LOGINนางจางซื่อกำมือแน่นเมื่อไม่อาจจัดการลูกเลี้ยงได้ ส่วนมู่หว่านก็ปรายตามองพี่สาวต่างมารดาของตนอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก เมื่อสองแม่ลูกไม่อาจทำสิ่งใดได้จึงเดินกระฟัดกระเฟียดกลับเรือนของตนไปทันที มู่ชิงคร้านจะสนใจ เพราะอย่างไรสองแม่ลูกคู่นี้ต่อไปก็คงจะมารังแกนางไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อนางจางซื่อและมู่หว่านจากไปแล้ว ราชครูมู่ก็ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วก่อนจะหันมาเอ่ยกับบุตรสาว
“ชิงชิง ข้าไม่อยู่เพียงไม่กี่วัน เจ้าก็ก่อเรื่องถึงเพียงนี้ ผู้ใดให้ความกล้าเช่นนี้กับเจ้ากัน”
เขาถามบุตรสาวของตนอย่างไม่พอใจ แต่ในน้ำเสียงกลับไม่ได้แสดงความดุดันมากเท่าใดนัก อย่างไรมู่ชิงก็คือบุตรสาวคนโตของเขา นางคือบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกโดยชอบธรรม เป็นสายเลือดโดยตรงเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ แต่เขาไม่คิดเลยว่านางจะใฝ่ต่ำเอาบ่าวมาทำสามีเช่นนี้ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังใจกล้ากำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวผู้ใด เช่นนี้เขาจะวางใจได้อย่างไรว่านางจะไม่ก่อเรื่องใหญ่ในภายหน้า
แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่กล้าทำรุนแรงกับนางมากนัก แม้ภายนอกจะดูลำเอียงรักใคร่นางจางซื่อและมู่หว่าน แต่แท้จริงแล้วในใจของเขาย่อมต้องห่วงใยมู่ชิงมากกว่าใครทั้งสิ้น
มู่ชิงยิ้มหวานแล้วกล่าวกับบิดาของตน
“ท่านพ่อ ลูกย่อมได้ความกล้ามาจากท่านพ่อน่ะสิเจ้าคะ อีกอย่างลูกย่อมต้องเข้มแข็งเพื่อความอยู่รอด หรือว่าท่านพ่อมองไม่ออกว่านางจางซื่อที่ผ่านมากลั่นแกล้งลูกเอาไว้มากเพียงใด”
ราชครูมู่ถึงกับเอ่ยวาจาไม่ออก เรื่องนี้มีหรือเขาจะไม่รู้ แต่กลับทำเป็นแกล้งปิดหูปิดตาเพราะไม่อยากให้ในจวนวุ่นวายไปมากกว่านี้ มู่ชิงที่เห็นว่าบิดาเงียบไปก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“เงียบเช่นนี้ ท่านพ่อเข้าข้างพวกนางสินะ ใช่สิ ใครมันจะไปสู้คนที่นอนอยู่ข้างกายท่านได้เล่า”
“เหลวไหล!”
“ลูกพูดความจริง ดูท่านพ่อสิ สายตาท่านยามมองหน้าอกนางจางซื่อตาเป็นประกายระยิบระยับเลยนะเจ้าคะ”
“หุบปาก!”
“หุบทำไมเจ้าคะ พูดเรื่องจริงเหตุใดต้องหุบ”
ราชครูมู่ “....”
ชายวัยกลางคนหมดคำที่จะพูดออกมาแล้ว ยิ่งเถียงกับมู่ชิงเขาก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้ากลับไปเถอะ ไปสำนึกตนให้ดี”
มู่ชิงเมื่อได้ฟังก็ไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหน นางยังคงจ้องมองบิดาตนอยู่อย่างนั้น จนบิดาต้องถามขึ้นมาอีกรอบ
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไมกัน ข้าบอกให้เจ้ากลับไป”
“ท่านพ่อ ลูกขอยืมเงินห้าร้อยตำลึงเจ้าค่ะ ช่วงนี้ลูกขาดแคลนเงินทองใช้สอยยิ่งนัก ต้องการเงินไว้ใช้จ่ายเสียหน่อย”
ราชครูมู่ส่งเสียงหัวเราะหึหึออกมา
“เจ้าจะเอาเงินไปทำอะไรมากมาย เบี้ยหวัดในจวนข้าก็ให้เจ้าใช้เดือนละหลายสิบตำลึงแล้วมิใช่หรือ!”
