Masukหยางซูหนี่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย เมื่อลืมตานางก็พบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในห้องนอนในเรือนมู่อินของนาง ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วลงจากเตียงด้วยความแปลกใจ
แม้ว่าร่างกายจะมีความเมื่อยล้าอยู่บ้างหากแต่พละกำลังกลับเหลือล้นราวกับวัยหนุ่มสาว ระหว่างนั้นเพ่ยเปาสาวใช้คนสนิทก็ก้าวเข้ามาภายในห้องพร้อมกับใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์
"นะ… นี่อาเปาใบหน้าของเจ้าเหตุใดจึงได้อ่อนเยาว์นัก ?" เพ่ยเปาที่เห็นสีหน้าตื่นตกใจของนายสาวก็ได้แต่แปลกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ยิ่งได้ยินวาจาแปลกประหลาดก็ยิ่งทำให้นางงุนงง หรืออาจจะเป็นผลข้างเคียงจากอาการไข้
"ฮูหยิน ท่านอาจจะยังไม่หายไข้ดี บ่าวว่าท่านนอนพักอีกสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ ?"
"ข้าป่วยงั้นหรือ ?"
"ฮูหยินอยู่ ๆ เมื่อหลายวันก่อนท่านก็ล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุเจ้าค่ะ ท่านหมอกล่าวว่าเพราะท่านหักโหมทำงานหนักจนเกินไปทำให้ร่างกายอ่อนล้า จึงจำเป็นต้องพักผ่อนเจ้าค่ะ"
หยางซูหนี่รู้สึกงุนงงสับสนไปหมดกับสิ่งที่สาวใช้กล่าวมา ก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่แล้วพบว่าใบหน้าของตนเองอ่อนเยาว์ราวกับย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ในตอนนั้นนางเองยังเป็นหญิงงามเลื่องชื่อของเมืองหลวง แม้ว่าจะแต่งงานออกเรือนแล้วแต่ชื่อเสียงความงามของนางก็ยังคงอยู่ไม่จางหาย
"เหตุใดใบหน้าของข้าจึงได้งดงามและอ่อนเยาว์เช่นนี้เล่า ?" เพ่ยเปามีสีหน้าราวกับเห็นผี ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ นายสาวพร้อมกับมองใบหน้าที่อยู่ในกระจกทองเหลืองกับใบหน้าของหยางซูหนี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สลับไปมา
"ฮูหยิน บ่าวว่าท่านต้องพักผ่อนให้มากกว่านี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ?"
"ตอนนี้คือปีใดงั้นหรือ ?"
"เอ่อ รัชศกเจิ้งชิงปีที่เจ็ดเจ้าค่ะ" หยางซูหนี่คิดว่าตนเองหูฝาดหากแต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของสาวใช้ก็ทำให้นางเข้าใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป นี่นางย้อนกลับมาเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างนั้นหรือ ?
นางย้อนกลับมาในตอนที่นางพึ่งจะแต่งงานเข้ามาในจวนหย่งอันโหวได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานไหว้ฟ้าดินจนแล้วเสร็จ ยังไม่ทันได้ส่งตัวเข้าหออยู่ ๆ ฮ่องเต้ก็ทรงมีราชโองการให้ฟูซีฮันเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวงเพื่อขับไล่ชนเผ่านอกด่านที่กำลังบุกแดนเหนือ ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ร่วมเรียงเคียงหมอนสามีก็ต้องออกเดินทางไกล เขาใช้เวลาสามปีกว่าเพื่อจัดการกับชาวชนเผ่านอกด่านเหล่านั้นได้สำเร็จก่อนจะกลับมาได้รับความดีความชอบครั้งใหญ่ และการกลับมาในครั้งนั้นของเขาก็ไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง หากแต่มีสตรีงามพร้อมกับลูกน้อยเดินทางกลับมาด้วย
ด้วยความที่มีความดีความชอบใหญ่หลวงทำให้เรื่องราวดังกล่าวเงียบไปในที่สุด ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวถึงเรื่องที่ชายหนุ่มพาหญิงงามและบุตรชายกลับมาจากสงคราม แม้ว่าพวกเขาจะนึกเห็นใจฮูหยินหย่งอันโหวกันอยู่ไม่น้อย
ส่วนนางเองก็ต้องแสร้งทำเป็นสตรีใจกว้างยินยอมให้เขามีสตรีอีกคนแม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม ภายหลังนางก็ต้องทนกล้ำกลืนทุกอย่างทำเพียงหน้าที่ของฮูหยินเอกได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ทำให้คนในตระกูลฟูต่างไม่กล้ากล่าวถึงเรื่องที่นางไร้บุตร
นางทำเพื่อเขาถึงเพียงนี้ หากแต่ในช่วงเวลาสุดท้ายนางก็ยังคงตายอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังอยู่ดี
การที่สวรรค์ให้นางได้มีโอกาสย้อนกลับมาเช่นนี้ เพราะต้องการให้นางแก้ไขชีวิตของนางใช่หรือไม่ ?
