Masukหลังจากรับประทานอาหารเสร็จหยางซูหนี่ก็กำลังจะเดินทางกลับ ระหว่างทางที่นางกำลังจะเดินลงจากบันไดก็พลันได้ยินคนกลุ่มหนึ่งกำลังกล่าวถึงข่าวลือบางอย่างอยู่
"ช่วงนี้ข้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง" ชายผู้หนึ่งในกลุ่มนั้นเอ่ยขึ้น
"เรื่องอันใดงั้นหรือ ?"
"เจ้าจดจำได้หรือไม่เรื่องที่หยางซื่อจื่อกับฮูหยินน้อยสิ้นใจในสนามรบเมื่อหลายปีก่อน"
"ใครจะจำไม่ได้เล่า ท่านแม่ทัพหยางมีบุญคุณต่อแผ่นดินถึงเพียงนั้นผู้ใดจะกล้าลืมได้ลง เสียดายที่ตระกูลหยางไร้ผู้สืบทอด"
"เจ้าอย่าได้กล่าวไป ว่ากันว่าที่ท่านแม่ทัพและฮูหยินน้อยสิ้นใจในสนามรบมิใช่ว่าเพราะศัตรู หากแต่เป็นฝีมือของหนอนบ่อนไส้ต่างหาก"
"หนอนบ่อนไส้งั้นหรือ ? เช่นนั้นก็มิน่าแปลก ข้าก็คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว ท่านแม่ทัพหยางเชี่ยวชาญวรยุทธ์เก่งกาจถึงเพียงนั้นจะพลาดท่าได้เช่นไรหากว่าไม่ได้ถูกหักหลัง ว่าแต่คนผู้นั้นคือใครกัน ?"
"ว่ากันว่าเป็นคนบ้านรองตระกูลฟูที่ตอนนั้นรับตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพของท่านแม่ทัพหยาง"
"คนตระกูลฟูงั้นหรือ ? ละ… แล้วเหตุใดฝ่าบาทจึงได้พระราชทานราชโองการให้คุณหนูใหญ่หยางแต่งงานกับตระกูลฟูที่มีส่วนทำให้บิดามารดาสิ้นใจได้เล่า ? ทำเช่นนี้รังแกกันเกินไปแล้ว" หนึ่งในกลุ่มของคนเหล่านั้นกล่าวอย่างตกใจจนเผลอส่งเสียงดังขึ้น ทำให้ผู้คนรอบ ๆ ข้างต่างก็หันมามอง
"ที่เจ้าพูดเป็นความจริงงั้นหรือ ? เช่นนั้นคุณหนูใหญ่หยางก็ช่างน่าสงสารยิ่งนัก"
หลังจากนั้นก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นยกใหญ่ในความไม่เหมาะสมที่ฝ่าบาททรงให้ทั้งสองตระกูลแต่งงานกันเช่นนี้ นี่มิใช่ว่าฝ่าบาททรงไม่เห็นแก่ที่ตระกูลหยางเคยทรงคุณงามความดีมาบ้างเลยหรือ ? ทำเช่นนี้นับว่ารังแกกันเกินไปจริง ๆ
หยางซูหนี่ยืนฟังได้ไม่นานก็รีบเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ของนางทันที ในขณะที่นางกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าก็มีองครักษ์ผู้หนึ่งนำของบางอย่างมาส่งมอบให้แก่นาง
"นายท่านสั่งให้ข้าน้อยนำป้ายหยกนี้มามอบให้แก่คุณหนูใหญ่ขอรับ" หยางซูหนี่จดจำได้ว่าเขาเป็นคนข้างกายของหนิงอ๋อง นางจึงรีบรับมาก่อนจะพยักหน้าแล้วฝากขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมกับก้าวขึ้นรถม้าของตนเอง
"ฝากขอบคุณนายท่านของเจ้าด้วย"
"ขอรับ"
"คุณหนูจะให้กลับจวนเลยหรือไม่เจ้าคะ ?"
