Mag-log inรสสวาทที่เซียวเหวินปรนเปรอให้นั้นช่างถึงอกถึงใจมู่ชิงยิ่งนักทำให้นางอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ยามเช้าของวันต่อมาความสุขนี้กลับถูกคนรบกวน เมื่อมีสาวใช้มาแจ้งว่ายามนี้ราชครูมู่บิดาของนางนั้นได้เดินทางกลับมายังจวนตระกูลมู่เรียบร้อยแล้ว ซ้ำยังสั่งให้คนเรียกตัวนางไปพบอีกด้วย เซียวเหวินไม่สบายใจเท่าใดนัก นายท่านจะทุบตีเขาเช่นไรก็ย่อมได้ แต่มู่ชิงเพิ่งจะหายป่วยและร่างกายยังอ่อนแอมาก ย่อมไม่อาจทนรับการลงโทษได้ไหวอย่างแน่นอน
มู่ชิงมีหรือจะมองไม่ออกว่าเซียวเหวินห่วงใยนาง นางจึงพูดขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องกังวลข้าย่อมมีวิธีรับมืออยู่แล้ว”
เซียวเหวินเมื่อได้ฟังก็พยักหน้าอย่างเชื่อใจ ก่อนจะเดินตามนางไปทันที เมื่อคนทั้งสองมาถึงเรือนใหญ่ก็พบเข้ากับราชครูมู่ที่นั่งอยู่ในเรือน อีกทั้งยังมีนางจางซื่อและมู่หว่านนั่งอยู่ด้วย มู่ชิงเบ้ปากกรอกตามองบนช่างเป็นครอบครัวที่ดูอบอุ่นเสียจริง พ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้า ส่วนนางกลับถูกมองเป็นเพียงส่วนเกินเสียอย่างนั้น
“คารวะท่านพ่อ”
มู่ชิงทำความเคารพบิดาของตนอย่างขอไปที ทำเอาราชครูมู่ที่ได้เห็นท่าทีเช่นนั้นถึงกับย่นหว่างคิ้ว แต่ไหนแต่ไรบุตรสาวของเขาหัวอ่อนรู้ความมาโดยตลอด และยังไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อเขาเลย แต่วันนี้นางกลับเปลี่ยนไปอย่างที่นางจางซื่อบอกเอาไว้จริงๆ
เมื่อได้มองไปยังเซียวเหวินบ่าวรับใช้ที่ไม่รู้จักดีชั่ว กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกโมโหหนักขึ้นกว่าเดิม
“คุกเข่าลง!”
เขาตะคอกสุดเสียงอย่างไม่ไว้หน้า นางจางซื่อที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปากพลางหันไปสบตากับมู่หว่านบุตรสาวสุดที่รักของตนอย่างได้ใจ เห็นทีวันนี้มู่ชิงคงไม่รอดพ้นจากการถูกลงโทษเป็นแน่แท้
มู่ชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางตอบ
“ไม่คุกเข่าหรอกเจ้าค่ะ เข่าลูกไม่ดี”
ท่าทางยียวนกวนประสาทของบุตรสาวทำเอาราชครูมู่โมโหเป็นอย่างมาก
“เหตุใดไม่คุกเข่า ข้าไม่อยู่ในจวนเพียงไม่กี่วัน เจ้ากลายเป็นคนกำเริบเสิบสานแล้วอย่างนั้นหรือ!”
“คุกเข่าไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ เมื่อคืนลูกขึ้นขย่มให้อาเหวินจนปวดเข่าไปหมดแล้ว”
คนในจวน “.......”
