LOGINบรรยากาศของงานแต่งงานแสนหรูหราที่ถูกสรรสร้างขึ้นด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากผู้ที่เป็นนายหญิงของตระกูลแมค หล่อนบันดาลให้ทุกอย่างออกมาเพอร์เฟกต์ที่สุด เพื่องานแต่งงานของลูกชายคนเดียวที่รักยิ่งกว่าชีวิต
“อาเธอร์ยิ้มหน่อยสิลูก” คุณหญิงแพทริเซียหันไปพูดกับลูกชายที่อยู่ในสูทสีดำขลับ ขับผิวที่ขาวสะอาดแบบฉบับผู้ดีมีฐานะ ทำให้เขาดูหล่อเหลากว่าผู้ใดในงาน จนสาวน้อยสาวใหญ่ต้องมองเหลียวหลัง
“.....”
“อาเธอร์!!” บิดาของเขาว่าให้ เมื่อชายหนุ่มไม่ได้ฟังสิ่งที่ผู้เป็นมารดาพูด
“อย่าบีบให้ผมกลายเป็นเด็กนิสัยแย่นะครับคุณพ่อ” ‘อาเธอร์ แมค’ ตอบกลับผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แม่หวังว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่มาร่วมงาน”
“ครับ...คุณแม่สบายใจได้”
“.....” คุณหญิงแพทริเซียยิ้มกว้างทันที เมื่อได้ยินประโยคที่แสนพึงพอใจ
“เพราะผมจะไปหาเธอทันทีที่เสร็จงานบ้าบอนี่!”
“อาเธอร์! คืนเข้าหอห้ามออกจากห้องเด็ดขาด”
“.....”
“แม่สั่งห้าม!!”
“ผมบอกแล้วนะครับ ว่าอย่าบังคับให้ผมทำอะไรที่มันแย่”
หญิงวัยกลางคนทำได้แค่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้เป็นบุตรชาย เพราะหากเธอยังไม่ลดละ และถ้าเกิดลูกชายของเธอทำอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ทุกอย่างคงจะแย่ไปกว่านี้
◦◦◦◦◦◦◦
‘ไอ หรือ ไอรดา รัตนไพศาล’ สูดลมหายใจเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำอีก หญิงสาวพยายามเรียกความมั่นใจที่ไม่มีเลยมาให้สถิตกับตัวเอง แต่เหมือนจะเปล่าประโยชน์ หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วไม่มีท่าทีว่าจะลดลง เธอตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือทั้งที่ภายในห้องเปิดแอร์อุณหภูมิต่ำกว่าปกติมาก
ร่างบอบบางเพรียวเล็กอยู่ในชุดเจ้าสาวแสนสวยและสง่าผ่าเผยสีขาวบริสุทธิ์ ชุดวิวาห์ราคาแพงเหยียบล้านตัวนี้ถูกสั่งตัดขึ้นสำหรับเธอเท่านั้น คุณหญิงแพทริเซียให้ความเห็นว่าทุกอย่างต้องสมกับฐานะของท่าน
งานแต่งงานที่เธอไม่ได้เต็มใจแม้ว่าเธอจะหลงรักเจ้าบ่าวอยู่ก็ตาม มันถูกจัดขึ้นเพียงเพราะเธอถูกจ้างมาเพื่อกีดกันแฟนของเขา เธอเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรคุณหญิงท่านถึงไม่ชอบคนรักของลูกชาย แต่ที่เธอยอมตกลงแต่งงานนั้นจะบอกว่าเพราะเงินก็คงใช่ เพราะตอนนี้เธอต้องการเงินจริง ๆ นั่นแหละ เงินที่สามารถใช้รักษาเพื่อต่อลมหายใจของผู้เป็นพี่สาวของเธอได้ พี่สาวซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ เงินที่ได้มาแม้ต้องแลกกับความสุขของเธอ เธอก็ยอม