หากนางกล่าวว่าไม่ต้องการที่จะต้องตายจากไปอย่างโดดเดี่ยวเช่นชีวิตเก่าเล่า ? นางจะสามารถทำได้ใช่หรือไม่ ?
"ฮูหยิน ! ฮูหยินเจ้าคะ"
"เจ้าว่าอันใดนะ ?"
"ฮูหยินท่านพักผ่อนอีกสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ ?"
"ไม่ละ ข้าดีขึ้นมากแล้ว อาเปาเจ้าช่วยตามแม่นมผิงให้ข้าได้หรือไม่ ?"
"เจ้าค่ะ บ่าวจะไปตามแม่นมผิงมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"
เพ่ยเปาแม้จะไม่เข้าใจในการกระทำของนายหญิงอยู่มากแต่ก็ทำตามที่นางสั่งแต่โดยดี เพียงไม่นานแม่นมผิงก็ก้าวเข้ามาในห้อง
"ฮูหยินเรียกบ่าวมีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ ?"
"แม่นมผิง ข้าอยากให้ท่านช่วยตรวจนับสินเดิมให้ข้าทั้งหมด"
"ตรวจนับสินเดิมหรือเจ้าคะ ?"
"ใช่ แล้วข้าก็ต้องการให้ท่านแลกเงินทองคำเป็นตั๋วเงินเท่านั้น จากนั้นก็นำกลับมาให้ข้า อ้อ ! ตั๋วเงินที่ว่าต้องนำไปแลกกับโรงรับจำนำเฮ้อหนิงเท่านั้น"
"เหตุใด... เจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการให้ท่านเดี๋ยวนี้" ผิงซวงที่เลี้ยงดูหยางซูหนี่มากับมือแม้จะแปลกใจไม่น้อยกับการกระทำดังกล่าว หากแต่นางยังคงเชื่อว่าคุณหนูย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจทำสิ่งใดอยู่เสมอ ก่อนที่นางจะรับปากและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่
"ขอบใจท่านมาก แต่ข้าต้องการให้ท่านเร่งมือสักหน่อย จะให้ดีควรแล้วเสร็จในเจ็ดวันพอทำได้หรือไม่ ?"
"บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ"
"ดี !"
