LOGINEP.2
เธอก็แกล้งกดสายตาลงต่ำ จ้องมองไปยังเป้ากางเกงยีนส์ของอชิระอย่างจงใจ ความนิ่งเงียบชั่วขณะนั้นทำให้อชิระถึงกับหน้าร้อนผ่าว ความเป็นชายในกายประท้วงขึ้นมาทันทีเพียงแค่ถูกเธอมองด้วยสายตาแบบนั้น “เธอนี่มัน...” อชิระกัดฟันกรอด พยายามสะกดอารมณ์หื่นกระหายที่กำลังพุ่งสูงขึ้น “สรุปจะไปไหม กินข้าวน่ะ ?” “ไปค่ะ” ริรินดาขยับตัวออกห่างพลางใช้นิ้วเรียวไล้ไปตามแนวคางของเขาเบา ๆ “แต่ฉันขอเป็นคนเลือกร้านอาหารเองนะคะ อยากกินอะไรที่มันเผ็ด ๆ ร้อน ๆ คุณก็น่าจะรู้ดีนี่” ริรินดามองสำรวจเสื้อผ้าของเขาที่ยังใส่ไม่เรียบร้อย “คุณจะไปทั้งแบบนี้เหรอคะ ?” ริรินดาเอ่ยขัดขึ้นพร้อม สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองแผงอกที่ยังเปิดเปลือยของเขา “โชว์รอยรักจากเมื่อคืนขนาดนี้ กลัวคนอื่นเขาไม่รู้เหรอคะว่าคุณ ‘จัดหนัก’ มาแค่ไหน” อชิระก้มมองสภาพตัวเองที่รีบร้อนจนดูไม่จืด เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจแต่ก็ยอมติดกระดุมเสื้อเชิ้ตอย่างรวดเร็ว ริรินดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่าทาง ‘เสียอาการ’ ของเพลย์บอยตัวพ่ออย่างเขาทำให้เธอรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก เธอหมุนพวงกุญแจรถสปอร์ตคันหรูในมือเล่น ก่อนจะบุ้ยปากไปทางลานจอดรถ VIP “ไปรถฉันนะคะ” เธอออกคำสั่ง “คนอย่างคุณน่าจะลองเป็น ‘ผู้ตาม’ ดูบ้าง...เผื่อจะติดใจ” อชิระขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปมเมื่อริรินดาเลี้ยวรถสปอร์ตคันหรูมาจอดเทียบฟุตบาทหน้า ‘ร้านส้มตำรสแซ่บ’ ที่ตั้งอยู่ริมถนน บรรยากาศของร้านเต็มไปด้วยเสียงครกกระทบสากและกลิ่นพริกคั่วที่โชยมาเตะจมูกจนเขาต้องยกมือขึ้นปัด “ใส่ชุดนี้มากินร้านข้างทาง ? ” สายตาของผู้ชายรอบข้างที่มองเธอ ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล อชิระมองเก้าอี้พลาสติกสีขาวด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ คนอย่างอชิระ...อย่างน้อยก็ต้องรูฟท็อปหรูหรือร้านอาหารที่มีมิชลินสตาร์การันตีเท่านั้น “ฉันอยากกิน แต่ถ้าคุณไม่พอใจ ก็เชิญเรียกแท็กซี่กลับไปได้เลยค่ะ ฉันไม่ได้บังคับ” ริรินดาพูดยิ้ม ๆ พลางทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่ถือตัว พร้อมกับสั่งอาหาร และตบท้ายด้วยประโยคที่ทำให้อชิระถึงกับตกใจ “ส้มตำปูปลาร้า...ขอพริกสิบเม็ดนะคะป้า” ริรินดาลอบมองสีหน้าอชิระ “หน้ายุ่งขนาดนี้...กลัวรสชาติอาหารข้างทางจะทำคุณตายเหรอคะ ?” ริรินดาเอ่ยขำ ๆ โดยไม่รอคำตอบ ทำให้อชิระยอมนั่งลงบนเก้าอี้สีขาวอย่างเงียบ ๆ ไม่นานนัก อาหารสีจัดจ้านก็มาวางอยู่ตรงหน้า อชิระมองดูริรินดาที่ใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าหวานเริ่มมีสีระเรื่อเพราะความเผ็ดร้อน “ลองดูสิคะคุณอชิระ หรือต้องให้ฉัน ‘ป้อน’ ด้วยปาก...