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ
ประตูถูกเคาะตามมารยาท ก่อนจะเปิดออกเผยให้เห็นหญิงสาววัยกลางคนที่เธอคุ้นเคยดี ผู้เป็นนายและเป็นมารดาของเจ้าบ่าวที่กำลังจะเป็นสามีของเธอในอีกไม่กี่นาทีด้วย
“พร้อมไหมหนูไอ?” เธอถามเสียงเรียบ ไม่แสดงอาการยินดียินร้ายใด ๆ
“พร้อมค่ะ”
“อืม...ทำใจให้สบายนะ”
หญิงสาวใบหน้าสะสวยเม้มปากแน่น สูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้ง ไม่ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอก็ยินดีและพร้อมที่จะรับใช้ต่อโชคชะตาอย่างไม่เกี่ยงงอน หากสิ่งที่เธอทำในครั้งนี้มันช่วยชดใช้บุญคุณที่เคยทำกันมาแต่ชาติปางก่อนจนกระทั่งส่งผลให้เธอได้หลุดพ้นจากบาปทั้งหลาย เธอก็ยินดีจะรับมัน
ไอรดาตกตะลึงในความสวยงามตรงหน้า ช่างเป็นงานแต่งที่หรูหราสมฐานะจริง ๆ เธอเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนล้วนอยากมีงานแต่งที่สวยงามเช่นนี้ หากแต่ในความสุขกับมีความเศร้ามากกว่า ช่างน่าขันเสียจริง งานแต่งของเธอ แต่เธอกลับไม่รู้จักแขกเหรื่อที่มาในงานสักคน
ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ งานช้า ๆ จนสายตาสะดุดเข้ากับบุคคลที่เป็นเจ้าบ่าว เขายืนมองเธอด้วยท่าทีนิ่งเงียบ แววตาของเขานิ่งสนิทไม่ฉายความรู้สึกใด ๆ มีเพียงรังสีแห่งความ
น่ากลัวเท่านั้นที่เธอพอจะรับรู้ได้นายหญิงตระกูลแมคพาเธอเดินไปส่งให้กับบุตรชายของท่าน ใบหน้าของท่านเปื้อนยิ้มไม่ลดละ รวมไปถึงใบหน้าของเธอด้วย เพราะเธอถูกกำชับมาอย่างจริงจังว่าต้องยิ้มตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม
“สวยมากจริง ๆ”
“อย่างกับเจ้าหญิงในเทพนิยายเลย”
“หน้าหวานสุด ๆ”
“คุณอาเธอร์ทำไมหน้าบึ้งแบบนั้น?”
“เจ้าบ่าวน่ากลัวจัง”
คำวิพากษ์วิจารณ์มากมายดังขึ้นไม่ขาดสายระหว่างที่เขาพาเธอไปยังโต๊ะจดทะเบียนสมรส แต่ชายหนุ่มดูเหมือนจะไม่ได้ยินดีหรือยินร้ายใด ๆ เขามุ่งหน้าเดินอย่างไวโดยไม่ได้สนใจว่าเธอจะเดินตามทันหรือเปล่า จากแขนเรียวที่เกี่ยวคล้องแขนแกร่งกันกลายเป็นว่าเขาจูงมือเธอ จะเรียกว่าจูงได้หรือเปล่าหรือควรจะใช้คำว่าฉุดกระชากให้เธอเดินตามเสียมากกว่า เนื่องจากรองเท้าส้นสูงที่เธอใส่ไม่ถนัดทำให้เธอเดินตามเขาไม่ทัน เธอจึงจำเป็นต้องถูกเขากึ่งลากกึ่งจูงอยู่อย่างนั้นจนมาถึงที่ปลายทาง
อาเธอร์จดปากกาเซ็นอย่างไว เขาไม่ได้สนใจมันมากนัก ก็แค่เศษกระดาษเท่านั้น ครบกำหนดก็แค่หย่าร้างให้จบไปก็สิ้นเรื่อง
แกรก...