"ไม่ กลับตระกูลหยางแล้วให้คนไปแจ้งแก่ผิงหมัวมัวให้เก็บข้าวของทั้งหมดของข้ากลับมาที่จวนตระกูลหยางทันที"
"บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ"
หยางซูหนี่ยกยิ้มที่มุมปาก แต่เดิมการขึ้นครองบัลลังก์ของฝ่าบาทก็มิได้มั่นคงอยู่แล้ว ในเวลานั้นฮ่องเต้พยายามที่จะยึดอำนาจจากตระกูลหยางของนางหากแต่ไม่สำเร็จเพราะข้าศึกบุกโจมตีทุกด้าน ไม่คิดว่าในยามที่ยังไม่แล้วเสร็จดีจะจัดการสังหารขุนพลเช่นนี้ ทั้งยังกล้าส่งนางให้ไปแต่งงานกับศัตรูที่สังหารบิดามารดาของนางอีก รังแกกันเกินไปแล้วจริง ๆ
เพียงไม่ทันข้ามวันเรื่องราวการตายที่ผิดปกติของท่านแม่ทัพหยางและฮูหยินน้อยก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง รวมถึงเรื่องราวที่คุณหนูใหญ่หยางยังถูกส่งไปแต่งงานกับตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นเหตุในการจากไปของบิดามารดา เรื่องราวดังกล่าวแพร่สะพัดไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ในขณะที่ตระกูลหยางเองก็มีการเคลื่อนไหวด้วยการที่หยางกั๋วกงผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้รับหลานสาวกลับตระกูลเดิมในทันที เท่านั้นยังไม่พอ ข้าวของต่าง ๆ ยังถูกขนย้ายกลับมายังตระกูลหยางจนครบพร้อมกับปิดประตูจวนไม่ต้อนรับผู้ใดทั้งสิ้น
ณ โถงรับรองตระกูลหยาง
เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลต่างมารวมตัวกันเพราะเรื่องข่าวลือดังกล่าวที่เกิดขึ้น ก่อนที่ทุกฝ่ายต่างช่วยสืบสาวเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดทั้งวันจนกระทั่งพบหลักฐานชิ้นสำคัญหลายชิ้นที่ระบุว่าการจากไปของหยางซื่อจื่อและฮูหยินน้อยเป็นกับดักของข้าศึกที่คนในมีส่วนรู้เห็นและร่วมวางแผนนี้ด้วย
แม้ว่าตระกูลหยางแทบจะสูญสิ้นผู้สืบทอดเพราะลูกหลานส่วนใหญ่ล้วนสิ้นใจในสนามรบเนื่องด้วยทำเพื่อบ้านเมือง แต่การที่ฝ่าบาทได้พระราชทานสมรสให้กับคุณหนูใหญ่ตระกูลหยางกับตระกูลฟูอย่างไรก็ย่อมไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ทำเช่นนี้เท่ากับว่าฝ่าบาทมิให้ความสำคัญกับการจากไปของคนในตระกูลหยางที่เสียสละชีพเพื่อบ้านเมืองเลยสักนิด
เรือนเอิ้นจิง ตระกูลหยาง
"หนี่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องคิดมาก ต่อให้ต้องหย่าแล้วกลับบ้านเดิมย่าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูถูกเจ้า" ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวพลางปลอบโยนหลานสาวสุดที่รัก
"ท่านย่า หลานไม่เสียใจเลยเจ้าค่ะ หลานคงไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับตระกูลฟูได้หากว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องตาย หากเป็นเช่นนั้นจริงหลานจะขอบวชชีไปตลอดชีวิตยังดีเสียกว่าเจ้าค่ะ"
"เด็กโง่ อย่าได้กล่าวเช่นนี้อีก เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลหยาง แม้นว่าจวนของเราจะไร้ผู้สืบทอดเช่นนั้นก็เพียงแค่แต่งสามีเข้าจวน"
"เหล่าท่านอาวุโสได้หลักฐานเรื่องนี้มาอย่างชัดแจ้งแล้ว พวกเขากำลังยื่นฎีกาให้เจ้าหย่าขาดกับหย่งอันโหว เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ถึงอย่างไรเจ้าเองก็ยังบริสุทธิ์ต่อให้เข้าพิธีแต่งงานแล้ว มิใช่ว่าคนทั่วทั้งเมืองหลวงเองก็รู้ดีหรอกหรือว่าหย่งอันโหวได้รับราชโองการให้ต้องเดินทัพออกศึกในวันนั้นเลย ย่าไม่เชื่อว่าฝ่าบาทจะทรงดื้อรั้นไม่ยินยอมให้ตระกูลหยางของเราหย่าขาดจากจวนหย่งอันโหว" หยางซูหนี่พยักหน้า ไม่คุ้มเลยหากว่าตระกูลหยางมีหลักฐานที่ชัดแจ้ง ความดื้อดึงของฝ่าบาทจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายตามมา ไม่ว่าอย่างไรบิดามารดาของนางก็เป็นแม่ทัพคนสำคัญสร้างคุณงามความดีไว้มากมาย ต่อให้จวนกั๋วกงไร้ผู้สืบทอดแล้วอย่างไร หากแต่ตระกูลหยางสายรองก็ยังมีขุนนางที่ทำงานอยู่ในราชสำนักกว่าครึ่งร้อย
