เข้าสู่ระบบวนิดาคิดว่าลองดูก็ไม่ได้เสียหายอะไรจึงบอกรายละเอียดไป แล้วคนตัวตั้งตัวตีก็เอ่ยถามให้เช่นเดียวกับอคิราห์
“เพื่อนหนูมีเนื้อคู่ไหมคะ แล้วถ้ามี จะมีเกณฑ์ได้เจอเร็วๆ นี้หรือเปล่า”
“มี”
“แม่หมอพอบอกลักษณะได้บ้างไหมคะ สูงยาวเข่าดีไหม” ธนัชชาตาวาว อยากให้วนิดามีคนช่วยดูแล จะได้มาช่วยสู้รบตบมือกับครอบครัวปลิงดูดเลือด
“ผมยาว”
คำตอบของแม่หมอทำให้มีคนหนึ่งยกมือขึ้นจับปลายเส้นผมของตัวเอง ส่วนวนิดาแค่เหลือบตาไปมอง ก่อนจะได้อีกหนึ่งคำตอบที่เจาะจงกว่าเดิม
“ผิวแทน”
“ตายแล้วยัยนิด เนื้อคู่แกต้องหล่อกร้าวใจมากแน่ๆ”
ธนัชชาดีใจที่เพื่อนอาจจะได้เข้าชมรมคนชอบหนุ่มผิวแทนด้วยกัน ขณะอคิราห์เปลี่ยนเป็นยู่หน้าแล้วกลอกตามองบน ทันใดนั้นก็มีสายเรียกเข้าดังขึ้น“ฉันรับโทรศัพท์พี่อาร์ตแป๊บ” ธนัชชาขยับตัวลุกจากเก้าอี้ไปรับสายของสามี ไม่ถึงนาทีก็หันมามองด้วยสีหน้ากังวล “อี้ ยัยนิดแม่ผัวฉันป่วย ฉันต้องรีบกลับไปดูแล”
“คุณป้าเป็นอะไรมากไหม” วนิดาเอ่ยถามอย่างห่วงใย เพราะรู้จักกับแม่สามีของธนัชชา ท่านเป็นคนหน้าดุแต่แสนจะใจดี
“น่าจะไม่มาก พวกแกคุยกันต่อเองได้ใช่ไหม”
“ได้ๆ แกไปเถอะ ฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปให้คุณป้าด้วยนะ” อคิราห์บอกเพื่อนให้รีบกลับไปทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดี แล้วธนัชชาก็หมุนตัวหายออกจากห้องไปอย่างเร็วไว ในขณะนั้นเองแม่หมอก็บอกประโยคสำคัญที่ทำให้คนที่เหลือตกใจไม่น้อย
“แต่ช่วงนี้แม่หนูดวงตกนะ ดวงถึงฆาต ชีวิตอาจจะหาไม่ ต้องระวัง”
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” อคิราห์ทำสีหน้ากังวล หันมองคนที่กำลังหน้าซีดเผือด เป็นใครก็ต้องรู้สึกกลัวเมื่อพูดถึงความตาย
“ของเราก็เหมือนกัน แต่ไม่เท่าของแม่หนูคนนี้ มากสุดอาจจะเจ็บเล็กๆ น้อยๆ”
แม่หมอพูดด้วยเสียงจริงจังพร้อมแนะนำให้ไปทำบุญเสริมดวงชะตา ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสติอยู่ทุกเมื่อ ห้ามประมาทเลินเล่อ
“ขอบคุณมากเลยค่ะแม่หมอ” อคิราห์พนมมือขึ้นไหว้หลังหมดเรื่องที่อยากรู้แล้ว พร้อมพากันเดินออกจากร้าน ทว่ายังมีเสียงเตือนไล่หลังมาอีกรอบ
“อย่าเดินทะเล่อทะล่า ข้ามถนนให้ระวัง ยืนก็ต้องระวัง”
คนทั้งคู่ออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าตึกที่อยู่ติดริมถนน ความกังวลตีวนไปทั่วใจ
“กังวลเหรอหนูนิด มันอาจจะไม่จริงก็ได้” อคิราห์หันมองคนทำหน้าไม่สู้ดี