“ผมขอตัว” ชายหนุ่มลุกขึ้นเติมความสูงด้วยความไวหลังจากเขาเซ็นใบสมรสเสร็จ ร่างสูงสง่าเดินออกห่างไปเรื่อย ๆ โดยที่เธอทำได้เพียงมองด้วยสายตาเศร้าเท่านั้น
“หนูไอตามไปสิ” คุณหญิงแพทริเซียสั่งเธอเสียงเรียบ
ราวกับสติถูกดึงกลับหญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าเดินตามเขาไปอย่างไว ทิศทางที่เขาเดินออกไปนั่นก็คือด้านนอกของโรงแรม หรือเขาอาจจะมีธุระเร่งด่วน หากแต่เขาน่าจะบอกเธอไว้สักนิด เธอจะได้ตอบคำถามมารดาของเขาถูก
“เอ่อ...คุณอาเธอร์คะ...” เมื่อตามด้วยเท้าไม่ทัน เธอจึงส่งเสียงเรียกให้เขาหยุด
“.....”
“คุณจะไปไหนเหรอคะ?”
“ทำไม?”
หัวใจดวงน้อยเต้นแรง น้ำเสียงของเขาทรงพลังและมีผลกระทบต่อจิตใจเธอมากนัก อาจจะดูเวอร์ไปไหม หากจะบอกว่านี่คือประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอ
“คะ...คือไอ...”
“รำคาญ!”
“คุณท่านให้ตามมาค่ะ”
“งั้นเธอฟังไว้นะ ไม่ว่าฉันจะทำอะไร เธอไม่มีสิทธิ์ยุ่ง อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน” เขาเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปทันที
“.....”
หลังจากที่สนทนากับเขาจบ ทำให้เธอเข้าใจได้เลยว่า อนาคตอันใกล้สิ่งที่เธอต้องรับมือนั่นคงจะยากลำบากน่าดู...
สามปีผ่านไป… จากคืนที่เขาอ่านนิทานให้ลูกในท้องฟังจากวันแรกที่ไอรดาได้อุ้มลูกเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตาและรอยยิ้มตอนนี้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยเสียงเล็ก ๆ ที่ไม่เคยหยุดพูดแม้แต่วินาทีเดียว “แม่ครับ! ขนมปังไหม้หรือเปล่าแม่! หนูได้กลิ่น!” เสียงใส ๆ ของเด็กชายวัยสามขวบตะโกนมาจากห้องนั่งเล่น ในขณะที่ไอรดากำลังหมุนตัวไปมาอยู่หน้าเตา เธอกำลังทำไข่ดาว ขนมปัง และต้มโจ๊กใส่แคร์รอตฝานบาง ๆ ให้ลูกชาย มือยุ่ง ใจวุ่นและเสียงซนของลูกก็ยิ่งทำให้หันไปทางไหนก็เจอของเล่นลูกเต็มพื้นที่บ้าน “ธอร์ครับ...มาช่วยแม่จัดจานเร็วลูก” เสียงเธอตะโกนกลับอย่างอ่อนใจปนกลั้วขำ เด็กชายตัวน้อยที่ชื่อธอร์วิ่งหน้าตั้งเข้ามาจากห้องนั่งเล่น มือหนึ่งยังถือหุ่นยนต์อีกตัวไว้แน่นร่างเล็กหยุดชะงักแป๊บเดียวแล้วก็ยิ้มแฉ่งเหมือนพร้อมลุยทุกอย่างบนโลกใบนี้ “ครับแม่!” เขาวิ่งไปดึงเก้าอี้มาวางหน้าชั้นวางจานปีนขึ้นอย่างคล่องแคล่วแบบที่แม่แทบจะหัวใจวายทุกครั้งที่เห็นแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือเล็ก ๆ ไปหยิบจานข้าวมาเรียงไว้ตามแนวที่แม่เตรียมไว้ให้ “วางดี ๆ นะลูกเดี๋ยวจานแตกพ่อจะหาว่าแม่ปล่อยให้ปีนอ
