Masukภายในเจ็ดวันหยางซูหนี่ก็สามารถแลกเปลี่ยนทองคำเป็นตั๋วเงินได้สำเร็จ เมื่อผิงซวงรู้ถึงเบื้องหลังความจริงในการกระทำของนายสาวก็ได้แต่ตบเข่าฉาดใหญ่พร้อมสนับสนุนนางอย่างเต็มที่ อย่างไรนางก็ไม่มีวันยอมให้คุณหนูที่นางเฝ้าฟูมฟักต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอันขาด หย่งอันโหวกล้าดีเช่นไรถึงกล้าหลอกลวงตระกูลหยางเช่นนี้
"ฮูหยินเจ้าคะ เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ มีสารลับส่งมาถึงท่านเจ้าค่ะ"
"ส่งมาให้ข้า" หลังจากที่หยางซูหนี่เปิดอ่านใจความในสารก็ได้แต่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
"เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ ?" ผิงหมัวมัวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนักของหญิงสาว
"ไม่มีอันใด พวกท่านมีสิ่งใดก็ไปทำเถิด"
"เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ"
หลังจากที่สาวใช้ทั้งสองเดินออกไปแล้วนางจึงหยิบข้อความในสารขึ้นมาอ่านทบทวนอีกครั้ง
ใจความในสารเล่าว่า หย่งอันโหวแอบซุกอนุภรรยาไว้ในจวนชายแดน ทั้งคู่อยู่ร่วมกันมานาน พวกเขาพยายามปกปิดเรื่องนี้จากตระกูลหยางซึ่งหยางซูหนี่ทราบเรื่องนี้นานแล้ว ตั้งแต่ชีวิตก่อนหลังจากที่สามีพาสตรีผู้นั้นกลับมานางก็ให้คนของนางไปตามสืบความจนกระทั่งรู้ความจริง แต่เพราะต้องการเป็นฮูหยินที่สมบูรณ์แบบด้วยการสั่งสอนที่เคร่งครัดของท่านย่าทำให้นางมิกล้า การแต่งงานครั้งนั้นทำให้นางสูญเสียทุกอย่าง ทั้งความเป็นตัวเอง ความสุข และอิสรภาพ ชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ตรมเช่นนั้นนางไม่ต้องการอีกแล้ว !
ก่อนที่หยางซูหนี่จะเลื่อนสายตาลงมาที่ข้อความบอกเล่าด้านล่างอีกข้อความ เรื่องนี้ทำให้หยางซูหนี่รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจริง ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ กัดริมฝีปากของตนจนแน่น มือที่ในตอนแรกเพียงแค่ถือสารแผ่นนั้นเอาไว้เบา ๆ ก็กลายเป็นค่อย ๆ แน่นขึ้นจนกระทั่งสารนั้นยับยู่ยี่
ข้อความสุดท้ายในสารกล่าวว่า บิดามารดาของนางหลงเข้าไปในกับดักของใครบางคนทำให้เสียท่าจนกระทั่งต้องแลกด้วยชีวิต เพียงเท่านี้นางก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลฟูอย่างแน่นอน
ในชาติก่อนเองหยางซูหนี่ก็พยายามที่จะสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องการจากไปที่ไม่ปกติของบิดาและมารดา เพียงเพราะนางแต่งงานออกเรือนแล้วจึงไม่ถนัดในการสืบหาข่าวเท่าใดนัก ไม่คิดว่าจะมีคนที่รู้เรื่องราวนี้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใครอย่างไรนางก็ต้องขอบคุณข้อมูลนี้อยู่ไม่น้อยจริง ๆ
ถ้าต้องให้เล่าย้อน บิดาของหย่งอันโหวจากไปก่อนหน้าที่บิดามารดาของนางจะสิ้นเพียงไม่กี่ปี ชีวิตก่อนนางสืบความไปถึงเรื่องฉาวบางอย่างก่อนที่หลักฐานทุกอย่างจะถูกเก็บกวาดจนสิ้น หากว่าเป็นอย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้ หย่งอันโหวผู้นั้นกับฝ่าบาทคงไม่แคล้วมีสายเลือดเดียวกันเป็นแน่ ! หย่งอันโหวตระกูลฟูเป็นตระกูลเล็ก ๆ จริง ๆ น่ะหรือ ? แท้จริงแล้วคนที่ตายไปนั้นเป็นบิดาของหย่งอันโหวแน่หรือ ?