"ท่านย่า นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องที่หย่งอันโหวลักลอบซุกซ่อนอนุภรรยาปกปิดเรื่องนี้จากตระกูลหยางของเราอีกด้วยเจ้าค่ะ" หยางซูหนี่กล่าวกับผู้เป็นย่าอย่างไม่ต้องการปิดบัง
"เจ้าว่าอันใดนะ ? หึ จวนหย่งอันโหวช่างดีเสียจริง เช่นนี้ก็ยิ่งยอมไม่ได้เป็นอันขาด"
"ดูเหมือนว่าสตรีผู้นั้นกำลังตั้งครรภ์อยู่เจ้าค่ะ"
"หึ ดี ดียิ่ง เอาละ ! เจ้าพักผ่อนเถิด ย่าจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่ท่านปู่ของเจ้าเอง ไม่ว่าอย่างไรตระกูลหยางกับตระกูลฟูก็ต้องหย่าขาดจากกันให้เร็วที่สุด"
"ท่านย่ารักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ อย่าได้โมโห"
"เด็กดี ลำบากเจ้าแล้ว ย่าจะเป็นผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เจ้าเอง"
"เจ้าค่ะท่านย่า"
"หลานน้อมส่งท่านย่าเจ้าค่ะ"
หยางซูหนี่ยืนรอส่งฮูหยินผู้เฒ่าก่อนที่มุมปากของนางจะยกยิ้มขึ้นอย่างจงใจ เดิมทีท่านย่าของนางคือท่านหญิงหลันหลี ธิดาของหนานอ๋องแห่งเจียงหนาน หากจะนับสายเลือดท่านย่าของนางก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกับอดีตฮ่องเต้องค์ก่อน เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วไม่ว่าอย่างไรฝ่าบาทก็จำเป็นต้องยอมถอยหนึ่งก้าวให้กับตระกูลหยางต่อให้ต้องการริบอำนาจของตระกูลหยางมากเพียงใด เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้
ทางด้านท้องพระโรงของวังหลวงก็เกิดการถกเถียงกันอย่างหนักในเรื่องนี้ หยางกั๋วกงผู้เฒ่าถึงกับเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อยื่นฎีกาให้หลานสาวหย่าขาดกับจวนหย่งอันโหวด้วยตนเอง พร้อมกับหลักฐานที่ว่าตระกูลฟูสายรองเป็นไส้ศึกทำให้ท่านแม่ทัพหยางและฮูหยินน้อยสิ้นชีพในสนามรบก็เนื่องด้วยเล่ห์กลของคนใกล้ตัว
ฉีเล่อฮ่องเต้ได้แต่กุมขมับ เขาคิดว่าเรื่องนี้ถูกเช็ดล้างไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนที่สามารถหาหลักฐานออกมาได้อีก ก่อนจะตัดสินใจยอมถอยหนึ่งก้าวให้กับตระกูลหยางอย่างจำใจ
โดยที่ใช้ข้ออ้างว่ารองแม่ทัพฟูผู้นั้นเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของตระกูลฟูสายรอง หากแต่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับตระกูลหยาง ฉีเล่อฮ่องเต้จึงยินยอมออกราชโองการหย่าร้างให้กับหยางซูหนี่ พร้อมกับแต่งตั้งให้หญิงสาวเป็นท่านหญิงหลิวหลีเพื่อเป็นการปลอบประโลมความเจ็บปวดของตระกูลหยาง
ทั้งนี้หยางกั๋วกงผู้เฒ่ายังได้ยื่นขอเสนอให้หมอหลวงและนางกำนัลอาวุโสตรวจสอบความบริสุทธิ์ของหลานสาวตนแล้วประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลหยางเพียงแค่ผ่านพิธีแต่งงานกับหย่งอันโหวเท่านั้น และนางยังคงรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองเอาไว้ได้ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
ฉีเล่อฮ่องเต้แม้ว่าจะเริ่มมีโทสะที่ตระกูลหยางมีข้อเรียกร้องมากมายหากแต่เขาก็มิอาจจะต้านทานแรงสนับสนุนที่มีต่อหยางกั๋วกงผู้เฒ่าได้ เห็นได้ชัดว่าแม้ชายชราจะปลดระวางแล้วแต่อำนาจของตระกูลหยางยังทรงอิทธิพลอยู่มาก แน่นอนว่าต้องหาทางกำจัดทิ้งในภายหลัง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่แคล้วต้องเป็นภัยในภายหน้าอย่างแน่นอน
ราชโองการของฝ่าบาทมาถึงตระกูลหยางให้หยางซูหนี่และหย่งอันโหวหย่าขาดจากกัน ทั้งแต่งตั้งหยางซูหนี่เป็นท่านหญิงหลิวหลีพร้อมกับพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวอย่างแน่ชัด
