เข้าสู่ระบบบทที่สอง
เช็ดตัว
“เอายาคุมมาไว้ตรงหัวเตียงแบบนี้ อยากให้คนอื่นรู้ว่ามีอะไรกับพี่?” แพรวารีบคว้าแผงยาคุมไปซ่อนทันที เธอเอ่ยเสียงราบเรียบ
“แพรจะระวังตัวให้มากกว่านี้”
ร่างสูงไม่ได้พูดอะไรอีก เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง นัยน์ตาคมปราดมองผิวบริเวณที่โผล่พ้นเสื้อผ้า พอพบว่าเป็นรอยดูดเม้มอย่างเห็นได้ชัด ก็เอามือล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบยาทาภายนอกให้
หญิงสาวไม่กล้ารับยาจากอีกฝ่าย เดือดร้อนคนพี่ต้องยัดยาใส่มือเล็ก
“หรือต้องให้พี่ทาให้”
แพรวาส่ายหัวไปมา ธีระมีหลายเรื่องที่อยากจะพูดกับอีกฝ่าย แต่พอเห็นอีกคนนอนซมเพราะเรื่องเมื่อวาน เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจคิดจะรังแก
“งานหมั้นเรียบร้อยแล้วหรือคะ”
“อยากได้คำตอบว่าอะไร”
“...” หญิงสาวเม้มปากแน่น
“เลิกคิดไปได้เลยเรื่องให้พี่ถอนหมั้นกับพราว แพรไม่มีวันทำสำเร็จ” ชายหนุ่มบอก
“แพรไม่ได้คิดจะให้พี่กับพราวเลิกกัน”
อย่างนั้นหรือ
หากมันเป็นอย่างนั้นจริง เธอคงไม่เข้าหาเขาหรอกกระมัง เพราะอิจฉาน้องสาวที่ได้ดีจึงทำเรื่องทั้งหมดลงไป นั่นดูจะเป็นคำตอบของเด็กขี้อิจฉาที่แย่งของของน้องสาว
“อาทิตย์หน้าไปแผนกสูตินรีเวชที่โรงพยาบาลด้วย”
ใบหน้าเล็กดูฉงนกับคำสั่งของคนตรงหน้า มีคำถามว่าทำไมเต็มไปหมด
“พี่ต้องการตรวจให้ชัดเจนว่าเธอไม่ได้ท้องกับพี่”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงตรงกลางใจหญิงสาว เธอตั้งใจจะกินยาคุมทุกวันอยู่แล้ว เพราะไม่อยากเสี่ยงท้องกับคู่หมั้นน้องสาว
ไม่คิดว่าอีกคนจะตั้งใจให้เธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล เธอเป็นหมอแล้วก็มีคนรู้จักอยู่ที่โรงพยาบาล หากทำอย่างนั้นไม่เท่ากับเป็นการเปิดเผยหรือว่าเธอมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่ม
เหมือนจะเห็นสีหน้าและแววตาเป็นกังวลของแพรวา ธีระจึงเปรยขึ้น
“จะให้ตรวจกับหมอผู้หญิงที่ไว้ใจได้และไม่เอาเรื่องไปแพร่งพราย เรื่องค่าใช้จ่าย พี่รับผิดชอบเอง”
“แพรจะกลับเชียงใหม่ในอีกสามวัน คงไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่ได้”
“สำคัญมากหรือถึงรีบกลับ” เขาถามก่อนยืนยันจะให้เธออยู่ตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล แพรวาไม่ได้มีธุระสำคัญที่เชียงใหม่ จะมีธุระก็ช่วงสองสามเดือนหน้า คิดว่าไปตรวจครรภ์กับผู้เชี่ยวชาญน่าจะดี
“ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ค่ะ”
“งั้นก็อยู่ตรวจครรภ์ที่นี่และพักดูอาการไปอีกสักอาทิตย์” เขาบอก นัยน์ตาคมไม่ลืมกวาดมองผิวส่วนอื่นที่แดงระเรื่อ เขาเอามือมาอังหน้าผากคนตัวเล็ก พอพบว่าเป็นไข้ นัยน์ตาดุก็ทอแสงอ่อนลง
“กินอะไรตอนเช้าแล้วหรือยัง”
ร่างบางส่ายหน้า
“เดี๋ยวให้จุ๊บแจงเอาโจ๊กมาให้” เขาบอก ก่อนจะผละไปเข้าห้องน้ำ ไม่ลืมหยิบกะละมังและผ้าเช็ดตัวมาด้วย หญิงสาวมองดูอีกฝ่ายละเมียดละไมเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าก็ไม่เข้าใจ
“พี่ธีร์..ทำแบบนี้..”
