Masuk"คารวะนายท่าน"
"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือ ?" ชายหนุ่มที่กำลังนั่งเล่นหมากล้อมในสวนอันงดงามเอ่ยกับคนของเขาโดยไม่หันมามอง
"มีคนนำทองคำมาแลกเป็นตั๋วเงินขอรับ" ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องมารายงานให้เขารู้ด้วยหรือ ?
"เรื่องไม่สำคัญ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมารายงานข้า"
"เอ่อ... แต่นางเป็นคนของคุณหนูใหญ่จวนหยางกั๋วกงนะขอรับ ข้าน้อยหมายถึงหย่งอันโหวฮูหยิน" โจวฉางเยว่ที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นคนของของใครก็ถึงกับชะงัก ก่อนจะมีท่าทีใส่ใจในคำพูดของพ่อบ้านมากขึ้นด้วยการหันมาเอ่ยกับเขา ทำเอาชายชราถึงกับต้องรีบก้มหน้าลงเพราะกลัวความผิด
"คุณหนูใหญ่จวนหยางกั๋วกง เจ้ากำลังหมายถึงหยางซูหนี่น่ะหรือ ?"
"ขะ… ขอรับ ใช่แล้วขอรับ"
"เหตุใดนางจึงคิดที่จะแลกทองคำเป็นตั๋วเงิน ?"
"ข้าน้อยมิทราบขอรับ สาวใช้ผู้นั้นกล่าวเพียงว่าง่ายต่อการเก็บรักษาเท่านั้น ทั้งยังแลกออกไปเป็นจำนวนมาก ข้าน้อยจึงรีบมารายงานนายท่านให้ทราบขอรับ"
"นางแลกไปมากเพียงใด ?"
"ภายในเจ็ดวันนี้พวกนางเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาแลกเปลี่ยนทองคำเป็นตั๋วเงินจำนวนมากกว่าล้านตำลึงแล้วขอรับ"
"ล้านตำลึงงั้นหรือ ?"
"ขอรับ พวกนางอาจจะคิดว่าข้าน้อยจดจำไม่ได้ แต่เพราะข้าน้อยช่างสังเกตจึงรู้ว่าพวกนางมาจากที่เดียวกันและเป็นคนของคุณหนูใหญ่หยางแน่นอนขอรับ"
"อื้ม หากมีสิ่งใดเกี่ยวกับนางอีกให้รีบมารายงานข้าทันที"
"ขอรับนายท่าน"
หลังจากอีกฝ่ายจากไปก็มีชายหนุ่มในชุดสีขาวก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น ท่าทางราวกับคุณชายเจ้าสำราญเช่นนี้ย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก
ตงผิงสหายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของโจวฉางเยว่
โจวฉางเยว่คือพระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มารดาของเขาคือลิ่งกุ้ยเฟยที่ในตอนนี้มีตำแหน่งเป็นลิ่งไท่เฟย ส่วนตงผิงเป็นบุตรชายของซ่างกั๋วกงที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของมารดา ทั้งคู่เกิดปีเดียวกันเดือนเดียวกันทั้งยังเกิดในวันเดียวกัน ทำให้ทั้งสองสนิทกันมากหากแต่นิสัยค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ต่อให้เบื้องหลังพวกเขาสนิทสนมกันมากเพียงใด ทว่าเบื้องหน้ากลับแสร้งทำเป็นไม่สนิททั้งยังดูเหมือนจะไม่ชอบขี้หน้ากันอีกเสียด้วย
ก็เพราะฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงเกินไป พระองค์ไม่ต้องการให้โจวฉางเยว่หรือว่าหนิงอ๋องได้รับแรงสนับสนุนจากตระกูลของมารดา ชายสูงส่งผู้นั้นเกรงกลัวเขามากจนกระทั่งเมื่อสืบรู้ว่าเขามีความสนใจในตัวคุณหนูใหญ่หยางแห่งจวนหยางกั๋วกง พระองค์ก็พระราชทานสมรสให้นางกับคนของพระองค์ในทันที เรื่องนี้ทำให้หนิงอ๋องรู้สึกติดค้างในใจเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นเขาจึงทำได้เพียงเฝ้ามองหญิงสาวอยู่ห่าง ๆ แท้จริงแล้วเหตุการณ์วุ่นวายในวันแต่งงานของหย่งอันโหวก็ล้วนมาจากเขาทั้งสิ้น ชายหนุ่มสร้างความโกลาหลด้วยการปลุกปั่นพวกชนเผ่าหน้าด่านให้บุกโจมตีชายแดนจนกระทั่งข่าวลือส่งมาถึงเมืองหลวง ทำให้ฮ่องเต้ผู้ขี้ขลาดคนนั้นถึงกับรีบส่งหย่งอันโหวเดินทัพออกจากเมืองหลวงในทันที ทั้งที่การแต่งงานพึ่งผ่านพ้นไปยังไม่ทันข้ามวัน