คล้อยหลังแม่นมผิงจากไปหยางซูหนี่ก็นึกย้อนกลับไปในช่วงเวลานี้พอดี บ้านเมืองเกิดสงครามซึ่งต่อจากนี้จะรุนแรงมากขึ้นเพียงแต่ฝ่าบาทไม่ต้องการให้ผู้คนตื่นตระหนกจนเกินไปจึงได้ปิดข่าวเงียบ แม้แต่เหล่าขุนนางเองก็รับรู้ข่าวนี้น้อยคนนัก ชนเผ่านอกด่านบุกโจมตีพืชไร่ทำให้ข้าวของมีราคาที่แพงสูงขึ้นหลายเท่าตัว ในครั้งนั้นกองทัพของสามีนางขาดแคลนเสบียงอย่างหนักทั้งวังหลวงยังมีเสบียงไม่มากพอที่จะส่งให้กับเขา หยางซูหนี่จึงใช้สินเดิมของนางรวบรวมเสบียงส่งให้เขา ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้รับเสบียงและคว้าชัยมาได้ในที่สุด
ในครั้งนั้นเองเผิงหยู่เยียนที่เป็นบุตรสาวของคหบดีผู้ร่ำรวยจึงใช้โอกาสแสร้งทำเป็นหญิงผู้มีจิตใจเมตตาส่งเสริมกองทัพเพื่อไม่ให้อดอยาก เสบียงของนางที่ถูกส่งไปแม้จะมากมายแต่กลับไม่ได้ถูกเอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำและมิอาจสู้เสบียงเพียงเล็กน้อยของสตรีผู้นั้นได้
ทำให้คนทั้งคู่เริ่มก่อเกิดความรักต่อกัน หรือแท้จริงแล้วอาจจะเป็นนางเองที่เข้ามาแทรกระหว่างโชคชะตาของผู้อื่น เช่นนั้นครั้งนี้นางก็จะไม่ขอขวางเส้นทางโชคชะตาด้ายแดงของผู้ใดอีกแล้ว
หยางซูหนี่คิดใช้โอกาสนี้จัดส่งเสบียงให้กับสามีอีกครั้งหากแต่นางจะเป็นผู้นำเสบียงนี้ไปส่งมอบให้เขาด้วยตนเอง พร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนกับหนังสือหย่าที่เขาจะต้องมอบมันให้กับนาง แม้ว่าการกระทำนี้จะดูเลวทรามต่ำช้าเป็นอย่างมากที่ใช้ชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายเข้าแลก หากแต่หยางซูหนี่กลับไม่คิดใส่ใจ นางเพียงต้องการอิสระที่จะจากไปเท่านั้น
หญิงสาวสั่งให้คนของนางไปลอบซื้อเสบียงในขณะที่ราคายังไม่พุ่งขึ้นสูง หากว่ากักตุนเสบียงในช่วงเวลานี้นางจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เกินกว่าครึ่งของชีวิตก่อนเป็นแน่
"เจ้ารีบไปจัดการ จากนั้นก็นำเสบียงทั้งหมดไปเก็บไว้ในโกดังนอกเมืองในหมู่บ้านตระกูลหยาง ให้คนเฝ้าดูอย่าให้คลาดสายตาเป็นอันขาด"
"ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ"
แม้ว่าการแต่งงานของทั้งคู่จะเป็นสมรสพระราชทาน แต่ทั้งสองก็สามารถหย่าขาดกันได้หากว่ามีเหตุผลมากพอ
ซึ่งเรื่องนี้ฝ่าบาททรงกล่าวว่าจะมอบสิทธิ์นี้ให้กับตระกูลหยาง ด้วยเห็นแก่ที่บิดามารดาของนางได้สร้างคุณงามความดีเอาไว้จากการเสียสละชีพเพื่อบ้านเมือง
และเป็นโชคดีของนางที่ฟูซีฮันแห่งจวนหย่งอันโหวไร้บิดามารดาเช่นเดียวกับนาง มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังเล็ก พี่น้องร่วมอุทรก็ไม่มี ทำให้จวนหลังใหญ่นี้มีเพียงนางและฮูหยินผู้เฒ่าที่ชื่นชอบการสวดมนต์เท่านั้น หญิงชราไม่ชอบความวุ่นวายในจวนจึงไม่เคยจัดงานเลี้ยง นอกจากงานแต่งงานของนางก็ไร้ซึ่งงานรื่นเริงใด แม้แต่งานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่านางก็มิประสงค์จะให้จัดงานเลี้ยง เพียงต้องการเดินทางไปทำบุญเลี้ยงอาหารเจที่วัดและบริจาคอาหารให้กับคนยากไร้เท่านั้น
กลับกันหยางซูหนี่นั้นชื่นชอบความรื่นเริงและงานเลี้ยงเป็นที่สุด เพราะนางต้องทำการค้าซึ่งการพบปะผู้คนเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก แม้บางครั้งจะดูน่าเบื่อหน่ายก็ตาม