“พี่ทำเพราะเธอป่วย ในฐานะคนเป็นหมอไม่ได้มีใจพิศวาสคนไข้” เขาชี้แจง นั่นทำให้หัวใจดวงน้อยห่อเหี่ยว ธีระกำลังจะถอดเสื้อผ้าแพรวาเพื่อเช็ดตัวต่อ แต่หญิงสาวปฏิเสธ
“แพรทำเองได้หรือไม่ก็ให้จุ๊บแจงมาเช็ด”
“ผิวมีรอยขนาดนี้ อยากโชว์ให้คนอื่นเห็นก็ตามใจ” เท่านั้นล่ะ คนตัวเล็กกว่าถึงหุบปาก เธอนอนนิ่งยอมให้อีกคนเช็ดตัวแต่โดยดี ธีระปลดกระดุมรวมถึงบราของหญิงสาวให้
แววตาชายหนุ่มทะมึนลงเมื่อผิวนวลเนียนปรากฎขึ้น แพรวายกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าอก แต่อีกคนไวกว่ารีบจับมือนั้นไว้ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามลำตัว
เกิดความเงียบขึ้นในห้อง หญิงสาวกลั้นหายใจเมื่ออีกคนใช้มือกั้นโดยผ้าลากผ่านหน้าอกลงไปที่ท้องน้อย เวลาเดินผ่านไปช้ามาก
“พอแล้วค่ะ” เธอบอก ชายหนุ่มไม่หยุด มือหนากำลังจะถอดกางเกงออก แต่แพรวารีบห้าม
“หลังจากตรงนี้แพรทำเองได้”
“จะทายาให้”
“ทาเองได้ค่ะ” บอกแล้วก้มหน้างุด ใบหน้าคมฉายแววขบขัน เขาเลิกแกล้งอีกฝ่าย ให้หญิงสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวด้วยตนเอง จุ๊บแจงเอาโจ๊กวางไว้หน้าประตู สิ่งที่ต้องทำก็คือเอาเข้ามาให้หญิงสาว
แพรวาค่อย ๆ ชิมโจ๊กช้า ๆ เธอป่วยจนขยับตัวไม่ได้ ด้านล่างปวดไปหมด ธีระยืนมองหญิงสาวอิ่มเอมกับอาหาร ไม่ลืมจัดแจงปาท่องโก๋ให้
เมื่อแน่ใจว่าเธอดูแลตัวเองได้หลังจากกินข้าวแล้ว เขาก็ขอตัวกลับ แพรวาจึงมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง...ร่างบางกินยาแล้วนอนพักทันที
ธีระเลี้ยวรถเข้ามาในโรงพยาบาล เห็นพี่ชายตนยืนสูบบุหรี่อยู่ก็รู้สึกฉุน เป็นถึงอาจารย์หมอแท้ ๆ ไฉนเลยกลับไม่ใส่ใจสุขภาพของตนเอง
ยืนสูบบุหรี่ลอยชาย ทำเหมือนชีวิตไม่ได้สลักสำคัญอะไร ชายหนุ่มลงจากรถ ทำเป็นมองไม่เห็นอีกคน แต่เสียงทุ้มดังขัดขึ้นก่อน
“เมื่อวานไปไหนกับแพรวา”
ธีระหยุดยืน ใบหน้าคมหันไปมองอีกฝ่ายก่อนพูดเสียงเรียบ “คนที่ทิ้งเขาไว้ที่โรงแรมมีสิทธิ์ถามคำถามนี้?”
“แล้วนายรับแพรไปดูแลแทนฉันงั้นหรือ”
“...”