เรื่องราวความวุ่นวายจบลงภายในเวลาเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น ภายหลังที่หยางซูหนี่ได้รับอิสระ นางก็รู้สึกได้ถึงความเป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งหลงลืมใครบางคนไปชั่วขณะ
ระหว่างนั้นโจวฉางเยว่ก็ไม่ปล่อยให้นางได้รอนาน เมื่อเขาคิดกระโดดลงไปในกองเพลิงด้วยตนเอง
วันต่อมาก็มีราชโองการอีกฉบับเดินทางมายังตระกูลหยางและตระกูลฟูเพื่อเป็นการปลอบประโลมใจทั้งสองตระกูลหลังจากที่ทั้งสองมิอาจได้ร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกัน ทั้งยังกล่าวว่าความผิดพลาดนี้เป็นความผิดของตัวฝ่าบาทเอง พระองค์จึงได้พระราชทานสมรสครั้งใหม่ให้กับคนทั้งคู่โดยที่ท่านหญิงหลิวหลีได้รับพระราชทานสมรสกับหนิงอ๋องเพื่อเป็นการปลอบขวัญตระกูลหยางอย่างเหมาะสม
ส่วนหย่งอันโหวนั้นฉีเล่อฮ่องเต้ได้มอบพระขนิษฐาต่างมารดา นั่นก็คือองค์หญิงสิบสี่ที่ถึงวัยออกเรือนให้แต่งเข้าจวนหย่งอันโหวหลังจากที่อีกฝ่ายเดินทางกลับเมืองหลวงมาแล้ว
ราชโองการครั้งนี้ทำเอาหยางซูหนี่และคนในจวนต่างพากันหูอื้อตาลายกล่าวสิ่งใดไม่ออก นั่นเพราะฮ่องเต้พระราชทานงานแต่งใหม่ให้กับนางและจวนหย่งอันโหวทั้งคู่ ทั้งนี้ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เป็นคนในราชวงศ์ก็เพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ ภายนอกอาจมองว่าการแต่งเข้าราชวงศ์เป็นเรื่องที่โชคดีอย่างยิ่ง แต่จะมีผู้ใดบ้างที่รู้ว่าฝ่าบาทกำลังคิดที่จะควบคุมตระกูลหยาง
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื
ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของเมืองหลวง อยู่ ๆ คนบังคับม้าก็หยุดรถกะทันหัน โชคดีที่หยางซูหนี่พยุงตัวเองเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ในเวลาต่อมาหนิงอ๋องก็เข้ามาในรถม้าของนางทำให้หยางซูหนี่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วตั้งคำถามกับเขาด้วยความประหลาดใจ"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ ?""ข้างหน้ามีกลุ่มคนอพยพขวางทางอยู่ ดูเหมือนว่าไม่ช้าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น" หนิงอ๋องกล่าว หยางซูหนี่พึ่งจำได้ว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทหารรักษาเมืองกับกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ควรจะเกิดหลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อนของนางมากนัก"เช่นนั้นพวกเราย้อนกลับไปเส้นทางเดิมดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ?" เพ่ยเปาเอ่ยกับนายสาว"ให้สาวใช้ของเจ้าไปกับรถม้า ส่วนเจ้าไปกับข้า""เอ๊ะ ! เหตุใดเล่า ?""ดูเหมือนว่าหนึ่งในกลุ่มของคนที่อพยพจะจับจ้องรถม้าที่ดูหรูหรากว่าทุกคันแล้วจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นไว้เป็นตัวประกัน""เช่นนั้นสาวใช้ของข้าเล่า ?""สาวใช้ย่อมไม่มีปัญหา พว
หยางซูหนี่ถูกพามายังเรือนด้านในสุดของจวนซึ่งเป็นเรือนต้องห้ามมิให้คนนอกเข้า มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ หญิงสาวลอบสังเกตเส้นทางก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ไว้ใจหนึ่งคือนางไม่อาจทราบได้ว่าลิ่งไท่เฟยผู้นี้เป็นคนมีนิสัยเช่นไร แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้ที่สามารถมีชีวิตรอดและครองอำนาจมาได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ลูกไม้โง่ ๆ ที่นางเจอเมื่อตอนเดินทางมาที่ตำหนักนี้ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าย่อมไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายเป็นแน่"คุณหนูใหญ่หยางเชิญด้านนี้เจ้าค่ะ" เมื่อเดินเข้ามาในเรือนหยางซูหนี่ก็พบว่านางกำนัลอาวุโสอีกคนต่างหากที่เป็นคนสนิทตัวจริงของลิ่งไท่เฟย ส่วนอู๋หมัวมัวผู้นั้นคงจะเป็นตัวหลอกเสียมากกว่า"หม่อมฉันหยางซูหนี่ขอคารวะลิ่งไท่เฟยเพคะ" หยางซูหนี่คารวะอีกฝ่ายก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของลิ่งไท่เฟยผู้นั้นแล้วก้มหน้าลง"เจ้าคือหยางซูหนี่ ?""