“ไม่พอเจ้าค่ะ ลูกต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ อาหารการกินของลูกก็ลำบาก ท่านพ่อ! หรือท่านอยากให้ท่านแม่ที่อยู่ในปรโลกปวดใจ มองดูท่านมีภรรยาใหม่แล้วลืมบุตรสาวตนเอง ท่านไม่กลัวว่าท่านแม่จะโผล่ขึ้นมาจากหลุมแล้วมาหาท่านหรอกหรือ”
ราชครูมู่ได้ฟังก็สะดุ้งโหยง เขากลัวผีเป็นที่สุด แม้แต่ผีเมียเก่าเขาก็ยังกลัว ความกลัวที่เกิดขึ้นในใจทำให้เขาลนลานขึ้นมา ก่อนจะรีบล้วงหยิบตั๋วเงินส่งให้บุตรสาวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ยืมใช่หรือไม่ แล้วเจ้าจะคืนเมื่อใด?”
“ชาตินี้แหละเจ้าค่ะ แต่ไม่รู้วันไหน ท่านพ่อรอไปก่อนนะเจ้าคะ ลูกขอตัวก่อนจะพาสามีไปหาซื้อของอร่อยๆ กินกันเจ้าค่ะ คืนนี้จะได้มีแรงทำลูกอีกรอบ”
ราชครูมู่ “.....”
เมื่อได้เงินไปแล้วมู่ชิงก็พาเซียวเหวินเดินออกมาจากเรือนใหญ่อย่างอารมณ์ดี เซียวเหวินที่ได้เห็นเช่นนั้นจึงกระซิบถามภรรยาตน
“คุณหนู ท่านไปรีดไถเงินนายท่านเช่นนี้มันจะดีจริงๆหรือขอรับ?”
มู่ชิงกลอกตาไปมาในความแสนดีของสามีตน ก่อนจะเอ่ยขัดเขา
“รีดไถที่ไหนกันเล่า ข้าขอเงินบิดาของข้า ข้าจะคืนเมื่อใดก็ย่อมได้ เจ้าคิดมากไปแล้ว เร็วเข้า วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ซื้ออาหารดีๆ กินกัน”
กล่าวจบนางก็จับมือเขาให้เดินไปที่รถม้าทันที เซียวเหวินหันมามองภรรยาของตนแวบหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงรู้สึกชอบนางที่เป็นเช่นนี้มากกว่าแต่ก่อน
เมื่อมาถึงหน้าประตูมู่ชิงก็บอกกับบ่าวรับใช้ว่าต้องการรถม้าไปตลาด แต่พ่อบ้านกลับขัดขวางจึงถูกนางต่อยจนตาบวม
สองสามีภรรยานั่งรถม้ามาเดินเล่นที่ตลาดกันอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจสายตาของเหล่าชาวบ้านที่มองมาเลยแม้แต่น้อย นางและเซียวเหวินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้กันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยจึงพากันมานั่งจิบชาและกินขนมหวานที่โรงน้ำชากันสองคน
แต่ไม่คาดคิดเลยว่านางจะได้พบเจอกับเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์เข้า คุณหนูเหล่านั้นมองนางอย่างดูแคลน เพราะข่าวลือที่นางได้บ่าวรับใช้เป็นสามีแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว คาดว่าคนที่ปล่อยข่าวคงจะเป็นนางจางซื่อและมู่หว่าน
แต่มู่ชิงกลับไม่สนใจสายตาเหล่านั้นที่มองมาเลยแม้แต่น้อย นางหยิบขนมขึ้นมาป้อนให้สามีของตนเองกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ยังคงมีคุณหนูปากยื่นปากยาวบางคนที่เอ่ยวาจาแดกดันพลางยกยิ้มสมเพชนาง
“ให้ตายเถอะ คนเราเกิดเป็นถึงคุณหนูใหญ่ภรรยาเอก แต่กลับใฝ่ต่ำเช่นนี้เลยหรือ น่าสงสารมู่หว่านยิ่งนักที่มีพี่สาวเช่นนี้”
มู่ชิงเมื่อได้ฟังแทนที่จะโกรธกลับยิ้มให้คุณหนูผู้นั้นแล้วพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วมันหนักส่วนไหนของเจ้ากันเล่า ข้ามีความสุขมากเลย เจ้ารู้หรือไม่พอข้าได้สามีเป็นบ่าวข้าก็หายคันเลย พวกเจ้าน่ะสิน่าสงสารยิ่งนัก ยังไม่มีสามีเป็นของตนเองเลยใช่ไหมล่ะ คงจะรู้สึกคันมากเลยสินะจึงมาเอ่ยวาจาเหน็บแนมข้าเช่นนี้ ช่างน่าสมเพชจังเลย คิกคิก”
คุณหนูเหล่านั้น “.....”