ก่อนที่จะทำให้หยางซูหนี่จะต้องเฝ้าจวนอย่างเดียวดายเพียงลำพัง
"ท่านอ๋องช่างร้ายกาจนัก"
"เจ้าอย่าได้พูดมากนัก" หนิงอ๋องกล่าวเตือนญาติผู้น้องเสียงแข็งก่อนจะปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
"ท่านชอบพอนางมาก่อน เหตุใดต้องยอมให้คนผู้นั้นพรากนางไปจากท่านได้อีกเล่า ?" ตงผิงไม่เข้าใจว่าหากอีกฝ่ายต้องการก็สามารถแต่งเข้าจวนอ๋องได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องยินยอมให้ฝ่าบาทพระราชทานนางให้แต่งเข้าจวนหย่งอันโหว
"ข้าไม่ได้ยินยอม !" หนิงอ๋องเอ่ยเสียงแข็งก่อนจะขบกรามจนแน่น ในวันที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้กับหยางซูหนี่และหย่งอันโหวตัวเขายังไม่ได้เดินทางกลับจากเจียงหนาน ด้วยเพราะเหตุนั้นอีกฝ่ายจึงใช้โอกาสนี้พรากนางไป
"เฮ้อ ! คนผู้นั้นรังแกกันเกินไปแล้ว"
"หึ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วข้าย่อมพานางกลับคืนมาให้ได้"
"แล้วหากว่านางไม่ยินยอมเล่า ?" ตงผิงเอ่ยก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่ายพร้อมทำสีหน้าไม่เชื่อถือ หากเป็นเช่นนั้นหยางซูหนี่ก็จะขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงหม้าย เมื่อถึงตอนนั้นลิ่งไท่เฟยจะยินยอมให้นางแต่งเข้าจวนหนิงอ๋องอย่างง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ ?
"เจ้ากำลังคิดว่าเสด็จแม่จะไม่ยินยอมงั้นหรือ ?"
"ท่านอ๋อง ลิ่งไท่เฟยคงไม่ยินยอมเป็นแน่ ! หลายวันก่อนท่านแม่ของข้ากล่าวว่าลิ่งไท่เฟยกำลังมองหาพระชายาให้ท่านอยู่ มีคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์มากมายที่เป็นที่น่าจับตามองของพระองค์"
หนิงอ๋องถอนหายใจ พระมารดาของเขาเรื่องใดก็ล้วนดีหมดยกเว้นเรื่องความเจ้ากี้เจ้าการจนเกินเหตุของนางที่ดูเหมือนจะมีมากเกินไปจริง ๆ
"ว่าแต่… เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าหยางซูหนี่นางให้คนของนางมาแลกทองคำเป็นตั๋วเงินงั้นหรือ ? นางคิดที่จะทำสิ่งใดกันแน่ ! จึงได้แลกตั๋วเงินมากมายเช่นนั้น"
"ไม่ใช่เพียงแค่ตั๋วเงิน แต่นางยังให้คนของนางกักตุนเสบียงอีกหลายหมื่นต้าน"
"หลายหมื่นต้าน ! หยางซูหนี่ช่างร่ำรวยเกินไปแล้ว นางคิดจะนำเสบียงส่งไปยังกองทัพเพื่อสนับสนุนสามีของนางเช่นนั้นหรือ ? ช่างเป็นสตรีมือเติบเสียจริง"
หนิงอ๋องที่ได้ฟังก็ได้แต่ยกยิ้มมุมปาก เขารู้จักหยางซูหนี่เป็นอย่างดีหากนางกระทำการสิ่งใดอย่างยิ่งใหญ่สิ่งนั้นย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่นางต้องการ เพียงแต่สิ่งที่นางต้องการแลกเปลี่ยนกับหย่งอันโหวคือสิ่งใดกันแน่ ! เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกัน
"ท่านยิ้มเช่นนี้หมายความว่าท่านรู้อันใดมางั้นหรือ ?"