สี่เดือนผ่านไปจากคืนที่อาเธอร์อ่านนิทานให้ลูกฟัง วันนี้เสียงหนึ่งที่เขารอคอยกำลังจะมาถึงแต่ในขณะเดียวกันเสียงร้องไห้ของภรรยากลับเป็นเสียงที่ทำให้เขาแทบยืนไม่อยู่ “อาเธอร์...ฉันเจ็บ” “เจ็บมาก...” น้ำตาอุ่น ๆ ของไอรดาไหลไม่หยุดขณะที่มือของเธอกำแน่นกับฝ่ามือเขาราวกับจะกลั่นเอาความกลัวทั้งหมดให้ไหลออกไปผ่านปลายนิ้ว เขาวิ่งตามข้างเตียงเข็นน้ำเสียงพร่าตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ อย่างไม่สนใจสายตาใคร “ไอ...เดี๋ยวก็ได้เจอลูกแล้วนะครับ! เธอเก่งที่สุด” “...ผมอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน!” “อาเธอร์...ฉันกลัว” เสียงของเธอเบาลงเรื่อย ๆ เพราะแรงเจ็บปวดที่กระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ไม่เป็นไร...ผมอยู่ตรงนี้เราจะปลอดภัยทั้งเธอทั้งลูกแน่นอน” จนในที่สุดประตูห้องผ่าตัดก็ปิดลงต่อหน้าเขาและนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเงียบที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต เสียงฝีเท้าหลายคู่เร่งมาจากด้านหลังพ่อกับแม่ของอาเธอร์มาถึงพอดีและคนเป็นแม่ก็รีบเข้ามานั่งลงข้างลูกชายทันที “ลูก...นั่งลงก่อนหายใจลึก ๆ” มือของแม่แตะลงบนบ่าเขาเบา ๆ แต่เขาทำไม่ได้อาเธอร์ยืนกุมขมับ สีหน้าเครียดจัดจนขอบตาแด
เช้าของวันใหม่เริ่มต้นด้วยความเงียบที่ผิดแปลกไปนิดหน่อย เงียบเกินกว่าปกติที่เขาจะลืมตาตื่นมาแล้วได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากสวนหลังบ้านที่ภรรยาชอบเปิดหน้าต่างไว้ แต่เช้านี้กลับมีเสียงแปลก ๆ ดังลอดมาจากห้องน้ำ เสียงอ้วกที่ทำเอาคนที่เพิ่งลืมตาตื่นต้องรีบเด้งตัวขึ้นมานั่ง “ไอ...” อาเธอร์เรียกชื่อเธอทันทีก่อนจะควานหา เตียงว่างเปล่า... หมอนเย็นชืด... และเสียงคลื่นไส้ที่ดังอยู่นั่นทำให้เขาไม่คิดอะไรต่อนอกจากรีบพุ่งไปที่ห้องน้ำโดยไม่ทันจะใส่เสื้อด้วยซ้ำแล้วภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่ง ไอรดานั่งอยู่ข้างชักโครกร่างกายของเธอพับงอลงต่ำ มือข้างหนึ่งยันกับพื้นอีกข้างกอดท้องไว้ใบหน้าซีดเผือดและมีหยดเหงื่อซึมอยู่เต็มหน้าผาก “ไอ!...ไอเป็นอะไร!” อาเธอร์รีบย่อตัวลงข้างเธอทันที “ฉัน...ฉันไม่เป็นไรแค่รู้สึกพะอืดพะอมเฉย ๆ...” เธอพยายามฝืนยิ้มแต่คนฟังกลับหน้าซีดกว่า “ไม่เป็นไรอะไรล่ะ! ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!” เขาไม่รอฟังคำปฏิเสธ เขาประคองตัวเธอขึ้นจากพื้นห้องน้ำทั้งแบบนั้นช่วยเช็ดเหงื่อบนหน้าเธอ และคว้าเสื้อคลุมตัวแรกที่อยู่ใกล้มือมา