คุณถึงจะกล้ากิน ?” เธอกระเซ้าพร้อมส่งสายตาท้าทาย คำท้านั้นทำให้อชิระยอมตักเข้าปากคำใหญ่...และวินาทีต่อมา ใบหน้าหล่อเหลาก็เริ่มเหงื่อแตกพลั่ก ความเผ็ดร้อนพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนเขาต้องรีบคว้าน้ำมาดื่มอึกใหญ่ ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางมองผู้หญิงตรงหน้าที่ยังคงนั่งยิ้มกริ่ม อชิระเคยเจอผู้หญิงมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครเคยพาเขามานั่งกินข้าวข้างทางจนเหงื่อตกแบบนี้มาก่อน ริรินดาดูพยศ ดูกะล่อน และมีความ ‘ร้าย’ ในตัวที่น่าค้นหา แต่กลับทำให้เขารู้สึกสนุก ไม่น่าเบื่อ ริรินดาเหลือบมองคนตัวโตที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาขบขัน เธอวางช้อนลงแล้วเปลี่ยนมานั่งกอดอก จ้องมอง “คุณอชิระเจ้าของคลับสุดหรู” ที่ตอนนี้สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย “เป็นไงคะ อร่อยไหม ? ไม่เคยลองล่ะสิ” เธอถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเอ็นดูแต่ก็ยังไม่วายแฝงความหยัน “ก็...อร่อยดี แต่เผ็ดชะมัด” อชิระตอบเสียงพร่า ลำคอหนาขยับขึ้นลงตามจังหวะการซู้ดปากเป็นพัก ๆ จนริรินดาที่ตั้งใจจะแกล้งในตอนแรกเริ่มรู้สึก ‘สงสาร’ ขึ้นมานิด ๆ “ถ้าเกิดคุณท้องเสียขึ้นมา จะทำยังไงคะเนี่ย ?” “เธอก็ต้องรับผิดชอบไง” อชิระสวนกลับทันควัน เสียงของเขาเข้มขึ้นแม้จะยังซู้ดปากอยู่ก็ตาม ริรินดาเลิกคิ้วสูง ท้าทายกลับด้วยการขยับยิ้มหวานที่มุมปาก “รับผิดชอบยังไงคะ ? ต้องไปเฝ้าไข้หน้าห้องน้ำด้วยไหม ?” “เอาเบอร์เธอมาสิ” อชิระบอกเสียงห้วนพลางโยนทิชชู่ที่ใช้แล้วลงบนโต๊ะ “เผื่อฉันปวดท้องขึ้นมากลางดึก จะได้โทรไปสั่งให้เธอมา ‘ดูแล’ ถึงเตียง” ริรินดาชะงักไปอึดใจหนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะสายตาหิวโหยที่ซ่อนอยู่ในมาดกวนประสาทของเขา ผู้ชายคนนี้ฉลาดเป็นกรด...เขาเปลี่ยนสถานการณ์ที่ตัวเองเสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสขอเบอร์เธอได้อย่างหน้าตาเฉย “แหม! รุกแรงแบบนี้ ถ้าฉันไม่ให้ล่ะคะ ?” เธอกวนกลับ เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาหาเธอจนหน้าเกือบชิด หรือเธออยากให้ฉันทำเรื่องที่เรา ‘ไม่ควรทำตรงนี้’ กันล่ะ” ริรินดาหรี่ตาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมที่จงใจหยามเกียรติเธอ ทว่าแทนที่จะโกรธ แต่เธอกลับหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีจริต ราวกับคำขู่ของเขาเป็นเพียงเรื่องตลกคั่นเวลา หญิงสาวถือวิสาสะคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูของเขาบนโต๊ะมาถือไว้ ปลายนิ้วเรียวพรมลงบนหน้าจออย่างรวดเร็วก่อนจะเลื่อนส่งคืนให้เขา “ถือว่าแลกกับค่ารักษานะคะ” หลังจากมื้ออาหารที่ทั้งแสบทั้งแซ่บจนอชิระต้องซู้ดปาก เขาจัดการค่าอาหารทั้งหมด