“ดูขั้นไหนถึงมียาคุมวางไว้บนหัวเตียง” นัยน์ตานั้นดูชิงชังพฤติกรรมของผู้เป็นน้อง
ธีระอยากจะหัวเราะร่วนในใจ ญาติผู้พี่ทำเหมือนไม่เคยนอนกับผู้หญิงไปได้ แทบจะนับจำนวนขาคนที่ขึ้นเตียงด้วยไม่ได้ แต่มีหน้ามาปรามน้องชายที่เพิ่งเคยขึ้นเตียงกับผู้หญิง เขาลอบหัวเราะ
เหมือนคนเป็นพี่จะรู้ว่าคนเป็นน้องคิดอย่างไร
“ถ้าแกอยากมีอะไรกับใครฉันก็ไม่ว่า แต่...มีอะไรกันหนึ่งคืนก่อนงานหมั้นแถมคนที่นอนด้วยยังเป็นพี่สาวของคู่หมั้น ไม่คิดว่ามันเกินไปงั้นหรือ” เขาพูดเตือนสติ
ธีระมีสีหน้าเรียบเฉย พูดออกมาก่อนจะเดินจากไป
“ถ้าคนแถวนี้ยังรุ่มร่ามใส่คู่หมั้นของผมได้ ก็คิดว่าไม่มีสิทธิ์จะมาห้ามนะ”
ตฤณถึงกับส่ายหัว
เชื่อเขาเลย
ธีระไม่เคยออกนอกลู่ออกนอกทางมาก่อน กับผู้หญิงสักคนก็ยังไม่เคยนอนด้วย แล้วเหตุใดจึงจับพลัดจับผลูมานอนกับแพรวาได้
เขารู้ว่าน้องชายของเขาเป็นเทพบุตร ไม่คิดจะสานต่อกับผู้หญิงคนไหนหากไม่ใช่ภรรยา แต่การกระทำของอีกฝ่ายกลับเป็นไปคนละทิศคนละทาง
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ชั่วคืนเท่านั้น เหตุการณ์พรรคนี้กลับเกิดขึ้น แปลว่ายังมีเรื่องบางส่วนที่เขาไม่รู้..และคงจะต้องถามจากปากสองคนนั้นเอง
อาจารย์หมอดับบุหรี่ในมือก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตึกโรงพยาบาลเพื่อทำหน้าที่ของตนตามปกติ
ธีระนั่งทำงานอยู่ในห้องตรวจจนถึงค่ำ
ติ๊ง เสียงประตูใหญ่หน้าโรงพยาบาลเลื่อนออก ก่อนร่างเล็กจะเดินเข้ามา พราวลดาหอบอาหารมาให้
ใบหน้าของชายหนุ่มเปื้อนยิ้ม เมื่อเห็นว่าที่คู่หมั้นทำอาหารมาให้ ใครจะไม่อยากชิม ใคร ๆ ล้วนก็อยากชิมอาหารของพราวลดากันทั้งนั้น
“ขอโทษที่มาช้านะคะ พอดีพราวติดดูแลพี่แพรน่ะค่ะ พี่แพรป่วย”
ชื่อที่ออกมาจากปากคนรัก ทำให้หมอหนุ่มถึงกับหยุดเขียน นัยน์ตาคมดูสับสนชั่วครู่ก่อนปากจะถาม “พี่สาวพราวหายหรือยัง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ เพิ่งกินยาไป ไม่รู้ทำไมถึงปฏิเสธการมาโรงพยาบาล พอพราวไปดูเห็นห่มผ้าห่มซะถึงคอเลย คงหนาวล่ะมั้ง”
ชายหนุ่มรู้เหตุผลดีว่าทำไมอีกฝ่ายถึงคลุมผ้า รอยดูดกับรอยเม้มเต็มตัวเสียขนาดนั้น หากเลิกผ้าให้ดูน้องสาวต้องรู้แน่ว่าเจออะไรมา ที่สำคัญคนทำก็คือเขา มันจึงกระดากที่จะพูดออกไป
“เอาอะไรมาให้พี่ชิม” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง
“มีสเต็กริบอายค่ะ พราวทำเองด้วยนะ”
“คู่หมั้นพี่เก่งที่สุด” ธีระร้องบอก กุมมือของหญิงสาวไว้ พราวลดาเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ทำกับข้าวเป็น ใครเห็นก็รู้สึกรักและเอ็นดู
“พราวเก่งขนาดนี้ พี่ธีร์ไม่เคยให้รางวัลเลยนะ”