เช่นนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องการให้นางแต่งงานเข้าจวนหย่งอันโหว คงเพราะต้องการรวบรวมกองทัพตระกูลหยางเข้ากับกองทัพตระกูลฟูตั้งแต่แรก หากแต่ว่ายังไม่สามารถหาข้ออ้างใดได้จึงจำเป็นต้องใช้การแต่งงานนี้ให้เป็นประโยชน์แทน
แต่ดูเหมือนว่าท่านปู่ของนางเองก็น่าจะทราบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงทำได้เพียงนิ่งเฉยแล้วลอบเก็บคนสำคัญในกองทัพส่งไปยังที่อื่นแทน หากแต่ก็มีทหารในกองทัพตระกูลหยางจำนวนไม่น้อยที่ถูกส่งเข้าไปรวมกับกองทัพตระกูลฟู
หากว่าเป็นเช่นนี้ก็สมควรแก่เวลาที่นางจะต้องทวงคืนของเหล่านั้นกลับคืนมาแล้วละ
"ฟูซีฮัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าคิดว่าที่ท่านไม่รักข้าก็เพราะท่านมีคนรักของท่านอยู่แล้ว ขอเพียงท่านปฏิบัติกับข้าอย่างดีข้าก็จะทำหน้าที่ของข้า แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่านอกจากผลประโยชน์เหล่านั้น ยังมีความแค้นที่ฆ่าบิดามารดาเช่นนี้อีก ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็จะทวงคืนความยุติธรรมนี้ให้กับตระกูลหยางของข้าให้ได้ !" หยางซูหนี่กล่าวออกมาทั้งน้ำตา นางโง่เองที่หลงทนอยู่กับคนที่ทำร้ายบิดามารดาของนางนานถึงยี่สิบปี ทั้งยังยอมใช้ชีวิตอย่างไร้ความหมายเช่นนั้นเพื่อตระกูลฟูของเขา
"ฮึก ฮึก เหตุใดข้าจึงโง่นัก ท่านพ่อ ท่านแม่ หนี้แค้นนี้ลูกจะต้องทวงคืนมาให้กับพวกท่านให้ได้ต่อให้ลูกต้องแลกมันด้วยชีวิตก็ตาม"
"คุณหนู เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ" เพ่ยเปาก้าวเข้ามาในห้องในขณะที่หยางซูหนี่รีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก สาวใช้ที่รีบร้อนจึงไม่ได้สังเกตสีหน้าของนายสาว
"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือ ?"
"ดูเหมือนว่าจะมีการปล้นเสบียงเกิดขึ้นที่นอกกำแพงเมืองออกไปไม่ไกลเจ้าค่ะ คนเหล่านั้นปล้นข้าวของไม่พอยังสังหารคนเป็นผักปลาอีกด้วยเจ้าค่ะ"
"เพิ่มกำลังคนของเราไปเฝ้าโกดังเก็บเสบียงเอาไว้ให้ดี"
"เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้ว"
"แล้วในเมืองหลวงเป็นเช่นไรบ้าง ?"
"ดูเหมือนว่าจะมีคนจากต่างเมืองเริ่มทยอยอพยพเข้ามาในเมืองหลวงเป็นจำนวนไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ อาหารก็เริ่มขาดแคลน เป็นเช่นที่คุณหนูคาดเดาไม่ผิดเพี้ยนเลยเจ้าค่ะ โชคดีที่พวกเรากักตุนเสบียงเอาไว้"
"ดีมาก ไปบอกคนของเราให้เฝ้าเสบียงให้ดี เสร็จแล้วเจ้าก็กลับมาหาข้าที่นี่ ข้าอยากจะออกไปดูในเมืองด้วยตาตนเองเสียหน่อยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างแล้ว"
"คุณหนูจะออกไปดูด้วยตนเองหรือเจ้าคะ ? แต่ในตอนนี้อาจจะอันตรายเกินไปนะเจ้าคะ"
"มีอันใดให้ต้องกังวลกัน เจ้ารีบไปรีบกลับมาก็พอ"
"เจ้าค่ะ"
เวลาต่อมาหยางซูหนี่และสาวใช้นั่งรถม้าออกมานอกจวน มองเห็นกลุ่มคนที่เริ่มอพยพเข้ามาจำนวนไม่น้อย ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นเร็วกว่าชาติก่อนมากนัก ทั้งยังกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาก็ดูเหมือนจะมีมากกว่าด้วย เรื่องนี้ดูอย่างไรก็ไม่ปกติสักนิด
"แวะโรงเตี๊ยมเหวินหลงที ข้าอยากจะไปลองกินอาหารเสียหน่อย"
"เจ้าค่ะคุณหนู" แม้ว่าเพ่ยเปาจะแปลกใจที่อยู่ ๆ คุณหนูของนางก็อยากจะรับประทานอาหารขึ้นมาเสียดื้อ ๆ มิใช่ว่าพึ่งกินไปไม่กี่ชั่วยามหรอกหรือ ?