“อื้อ” วนิดาบอกเสียงสั่น นึกกลัวขึ้นมา
“แต่ปกติพวกเราก็ดวงแข็งจะตาย ไม่เคยเจ็บ ไม่เคยป่วย” เขาไม่อยากให้วนิดาคิดมากจนกลายเป็นทุกข์ใจ
“อื้อ” วนิดานิ่งไปแล้วพยักหน้า จริงดังอคิราห์ว่า เรื่องความเชื่อพวกนี้ควรอยู่คู่กับสติปัญญา เหมือนที่แม่หมอเตือนว่าไม่ให้ประมาท
“งั้นนิดรอเราตรงนี้นะ เราจะข้ามถนนไปเอารถวนมารับ ตรงนั้นมันมืด เราเดินจ้ำไปคนเดียวดีกว่า”
วนิดายังไม่ได้เอ่ยใดๆ อคิราห์ก็ขยับตัวเดินจ้ำอ้าวจะข้ามถนนไปเอารถ ดวงหน้านวลส่ายไปมาใส่คนที่ไม่อยากให้เธอคิดมาก แต่กลับกังวลเสียเอง ก่อนจะขยับตัวไปด้านซ้ายอีกสองก้าวห่างจากจุดทางเข้าทางออก ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมาเธอกลับต้องหวีดร้องอย่างตกใจ
“ว้าย”
เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้อคิราห์และผู้คนแถวนั้นหันขวับมอง เจ้าของร่างสูงใหญ่รีบกระโจนตัวกลับไปหน้าตาตื่น
“หนูนิด...เป็นอะไรหรือเปล่า โดนตรงไหนไหม” อคิราห์มองซากกระถางต้นไม้เหี่ยวแห้งที่แตกกระจายอยู่บนพื้น พลันเงยหน้าขึ้นไปมอง คิดว่ามันน่าจะหล่นมาจากห้องพักที่เจ้าของห้องคงไม่ค่อยได้กลับมา
“ไม่”
บทพิเศษ “ป๊ะป๋าขา” เสียงเล็กใสดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่ย่ำถี่ตรงไปยังห้องนอน หลังถูกมารดาพาไปอาบน้ำ “ขา” ไม่ถึงนาทีคนที่ถูกเรียกก็ขานรับเสียงหวาน รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏ ก่อนจะรับลูกสาวเข้ามาในอ้อมกอด “ถักเปียให้หน่อยค่ะ” เด็กหญิงศนิรีบอ้อนบิดา “มาค่ะ เดี๋ยวป๊ะป๋าถักให้ แล้วหม่าม้าล่ะคะ” การถักเปียไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับอคิราห์ เมื่อเขารับหน้าที่ถักผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเป็นประจำอยู่แล้ว พลันก้มหน้ามองยัยตัวเล็กเบอร์สองบนหน้าตัก ชื่อของลูกนั้นแปลว่าดาวเสาร์ เขาตั้งมันจากความชอบดูดาวของภรรยา “ทำข้าวต้มอยู่ค่ะ” เด็กหญิงศนิทำท่าชี้นิ้วไปยังห้องครัว “โอเคค่ะ หนูนิตื่นเต้นไหมคะ” อคิราห์พูดคะขากับลูก แววตาเปี่ยมไปด้วยรัก “ตื่นเต้นค่ะ” ศนิตอบด้วยความดีใจ เพราะในวันนี้จะได้มีเพื่อนใหม่อย่างเป็นทางการ อคิราห์ยิ้มเอ็นดูลูกสาวที่ไม่ค่อยกลัวสิ่งใด มีแต่คนเป็นพ่อที่แอบกังวลเมื่อในวันนี้ต้องส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนตรียมอนุบาล เห็นเด็กน้อยในชุดนักเรียนแล้วก็ตื้นตันอยู่ไม่น