คำพูดที่ไร้ยางอายของนางทำเอาคนในจวนถึงกับหันมามองหน้ากันอย่างไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี ราชครูมู่นั้นดูเหมือนจะกลายเป็นใบ้ไปเสียแล้ว เพราะไม่คิดว่าบุตรสาวจะกลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้ เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตวาดบุตรสาว
“เหลวไหล! เจ้าเป็นสตรีแต่กลับเอ่ยเรื่องในมุ้งในหมอนได้อย่างหน้าไม่อายเช่นนี้ ผู้ใดสั่งสอนเจ้ากัน? ที่เขาว่าเจ้าถูกวิญญาณสิงสู่นั้นเห็นทีคงจะเป็นเรื่องจริง โชคดีที่ระหว่างทางแม่เจ้าส่งคนมาแจ้งข้าแล้ว ข้าจึงพาไต้ซือผู้ทรงคุณธรรมมาด้วย เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปจากกายของเจ้าเสีย”
เซียวเหวินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเผือดสี รีบคุกเข่าช่วยร้องขอความเมตตาแทนภรรยาทันที
“นายท่านอย่าถือสาคุณหนูใหญ่เลยขอรับ นางเพิ่งหายป่วยจึงเลอะเลือนไปชั่วขณะเพียงเท่านั้น”
“หุบปาก! เจ้าก็อีกคนหนึ่ง ไอ้บ่าวชั่ว!”
พูดจบราชครูมู่ก็สั่งให้คนไปพาตัวไต้ซือผู้ทรงคุณธรรมเข้ามา ไม่นานก็มีไต้ซือชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาในจวน เขาปรายตามองมู่ชิงก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“นางมีวิญญาณสิงสู่อยู่ในกายจริงๆ ข้าจะปัดเป่าวิญญาณร้ายนี้ออกไปจากกายคุณหนูใหญ่เอง”
มู่ชิงได้เห็นเช่นนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกพลางเหยียดหยามไต้ซือชราอย่างไม่ไว้หน้า
“ตาแก่นี่ มาถึงก็ทักว่าข้ามีผีมาสิงสู่ ข้าว่าเจ้ามากกว่ากระมังที่มีผีมาสิงน่ะ แก่ขนาดนี้แล้วแทนที่จะเข้าวัดเข้าวาหรือไม่ก็เลี้ยงดูบุตรหลานอยู่ในจวน แต่กลับมาแอบอ้างว่าตนเองมีญาณทิพย์ต่อหน้าผู้คน เอาเรื่องเช่นนี้มาหากินกับคนอื่นเขาไปทั่ว หากเก่งจริงเจ้าก็ดูวันตายให้ตนเองสิ”
ไต้ซือชราพลันเอ่ยวาจาใดไม่ออก เขารู้สึกคับแค้นใจที่ถูกมู่ชิงดูถูกเป็นอย่างยิ่ง จึงชี้หน้าด่าทอนางอย่างไม่ไว้หน้า
“นังปีศาจ! เจ้าอย่ากำเริบเสิบสาน ดูวันตายอันใดกัน ใครจะดูวันตายให้ตนเอง!”
“แต่ข้าเห็นวันตายของเจ้าแล้วนะ”
มู่ชิงกล่าวหน้าตายพลางยกยิ้มมุมปาก ทำเอาไต้ซือผู้ทรงคุณธรรมหน้าถอดสี เอ่ยละล่ำละลัก
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“วันตายของเจ้าก็คือวันนี้นี่แหละตาแก่ ข้าจะเป็นคนส่งเจ้าไปปรโลกเอง”
กล่าวจบนางก็ยกเท้าถีบเข้าไปที่หน้าอกของไต้ซือจนเขาล้มกระเด็นหงายหลังตึง! ร่างกระแทกพื้นจนกระอักโลหิตออกมา แววตาที่มองมู่ชิงฉายแววหวาดกลัวเป็นอย่างมาก มู่ชิงก้าวเดินเข้าไปหา ก่อนจะเอ่ยอย่างดูแคลน
“เก่งนักไม่ใช่หรือ เหตุใดไม่ใช้คาถาวิชาอาคมของเจ้ารักษาตนเองไม่ให้ตายดูเล่า”
ไต้ซือผู้นั้นหน้าตาหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก เมื่อลุกขึ้นได้ก็รีบวิ่งออกจากจวนไปทันที เมื่อไต้ซือจากไปแล้วนางจึงหันมามองบิดาตนอย่างดูถูก
“ท่านพ่อ ท่านนี่ก็ช่างให้คนหลอกง่ายเสียจริง เชื่อคำคนอื่นไปทั่ว ข้าไม่คิดว่าท่านจะหลงสตรีตรงหน้าจนหูตามืดบอดกลายเป็นคนโง่เขลาไปเสียแล้ว”
“เจ้า!”