ชีวิตหลังแต่งงานของไอรดาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พูดจริง ๆ ก็คือมันแทบจะเปลี่ยนจากโลกความเป็นจริงไปเป็นเทพนิยายเลยด้วยซ้ำ เพราะใครจะไปคิดว่าแค่บอกชอบดอกไม้เบา ๆ กับสามีของตัวเองวันนั้นแค่พูดแบบไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำอะไร ผลที่ได้คือ...ทั้งสวนหลังบ้านถูกเปลี่ยนเป็นเรือนดอกไม้หลากสี ดอกกุหลาบ ดอกเดซี่ ลาเวนเดอร์ ไฮเดรนเยีย ไล่ไปจนถึงพีโอนีหอมฟุ้ง ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่เธอมองเห็นทุกเช้าทันทีที่เปิดผ้าม่านห้องนอน เหมือนฝันยังไงยังงั้น “นี่มันไม่ใช่ชีวิตจริงแน่ ๆ ใช่ไหม…”เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางรดน้ำดอกไม้อย่างเบามือ “ถ้ามันไม่ใช่ชีวิตจริงแล้วผู้ชายที่ยืนกอดเธออยู่จากข้างหลังตอนนี้เป็นใครล่ะ หื้ม” เสียงทุ้มขี้แซวที่ดังขึ้นตรงซอกคอทำเอาเธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “อาเธอร์…อย่าจูบคอสิ มันจั๊กจี้” “ไม่ให้จูบคอ จะให้จูบไหนล่ะ หื้ม” เขายังไม่เลิกกวน “เดี๋ยวเถอะ...” ไอรดาหันมาดุแผ่ว ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เขาก็จูบหน้าผากเธอไปอีกทีแทนก่อนจะเอาคางวางพาดบนไหล่เธอแล้วพูดเบา ๆ “เหนื่อยไหมคะวันนี้” “ไม่เหนื่อย...”
เสียงพูดคุยสลับเสียงโทรศัพท์ที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมือง กลิ่นดอกลิลลี่สีขาวและกุหลาบอ่อนจางลอยปะปนอยู่กับกลิ่นน้ำหอมของทีมงานแต่งงานที่วิ่งวุ่นกันแทบจะชนกันเอง ช่อดอกไม้จากร้านชื่อดังถูกจัดเรียงลงตามซุ้มประตูที่ยังไม่สมบูรณ์ดีแต่แม้ยังจัดไม่เสร็จทุกอย่างก็ดูงดงามเกินกว่าจะละสายตาได้ ไอรดายืนอยู่เงียบ ๆ ตรงริมขอบพรมผืนใหญ่ที่กั้นพื้นที่ส่วนจัดพิธีกับพื้นที่งานเลี้ยงออกจากกัน เธอไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่จะขยับตัวราวกับกำลังกลัวว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...จะหายวับไปหากเธอกะพริบตานานเกินไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะนึกฝันว่าวันแบบนี้จะมาถึงแม้แต่ในจินตนาการ...ก็ยังไม่กล้า ไม่ใช่แค่เพราะอาเธอร์ แมคเป็นใคร แต่เพราะว่า…ในสายตาเขา เธอเคยเป็นคนที่ไม่สมควรมีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ “ยืนจ้องเหมือนจะร้องไห้เลยนะ” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูพร้อมกับมือใหญ่อุ่นจัดที่ค่อย ๆ โอบรั้งเอวเธอเข้าไปชิดแผ่นอกกว้างโดยไม่ต้องให้เธอหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ไอรดาสูดลมหายใจเข้าลึกรอยยิ้มบางคลี่ออกบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว “ก็ยังไม่ค่อยอยากเชื่อ..
