแนบแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง อกแกร่งบดเบียดเข้ากับทรวงอกอ่อนนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางราวกับหวาดกลัวว่านางจะเลือนหายไป ความคิดถึงที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีระเบิดออกมาผ่านสัมผัสเขาทันทีฉางเยว่เงยหน้ามองเขาได้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากหนาของเขาก็ทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อนจูบแรกหนักหน่วงราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ ริมฝีปากเขานั้นบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสมใจอยากจึงได้ผ่อนลงเปลี่ยนเป็นละเลียดชิมความหวานอย่างอ่อนโยน แต่เพียงครู่ก็กลับมารุกเร้าตามแรงปรารถนาของใจที่ปะทุจนยากเกินการควบคุม“อาเยว่... อาเยว่ของข้า...” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ชิดริมฝีปากยามเมื่อคลายริมฝีปากออกให้นางหอบเอาอากาศ มือแกร่งยังคงลูบวนผ่านแผ่นหลังเนียนช้า ๆ ไต่ขึ้นสู่ต้นคอจากนั้นเขาก็ตรึงไว้มั่น บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดูดดื่มจากตนอีกหน มือเรียวกดศีรษะของนางเข้าหาเน้นย้ำสัมผัสแห่งความคิดถึง ที่เขาอดกลั้นไว้มานานกว่าครึ่งปีเนิ่นนานนักว่าจะผละใบหน้าออกมา ถึงกระนั้นเขาก็ยังซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอนาง สูดกลิ่นหอมอ่อนของสตรีอันเป็นที่รักอ

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    31. แยกจาก

    หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านพ้นไป ฉางเยว่และไป่เซิงก็เรียกคนสนิทของตนมาพบ รวมถึงเหรินเจี้ยที่คอยอารักขาฉางเยว่ มาฟังความลับที่น่าอัศจรรย์ของเขากับนาง เพื่อให้ทั้งสามเลิกสงสัยและเคลือบแคลงใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ไวเกินคาด“คุณหนู เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ” ชิงอี้ยังไม่ค่อยเชื่อ“เจ้านี่นะ หากไม่จริงท่านย่าจะยอมปล่อยข้ามาหรือ”“แต่มันอัศจรรย์เกินไปนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่คิดเช่นนี้ ข้าที่ได้ย้อนกลับถึงสองคราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน” แม้จะเล่าเรื่องลึกลับเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง ถึงกระนั้นเรื่องที่ตนไม่ใช่คนยุคนี้ ฉางเยว่กลับไม่ได้เอ่ยถึง เพราะนางขี้คร้านมานั่งตอบคำถามเรื่องราวในโลกที่ตนจากมา“หากเป็นเช่นนี้บ่าวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ทว่าถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นท่านก็อย่า... เอ่อ... อย่าให้ท่านซือหม่าเข้าใกล้นัก ประเดี๋ยวจะถูกครหาเอาได้”สาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยพลางปรายตามองผู้ที่นั่งอยู่ข้างนายตน แม้จะนึกหวั่น ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยเพื่อชื่อเสียงตระกูลหลิง“เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของอาเยว่ด่างพร้อยอย่างที่เจ้ากลัวแน่” ไป่เซิงให

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    30. ยิ่งรู้ยิ่งรัก

    ซือหยางหันมาคำนับขุนนางที่ยศสูงกว่าตนก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสออกไป แต่ก็ไม่ลืมหันมามองสตรีที่ทำเขาเกิดอาการรวดร้าวอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งนางยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเขายิ่งรู้สึกเจ็บทว่าตลอดชีวิตนี้เขาคงมิอาจหาคำตอบได้แล้ว เพราะการต่อกรกับผู้ที่รั้งตำแหน่งซือหม่ามันเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับชิงของรักคนในราชวงศ์ แต่ถ้ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายเขาคงไม่ยอมคนที่มาทีหลังเช่นเขาจะไปสู้อันใดได้เล่าในเมื่อสองคนนี้รักใคร่กัน เขาก็ทำได้แค่ยินดีเท่านั้น ‘พึงใจสตรีเป็นคราแรก ข้าก็ต้องผิดหวังกระนั้นหรือ ซือหยางเจ้าช่างน่าเวทนานัก’ โหวหนุ่มนึกในใจพร้อมกับเดินคอตกออกจากห้องเมื่อแขกที่มาเยือนจากไป ไป่เซิงก็ขยับลุกมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีอันเป็นที่รัก พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถามนางว่า“อาเยว่ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้แสร้งหลอกให้ข้าดีใจเล่นนะ” เขาเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้างามฉางเยว่มองเขาแล้วก็ยิ้มขำ “เมื่อครู่เห็นประกาศปาว ๆ อย่างมั่นใจ เหตุไฉนพอไม่มีใครแล้วพี่ไป่ถึงถามเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ก็… ก็ตอนนั้นข้าร้อนใจ กลัวเจ้าจะกลับไปชอบคนผู้นั้น” ไป่เซิงเอ่ยอย่างที่ใจคิด จนลืมนึกเรื่องหนึ่งไปเลย“กล