สองปีต่อมา “เจ้ อี้ว่ามุมนั้นดีกว่า” “เค” อมิตาพยักหน้าตอบรับน้องชาย แล้วยกกรอบรูปขึ้นนำไปวางตั้งไว้ในมุมด้านซ้าย ขณะน้องนั้นเดินตามติดมา ก่อนเสียงเจ้าตัวจะดังขึ้นอีก “เจ้ หรือว่ามุมเก่าดีกว่า” อคิราห์ยกมือขึ้นลูบคางแล้วเดินไปรอบกรอบรูป เกิดความลังเลใจ วินาทีนั้นก็มีเสียงแว้ดดังขึ้น “โอ๊ย สรุปว่าแกจะไว้มุมไหน เลือกมาสักมุม ฉันขยับจนเหนื่อยแล้ว” อมิตาไม่วายบ่น เธอขยับขาตั้งและกรอบรูปมารอบที่สามแล้ว แต่น้องก็ยังไม่พอใจเสียที ส่วนอลิษาและอริสราตอนนี้อยู่ในห้องครัว กำลังช่วยกันทำขนมหวานสำหรับพิธีสงฆ์ช่วงเช้า “จี้ตัดสินใจไม่ได้อะเจ้” อคิราห์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียกหาคนที่ช่วยตัดสินใจ “นิดจ๋า...ออกมาหาอี้หน่อย” ไม่นานเท่าไรวนิดาก็เดินตรงมาหา “เราเอารูปพรีเวดดิงไว้ตรงไหนดี” อคิราห์ชี้นิ้วบอกจุดที่จะวางภาพพรีเวดดิง ซึ่งเป็นภาพถ่ายบนเตียงนอน ที่มีกลีบกุหลาบโรยอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีดำ ทำท่าถือลิปสติก ส่วนวนิดานอนเกยอยู่ที่แผ่นหลัง ผมผูกโบสีชมพู “มุมนั้นอี้” วน
บทพิเศษ วนิดาถูกพาขึ้นรถคันเล็กในช่วงบ่ายของวันเสาร์ ก่อนจะมาจอดยังหน้าร้านที่มีลักษณะเหมือนคาเฟ มีตู้ขนมทำให้แปลกใจไม่น้อย “อี้พานิดมาเอาแหวนที่นี่เหรอ เหมือนเป็นคาเฟเลย” “ใช่ แต่ก่อนจะเอาได้ พวกเราต้องลงมือทำเสียก่อน ร้านนี้เปิด workshop ทำแหวนน่ะ” เจ้าของความคิดอธิบาย “นิดชอบอะ งั้นนิดทำให้อี้ อี้ทำให้นิดละกัน” วนิดาชอบความคิดนี้ของอคิราห์ และตรงตามความต้องการของเธอเป๊ะ “โอเค” นิ้วใหญ่ยกขึ้นทำท่าประกอบ แล้วทั้งสองก็พากันเข้าไปด้านในร้านที่ได้โทร.มาจองคิวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เมื่อไปนั่งบนเก้าอี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำขั้นตอนต่างๆ โดยขั้นตอนแรกไม่พ้นร่างแบบแหวน ทั้งสองร่างแบบลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ แล้วนำกล่องใส่พลอยออกมาเปิดดู เพราะต้องใช้ประดับลงบนแหวน “ไหนๆ ขอดูที่เธอออกแบบหน่อย สวยอ่า” อคิราห์ยื่นหน้าไปมองแหวนที่วนิดาร่างแบบ แล้วถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะถูกประดับด้วยพลอยรูปหัวใจสีแดง ประกบข้างด้วยหัวใจเช่นกันแต่เป็นสีขาว