หญิงสาวจำได้ว่ายามนั้นที่นางแต่งเข้าจวนหย่งอันโหวก็เริ่มทำตัวเป็นหญิงแก่ที่ชื่นชอบการสวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายมากขึ้น ซึ่งมันช่างขัดกับความชอบของนางยิ่งนัก แต่เพราะต้องการกลายเป็นฮูหยินเอกที่เพียบพร้อมทำให้หญิงสาวจำเป็นต้องเคร่งครัดกับตนเองจนกระทั่งหลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตนไป เหตุใดนางจึงได้ทำเพื่อผู้อื่นที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นถึงความสำคัญของนางถึงเพียงนี้
นางแต่งเข้าจวนหย่งอันโหวมายี่สิบปีหากแต่ไร้วี่แววของทายาท รู้ตัวอีกครั้งตนเองก็ถูกวางยาไร้บุตรเสียแล้ว ยามนั้นที่รู้ตัวพิษร้ายก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนยากที่จะถ่ายถอนจนกระทั่งร่างกายค่อย ๆ ทรุดหนักและจากไปอย่างโดดเดี่ยวเช่นนั้น
หยางซูหนี่ไม่รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นสามีของนางรับรู้ความจริงหรือไม่ ? แต่แล้วอย่างไรเล่า ต่อให้เขาจะรู้หรือไม่รู้สุดท้ายแล้วนางก็ได้ตายจากไปแล้ว หยางซูหนี่ผู้นั้นได้ตายจากไปแล้วจริง ๆ
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื
ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของเมืองหลวง อยู่ ๆ คนบังคับม้าก็หยุดรถกะทันหัน โชคดีที่หยางซูหนี่พยุงตัวเองเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ในเวลาต่อมาหนิงอ๋องก็เข้ามาในรถม้าของนางทำให้หยางซูหนี่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วตั้งคำถามกับเขาด้วยความประหลาดใจ"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ ?""ข้างหน้ามีกลุ่มคนอพยพขวางทางอยู่ ดูเหมือนว่าไม่ช้าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น" หนิงอ๋องกล่าว หยางซูหนี่พึ่งจำได้ว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทหารรักษาเมืองกับกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ควรจะเกิดหลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อนของนางมากนัก"เช่นนั้นพวกเราย้อนกลับไปเส้นทางเดิมดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ?" เพ่ยเปาเอ่ยกับนายสาว"ให้สาวใช้ของเจ้าไปกับรถม้า ส่วนเจ้าไปกับข้า""เอ๊ะ ! เหตุใดเล่า ?""ดูเหมือนว่าหนึ่งในกลุ่มของคนที่อพยพจะจับจ้องรถม้าที่ดูหรูหรากว่าทุกคันแล้วจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นไว้เป็นตัวประกัน""เช่นนั้นสาวใช้ของข้าเล่า ?""สาวใช้ย่อมไม่มีปัญหา พว
หยางซูหนี่ถูกพามายังเรือนด้านในสุดของจวนซึ่งเป็นเรือนต้องห้ามมิให้คนนอกเข้า มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ หญิงสาวลอบสังเกตเส้นทางก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ไว้ใจหนึ่งคือนางไม่อาจทราบได้ว่าลิ่งไท่เฟยผู้นี้เป็นคนมีนิสัยเช่นไร แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้ที่สามารถมีชีวิตรอดและครองอำนาจมาได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ลูกไม้โง่ ๆ ที่นางเจอเมื่อตอนเดินทางมาที่ตำหนักนี้ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าย่อมไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายเป็นแน่"คุณหนูใหญ่หยางเชิญด้านนี้เจ้าค่ะ" เมื่อเดินเข้ามาในเรือนหยางซูหนี่ก็พบว่านางกำนัลอาวุโสอีกคนต่างหากที่เป็นคนสนิทตัวจริงของลิ่งไท่เฟย ส่วนอู๋หมัวมัวผู้นั้นคงจะเป็นตัวหลอกเสียมากกว่า"หม่อมฉันหยางซูหนี่ขอคารวะลิ่งไท่เฟยเพคะ" หยางซูหนี่คารวะอีกฝ่ายก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของลิ่งไท่เฟยผู้นั้นแล้วก้มหน้าลง"เจ้าคือหยางซูหนี่ ?""เพคะ หม่อมฉันคือหยางซูหนี่""ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย เชิญเจ้านั่งตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีเพียงข้าและคนสนิทเท่านั้น""ขอบพระทัยเพคะ""เจ้าคงจะได้เห็นแ