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    29. อดีตสามี

    ฉางเยว่ยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้นแกะสลัก ด้วยนึกไม่ถึงว่าตนจะได้พบกับสามีในชาติก่อนเร็วเพียงนี้ ทั้งท่าทางเขาก็ต่างไปจากชาติก่อนราวพลิกฝ่ามือ จากไม่เคยยิ้มให้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร จากที่ไม่เคยพูดจาดี กลับอ่อนโยนราวกับเขาไม่ใช่สามีใจร้ายผู้นั้น“น้องฉางเยว่ ไยเจ้าถึงยืนนิ่งเช่นนี้เล่า” ซือหยางเอ่ยพลางยกมือโบกไปมาอยู่ตรงหน้านางอย่างหยอกเย้านั่นจึงทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ รีบถอยห่างจากเขา“เอ่อ... คารวะท่านโหวเจ้าค่ะ” นางรีบย่อกายให้เขา“นี่เจ้ารู้ด้วยหรือว่าข้ามีตำแหน่งโหว” ซือหยางขยับเข้าหาอีก แววตาที่เผยออกมาเต็มไปด้วยความใคร่รู้และชื่นชมร่างอรชรก็ขยับถอยห่าง “ข้าได้ยินพี่รองพูดถึงเจ้าค่ะ” ในเมื่อเขาบอกว่าตนเป็นสหายพี่ชาย เช่นนั้นนางก็โมเมเลยแล้วกัน“อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่พี่รองเจ้าเขาไปไหนหรือ” ซือหยางยังคงเอ่ยด้วยวาจาอ่อนโยน สีหน้าและแววตาก็แฝงแต่ความเอ็นดู“เขาไปเมืองผิงอันเจ้าค่ะ ท่านโหวมีสิ่งใดจะฝากหรือเจ้าคะ”“อะไรกัน ไยเจ้าถึงดูรีบร้อนนักไม่ต้อนรับข้าหรือ” เขาถามพลางขยับเข้าใกล้นางอีก ทว่าคนตัวเล็กก็ยังขยับถอยออกจากเขาเช่นเคย นำพาให้หลี่เป่ยโหวที่สตรีอยากเข้าใกล้ต้องหยุดเอง“

  • สามีข้าผู้นั้นข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้ว    28. ด่านเปิด /2

    หลิงฉางเสิ่นฟังคำบุตรสาว พลางครุ่นคิดถึงเหตุผลที่บุรุษผู้มากอำนาจอย่างซือหม่าไป่ยกทัพมาช่วยตน “เยว่เอ๋อร์เจ้าสงสัยอะไรกระนั้นหรือ” “ข้าก็บอกไม่ถูก บางคราข้าก็รู้สึกเหมือนซือหม่ารู้เห็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับข้า แต่บางคราก็เหมือนเขาจะไม่รู้อะไรเลย” “พ่อว่าเจ้าคิดมากไปเองมากกว่า ไป่เซิงอาจจะเอ็นดูเจ้าและนึกถึงเมื่อครั้งที่เจ้ายังเยาว์ก็เลยใส่ใจมากกว่าปกติ เอาล่ะดึกมากแล้วไปนอนเสีย วันพรุ่งพี่เขาจะมารับไปเที่ยวเล่นมิใช่หรือ” “ท่านพ่อ แล้วท่านอนุญาตหรือเจ้าคะ” ฉางเยว่ทำตาใสใส่ “เขาดีถึงเพียงนั้น พ่ออยากจะใส่พานถวายให้ด้วยซ้ำ” “ท่านพ่อ นี่ลูกสาวท่านนะเจ้าคะ” ฉางเสิ่นขยับลุกก่อนจะยื่นมือมายีศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู “ไม่ง่ายที่จะพบคนยอมตายพร้อมกับเรา พ่อเชื่อว่าไป่เซิงไม่มีทางต่างไปจากชาติก่อนแน่ เจ้าอย่าได้ปล่อยเขาหลุดมือไปล่ะ” “เช่นนั้นวันพรุ่งลูกไม่กลับนะเจ้าคะ” ฉางเยว่แสร้งแหย่บิดา “ก็ดีนะรวบหัวรวบหางไป่เซิงไปเลย ประเดี๋ยวเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา บุรุษดีดีเช่นนี้คงไม่เวียนมาหาเจ้าอีกแล้ว” “ท่านพ่อ บุตรสาวท่านออกจะงามถึงเพียง ยังเกร็งจะขายไม่ออกอีกหรือเจ้าคะ ไปเลยนะ... กลับไปนอนได้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status