“นิดอยากถูกจับกินใจจะขาดแล้ว” นาทีนั้นเจ้าของร่างสูงก็ดีดตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่เขาแสนรัก มือร้อนลูบไล้ไปมาอยู่ที่เอวคอด แต่ก็ไม่ลืมจะหยิบที่คาดผมหูกระต่ายมาสวมไว้บนศีรษะทุยสวย “อื้อ” พอวนิดาใส่ชุดกระต่ายแบบเต็มยศ เสียงคำรามกระสันซ่านก็ดังขึ้นอีก อคิราห์รู้สึกสั่นไปทั้งตัวและพึงพอใจเป็นอย่างมาก วนิดาก้มหน้ามองร่างกายของตัวเองแล้วชอบใจที่ได้ลองใส่ ก่อนเธอจะถูกมือใหญ่เชยคางขึ้นให้รับจูบหวานๆ แถมยังถูกแทะเล็มด้วยฟันคมให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่กระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี มือร้อนอีกข้างก็ขยำคลึงเอวคอดแล้วไล้ขึ้นลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกระชับร่างเล็กให้แนบชิดกว่าเดิม ให้บางส่วนเสียดสีกัน วนิดาหน้าร้อนกว่าเดิมเมื่อรู้ถึงสิ่งแข็งขืนที่พองโตขึ้นอย่างเร็วไว ขณะส่วนบอบบางของเธอก็เริ่มชื้นแฉะ แล้วยิ่งมีอาการเมื่อปากได้รูปเลื่อนมาวนเวียนอยู่แถวอกอิ่ม ชั่วอึดใจนั้นปลายลิ้นเย็นก็ตวัดลงบนเนื้อผ้า “อื้อ...อี้” วนิดาส่งเสียงครางแว่วหวาน สัมผัสนั้นทำให้เธอตัวสั่น แล้วยิ่งส่งเสียงเมื่ออคิราห์ใช้ปากครอบครองความนุ่มที่ยังถูกห่อหุ้
“พร้อมจนจวยสั่นแล้วเนี่ย” อคิราห์เน้นคำที่สามตอบกลับ คนอย่างเขาไม่มีคำว่าไม่พร้อม “ทะลึ่งจัง” วนิดาหยิกต้นแขนใหญ่ นับวันอคิราห์จะทะลึ่งขึ้นทุกวัน แต่ไม่ทันได้ต่อว่าอะไรก็มีเสียงข้อความดังขึ้นให้เธอพลิกตัวไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดู ไลน์ “ใครไลน์มา” เขาหรี่ตามอง เพราะเห็นแววตาเป็นประกายของวนิดา ทำให้นึกใคร่รู้ “มีคนส่งรูปหนุ่มมาให้ดู ไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย” วนิดาบอกแล้วพลิกโทรศัพท์หนี ไม่ยอมให้คนตัวโตได้เห็น “ตายแล้วยัยหนูนิด แล้วเธอก็ดูเหรอ ดูของเราไม่พอหรือไง ไหนเอามาดูซิ” อคิราห์ทำท่าเอาเรื่อง แล้วแบมือขอสมาร์ตโฟน วนิดาทำท่าเป็นลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยินยอมส่งให้ ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีเสียงแหลมแว้ดใส่ “ยัยบ้า นี่มันรูปหลานพวกเรา” เขาถูกวนิดาหลอกเข้าอย่างจัง เมื่อรูปที่ถูกส่งมาจากธนัชชา เป็นรูปของลูกชายที่กำลังเบ้ปากจะร้องไห้หลังถูกจับอาบน้ำ แล้วตามมาด้วยรูปใบหน้าของคุณแม่มือใหม่ที่ขอบตาดำคล้ำ “ดูหน้านางสิโทรมมาก” อคิราห์พลิกสมาร์ตโฟนให้วนิดาเห็น “ก็นอนตีสี่ทุกคืน”