"หึ อย่ามัวพูดมาก เจ้ามาวันนี้มีเรื่องอันใดก็รีบกล่าวมาได้แล้ว"
"มีสายรายงานมาว่า ชนเผ่านอกด่านกำลังรวมตัวกันเพื่อที่จะกระทำการบางอย่าง ดูเหมือนว่าเสบียงอาหารจะเป็นเป้าหมายของพวกมันเพราะเมื่อเดือนก่อนเกิดโรคระบาดขึ้นที่นอกด่าน เสบียงอาหารถูกปล้นชิงกันไปทั่ว ยามนี้นอกด่านขาดแคลนเสบียงอาหารเป็นอย่างมาก ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะบุกโจมตีเพื่อแย่งชิงเสบียงจากเราในไม่ช้า"
"หึ..."
"นะ… นี่ หรือว่าหยางซูหนี่ก็รู้เรื่องนี้แล้วเช่นนั้นหรือ ? เพราะเหตุนี้นางจึงได้กักตุนเสบียงเอาไว้มากมายเพียงนั้น"
"อาจจะรู้หรืออาจจะไม่รู้" ตงผิงปรายตามองหนิงอ๋องอย่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายพูดจากำกวมไม่ชัดเจน สรุปว่าหยางซูหนี่รู้หรือไม่รู้กันแน่เขาชักจะปวดหัวแล้วนะ
"ช่างเถิด ๆ นางจะรู้หรือไม่รู้ก็ช่าง แต่ในตอนนี้ข้าคิดว่าพวกเราก็ควรที่จะกักตุนเสบียงเช่นกัน"
"ข้าให้คนของเราไปจัดการแล้ว ส่วนเจ้าก็ไปตรวจสอบทีเถิดว่าเป็นเช่นไรบ้าง ?"
"ทะ… ท่าน สั่งการไปแล้วงั้นหรือ ? เมื่อใดกัน ?"
"สองสามวันก่อนที่เจ้ามัวแต่ไปล่องเรือชมธารากับเหล่าแม่นางทั้งหลายอย่างไรเล่า"
"ข้าเองก็มีธุระ ใช่จะเที่ยวเล่นเฉย ๆ ที่ใดเล่า จะว่าไปแล้วข้าได้ยินข่าวมาว่าหย่งอันโหวแอบซุกสตรีผู้หนึ่งไว้ในจวนที่ชายแดน ดูเหมือนว่าสตรีผู้นั้นจะตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด"
"สตรีท้องแก่ใกล้คลอดงั้นหรือ ?"
"ถูกต้อง ! ข้าให้คนลองตรวจสอบแล้ว นางเป็นอนุภรรยาของหย่งอันโหวไม่ผิดเป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าหย่งอันโหวฮูหยินจะทราบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ?"
"หยางซูหนี่" หนิงอ๋องย้ำเตือนให้อีกฝ่ายเรียกขานหญิงสาวด้วยชื่อแซ่เดิม เขารู้สึกไม่ชอบใจที่ได้ยินคนอื่นเรียกขานนางว่าฮูหยินหย่งอันโหว เพราะภายในใจไม่ยอมรับว่านางได้แต่งให้ผู้อื่นไปแล้ว
"หยางซูหนี่ก็หยางซูหนี่" ตงผิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างจำยอม
"แล้วสตรีผู้นั้นคือใคร ?"