“แล้วอยากได้อะไรล่ะ หืม”
“หอมแก้มหน่อย” สาวเจ้าร้องบอก ธีระยีหัวอีกฝ่าย “หลังแต่งงานไม่ดีกว่าหรือ” เขาบอก หญิงสาวยู่ปาก
“เอางั้นก็ได้ค่ะ”
ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อเห็นอีกคนงอน เขาถือคติไม่แตะต้องตัวหญิงสาวจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน...ในใจรู้ดีว่าได้แตะต้องผู้หญิงอีกคนไปแล้ว แถมยังเป็นผู้หญิงที่มีสายเลือดชิดใกล้กับพราวลดาถึงที่สุดอีกด้วย
หลังจากใช้เวลาอยู่ที่สนามบินนานหลายวัน วันที่ตุรกีส่งเครื่องบินมารับก็มาถึง ทั้งหมดได้ขึ้นเครื่องบินลำใหม่รวมถึงกัปตันด้วย ข่าวเครื่องบินตกได้รับรายงานไปทั่วโลก ทางการตุรกีได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นส่งคนมาเก็บกู้ซากเครื่องบิน กล่องดำคือตัวที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมด สภาพเครื่องที่ถูกขีปนาวุธจากอิสราเอลโจมตีเป็นตัวยืนยันได้ถึงความโหดร้ายของสงคราม ปัญหาความไม่ลงรอยกันยังคงคุกรุ่นในโลก รอคอยวันที่สันติภาพจะหวนคืนมา แม้ไม่รู้ว่าบทสรุปของอิสราเอลและปาเลสไตน์จะเป็นอย่างไร แต่ก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมนำการสูญเสียครั้งใหญ่มาให้ สูบเลือดฉีกขวัญกำลังใจของคนให้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี พริมโรสได้แต่ส่งกำลังใจให้อย่างเงียบ ๆ รอคอยวันที่เรื่องเลวร้ายนี่จะจบลง แม้สายการบิน BangkokFly จะส่งเงินและคนมาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาเยียวยาร่วมด้วย เหตุการณ์เครื่องบินตกนั้นสร้างความกังวลให้กับผู้โดยสาร บางคนก็อาจจะยังติดอยู่ในฝันร้ายว่าโดนโจมตีซ้ำ ๆ บางคนก็ไม่อาจมองอิสราเอลว่าเป็นพันธมิตรได้อีก หลากหลายความคิ
ไม่รู้ว่าใช้เวลาอยู่ที่ร้านอาหารนานเกินไปหรือเปล่า พอทั้งหมดกลับเข้ามายังที่พักก็ไม่เห็นภาวินแล้ว เห็นเพียงแต่กลุ่มคนที่ไปออกันหน้าตึกเท่านั้น พริมโรสรู้สึกสงสัยจึงเดินเข้าไปหาฝูงชน คาร์ลเดินต่อท้าย ส่วนแอมแปร์กับลิเซ่ก็จูงมือเข้าไปสอบถาม “กำลังมุงอะไรกันหรือคะ ขอดูด้วยสิ” ลิเซ่ถามขึ้น ผู้หญิงตรงหน้ามีสีหน้าหวาดผวา ชี้ไปยังด้านบนตึกชั้นที่สาม ทุกคนแหงนหน้ามองพร้อมกันพอเห็นภาวินนั่งห้อยขาอยู่ตรงระเบียง ทั้งหมดก็ตกใจรีบร้องปราม “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ รีบเข้าไปข้างในเร็ว เดี๋ยวจะตกเอาได้นะ” แอมแปร์ตะโกนบอก ภาวินเริ่มร้องไห้ หยดน้ำใสทะลักออกมาจากนัยน์ตา ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงราวระเบียงชั้นสามของโรงแรม กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “ฉันติดเชื้อ HIV ไม่รู้จะอยู่ในโลกนี้ไปทำไม ฮือ” น้ำใสไหลออกตา มีเพียงความเงียบในช่วงบ่ายเป็นเพื่อน ทุกคนได้แต่ตะลึงไม่รู้จะตอบอย่างไร พริมโรสชะงักก่อนทำใจกล้าพูดขึ้นมา “พี่ภาวินลงมาคุยกันดี ๆ ก่อนเถอะค่ะ” เธอร้องขอ ไม่นึกว่าการไปเที่ยวในช่วงเช้าแล้วไม่มาดูแลแค่พักหนึ่งจะทำให้อีกคนนึกอยากจะลาโลก “ฉันไม่มีค