โรงเตี๊ยมเหวินหลงเป็นศูนย์รวมข่าวสารชั้นเลิศ คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ก็เพราะอาหารชั้นเลิศแต่บางส่วนก็เพื่อต้องการข่าวสารกันทั้งนั้น และดูเหมือนว่าคราวนี้นางคงต้องพึ่งพาข่าวสารที่นี่เสียแล้ว
หยางซูหนี่เลือกห้องที่อยู่ชั้นบนสุด ทั้งยังเป็นห้องที่สามารถมองเห็นได้ทั้งสามด้าน ในตอนแรกหลงจู๊ที่ได้ยินว่านางต้องการห้องนั้นก็คิดที่จะปฏิเสธก่อนที่เวลาต่อมาจะมีหลงจู๊คนใหม่เข้ามาดูแลนางแทนพร้อมกับพาหญิงสาวไปยังห้องนั้นอย่างว่าง่ายไม่เหมือนในคราวแรก
หญิงสาวสั่งอาหารเต็มโต๊ะก่อนจะสั่งให้สาวใช้ออกไปรออยู่ด้านนอก หลังจากที่สาวใช้ของนางจากไปแล้วก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเสื้อผ้ารัดกุมสีดำ แม้จะดูเหมือนชุดที่เรียบง่ายหากแต่ราคาของผ้าไหมที่สวมใส่เป็นราคาที่แพงลิบ
"คุณหนูใหญ่หยางช่างฉลาดดังคำร่ำลือยิ่งนัก" โจวฉางเยว่ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นก่อนที่จะนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับนาง เขามองดูอาหารบนโต๊ะก็ยกยิ้มขึ้น นี่นางคงไม่ได้ตั้งใจจะมากินจริง ๆ หรอกกระมัง เหตุใดจึงมีแต่อาหารที่นางชื่นชอบจนเต็มโต๊ะเช่นนี้เล่า ?
"ท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงแค่แวะมากินอาหารเท่านั้น" หยางซูหนี่ตอบอย่างหน้าตาเฉย
แท้จริงแล้วหยางซูหนี่และหนิงอ๋องรู้จักกันมานาน แต่เพียงเพราะนางเป็นสตรีจึงไม่ได้ให้ความสนิทสนมกับอีกฝ่ายเท่าใดนัก นางเพียงคิดคบหาอีกฝ่ายเยี่ยงคนรู้จักเท่านั้นไม่นับว่าเป็นสหาย
"หึ ๆ เช่นนั้นเปิ่นหวางขอร่วมโต๊ะด้วยก็แล้วกัน หวังว่าเจ้าจะไม่รังเกียจ"
"ตามใจท่าน อยากจะกินก็กิน เพียงแต่หากท่านกินท่านก็ต้องจ่าย"
"เจ้าต้องการให้ข้าช่วยจ่ายงั้นหรือ ?" หยางซูหนี่ส่ายหน้า
"ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านช่วยจ่าย แต่ข้าต้องการให้ท่านจ่ายแทนข้าทั้งหมด" หยางซูหนี่ตอบกลับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ใบหน้าของโจวฉางเยว่ราวกับต้องการยืนยันว่านางไม่ได้พูดเล่น ใบหน้าที่ดูจริงจังทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากก่อนที่จะวางตะเกียบลงแล้วกล่าวกับนาง
"หากเจ้าต้องการให้ข้าจ่ายให้เจ้า เช่นนั้นข้าควรได้สิ่งใดเป็นการตอบแทน"
"ทุกอย่างที่ท่านต้องการ" หยางซูหนี่เอ่ยกลับมาอย่างไม่ลังเล นางไม่สนใจว่าตนเองจะต้องสูญเสียสิ่งใดอีก เพราะสิ่งที่นางต้องการหลังจากนี้คือการแก้แค้นให้กับบิดามารดา แผนการในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่นางจะทำได้ด้วยตัวคนเดียว นางจำเป็นจะต้องมีผู้ช่วยและคนที่สามารถช่วยนางได้ก็มีเพียงเขาเท่านั้น !