“อย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ ดูสิตีนกาขึ้นเต็มหน้าแล้ว เหี่ยวจนแทบไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ มาๆ ให้ลูกรินน้ำชาให้ท่านดื่มดีหรือไม่ เผื่อว่ารอยตีนกาจะได้จางลง”
ราชครูมู่ “......”
อัปรีย์ยิ่งนัก! เหตุใดปากมันจึงร้ายกาจปานนี้เล่า เขาเถียงมันไม่ได้เลย ลูกอัปรีย์!
สองปีต่อมา เว่ยฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์และมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เว่ยฉีเหวินบุตรชายของตน ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยพักอยู่ที่ตำหนักใหญ่ท้ายวังหลวงกับหวังไทเฮาและไทฮองไทเฮาอย่างสุขสำราญใจท่ามกลางแสงอรุณแรกของวันใหม่ที่สาดส่องลงมายังวังหลวง วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัชทายาทผู้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตและบททดสอบแห่งอำนาจมาได้อย่างองอาจ กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนั่นก็คือบัลลังก์มังกรเว่ยฉีเหวิน ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองที่ประณีตบรรจงสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เขายืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์มังกรในตำหนักใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างก้มหัวยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนมู่ชิงก็อยู่ในชุดอาภรณ์หงส์สีแดงชาด ปักดิ้นทองรูปหงส์เคียงคู่มังกร นางดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาเพื่อเคียงคู่กับมังกรหนุ่มผู้นี้ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สื่อถึงความสุขและความภาคภูมิใจ นางเคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่เขาไม่มีสิ่งใด จนถ
สามวันต่อมา ก็เป็นวันที่มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินจะต้องเดินทางไปไหว้พระบนเขาตามที่เว่ยฮ่องเต้มีหมายกำหนดการเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เว่ยลู่และมู่หว่านก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเดียวกันก่อนจะออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน มู่หว่านได้วางแผนการหนึ่งเอาไว้ นางได้สั่งให้คนแอบเล่นไม่ซื่อกับรถม้าของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวิน คาดว่าหลังออกจากเมืองหลวงราวครึ่งชั่วยามยาที่ม้ากินเข้าไปก็จะเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นม้าก็จะคุ้มคลั่งวิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด ได้ยินว่าก่อนจะถึงวัดบนเขาต้องผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งเสียก่อน หากม้าตัวนั้นคุ้มคลั่งจนวิ่งตกหน้าผาไปเช่นนี้แล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนนางต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะส่งคนของตนแทรกซึมเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกมีความสุขและรอดูหายนะของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวินอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่รถม้ากำลังจะออกเดินทาง มู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน“การเดินทางไกลหากใช้รถม้าหลายคันอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าและไม่สะดวกสบาย ซ้ำยังจะทำให้การสัญจรติดขัดได้ เอาอย่างนี้เถิดชายาชินอ๋อง มิสู้ท่านมานั่งรถม้าคันเดียวกับข้าดีไหมเล่า?”มู่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มเต็มใบหน้า มู่หว
หลังจากที่อภิเษกสมรสกันเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินก็ย้ายมาอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพา ทุกๆ วันนางใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มู่ชิงไม่ได้วางตัวสูงส่งหรือกดข่มผู้ใดเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับบ่าวไพร่นางก็ใจดีมีเมตตาอยู่เสมอ ส่วนเว่ยฉีเหวินนั้นหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เขาก็ต้องช่วยบิดาจัดการงานราชการในยามเช้าเช่นเดียวกันแม้จะเกิดและเติบโตที่ด้านนอกวังหลวง แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีสายเลือดของราชวงศ์ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เขาก็ล้วนเรียนรู้ได้โดยว่องไว ประจวบเหมาะกับการสั่งสอนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจของราชครูมู่ ไม่นานชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจมีอำนาจอยู่ในมือเช้านี้เว่ยลู่ก็มาร่วมประชุมยามเช้าด้วย เขาปลงตกกับเรื่องของเว่ยฉีเหวินไปนานแล้ว แม้จะไม่ค่อยพบปะสนทนากับหลานชายเท่าใดนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นแต่ก่อน หลังจากร่วมประชุมยามเช้าเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันทีเมื่อมาถึงจวนชินอ๋องก็มีบ่าวเข้ามารายงานว่าตอนนี้มู่หว่านกำลังลงโทษสาวใช้นางหนึ่งอยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุเพราะเมื่อคืนนางเข้ามาส่งชาให้กับเขาในห้องตำรา เว่ยลู่พอได้ฟังก็มีสี
เว่ยฉีเหวินกัดฟันกรอด เร่งความเร็วช่วงล่างจนสะโพกสอบแทบเคล็ด เขากระแทกเน้นย้ำไปยังจุดเร้นลับที่สุดของนางติดต่อกันหลายครั้งอย่างรุนแรง ก่อนที่มู่ชิงจะกรีดร้องลั่น กายบางกระตุกเกร็งระรัว ร่องสวาทบีบขมิบตอดรัดแก่นกายยักษ์เอาไว้แน่นพร้อมกับฉีดปล่อยน้ำหวานสีใสออกมาจนเปียกชุ่ม ชายหนุ่มร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า เขาอัดสะโพกกระแทกเข้าไปให้ลึกที่สุดและค้างเอาไว้ ก่อนจะปลดปล่อยน้ำเชื้ออุ่นร้อนสีขาวขุ่นระลอกใหญ่ พุ่งฉีดอัดเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของกายภรรยาหยดแล้วหยดเล่าสองร่างเหนื่อยหอบหายใจรดกันท่ามกลางม่านมุ้งที่โรยตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ลมหายใจอุ่นและหยาดเหงื่อผสานรวมเป็นหนึ่ง สองร่างทิ้งตัวลงกอดก่ายกันบนเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อนทว่าอิ่มเอมในรสสวาทที่แสนตราตรึงราตรีอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไป เพลิงปรารถนาที่เพิ่งมอดดับไปได้เพียงชั่วก้านธูปไหม้กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวหวานของน้ำรักที่คละคลุ้งอยู่บนผ้าปูที่นอนและหยาดเหงื่อที่โซมกายมิได้ทำให้คนทั้งสองรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นดั่งสุราฤทธิ์แรงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวขึ้นมามากกว่าเก่ามู่ชิงนอน
วาจาหวานหูที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนทำเอาหัวใจของมู่ชิงเต้นกระหน่ำรัว ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากโต้แย้ง ริมฝีปากหยักลึกของเว่ยฉีเหวินก็ทาบทับลงมาบดจูบอย่างแผ่วเบาในครั้งแรก ทว่าชั่วอึดใจเมื่อลิ้นเรียวเล็กของหญิงสาวเริ่มตอบสนองอย่างขัดเขิน ชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนจังหวะเป็นดุดัน รุกราน ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกลึกเข้าไปเกี่ยวพันระคนหยอกเย้า แลกเปลี่ยนน้ำหวานอันหอมหวานอย่างตะกรุมตะกราม สองมือเรียวบางของมู่ชิงเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง ก่อนจะดึงรั้งให้ร่างหนาแนบชิดลงมาอีกจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างเว่ยฉีเหวินส่งเสียงครางต่ำในลำคออย่างพอใจ มือหนาข้างหนึ่งเริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้เอวบางคอดกิ่วขึ้นมาจนถึงทรวงอกคัดตึง ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บดคลึงยอดปทุมถันสีหวานผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนมันชูชันแข็งเป็นไตสู้มือ มู่ชิงสะดุ้งเฮือก แอ่นอกรับสัมผัสสยิวกายด้วยความรัญจวนใจ“อื้อ อาเหวิน”เมื่อเห็นว่าภรรยาคนงามเริ่มคล้อยตามเพลิงสวาท เว่ยฉีเหวินจึงกระชากสายรัดเอวผ้าไหมของนางออกรวดเดียว เสื้อตัวในแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเต้างามขนาดใหญ่ขาวเนียนผุดผ่องไร้ราคีคาว ชายหนุ่มผละริมฝีปากออกซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอข
หลังจากที่จัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เว่ยฉีเหวินก็ทูลต่อบิดาของตนว่าเขาจะแต่งงานกับมู่ชิง อีกทั้งยังบอกว่าก่อนหน้านี้เขาและนางได้เป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยแล้ว เว่ยฮ่องเต้และหวังฮองเฮานั้นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะอย่างไรเสียชาติกำเนิดของมู่ชิงก็ดียิ่ง บิดาของนางก็ดำรงตำแหน่งท่านราชครู น้องสาวต่างมารดาก็ได้เป็นถึงพระชายาชินอ๋อง เมื่อความคิดเห็นตรงกันแล้ว จึงรับสั่งให้มีกำหนดการจัดงานแต่งงานในทันทียามนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลมู่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงชาดและโคมไฟมงคล เสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลแว่วลอยมาตามสายลมตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ในเรือนนอนของมู่ชิงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกล้วยไม้ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับสลักจากหยกเนื้อดี ดวงตากลมโตทอประกายความสุขระคนตื่นเต้น ริมฝีปากบางแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดดุจผลอิงเถาหญิงอาวุโสและแม่สื่อผู้มีดวงชะตาเป็นมงคลกำลังช่วยกันปรนนิบัติแต่งกายให้นาง ชุดแต่งงานของมู่ชิงทำจากผ้าไหมซูโจวสีแดงมงคล ปักลายหงส์เหินคู่มังกรด้วยเส้นไหมทองคำแท้อย่างประณีต ทุกฝีเข็มสะท้อนถึงความตั้งใจและพระเมตตาของหวังฮองเฮาท
เช้าวันต่อมาเซียวเหวินก็ออกจากจวนไปส่งผักตามปกติ วันนี้เขาไม่ได้พามู่ชิงมาด้วยเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้าอ่อนแรงจากกิจกรรมอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ เขาจึงบอกให้นางนอนพักผ่อนให้มากๆ มู่ชิงเองก็พยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับต่อเพราะนางรู้สึกเหนื่อยล้ามากจริงๆหลังจากจัดแจงทำทุกอย่างเสร็จเรีย
ภายในห้องนอนยามนี้ร้อนระอุไปด้วยเพลิงราคะ ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่แสนเร่าร้อนเมื่อครู่กำลังจะเริ่มอีกแล้ว สองร่างเปลือยเปล่ากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของมู่ชิงและเซียวเหวินผสานเป็นเสียงเดียวกันจนแยกไม่ออก ความต้องการที่ถูกจุดติดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ชายหนุ่มผู้อ่
เมื่อเห็นว่าเถียงสู้มู่ชิงไม่ได้ เว่ยลู่จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เซียวเหวิน ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามที่ได้มองเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้มันกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“สามีเจ้านี่ช่างหน้าตาทุเรศสิ้นดี แต่ก็เหมาะสมกับเจ้ามากเลยนะ”วาจาดูแคลนเช่นนั้นทำเอาเซียวเหวินไม่พอใจขึ้นมา ใครจะดูถ
เช้าวันต่อมาหลังจากกินอาหารเช้าอิ่มแล้ว มู่ชิงก็คิดจะออกไปเดินเล่นกับสามีเหมือนเช่นเมื่อวานนี้ เพราะอยู่แต่ในจวนนางก็เบื่อไม่มีอันใดทำ อีกทั้งเซียวเหวินยังบอกว่าวันนี้เขาจะนำผักที่ปลูกได้ไปขาย จากนั้นก็จะนำเงินที่ขายผักได้มามอบให้กับนายท่านซึ่งก็คือบิดาของนางนั่นเอง มู่ชิงยิ้มหวานก่อนจะช่วยเขาจัดแจ