“ไม่ต้องมาทำซึ้ง เดี๋ยวฉันร้องไห้” อริสราพยายามไม่อ่อนไหวตามน้อง ทั้งที่เป็นคนเซนซิทีฟอยู่พอตัว “แล้วหนูนิดให้อะไรนังจี้” อมิตาทำท่าอยากรู้ “นาฬิกาค่ะเจ้” อคิราห์เป็นคนตอบแทน แล้วยื่นแขนไปโชว์พวกพี่ “สวยไหมเจ้” ทั้งสามพยักหน้าและยิ้มเอ็นดูกับของขวัญที่ทำให้น้องยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลงมือคีบมันหมูลงกระทะ “เรามีของขวัญให้เธออีกนะ” วนิดาเอียงหน้าไปกระซิบบอก “อะไรเหรอ ” อคิราห์คิดว่ามีแค่ชิ้นเดียวเสียอีก “เดี๋ยวคืนนี้เราให้” “ตายแล้ว แบบนี้เราตั้งตารอนะ” อคิราห์ถึงกับแอบกลืนน้ำลาย บรรยากาศแบบนี้ชวนให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย วนิดาอาจจะใส่ชุดนอนไม่ได้นอนอีกก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวได้แอบหยิบใส่กระเป๋ามาด้วยหรือเปล่า พลันหันไปสนใจพวกพี่สาวที่กำลังทะเลาะกันเรื่องหักไม่หักใบผักกาด เขาอมยิ้ม ปีนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่แสนมีความสุข หลังอิ่มท้องก็พากันแยกย้ายกันเข้าห้องและไปอาบน้ำ เพราะหากรอให้มืดค่ำมากกว่านี้คงได้แข็งตายแน่ๆ “ไหนของขวัญ” อคิราห์ไม่ลืมทวงของขวัญที่ตั้งตารอหลังจากกด
บทที่ 10 วนิดามีอาการกระสับกระส่ายเมื่อโทร.ไปหาอคิราห์เป็นครั้งที่สิบสามแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับสายเลย ขณะนี้เธอกำลังอยู่บนรถแท็กซี่มิเตอร์ มุ่งตรงไปยังคอนโดมิเนียมของอคิราห์ เมื่อถึงที่หมายสองเท้าก็รีบจ้ำตรงไปยังล็อบบีอาคารเอ สายตากวาดมองหาอคิราห์เผื่อเจ้าตัวจะนั่งอยู่ เมื่อไม่
“ไม่มี นิดแค่คิดถึงย่าเฉยๆ ไว้วันอื่นนะ” “ก็ได้ๆ” อคิราห์ว่าตามนั้น ก่อนจะเผยอปากหมายจะเอ่ยอีกประโยค “นิดไปเองได้อี้” แค่มองตาเธอก็รู้ประโยคถัดไปของอคิราห์แล้ว “ตามใจละกัน” เขาเบื่อคนรู้ทัน แล้วเหลือบมองดวงหน้าสวยหลายหน เริ่มรู้สึกตงิดขึ้นมา กลัววนิดาจะเผชิญหน้ากับปัญห
“แกชวนหนูนิดจริงปะ” “จริง หนูนิดไม่ว่าง ไปหาย่า” เขาตวัดตาค้อน สรุปว่าอีกฝ่ายเป็นพี่สาวของใครกันแน่ แต่ลึกๆ นั้นคือความดีใจที่ทุกคนเอ็นดูวนิดาของเขา “หาย่าที่ไหน ฉันเห็นหนูนิดอยู่กะหนุ่ม” อริสราส่ายหน้าใส่คำบอกนั้น “เจ้จำผิดคนแล้ว” “ไม่ผิด” “แต่หนูน
“สวัสดีค่ะเจ้ลี่” อคิราห์พนมมือขึ้นไหว้อลิษา พี่ใหญ่ของบ้าน แล้วเห็นพี่สาวคนรองอย่างมี่ อมิตากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ ก่อนจะมองหาใครอีกคน “แล้วเจ้อิงไปไหน” “ไปซื้อขนมของโปรดแก ของหนูนิดด้วย เสียดายไม่ได้เจอ” อมิตาส่งเสียงมา “แล้วชวนน้องมาออกกำลังกายเนี่ยนะ” อคิ