เพราะอีกไม่กี่วัน เครื่องบินจะมารับในเขตลาร์นากา ทั้งหมดจึงต้องย้ายไปพักในเมืองใหม่ พอเข้ามาในไซปรัสใต้แล้ว จะได้กลิ่นของอารยธรรมกรีกชัดเจนมากกว่าตุรกี เทคโนโลยีรวมถึงตึกรามบ้านช่องก็ทันสมัยมากขึ้น ตึกสูงระฟ้าและชายหาดที่เต็มไปด้วยผู้คนทำให้ทั้งหมดรู้สึกครื้นเครง ลาร์นากาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของเกาะไซปรัส มีรีสอร์ตและสนามบินที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคือสนามบินนานาชาติลาร์นากา หลังจากอพยพผู้คนมาที่ลาร์นากาได้แล้ว พริมโรสก็คิดว่าจะไปท่องเที่ยวชายหาดให้ผ่อนคลายกับเพื่อนเสียหน่อย มีลิเซ่ แอมแปร์และคาร์ลที่ไปด้วยกัน ส่วนภาวินนอนอยู่ในที่พักเพราะต้องการรักษาตัว ชายหาดสีเหลืองทองทอดยาวไปไกล ร้านรวงใกล้บริเวณชายหาดดูคึกครื้น หญิงสาวถ่ายรูปผู้คนที่เดินขวักไขว่พร้อมทั้งถ่ายตัวเองกับเพื่อนไปด้วย แดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าพาให้จิตใจผ่อนคลาย มองออกไปที่ชายหาดจะเห็นผู้คนมาอาบแดดและนอนอยู่ใต้ร่ม พริมโรสเดินเข้าไปซื้อแว่นกันแดดในร้านค้าพร้อมกับซื้อหมวกมาด้วย ทั้งสี่คนได้ช็อปปิ้งในร้านค้าท้องถิ่นและคิดว่าอยากจะหาอะไรกินรองท้องสักหน่อย คาเฟ่ห
พริมโรสมาให้ปากคำตำรวจที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้น กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามที่เธอต้องการ รูปที่เธอวาดมีผลอย่างมากในการตามหาตัวโจร ตำรวจท้องถิ่นกล่าวขอบคุณที่มีส่วนช่วยในเรื่องการสืบหาตัวตนผู้ร้าย คาร์ลเองก็ดูจะสนใจช่วยเหลือเธอเป็นพิเศษ เขาจำทะเบียนรถของคนร้ายได้ จึงช่วยให้เบาะแสกับตำรวจ ส่วนแอมแปร์ก็จำยี่ห้อของรถได้ ทั้งสามคนจึงมีส่วนช่วยเหลือตำรวจในการให้การ กว่าจะเสร็จก็ปาไปเกือบชั่วโมง พอพวกเขาทั้งสามคนออกมาก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงพอดี “เอ้อ นี่ฉันได้ข่าวว่าภาวินป่วยแหละ” แอมแปร์บอก หญิงสาวถึงกับนิ่งไป ไม่คิดว่าอีกคนจะมาป่วยตอนเครื่องบินตก “แล้วกินยาหรือหาหมอหรือยัง” “ไปหาหมอวันนี้นี่ล่ะ ยังไม่กลับเลย” คาร์ลพูดเสริม “เหมือนจะมีไข้ อ่อนเพลียแล้วก็ผื่นขึ้นนะ” “อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเรากินข้าวเที่ยงกันแถวนี้ก่อนแล้วค่อยไปหาเขาที่โรงพยาบาลกันไหม” ร่างบอบบางเสนอแนะ ทุกคนพยักหน้ารับ อาหารเที่ยงวันนี้เป็นปลาทอดกับของทอด รวมไปถึงผลไม้ ทั้งสามคนกินข้าวไปด้วยพร้อมกับดูข่าวไปด้วย สายการบินเริ่มออกมาตรการให้ระว
รถเก๋งวิ่งผ่านถนนในชนบทเข้าสู่ตัวเมือง เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่รถคันนี้ไม่ได้จอดแวะที่ไหนนอกจากปั๊มน้ำมัน พริมโรสรู้สึกดีที่วัยรุ่นสองคนนี้ช่วยเธอไว้ ระหว่างทางเลยไม่ลืมขอบคุณที่ช่วยเหลือตน หญิงสาวทั้งสองกลัวเธอจะหิวเลยลงไปซื้ออะไรมาให้กิน เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถกับความเงียบงัน หญิงสาวเลยเปิดเพลงในรถให้เป็นเพื่อนร่วมทาง “น่าจะไปถึงนิโคเซียอีกชั่วโมงหนึ่งเลยน่ะค่ะ” พวกเธอสองคนร้องบอก พริมโรสพยักหน้ารับ ขอแค่อยู่ห่างจากพวกโจรนั่นได้ก็เป็นพอ รอบข้างไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่าและบ้านเรือนรายล้อม พริมโรสรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป รถเคลื่อนเข้ามาถึงในตัวเมือง เริ่มมีไฟจากถนนรวมถึงแสงสว่างมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ “ฉันว่าสถานีตำรวจน่าจะปิดแล้วล่ะค่ะ” คนขับรถบอก “งั้นพาฉันไปที่สนามบินในเมืองได้ไหมหรือคะ ฉันพักอยู่โรงแรมแถว ๆ นั้น” พริมโรสเช็ดน้ำตาแล้วร้องขอ อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ในเมื่อไม่มีทางให้ไปเพราะสถานีตำรวจปิดแล้ว สิ่งที่พวกเธอจะมุ่งไปก็คือสนามบิน “ฉันมีเพื่อนอยู่ที่โรงแรมน่ะค่ะ แต่พร
“ปล่อยฉันไปนะ!” พริมโรสกรีดร้องลั่นรถ หวังให้โจรลักพาตัวปล่อยเธอไป พวกมันรีบหาผ้ามาอุดปากแล้วบอกให้นั่งนิ่ง ๆ “ยัยนี่พูดตุรกีได้ ดีจริง” โจรบอก พริมโรสรีบเอาผ้าออกจากปากแล้วเปิดประตูเตรียมจะหนีทันที แต่ชายฉกรรจ์สองคนรั้งตัวเธอเอาไว้ “อยู่นิ่ง ๆ ” หนึ่งในพวกนั้นพูด ขับรถพาเธอออกนอกตัวเมืองไป จุดมุ่งหมายอยู่ที่ไซปรัสเหนือ เพราะพวกนี้เป็นโจรที่รัฐบาลไซปรัสใต้กำลังตามตัว มันอาศัยช่องโหว่จากการข้ามดินแดนเป็นหลัก ด้วยเชื่อว่ารัฐบาลจะหาพวกมันไม่เจอหากข้ามดินแดนมาที่ไซปรัสเหนือ พริมโรสแม้จะลงรถไม่ได้แต่ก็คอยสังเกตว่ารถขับผ่านอะไรบ้างและกินเวลาไปนานเท่าใด พวกมันขับรถพาเธอมายังกระต๊อบใกล้บริเวณชายฝั่ง สองในสามคุมตัวเธอมาก่อนบังคับให้เขาไปนั่งในห้องอับชื้น เต็มไปด้วยรา “ดีจริงที่พวกเราลักพาตัวยัยเอเชียนี่มา...ถ้าเราฆ่ามันตาย รัฐบาลคงเอาผิดอะไรเราไม่ได้” หนึ่งในนั้นบอก “แต่ยัยนี่มันพูดภาษาตุรกีได้ไม่ใช่หรือ ไม่กลัวหรืออย่างไร” “พูดได้ก็ดีสิ จะได้เจรจาง่าย ๆ ” “เอ้า ให้ยัยนี่โทรหาแฟนสิ บอกว่าต้องการเงินสองล้