เช้าวันต่อมา มีนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งมาขอเข้าพบหยางซูหนี่ตั้งแต่เช้าก่อนจะแจ้งว่าลิ่งไท่เฟยต้องการพบนางเพื่อทำความรู้จักเป็นการส่วนตัว หยางซูหนี่พอจะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเรียกตัวนางเข้าพบในเร็ววันนี้ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าลิ่งไท่เฟยเป็นคนเช่นไร นางเคยเป็นสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด ต่อมาก็ถูกพระสวามีตีตัวออกหากก็เพราะคิดว่านางต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของเขา จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่านางจะไม่ได้รับความสำคัญแล้วหากแต่การที่นางเคยเป็นสตรีที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุดย่อมไม่อาจปล่อยวางความสำคัญของตนเองไปได้"หมัวมัวกรุณารอสักครู่ คุณหนูของข้าน้อยกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาเอ่ยกับนางกำนัลอาวุโสอย่างนอบน้อมไม่มีท่าทางหวาดเกรงให้เสียกิริยาด้วยสายตาชื่นชม พร้อมกับคิดคำนวณในใจเพียงลำพัง"เจ้าเองก็ไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด เวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวลิ่งไท่เฟยจะทรงรอนาน""เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับคำก่อนจะเดินจากไปเมื่อก้าวเข้ามาในห้องหยางซูหนี่ก็ได้เห็นสีหน้าอึดอัดใจของสาวใช้หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยออกมานางจ
ราชโองการที่ได้รับเมื่อเช้าทำให้หยางซูหนี่ถึงกับนั่งไม่ติด นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ? แม้จะรู้ดีว่าแผนการทั้งหมดเป็นฝีมือของหนิงอ๋องก็ตาม หากแต่การแต่งงานกับเขาเช่นนี้ดูเหมือนว่ามันจะมิได้อยู่ในข้อตกลงมิใช่หรือ ? แล้วเขาจะต้องการแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านพิธีแต่งงานมาแล้วเช่นนางไปเพื่อการใดกัน ? หรือว่าเขาเองก็ถูกฝ่าบาทบังคับเช่นนี้ เพราะจวนหย่งอันโหวเองก็ถูกพระราชทานงานแต่งกับองค์หญิงสิบสี่เช่นกัน ต้องใช่แน่ ๆ เขาเองก็คงจะถูกบีบบังคับเช่นกันในขณะที่หยางซูหนี่กำลังเดินวนไปวนมาภายในห้อง อยู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนกล่าวขึ้นทำเอานางตกใจจนตัวโยน"เจ้าจะเดินกลับไปกลับมาอีกนานหรือไม่ ? ข้ามองดูจนตาลายไปหมดแล้ว""ท่าน ! นี่ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ?""ก็ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินกลับมากลับมานั่นละ" โจวฉางเยว่กล่าวก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม"ท่านรู้เรื่องราชโองการแล้วหรือไม่ ? จริงสิ ท่านต้องรู้แล้วเป็นแน่ !""ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอันใด""ฝ่าบาทต้องการควบคุมท่าน ต้องการ