ชายหนุ่มขอให้ริรินดาขับรถสปอร์ตคันหรูของเธอไปส่งเขาที่คอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Luxury ใจกลางเมือง ซึ่งริรินดาก็ไม่ได้อิดออด อย่างน้อยเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขายอม 'ลง' ให้เธอด้วยการกินอาหารข้างทางจนเหงื่อท่วม เรื่องแค่ไปส่งที่พักจึงเป็นน้ำใจเล็กน้อยที่เธอพอจะมอบให้ได้ เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าคอนโดสุดหรู อชิระยังไม่รีบลงจากรถ เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะหันไปสบตาเจ้าของรถที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย “ขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร ถึงจะเกือบตายก็เถอะ” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนที่ริรินดาจะทันได้ตอบอะไร ร่างสูงก็โน้มกายเข้าหาเธอช้า ๆ จนกลิ่นกายแกร่งผสมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเธอ “หวังว่าจะได้เจอกันอีก” เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูเหมือนมั่นใจในตัวเองเหลือเกิน จนเธอเองต้องยอมรับในใจว่า...อชิระมีเสน่ห์เหลือร้ายกว่าที่คิด ริรินดาขยับยิ้มมุมปากอย่างมีจริต เธอไม่ได้ตอบตกลง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ “ก็ขอให้คุณสมหวังนะคะ...ถ้าโชคชะตาอยากให้เราได้มาเจอกันอีก แต่ฉันว่าไม่เจอกันเลยคงดีกว่า” อชิระก้าวลงจากรถไปพร้อมกับความรู้สึกไม่พอใจเนือง ๆ เขาเฝ้ามองรถสปอร์ตคันหรูที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวหายไปในสายตา “เราต้องได้เจอกันอีกแน่ริรินดา” อชิระขึ้นมาบนคอนโดหรูของตน เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตลงบนพื้นอย่างไม่สนใจ ก่อนจะเอนกายพิงโซฟาหนังราคาแพงกลางห้องรับแขก เขายกหลังมือขึ้นลูบริมฝีปากตัวเอง พลางหลับตาลงนึกถึงสัมผัสเร่าร้อนจากเมื่อคืน และรอยยิ้มพยศที่เขายังจำได้ติดตา ครืด...ครืด... โทรศัพท์เครื่องหรูบนโต๊ะสั่นเตือน อชิระเหลือบมองหน้าจอที่โชว์ชื่อ ‘มารดา’ เขาถอนหายใจยาวด้วยความเบื่อหน่าย แต่สุดท้ายก็จำใจกดรับสาย “มีอะไรครับแม่” เขากรอกเสียงลงไปอย่างเนือย ๆ “แม่จะโทรมาเตือนว่า เย็นนี้เรามีนัดทานข้าวกับครอบครัวท่านทูตที่โรงแรมหกโมงเย็น” “คร้าบบบ! รู้แล้ว ยังไม่ถึงเวลานัดสักหน่อย” “ฉันกลัวว่าแกจะเบี้ยวน่ะสิ ถึงได้โทรมาเตือน” “ผมไม่อยากแต่งงาน” “ไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง แกอายุ 30 แล้วนะ อย่าทำตัวเสเพลย์ไปวัน ๆ ” “ก็มันคือชีวิตของผม ผมจะทำอะไรก็ได้ คลับผมก็มี” “พ่อกับแม่อยากอุ้มหลาน ถ้าแกได้เจอน้อง แกอาจจะเปลี่ยนใจอยากแต่งงานกับน้องก็ได้” “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” “ใช่สิ! เอาเป็นว่าเย็นนี้ห้ามมาสายเด็ดขาด!” อชิระตัดสายทิ้งทันทีที่มารดาพูดจบ เขาโยนโทรศัพท์ลงข้างตัวด้วยอารมณ์คุกรุ่น เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปดูแสงสีของกรุงเทพฯ พลางพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย “ถ้าเป็นริรินดา ก็อาจจะเปลี่ยนใจ”บรรยากาศในบ้านวรโชติเมธีกลับมาคึกคักอีกครั้ง มาตินนั่งแกะกล่องรถแข่งกับลุงคินและลุงทามไทอย่างสนุกสนาน ส่วนมิลินก็ถูกรุมล้อมด้วยป้าเปรมและป้าพัดที่กำลังช่วยกันประกอบบ้านตุ๊กตา ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ และเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่คบกันมานานอชิระกระชับอ้อมกอดภรรยามองภาพความวุ่นวายตรงหน้า “พี่ว่าพี่ต้องสั่งห้ามไอ้คินไม่ให้ซื้อของเล่นเพิ่มแล้วล่ะ แค่คุณพ่อคุณแม่เราสองคนก็แทบจะไม่มีที่ให้เดินแล้ว ไม่อย่างนั้นพี่คงต้องขยายบ้านอีกหลังเพื่อเก็บของเล่นลูกแน่ ๆ”ริรินดาหัวเราะร่วน พลางมองดูมาตินที่พยายามบังคับรถให้ชนขาปะป๊า และมิลินที่พยายามเอาชุดมาสวมใส่ให้กับตุ๊กตา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของลูก ๆ และเพื่อน ๆ ริรินดากับอชิระที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนโซฟากลับเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ทั้งคู่หันมาสบตากับครู่หนึ่งราวกับรู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดสายตาของริรินดาจับจ้องไปที่เปรมมิกา เพื่อนสนิทของเธอที่ปกติจะต้องส่งเสียงแซวภาคิน หรือไม่ก็จิกกัดกันตามประสาคู่กัดขาประจำ แต่ในวันนี้เปรมมิกากลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นบ้านตุ๊กตากับน้องมิลินอย่างใจจดใจจ่อจนเธอรู้สึกผิดปกตอส่วนภาคินเอง ถึงแม้จะ
Special 2สองปีต่อมา...สมาชิกใหม่ของบ้านวรโชติเมธีได้ลืมตาดูโลกเพิ่มมาอีก 1 คนและเริ่มก้าวสู่วัยหัดเดินที่แสนจะวุ่นวาย“น้องมิลิน! เอาลิปสติกม่ามี๊คืนมาน้าาา!” เสียงของมาตินวัยสี่ขวบดังลั่นห้องเด็กหญิง “มิลิน” วัยสองขวบที่มีดวงตากลมโตและผมลอนหยักศกเหมือนริรินดาเปี๊ยบ กำลังวิ่งดุ๊กดิ๊กหนีพี่ชาย ในมือป้อม ๆ ถือลิปสติกแท่งหรูของมารดาที่เจ้าตัวแอบเอามาละเลงจนเต็มปากและแก้ม กลายเป็น 'นางเอกงิ้วตัวน้อย' ที่ดูตลกมากกว่าสวย“ไม่ให้! มิลินจาสวย! มิลินจาเปนเจ้าหญิง!” ยัยตัวเล็กเถียงเสียงใสพลางวิ่งไปหลบหลังปะป๊าอชิระที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนโซฟา“ปะป๊าดูน้อน! น้อนดื้อ น้อนขโมยของม่ามี๊!” มาตินยืนเท้าเอวฟ้อง พยายามจะทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีแต่หน้าตากลับบูดบึ้งเพราะโดนน้องสาวป่วนทั้งวัน อชิระและริรินดาจะสอนมาตินให้คอยช่วยเหลือและดูแลน้องสาว อชิระเงยหน้าจากแฟ้มงาน มองลูกชายที่ยืนทำหน้าดุกับลูกสาวที่เกาะขาเขาแน่นพลางส่งยิ้มหวานประจบ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว...นี่มันกรรมตามสนองชัด ๆ สมัยก่อนเขาเคยหวงริรินดาขนาดไหน ตอนนี้เขาก็ต้องมารับมือกับลูกชายที่หวงของแทนมารดา และลูกสาวที่ขี้อ้อนจนเขาใจอ่อนวันล