"นางคือคนรักของหย่งอันโหวไม่ผิดแน่ ก่อนหน้านี้คนของข้าเคยเจอพวกเขาอยู่ด้วยกันที่ชายแดนเหนือก่อนที่หย่งอันโหวจะถูกเรียกตัวให้กลับมาแต่งงานกับคุณหนูใหญ่หยาง แต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่ยอมปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนั้นทั้ง ๆ ที่ตนเองมีคนรักอยู่แล้ว แต่กลับยินยอมให้นางกลายเป็นเพียงอนุภรรยาของตนเองแทน"
"เพราะอำนาจอย่างไรเล่า ฝ่าบาทเสนอให้เขาได้รับกองกำลังเพิ่มอีกห้าหมื่นนาย ผู้ใดบ้างจะไม่ยินยอม" หนิงอ๋องกล่าว ขณะเดียวกันในมือของเขาก็บีบหมากล้อมจนแน่นก่อนที่จะค่อย ๆ คลายมือออกแล้วหมากในมือก็แตกสลายเป็นผุยผง
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง หากเป็นเช่นนี้เรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับตระกูลหยางแม้แต่น้อย หยางซูหนี่ถูกวางให้เป็นหมากของฝ่าบาทอย่างแท้จริง หนึ่งก็เพื่อควบคุมหย่งอันโหว สองก็เพื่อทำร้ายท่านทางอ้อมให้ท่านต้องเจ็บปวด"
หนิงอ๋องหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะนึกไปถึงวันเวลาที่เขาได้พบกับหยางซูหนี่เป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเด็กน้อยเข้าวังมาพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อมาเข้าเฝ้าเสด็จย่าของเขา หากแต่เพราะโจวฉางเยว่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของบิดา เพราะพระองค์เกิดความหวาดระแวงในตัวพระมารดาของเขา ทำให้ชีวิตในวังหลังในวัยเด็กของโจวฉางเยว่ไม่ค่อยราบรื่นนัก หลายครั้งที่เขาถูกพี่ชายน้องชายกลั่นแกล้งแต่ไม่กล้าสู้กลับเพราะเสด็จพ่อทรงโปรดปรานอีกฝ่ายมากกว่า ในครั้งนั้นหยางซูหนี่เอาตัวเข้ามาขวางไว้ไม่ให้คนเหล่านั้นกลั่นแกล้งเขา ยามที่พวกเขามองเห็นเด็กน้อยก็ไม่อยากจะรังแกจึงทำได้เพียงเดินหนีไปเท่านั้น ในเวลาปกติหากองค์ชายกลั่นแกล้งกันเองทุกครั้งจะถูกปิดตาข้างหนึ่งเสมอ แต่หากเหล่าองค์ชายรังแกเด็กสาวหรือสตรีเรื่องนี้จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะสิ่งเดียวที่เสด็จพ่อทรงยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือจะต้องไม่รังแกสตรีเป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษ เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นจากปมบางอย่างในอดีตของเสด็จพ่อก็เป็นได้
หลังจากนั้นโจวฉางเยว่ก็ถูกส่งให้ออกมาอยู่ตำหนักนอกวังหลวง กลายเป็นองค์ชายผู้ไร้ความสำคัญอย่างแท้จริง แต่เขากลับชอบชีวิตเช่นนี้มากกว่าเพราะมันทำให้เขาได้พบกับหยางซูหนี่บ่อยครั้งมากขึ้น
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื
ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของเมืองหลวง อยู่ ๆ คนบังคับม้าก็หยุดรถกะทันหัน โชคดีที่หยางซูหนี่พยุงตัวเองเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ในเวลาต่อมาหนิงอ๋องก็เข้ามาในรถม้าของนางทำให้หยางซูหนี่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วตั้งคำถามกับเขาด้วยความประหลาดใจ"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ ?""ข้างหน้ามีกลุ่มคนอพยพขวางทางอยู่ ดูเหมือนว่าไม่ช้าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น" หนิงอ๋องกล่าว หยางซูหนี่พึ่งจำได้ว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทหารรักษาเมืองกับกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ควรจะเกิดหลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อนของนางมากนัก"เช่นนั้นพวกเราย้อนกลับไปเส้นทางเดิมดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ?" เพ่ยเปาเอ่ยกับนายสาว"ให้สาวใช้ของเจ้าไปกับรถม้า ส่วนเจ้าไปกับข้า""เอ๊ะ ! เหตุใดเล่า ?""ดูเหมือนว่าหนึ่งในกลุ่มของคนที่อพยพจะจับจ้องรถม้าที่ดูหรูหรากว่าทุกคันแล้วจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นไว้เป็นตัวประกัน""เช่นนั้นสาวใช้ของข้าเล่า ?""สาวใช้ย่อมไม่มีปัญหา พว