สองปีต่อมา เว่ยฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์และมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เว่ยฉีเหวินบุตรชายของตน ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยพักอยู่ที่ตำหนักใหญ่ท้ายวังหลวงกับหวังไทเฮาและไทฮองไทเฮาอย่างสุขสำราญใจท่ามกลางแสงอรุณแรกของวันใหม่ที่สาดส่องลงมายังวังหลวง วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัชทายาทผู้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตและบททดสอบแห่งอำนาจมาได้อย่างองอาจ กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนั่นก็คือบัลลังก์มังกรเว่ยฉีเหวิน ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองที่ประณีตบรรจงสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เขายืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์มังกรในตำหนักใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างก้มหัวยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนมู่ชิงก็อยู่ในชุดอาภรณ์หงส์สีแดงชาด ปักดิ้นทองรูปหงส์เคียงคู่มังกร นางดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาเพื่อเคียงคู่กับมังกรหนุ่มผู้นี้ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สื่อถึงความสุขและความภาคภูมิใจ นางเคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่เขาไม่มีสิ่งใด จนถ
สามวันต่อมา ก็เป็นวันที่มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินจะต้องเดินทางไปไหว้พระบนเขาตามที่เว่ยฮ่องเต้มีหมายกำหนดการเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เว่ยลู่และมู่หว่านก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเดียวกันก่อนจะออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน มู่หว่านได้วางแผนการหนึ่งเอาไว้ นางได้สั่งให้คนแอบเล่นไม่ซื่อกับรถม้าของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวิน คาดว่าหลังออกจากเมืองหลวงราวครึ่งชั่วยามยาที่ม้ากินเข้าไปก็จะเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นม้าก็จะคุ้มคลั่งวิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด ได้ยินว่าก่อนจะถึงวัดบนเขาต้องผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งเสียก่อน หากม้าตัวนั้นคุ้มคลั่งจนวิ่งตกหน้าผาไปเช่นนี้แล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนนางต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะส่งคนของตนแทรกซึมเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกมีความสุขและรอดูหายนะของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวินอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่รถม้ากำลังจะออกเดินทาง มู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน“การเดินทางไกลหากใช้รถม้าหลายคันอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าและไม่สะดวกสบาย ซ้ำยังจะทำให้การสัญจรติดขัดได้ เอาอย่างนี้เถิดชายาชินอ๋อง มิสู้ท่านมานั่งรถม้าคันเดียวกับข้าดีไหมเล่า?”มู่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มเต็มใบหน้า มู่หว
หลังจากที่อภิเษกสมรสกันเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินก็ย้ายมาอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพา ทุกๆ วันนางใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มู่ชิงไม่ได้วางตัวสูงส่งหรือกดข่มผู้ใดเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับบ่าวไพร่นางก็ใจดีมีเมตตาอยู่เสมอ ส่วนเว่ยฉีเหวินนั้นหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เขาก็ต้องช่วยบิดาจัดการงานราชการในยามเช้าเช่นเดียวกันแม้จะเกิดและเติบโตที่ด้านนอกวังหลวง แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีสายเลือดของราชวงศ์ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เขาก็ล้วนเรียนรู้ได้โดยว่องไว ประจวบเหมาะกับการสั่งสอนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจของราชครูมู่ ไม่นานชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจมีอำนาจอยู่ในมือเช้านี้เว่ยลู่ก็มาร่วมประชุมยามเช้าด้วย เขาปลงตกกับเรื่องของเว่ยฉีเหวินไปนานแล้ว แม้จะไม่ค่อยพบปะสนทนากับหลานชายเท่าใดนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นแต่ก่อน หลังจากร่วมประชุมยามเช้าเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันทีเมื่อมาถึงจวนชินอ๋องก็มีบ่าวเข้ามารายงานว่าตอนนี้มู่หว่านกำลังลงโทษสาวใช้นางหนึ่งอยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุเพราะเมื่อคืนนางเข้ามาส่งชาให้กับเขาในห้องตำรา เว่ยลู่พอได้ฟังก็มีสี
เว่ยฉีเหวินกัดฟันกรอด เร่งความเร็วช่วงล่างจนสะโพกสอบแทบเคล็ด เขากระแทกเน้นย้ำไปยังจุดเร้นลับที่สุดของนางติดต่อกันหลายครั้งอย่างรุนแรง ก่อนที่มู่ชิงจะกรีดร้องลั่น กายบางกระตุกเกร็งระรัว ร่องสวาทบีบขมิบตอดรัดแก่นกายยักษ์เอาไว้แน่นพร้อมกับฉีดปล่อยน้ำหวานสีใสออกมาจนเปียกชุ่ม ชายหนุ่มร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า เขาอัดสะโพกกระแทกเข้าไปให้ลึกที่สุดและค้างเอาไว้ ก่อนจะปลดปล่อยน้ำเชื้ออุ่นร้อนสีขาวขุ่นระลอกใหญ่ พุ่งฉีดอัดเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของกายภรรยาหยดแล้วหยดเล่าสองร่างเหนื่อยหอบหายใจรดกันท่ามกลางม่านมุ้งที่โรยตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ลมหายใจอุ่นและหยาดเหงื่อผสานรวมเป็นหนึ่ง สองร่างทิ้งตัวลงกอดก่ายกันบนเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อนทว่าอิ่มเอมในรสสวาทที่แสนตราตรึงราตรีอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไป เพลิงปรารถนาที่เพิ่งมอดดับไปได้เพียงชั่วก้านธูปไหม้กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวหวานของน้ำรักที่คละคลุ้งอยู่บนผ้าปูที่นอนและหยาดเหงื่อที่โซมกายมิได้ทำให้คนทั้งสองรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นดั่งสุราฤทธิ์แรงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวขึ้นมามากกว่าเก่ามู่ชิงนอน
วาจาหวานหูที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนทำเอาหัวใจของมู่ชิงเต้นกระหน่ำรัว ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากโต้แย้ง ริมฝีปากหยักลึกของเว่ยฉีเหวินก็ทาบทับลงมาบดจูบอย่างแผ่วเบาในครั้งแรก ทว่าชั่วอึดใจเมื่อลิ้นเรียวเล็กของหญิงสาวเริ่มตอบสนองอย่างขัดเขิน ชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนจังหวะเป็นดุดัน รุกราน ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกลึกเข้าไปเกี่ยวพันระคนหยอกเย้า แลกเปลี่ยนน้ำหวานอันหอมหวานอย่างตะกรุมตะกราม สองมือเรียวบางของมู่ชิงเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง ก่อนจะดึงรั้งให้ร่างหนาแนบชิดลงมาอีกจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างเว่ยฉีเหวินส่งเสียงครางต่ำในลำคออย่างพอใจ มือหนาข้างหนึ่งเริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้เอวบางคอดกิ่วขึ้นมาจนถึงทรวงอกคัดตึง ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บดคลึงยอดปทุมถันสีหวานผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนมันชูชันแข็งเป็นไตสู้มือ มู่ชิงสะดุ้งเฮือก แอ่นอกรับสัมผัสสยิวกายด้วยความรัญจวนใจ“อื้อ อาเหวิน”เมื่อเห็นว่าภรรยาคนงามเริ่มคล้อยตามเพลิงสวาท เว่ยฉีเหวินจึงกระชากสายรัดเอวผ้าไหมของนางออกรวดเดียว เสื้อตัวในแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเต้างามขนาดใหญ่ขาวเนียนผุดผ่องไร้ราคีคาว ชายหนุ่มผละริมฝีปากออกซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอข
หลังจากที่จัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เว่ยฉีเหวินก็ทูลต่อบิดาของตนว่าเขาจะแต่งงานกับมู่ชิง อีกทั้งยังบอกว่าก่อนหน้านี้เขาและนางได้เป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยแล้ว เว่ยฮ่องเต้และหวังฮองเฮานั้นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะอย่างไรเสียชาติกำเนิดของมู่ชิงก็ดียิ่ง บิดาของนางก็ดำรงตำแหน่งท่านราชครู น้องสาวต่างมารดาก็ได้เป็นถึงพระชายาชินอ๋อง เมื่อความคิดเห็นตรงกันแล้ว จึงรับสั่งให้มีกำหนดการจัดงานแต่งงานในทันทียามนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลมู่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงชาดและโคมไฟมงคล เสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลแว่วลอยมาตามสายลมตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ในเรือนนอนของมู่ชิงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกล้วยไม้ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับสลักจากหยกเนื้อดี ดวงตากลมโตทอประกายความสุขระคนตื่นเต้น ริมฝีปากบางแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดดุจผลอิงเถาหญิงอาวุโสและแม่สื่อผู้มีดวงชะตาเป็นมงคลกำลังช่วยกันปรนนิบัติแต่งกายให้นาง ชุดแต่งงานของมู่ชิงทำจากผ้าไหมซูโจวสีแดงมงคล ปักลายหงส์เหินคู่มังกรด้วยเส้นไหมทองคำแท้อย่างประณีต ทุกฝีเข็มสะท้อนถึงความตั้งใจและพระเมตตาของหวังฮองเฮาท
เช้าวันต่อมาเซียวเหวินก็ออกจากจวนไปส่งผักตามปกติ วันนี้เขาไม่ได้พามู่ชิงมาด้วยเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้าอ่อนแรงจากกิจกรรมอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ เขาจึงบอกให้นางนอนพักผ่อนให้มากๆ มู่ชิงเองก็พยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับต่อเพราะนางรู้สึกเหนื่อยล้ามากจริงๆหลังจากจัดแจงทำทุกอย่างเสร็จเรีย
ภายในห้องนอนยามนี้ร้อนระอุไปด้วยเพลิงราคะ ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่แสนเร่าร้อนเมื่อครู่กำลังจะเริ่มอีกแล้ว สองร่างเปลือยเปล่ากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของมู่ชิงและเซียวเหวินผสานเป็นเสียงเดียวกันจนแยกไม่ออก ความต้องการที่ถูกจุดติดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ชายหนุ่มผู้อ่
เมื่อเห็นว่าเถียงสู้มู่ชิงไม่ได้ เว่ยลู่จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เซียวเหวิน ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามที่ได้มองเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้มันกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“สามีเจ้านี่ช่างหน้าตาทุเรศสิ้นดี แต่ก็เหมาะสมกับเจ้ามากเลยนะ”วาจาดูแคลนเช่นนั้นทำเอาเซียวเหวินไม่พอใจขึ้นมา ใครจะดูถ
เช้าวันต่อมาหลังจากกินอาหารเช้าอิ่มแล้ว มู่ชิงก็คิดจะออกไปเดินเล่นกับสามีเหมือนเช่นเมื่อวานนี้ เพราะอยู่แต่ในจวนนางก็เบื่อไม่มีอันใดทำ อีกทั้งเซียวเหวินยังบอกว่าวันนี้เขาจะนำผักที่ปลูกได้ไปขาย จากนั้นก็จะนำเงินที่ขายผักได้มามอบให้กับนายท่านซึ่งก็คือบิดาของนางนั่นเอง มู่ชิงยิ้มหวานก่อนจะช่วยเขาจัดแจ