อชิระ: ริน! มาหาพี่ที่บริษัทด่วนที่สุด! มาตินแผลงฤทธิ์หนักมาก พี่คุมไม่อยู่แล้ว รีบมาเอาตัวแสบไปรอที่ห้องทำงานพี่ที ก่อนที่บอร์ดบริหารจะกินหัวพี่“มาตินลูก...นิ่งก่อนครับ ดูสิเนี่ย ลุง ๆ ป้า ๆ เขามองมาตินกันหมดแล้วนะ ไม่น่ารักเลยลูก” อชิระพยายามเจรจาขั้นสุดท้าย“ไม่ร๊ากกกก! มาตินจาเปนเด็กดื้อ! ฮือออออ!” เจ้าลูกชายตัวดีประกาศอุดมการณ์ความแสบออกมาไม่ชัดถ้อยชัดคำนัก ในขณะที่สถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต มาตินเริ่มดิ้นจนหลุดจากมือพ่อแล้วลงไปนอนกลิ้งกับพื้นหน้าโต๊ะประชุมคณะกรรมการ พลางส่งเสียงหวีดร้องประท้วงที่ไม่ได้เจอหน้าแม่ อชิระได้แต่ยืนกุมขมับอย่างหมดสภาพมาดนักธุรกิจจอมเฮี้ยบ“ขอโทษทุกท่านด้วยจริง ๆ ครับ...ผมว่าวันนี้เราคงต้อง...”ยังไม่ทันที่อชิระจะสั่งเลื่อนการประชุม ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างระหงของริรินดาที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน“มาติน! ทำอะไรลูก!”เสียงสวรรค์ของริรินดาทำให้เสียงหวีดร้องหยุดลงชะงัด มาตินที่กำลังนอนดิ้นอยู่บนพื้นดีดตัวลุกขึ้นยืนราวกับติดสปริง ใบหน้าที่เลอะเทอะไปด้วยน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างทันที“ม่ามี๊! ม่ามี๊มาเย่ว!” เด็กชายตัวแสบถ
Special 1เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากทารกตัวน้อยในอ้อมกอดวันนั้น ตอนนร้ได้กลายเป็น “น้องมาติน” เด็กชายวัยสองขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากอชิระราวกับพิมพ์เดียวกัน ผิวขาวจัด แก้มป่องแดงระเรื่อ และดวงตาใสแจ๋วที่ฉายแววฉลาดแกมโกงเหมือนบิดสไม่มีผิดวันนี้อชิระตัดสินใจรับหน้าที่ ‘คุณพ่อฟูลไทม์’ หนึ่งวัน เพื่อเปิดโอกาสให้ริรินดาได้ออกไปพักผ่อนช้อปปิ้งกับเปรมมิกาและพัดชา รวมถึงแวะไปหาครอบครัวของเธอหลังจากที่ทุ่มเทเลี้ยงลูกมานานรองประธานหนุ่มแห่งวรโชติเมธี หิ้วกระเป๋าแพมเพิร์สพร้อมจูงมือลูกชายตัวแสบเข้าบริษัทมาด้วยมาดเข้ม ทว่าในห้องทำงานสุดหรู ตอนนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรสนามเด็กเล่นย่อม ๆ มีทั้งสไลเดอร์ขนาดเล็ก คอกกั้นบอล และกองทัพรถของเล่นวางระเกะระกะอยู่เต็มพื้นหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่“มาตินลูก...นั่งเล่นรถรอปะป๊าแป๊บนึงนะ เดี๋ยวปะป๊าเซ็นเอกสารเสร็จจะพาไปกินติม ๆ นะ” อชิระพยายามเจรจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด“ม่ามี๊...มาตินจาหา ม่ามี๊!” เด็กชายวัยสองขวบที่กำลังง่วนอยู่กับรถแข่งสีแดง จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาทำปากยื่น น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาโต“ม่ามี๊ไปซื้อของครับ เดี๋ยวก็มา มาเล่นรถกับปะป๊าก่อนเร