หยางซูหนี่ถูกพามายังเรือนด้านในสุดของจวนซึ่งเป็นเรือนต้องห้ามมิให้คนนอกเข้า มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ หญิงสาวลอบสังเกตเส้นทางก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ไว้ใจหนึ่งคือนางไม่อาจทราบได้ว่าลิ่งไท่เฟยผู้นี้เป็นคนมีนิสัยเช่นไร แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้ที่สามารถมีชีวิตรอดและครองอำนาจมาได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ลูกไม้โง่ ๆ ที่นางเจอเมื่อตอนเดินทางมาที่ตำหนักนี้ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าย่อมไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายเป็นแน่"คุณหนูใหญ่หยางเชิญด้านนี้เจ้าค่ะ" เมื่อเดินเข้ามาในเรือนหยางซูหนี่ก็พบว่านางกำนัลอาวุโสอีกคนต่างหากที่เป็นคนสนิทตัวจริงของลิ่งไท่เฟย ส่วนอู๋หมัวมัวผู้นั้นคงจะเป็นตัวหลอกเสียมากกว่า"หม่อมฉันหยางซูหนี่ขอคารวะลิ่งไท่เฟยเพคะ" หยางซูหนี่คารวะอีกฝ่ายก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของลิ่งไท่เฟยผู้นั้นแล้วก้มหน้าลง"เจ้าคือหยางซูหนี่ ?""เพคะ หม่อมฉันคือหยางซูหนี่""ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย เชิญเจ้านั่งตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีเพียงข้าและคนสนิทเท่านั้น""ขอบพระทัยเพคะ""เจ้าคงจะได้เห็นแ
เช้าวันต่อมา มีนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งมาขอเข้าพบหยางซูหนี่ตั้งแต่เช้าก่อนจะแจ้งว่าลิ่งไท่เฟยต้องการพบนางเพื่อทำความรู้จักเป็นการส่วนตัว หยางซูหนี่พอจะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเรียกตัวนางเข้าพบในเร็ววันนี้ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าลิ่งไท่เฟยเป็นคนเช่นไร นางเคยเป็นสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด ต่อมาก็ถูกพระสวามีตีตัวออกหากก็เพราะคิดว่านางต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของเขา จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่านางจะไม่ได้รับความสำคัญแล้วหากแต่การที่นางเคยเป็นสตรีที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุดย่อมไม่อาจปล่อยวางความสำคัญของตนเองไปได้"หมัวมัวกรุณารอสักครู่ คุณหนูของข้าน้อยกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาเอ่ยกับนางกำนัลอาวุโสอย่างนอบน้อมไม่มีท่าทางหวาดเกรงให้เสียกิริยาด้วยสายตาชื่นชม พร้อมกับคิดคำนวณในใจเพียงลำพัง"เจ้าเองก็ไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด เวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวลิ่งไท่เฟยจะทรงรอนาน""เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับคำก่อนจะเดินจากไปเมื่อก้าวเข้ามาในห้องหยางซูหนี่ก็ได้เห็นสีหน้าอึดอัดใจของสาวใช้หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยออกมานางจ
ราชโองการที่ได้รับเมื่อเช้าทำให้หยางซูหนี่ถึงกับนั่งไม่ติด นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ? แม้จะรู้ดีว่าแผนการทั้งหมดเป็นฝีมือของหนิงอ๋องก็ตาม หากแต่การแต่งงานกับเขาเช่นนี้ดูเหมือนว่ามันจะมิได้อยู่ในข้อตกลงมิใช่หรือ ? แล้วเขาจะต้องการแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านพิธีแต่งงานมาแล้วเช่นนางไปเพื่อการใดกัน ? หรือว่าเขาเองก็ถูกฝ่าบาทบังคับเช่นนี้ เพราะจวนหย่งอันโหวเองก็ถูกพระราชทานงานแต่งกับองค์หญิงสิบสี่เช่นกัน ต้องใช่แน่ ๆ เขาเองก็คงจะถูกบีบบังคับเช่นกันในขณะที่หยางซูหนี่กำลังเดินวนไปวนมาภายในห้อง อยู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนกล่าวขึ้นทำเอานางตกใจจนตัวโยน"เจ้าจะเดินกลับไปกลับมาอีกนานหรือไม่ ? ข้ามองดูจนตาลายไปหมดแล้ว""ท่าน ! นี่ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ?""ก็ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินกลับมากลับมานั่นละ" โจวฉางเยว่กล่าวก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม"ท่านรู้เรื่องราชโองการแล้วหรือไม่ ? จริงสิ ท่านต้องรู้แล้วเป็นแน่ !""ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอันใด""ฝ่าบาทต้องการควบคุมท่าน ต้องการ