เพคะ หม่อมฉันคือหยางซูหนี่""ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย เชิญเจ้านั่งตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีเพียงข้าและคนสนิทเท่านั้น""ขอบพระทัยเพคะ""เจ้าคงจะได้เห็นแ
เช้าวันต่อมา มีนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งมาขอเข้าพบหยางซูหนี่ตั้งแต่เช้าก่อนจะแจ้งว่าลิ่งไท่เฟยต้องการพบนางเพื่อทำความรู้จักเป็นการส่วนตัว หยางซูหนี่พอจะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเรียกตัวนางเข้าพบในเร็ววันนี้ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าลิ่งไท่เฟยเป็นคนเช่นไร นางเคยเป็นสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด ต่อมาก็ถูกพระสวามีตีตัวออกหากก็เพราะคิดว่านางต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของเขา จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่านางจะไม่ได้รับความสำคัญแล้วหากแต่การที่นางเคยเป็นสตรีที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุดย่อมไม่อาจปล่อยวางความสำคัญของตนเองไปได้"หมัวมัวกรุณารอสักครู่ คุณหนูของข้าน้อยกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาเอ่ยกับนางกำนัลอาวุโสอย่างนอบน้อมไม่มีท่าทางหวาดเกรงให้เสียกิริยาด้วยสายตาชื่นชม พร้อมกับคิดคำนวณในใจเพียงลำพัง"เจ้าเองก็ไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด เวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวลิ่งไท่เฟยจะทรงรอนาน""เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับคำก่อนจะเดินจากไปเมื่อก้าวเข้ามาในห้องหยางซูหนี่ก็ได้เห็นสีหน้าอึดอัดใจของสาวใช้หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยออกมานางจ
ราชโองการที่ได้รับเมื่อเช้าทำให้หยางซูหนี่ถึงกับนั่งไม่ติด นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ? แม้จะรู้ดีว่าแผนการทั้งหมดเป็นฝีมือของหนิงอ๋องก็ตาม หากแต่การแต่งงานกับเขาเช่นนี้ดูเหมือนว่ามันจะมิได้อยู่ในข้อตกลงมิใช่หรือ ? แล้วเขาจะต้องการแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านพิธีแต่งงานมาแล้วเช่นนางไปเพื่อการใดกัน ? หรือว่าเขาเองก็ถูกฝ่าบาทบังคับเช่นนี้ เพราะจวนหย่งอันโหวเองก็ถูกพระราชทานงานแต่งกับองค์หญิงสิบสี่เช่นกัน ต้องใช่แน่ ๆ เขาเองก็คงจะถูกบีบบังคับเช่นกันในขณะที่หยางซูหนี่กำลังเดินวนไปวนมาภายในห้อง อยู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนกล่าวขึ้นทำเอานางตกใจจนตัวโยน"เจ้าจะเดินกลับไปกลับมาอีกนานหรือไม่ ? ข้ามองดูจนตาลายไปหมดแล้ว""ท่าน ! นี่ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ?""ก็ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินกลับมากลับมานั่นละ" โจวฉางเยว่กล่าวก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม"ท่านรู้เรื่องราชโองการแล้วหรือไม่ ? จริงสิ ท่านต้องรู้แล้วเป็นแน่ !""ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอันใด""ฝ่าบาทต้องการควบคุมท่าน ต้องการ