"เจ้า !" หนิงอ๋องไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล่าวตอบออกมาเช่นนี้ นางย่อมรู้ดีว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการสิ่งใด แต่เขาต้องการทั้งหมดที่เป็นนางรวมถึงหัวใจของนางด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายของนางเท่านั้น
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองกำลังกล่าวสิ่งใดออกมา หยางซูหนี่ !"
"ข้าย่อมรู้ตัวดีว่าตนเองกำลังกล่าวสิ่งใดออกมาและข้าก็มั่นใจว่าท่านจะทำให้ข้าสมปรารถนาได้"
"เจ้าคิดจะหย่ากับหย่งอันโหวอย่างไร ?"
"ข้ารู้ว่าท่านย่อมมีวิธีทำให้ข้าได้หย่ากับเขา จริงหรือไม่เจ้าคะ ?" หยางซูหนี่เอ่ย ก่อนจะเท้าคางมองดูใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา มาวันนี้หยางซูหนี่พึ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายรูปงามยิ่งนัก รู้จักกันมาเสียหลายปีเหตุใดนางจึงไม่เคยสังเกตเห็นนะ น่าเสียดายที่เขาต้องตายตั้งแต่อายุยังน้อย ชาติก่อนหนิงอ๋องถูกลอบสังหารและสิ้นใจตายในเวลาต่อมา ในตอนนั้นก็หลังจากที่นางแต่งเข้าจวนหย่งอันโหวราวสิบปีได้กระมัง
ย้อนกลับมาคราวนี้หากว่าเขาสามารถช่วยนางให้แก้แค้นได้สำเร็จ หยางซูหนี่ก็สาบานกับตัวเองเอาไว้ว่านางจะไม่ยินยอมให้เขาต้องตายเช่นชาติก่อนอีก
"หึ ข้าจะมีวิธีการเช่นนั้นได้อย่างไรกัน" หนิงอ๋องแสร้งทำเป็นเบือนหน้าหนีก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ทำให้หยางซูหนี่มองเห็นใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างชัดเจน แก้มสีแดงระเรื่อที่เกิดจากสุราทำให้ชายหนุ่มน่ามองยิ่งนัก
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื
ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของเมืองหลวง อยู่ ๆ คนบังคับม้าก็หยุดรถกะทันหัน โชคดีที่หยางซูหนี่พยุงตัวเองเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ในเวลาต่อมาหนิงอ๋องก็เข้ามาในรถม้าของนางทำให้หยางซูหนี่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วตั้งคำถามกับเขาด้วยความประหลาดใจ"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ ?""ข้างหน้ามีกลุ่มคนอพยพขวางทางอยู่ ดูเหมือนว่าไม่ช้าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น" หนิงอ๋องกล่าว หยางซูหนี่พึ่งจำได้ว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทหารรักษาเมืองกับกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ควรจะเกิดหลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อนของนางมากนัก"เช่นนั้นพวกเราย้อนกลับไปเส้นทางเดิมดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ?" เพ่ยเปาเอ่ยกับนายสาว"ให้สาวใช้ของเจ้าไปกับรถม้า ส่วนเจ้าไปกับข้า""เอ๊ะ ! เหตุใดเล่า ?""ดูเหมือนว่าหนึ่งในกลุ่มของคนที่อพยพจะจับจ้องรถม้าที่ดูหรูหรากว่าทุกคันแล้วจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นไว้เป็นตัวประกัน""เช่นนั้นสาวใช้ของข้าเล่า ?""สาวใช้ย่อมไม่มีปัญหา พว
หยางซูหนี่ถูกพามายังเรือนด้านในสุดของจวนซึ่งเป็นเรือนต้องห้ามมิให้คนนอกเข้า มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ หญิงสาวลอบสังเกตเส้นทางก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ไว้ใจหนึ่งคือนางไม่อาจทราบได้ว่าลิ่งไท่เฟยผู้นี้เป็นคนมีนิสัยเช่นไร แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้ที่สามารถมีชีวิตรอดและครองอำนาจมาได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ลูกไม้โง่ ๆ ที่นางเจอเมื่อตอนเดินทางมาที่ตำหนักนี้ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าย่อมไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายเป็นแน่"คุณหนูใหญ่หยางเชิญด้านนี้เจ้าค่ะ" เมื่อเดินเข้ามาในเรือนหยางซูหนี่ก็พบว่านางกำนัลอาวุโสอีกคนต่างหากที่เป็นคนสนิทตัวจริงของลิ่งไท่เฟย ส่วนอู๋หมัวมัวผู้นั้นคงจะเป็นตัวหลอกเสียมากกว่า"หม่อมฉันหยางซูหนี่ขอคารวะลิ่งไท่เฟยเพคะ" หยางซูหนี่คารวะอีกฝ่ายก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของลิ่งไท่เฟยผู้นั้นแล้วก้มหน้าลง"เจ้าคือหยางซูหนี่ ?""เพคะ หม่อมฉันคือหยางซูหนี่""ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย เชิญเจ้านั่งตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีเพียงข้าและคนสนิทเท่านั้น""ขอบพระทัยเพคะ""เจ้าคงจะได้เห็นแ
เช้าวันต่อมา มีนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งมาขอเข้าพบหยางซูหนี่ตั้งแต่เช้าก่อนจะแจ้งว่าลิ่งไท่เฟยต้องการพบนางเพื่อทำความรู้จักเป็นการส่วนตัว หยางซูหนี่พอจะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเรียกตัวนางเข้าพบในเร็ววันนี้ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าลิ่งไท่เฟยเป็นคนเช่นไร นางเคยเป็นสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด ต่อมาก็ถูกพระสวามีตีตัวออกหากก็เพราะคิดว่านางต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของเขา จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่านางจะไม่ได้รับความสำคัญแล้วหากแต่การที่นางเคยเป็นสตรีที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุดย่อมไม่อาจปล่อยวางความสำคัญของตนเองไปได้"หมัวมัวกรุณารอสักครู่ คุณหนูของข้าน้อยกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาเอ่ยกับนางกำนัลอาวุโสอย่างนอบน้อมไม่มีท่าทางหวาดเกรงให้เสียกิริยาด้วยสายตาชื่นชม พร้อมกับคิดคำนวณในใจเพียงลำพัง"เจ้าเองก็ไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด เวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวลิ่งไท่เฟยจะทรงรอนาน""เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับคำก่อนจะเดินจากไปเมื่อก้าวเข้ามาในห้องหยางซูหนี่ก็ได้เห็นสีหน้าอึดอัดใจของสาวใช้หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยออกมานางจ
ราชโองการที่ได้รับเมื่อเช้าทำให้หยางซูหนี่ถึงกับนั่งไม่ติด นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ? แม้จะรู้ดีว่าแผนการทั้งหมดเป็นฝีมือของหนิงอ๋องก็ตาม หากแต่การแต่งงานกับเขาเช่นนี้ดูเหมือนว่ามันจะมิได้อยู่ในข้อตกลงมิใช่หรือ ? แล้วเขาจะต้องการแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านพิธีแต่งงานมาแล้วเช่นนางไปเพื่อการใดกัน ? หรือว่าเขาเองก็ถูกฝ่าบาทบังคับเช่นนี้ เพราะจวนหย่งอันโหวเองก็ถูกพระราชทานงานแต่งกับองค์หญิงสิบสี่เช่นกัน ต้องใช่แน่ ๆ เขาเองก็คงจะถูกบีบบังคับเช่นกันในขณะที่หยางซูหนี่กำลังเดินวนไปวนมาภายในห้อง อยู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนกล่าวขึ้นทำเอานางตกใจจนตัวโยน"เจ้าจะเดินกลับไปกลับมาอีกนานหรือไม่ ? ข้ามองดูจนตาลายไปหมดแล้ว""ท่าน ! นี่ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ?""ก็ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินกลับมากลับมานั่นละ" โจวฉางเยว่กล่าวก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม"ท่านรู้เรื่องราชโองการแล้วหรือไม่ ? จริงสิ ท่านต้องรู้แล้วเป็นแน่ !""ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอันใด""ฝ่าบาทต้องการควบคุมท่าน ต้องการ