เวลาล่วงเลยมาจนถึงพลบค่ำ มารดาของเขาและพี่สาวของเธอกลับไปแล้ว เหลือก็เพียงแต่ไอรดาเท่านั้นที่คอยดูแลอาเธอร์ตลอด ตั้งแต่เขาออกจากห้องไอซียูแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เพราะตั้งแต่เขาฟื้นมาเธอกับเขาก็ยังไม่ได้คุยกันจริง ๆ จัง ๆ เลย เพราะเขาต้องกินยานอนหลับตลอดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของแผล แต่ตอนนี้เขาอาการดีขึ้นมากจนสังเกตได้ชัดจากใบหน้าที่เริ่มกลับมามีสีตามปกติ ทำให้เธอประหม่าที่จะอยู่กับเขาสองต่อสองแบบนี้ “คุณอาเธอร์ทานมะละกอไหมคะ สุกกำลังดีเลยค่ะ เดี๋ยวไอปอกให้” ไอรดาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องมันเงียบเกินไป “ไอ” น้ำเสียงที่จริงจังนั่นดึงความสนใจจากเธอได้เป็นอย่างดี ร่างเล็กที่กำลังจะปอกมะละกอถึงกับวางมีดลงและหันมาสนใจเพียงเขา “ผม...ขอบคุณที่คุณดูแลผมมาตลอด” “มะ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไอเต็มใจ อีกอย่างที่คุณเป็นแบบนี้ก็เพราะช่วยไอ” “ที่ผมเคยทำไม่ดีทั้งหมด ผมขอโทษ คุณคงโกรธผมมากจนไม่รู้จะให้อภัยได้อย่างไร แต่ผมก็อยากจะขอโทษคะ...” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณอาเธอร์ ไอไม่ได้โกรธอะไรคุณเลย ไอเข้าใจมาตลอด คุณสบายใจได้เลยนะคะ” “ลูกดิ
อาเธอร์เดินลงมาด้านล่างหลังจากที่เขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ วันนี้ทั้งวันเขาไม่ได้ไปทำงานเพราะมัวแต่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัว ไหนจะต้องไปรับลอลิซ่าเพื่อขนของมาไว้ที่นี่ ทั้ง ๆ ที่เธอก็ไม่ได้เข้ามาอยู่ อีกเรื่องใหญ่ก็คงจะเป็นเรื่องภรรยาตีทะเบียนของเขาที่แอบนัดชู้มาทำเรื่องเสื่อมเสียในบ้าน
ร่างเล็กทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้เป็นวันหยุดของเธอแต่งานที่บ้านกับไม่ให้เธอพักเสียอย่างนั้น ทั้งต้องปัดกวาดเช็ดถู ไหนจะซักเสื้อผ้า เก็บตู้เย็น ดูแลสวนและอีกมากมาย เนื่องจากเธอต้องไปทำงานทำให้ไม่มีเวลาดูแลบ้านอย่างที่ควรจะเป็น ใบหน้าสวยมองไปที่นาฬิกาพบว่าตอนนี้ล่วงเลยมาจนสาย
ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับรูม่านตาให้เข้ากับแสงที่สาดส่องมายามเช้า นาฬิกาบอกเวลาเข็มยาวชี้เลขสอง เข็มสั้นชี้เลขหก เป็นเวลาหกโมงเช้าสิบนาที เธอตื่นเป็นปกติเพราะเมื่อก่อนหญิงสาวต้องรีบไปทำงานตั้งแต่รุ่งสาง ร่างเล็กลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะลงไปเตรียมอาหารเช้าสำหรับใส่บาตรและสำหรับสา
หลังจากเก็บโต๊ะเคลียร์หน้าที่ของเธอเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงขออนุญาตแม่สามีออกมาหาพี่สาวที่โรงพยาบาล เมื่อมาถึงขาเรียวก็เดินไปตามทางอย่างผู้ชำนาญ แม้ว่าพี่สาวเธอจะยังไม่ฟื้น แต่ถ้าหากรับรู้ได้เขาคงจะมีความสุขและมีกำลังใจในการสู้กับโรคร้าย “งานแต่งงานเมื่อวานไม่สนุกเลยค่ะพี่เอม แต่ก็ไม่ไ