EP.34หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปนับจากวันที่ได้ยินข่าวดี ข่าวการตั้งครรภ์ของริรินดากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนรักอิสระอย่างอชิระยอมทิ้งชีวิตแสงสีที่คลับยามค่ำคืน เพื่อกลับมาดูแลภรรยาที่บ้านทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เขาไม่อยากคลาดสายตาจากเธอแม้แต่นาทีเดียว เพราะถึงแม้จะเพิ่งเริ่มตั้งท้องได้ไม่นาน แต่ริรินดากลับดูสวยสะพรั่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีออร่าจนใครเห็นเป็นต้องเหลียวมองวันนี้อชิระทำหน้าที่สารถีจำเป็น ขับรถพาภรรยาสาวมาที่สตูดิโอ “RIRINDA Brand” ด้วยตัวเอง ทันทีที่มาถึง บรรยากาศภายในร้านก็เต็มไปด้วยความคึกคัก“คุณรินคะ ทางกองถ่ายซีรีส์เรื่องใหม่ที่เพิ่งติดต่อมาเมื่อวาน คอสตูมเขามาถึงแล้วค่ะ เขาบอกว่าอยากได้ชุดคอลเลกชันล่าสุดไปให้นางเอกใส่เข้าฉากสำคัญ” พนักงานคนหนึ่งรีบเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตื่นเต้นไม่เพียงแต่กองถ่ายซีรีส์เท่านั้น ภายในสตูดิโอยังมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้ากันอีกมาก ริรินดายิ้มกว้างด้วยความดีใจที่แบรนด์ของเธอได้รับการตอบรับดีเกินความคาดหมาย เธอพยายามจะเดินเข้าไปต้อนรับและให้คำแนะนำลูกค้าด้วยตัวเองตามสไตล์ดีไซเนอร์ที่รักงานนี้สุดหัวใจ ทว่ากลิ่นน้ำหอมปนเปจากลูกค้าห
อชิระพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางประคองร่างที่อ่อนแรงขึ้นแนบอก“ผมจะพารินไปโรงพยาบาลครับ” อชิระบอกกับแม่ของริรินดาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ เขาพาเธอเดินกึ่งวิ่งตรงไปที่รถยนต์คันหรู วางร่างของเธอลงที่เบาะข้างคนขับ ปรับเอนเบาะให้เธอนอนสบายที่สุด ก่อนจะรีบอ้อมไปประจำที่คนขับแล้วมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลทันทีตลอดทางอชิระคอยเอื้อมมือมากุมมือริรินดาไว้แน่น เขาลูบหลังมือเธอแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม“ไหวอยู่ไหม” อชิระถามเสียงนุ่ม ริรินดาพยักหน้าเบาๆ อาการพะอืดพะอมเริ่มทุเลาลงบ้าง แต่ความสงสัยและตื่นเต้นกลับเข้ามาแทนที่ เธอหันไปมองหน้าสามีที่ตอนนี้ตั้งใจขับรถเป็นอย่างมาก แววตาของเขาดูคาดหวังจนเธอสัมผัสได้ณ โรงพยาบาลหลังจากผ่านการซักประวัติและตรวจเช็กอย่างละเอียด ริรินดาก็ถูกส่งตัวเข้าห้องตรวจโดยมีอชิระเข้าไปในห้องด้วยชายหนุ่มเข้าไปนั่งข้างริรินดา เขากุมมือเธอไว้อีกครั้ง ใจเต้นระรัวยิ่งกว่าจังหวะรักเมื่อคืนเสียอีก คุณหมอวัยกลางคนเงยหน้าจากแฟ้มประวัติแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างใจดี“ยินดีด้วยนะคะคุณพ่อ ตอนนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 สัปดาห์แล้วค่ะ”คำยืนยันจากปากหมอทำเอาโลกทั้งใบของอชิระเห







