LOGIN“ฮะฮ่า”
“หัวเราะทำไมอี้เอ๋อร์เจ็บนะ พวกพี่ชายนิสัยมิดี ท่านแม่บอกว่ามิให้ยุ่งกับพวกคนเกเร” เด็กน้อยยันมือเพื่อลุกขึ้นยืนทว่ากลับโดนเด็กเกเรผลักลงไปอีกรอบ คราวนี้ทั้งสามคนกระจายตัวล้อมรอบตัวเด็กน้อย สร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยผู้โดนรุมยิ่งนัก อี้เอ๋อร์พยายามมิให้ตัวสั่นเทาแล้วทว่าเขาฝืนตัวเองมิได้ ตัวเขามันสั่นเอง น้ำตาก็เหมือนกัน ท่านแม่บอกว่าเป็นเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง แต่เวลานี้อี้เอ๋อร์ทำตามคำสอนท่านแม่มิได้เลยสักอย่าง “ฮึก จะกลับบ้าน จะกลับบ้าน” อี้เอ๋อร์กอดหนังสือในอ้อมแขนแน่น ปากน้อยพึมพำฟังมิได้ศัพท์ “ไอ้เด็กนี่มิมีบิดา มารดานางมิกล้ามาเอาเรื่องพวกเราหรอก แกล้งมันได้เต็มที่” “ข้าอยากเตะก้นมันยิ่งนัก” “ข้าอยากลองตบหน้า ข้ามิเคยตบหน้าใครเลยสักที” “เอาเลย ๆ” “ฮึก ฮึก” เด็กน้อยไม่มีทางหนีจึงได้แต่นั่งกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ มองเด็กชายอายุมากกว่าย่างกรายเข้ามาด้วยใบหน้ารื่นเริง ยิ่งเด็กน้อยร้องพวกนั้นก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง “ไอ้เด็กมิมีบิดาสั่งสอน” “อย่าเข้ามานะ โอ๊ย...” แม้เป็นแรงเตะจากเด็กทว่าทำให้เด็กน้อยอายุเพียงสี่หนาวนิด ๆ รู้สึกเจ็บมาก “อี้เอ๋อร์ผิดอะไร ทำไมต้องรังแก ฮึก” “ผิดที่เจ้ามิมีพ่อ หรืออ่อนแอเช่นนี้จึงโดนพ่อทิ้งเล่า นี่แน่ะ...” “ฮึก โอ๊ย...” เด็กน้อยโดนเตะและต่อยอีกหลายครั้งจนเจ็บระบมไปหมด ร่างเล็กค่อย ๆ ล้มนอนลงไปอย่างหมดแรง ทว่าสิ่งหนึ่งที่เด็กน้อยโอบอุ้มปกป้องเป็นอย่างดีแม้กระทั่งตัวเองจะเจ็บปวดขนาดไหนคือหนังสือที่ท่านแม่มอบให้ อี้เอ๋อร์ต้องรักษามันด้วยชีวิต เดี๋ยวท่านแม่เสียใจและร้องไห้เหมือนอี้เอ๋อร์ “เจ้ากอดสิ่งใดไว้ ของเล่นหรือ... เอามาให้ข้า !” เด็กน้อยส่ายศีรษะรุนแรง เบี่ยงตัวหลบมือของอีกฝ่ายบังหนังสือให้มิดไว้ในอ้อมกอด “แย่งของเล่นของมันมาให้ข้า” “ได้เลย” “จัดให้” “ไม่นะ ฮึก อี้เอ๋อร์ไม่ให้” ก่อนที่เด็กเกเรทั้งสามคนจะสามารถแย่งของที่เด็กน้อยกอดแนบอกเอาไว้แน่นได้ มีเสียงตวาดดุเข้มเสียงหนึ่งดังเข้ามาทำให้เด็กทั้งสามสะดุ้ง พากันถอยกรูไปข้างหลังด้วยความหวาดกลัวราวกับเจอปิศาจร้าย “หยุดนะ ! รุมทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่า แม้เป็นเด็กข้าก็มิคิดละเว้นนะ !” เด็กทั้งสามคนตัวสั่น แข้งขาอ่อนแรงจนพากันทรุดตัวลงคุกเข่าเมื่อหันมาเห็นกลุ่มคนที่มาขัดจังหวะการเล่นสนุกของพวกเขา คิดว่าเสียงตวาดน่าหวั่นเกรงแล้ว ภาพหนึ่งบุรุษสวมชุดผ้าแพรอย่างดีสีครามเข้มยืนข้างหน้าสุด เบื้องหลังมีบุรุษตัวโตสวมเครื่องแบบทางการยืนเรียงกันเป็นระเบียบแล้วยิ่งน่าหวาดกลัวมากกว่า “ข้าน้อยมิได้ตั้งใจ” “ข้าน้อยแค่จะช่วยเจ้าเด็กนั่นจากการล้มขะ ขอรับ” “ฮึก ๆ แง~” สุดท้ายเด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ เมื่อโดนสายตาโกรธขึ้งตวัดมองแวบเดียวพวกเด็กเกเรทั้งสามก็บ่อน้ำตาแตก ร้องไห้กันจ้าละหวั่น บุรุษแสนน่ากลัวสวมผ้าแพรมองเมินพวกเด็กเกเรทั้งสาม โบกมือหนึ่งทีส่งสัญญาณให้ลูกน้องของตนจัดการสั่งสอนเด็กดื้อแทนตนเองที่เดินมุ่งหน้ามายังเด็กน้อยผู้โดนรังแกอีกทาง “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างใจเย็น มือหนายังมิกล้าเอื้อมออกมาช่วยเหลือด้วยเพราะกลัวอีกฝ่ายหวาดกลัวตนเอง “อี้เอ๋อร์เจ็บ ฮึก ฮือ” เสียงอู้อี้ตอบกลับมาในขณะดวงตากลมโตเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาเงยหน้าจ้องมองผู้ใหญ่ใจดีที่มาช่วยตนเอง “เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปทำแผลก่อน มิต้องร้อง เจ้าปลอดภัยแล้ว” “มิได้ร้องไห้สักหน่อย ฝนตกที่ตาอี้เอ๋อร์เฉย ๆ ฮึก” “มิได้ร้องก็มิได้ร้อง มาข้าช่วย” “คิดถึงท่านแม่ ยะ... อยากกลับบ้าน” “เอาไว้หายเจ็บข้าจะส่งเจ้ากลับ ตอนนี้เชื่อฟังข้าก่อนนะเด็กดี” “อย่า อย่าแย่งของรักอี้เอ๋อร์นะ ฮึก อี้เอ๋อร์มิให้ ฮึก หนังสือเล่มนี้ท่านแม่ให้อี้เอ๋อร์เพราะอี้เอ๋อร์อยากเป็นผู้ใหญ่หล่อ ๆ ทำงานเก่ง ๆ ในวังเพื่อหาเงินมาเลี้ยงท่านแม่ ช่วยเหลือชาวบ้านทุกข์ยาก ฮึก อี้เอ๋อร์ไม่ให้หรอกนะ” คงกำลังหมายถึงขุนนางรับใช้ฮ่องเต้ในราชสำนักละสินะ มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความพอใจก่อนจะหายไปเมื่อได้ยินเด็กน้อยในเมืองบ้านนอกเช่นนี้ฝันยิ่งใหญ่ น่าชื่นชมอย่างยิ่ง มือหนาที่กำลังหยิบของที่เด็กน้อยกอดไว้แน่นชะงักค้าง เขามิได้แย่งเสียหน่อยเพียงแต่เขาเห็นว่าสิ่งนั้นเกะกะจึงจะช่วยถือไว้ให้ก่อนต่างหาก เฮ้อ ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อตนเองเกือบทำให้เด็กน้อยผู้น่าสงสารตรงหน้ากลัวเข้าไปอีก “หยางเซียงเจ้ามาอุ้มเด็กน้อยผู้นี้ที” “พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” “ข้ามิยุ่งแล้ว ลุกเถอะเด็กดี เดี๋ยวเลือดไหลหมดตัวเอา” “ไม่ไป ท่านแม่สอนว่ามิให้ไปไหนมาไหนกับคนแปลกหน้า อี้เอ๋อร์จะกลับบ้าน ฮึก โอ๊ย...” “ถูกต้อง แต่พวกข้ามิใช่คนแปลกหน้าแล้วอย่างไรเด็กน้อย ข้าช่วยเจ้าแสดงว่าพวกเราเป็นคนรู้จักกัน” “...จริงหรือ ทะ ท่านแม่มิเห็นเคยบอกเลยว่าคนแปลกหน้าจะกลายเป็นคนไม่แปลกหน้าเมื่อช่วยอี้เอ๋อร์” “...” “อะ เอ่อ ท่านอ๋องจะเอาอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มลังเลว่าควรเข้าไปอุ้มเลยหรือให้ยืนรอเด็กน้อยยอมรับก่อนดี ทว่าเมื่อเห็นมือเจ้านายยกขึ้นห้ามจึงค่อย ๆ ถอยหลังออกไปเล็กน้อยอย่างรู้ความ “แล้วท่านแม่บอกเจ้าว่าคนไม่แปลกหน้าเป็นเช่นไรล่ะเด็กน้อย” “คนไม่แปลกหน้าคือคนที่อี้เอ๋อร์รู้จักชื่อ” “เช่นนั้นข้านามว่าเฉินเทียนอี เจ้าล่ะนามว่าอันใด” “เซี่ยเจ๋ออี้ รู้จักกันแล้วจริงด้วย” ดวงตาของเด็กน้อยไร้เดียงสาเปล่งประกายราวกับลืมเลือนเหตุการณ์สะเทือนขวัญก่อนหน้าไปหมดสิ้นแล้วเสียอย่างนั้น “รู้จักกันแล้วจะยอมไปกับข้าได้หรือยัง” “สัญญานะว่าจะมิรังแกอี้เอ๋อร์เหมือนคนพวกนั้น” นิ้วก้อยสั่นเทายกขึ้นมาชูรอให้คนไม่แปลกหน้าตรงหน้าเกี่ยวก้อยทำสัญญาลูกผู้ชายอย่างที่ท่านแม่สอน “สัญญา”บทที่หกหมั้นกับบุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองสือเจ้าช่วงนี้เซี่ยจินเย่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทดลองปรุงยาที่เรือนหลังน้อยของตนเอง ทั้งปรุงยาตำรับง่ายเพื่อให้เฟยซาเอาไปเสนอขายที่ร้านขายยาในตัวตลาด กับปรุงยาถอนพิษให้คุณชายตระกูลเกา ซึ่งอย่างหลังนี่ช่างเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก เพราะนางยังมิสามารถทำได้สำเร็จสักทีเกิดปัญหาหลายเรื่องขึ้นเหลือเกินส่วนประกอบสมุนไพรไม่พอแถมอุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวยอีกต่างหากยามนี้เซี่ยจินเย่สามารถทำสำเร็จแค่เพียงยาที่ช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของพิษชั่วคราวเท่านั้นสงสัยต้องหาเวลาไปขอคำแนะนำจากท่านหมอฮุ่ยเจียงสักหน่อยเสียแล้ว“คุณหนู คุณหนูพวกเราต้องหนีไปแล้วเจ้าค่ะ” เสียงแตกตื่นของเฟยซาทำให้เซี่ยจินเย่ที่กำลังนั่งหลับตาเข้าไปมิติของนาฬิกาอัจฉริยะเพื่อหาศึกษาตำราเกี่ยวข้องกับพิษแถบทางทวีปอเมริกาตื่นจากสมาธิ“ใจเย็นก่อนเฟยซา พูดให้รู้เรื่องหน่อย”“คุณหนูเจ้าคะ พวกครอบครัวกัวกำลังมุ่งหน้ามาทางเรือนของเราเจ้าค่ะ ทั้งฮูหยินกัวและลูกสาวของนางกำลังมาทางนี้ โชคดีที่บ่าวกำลังเดินไปจะนำยาของคุณหนูไปขายพอดีจึงพบพวกนางก่อน”“เช่นนั้นทำไมพวกเราจึงต้องหนีด้วยเล่า เจ้าอย่าแสดงท่
บทที่ห้าบุรุษผู้สูงศักดิ์ทว่าปากร้ายกาจ“อี้เอ๋อร์ แม่กลับมาแล้ว อยู่ที่ใด แม่ซื้อขนมของโปรดเจ้ากลับมาฝากด้วยนะ”“...”ไร้เสียงใสตอบโต้กลับรวดเร็วอย่างทุกที เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้ว กวาดสายตามองรอบเรือนหลังน้อยหลังจากวางของที่ซื้อมาในมือลงบนโต๊ะ“เฟยซา อี้เอ๋อร์มิอยู่เรือนหรือ หลังเรือนที่เจ้าอยู่มีหรือไม่”เซี่ยจินเย่เริ่มร้อนใจเมื่อรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับลูกชายตัวน้อยของตน“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ คุณชายน้อยบอกบ่าวว่าจะออกเดินเล่นข้างหน้าเรือนเจ้าค่ะ... เอ ป่านนี้ยังมิกลับเข้ามาอีกหรือเจ้าคะ”“ข้าเข้ามาทางประตูหน้า มิเห็นอี้เอ๋อร์อย่างที่เจ้าว่า เฟยซา เจ้าไปดูหลังบ้าน ส่วนข้าจะออกไปถามท่านป้าข้างบ้านเราเอง”“เจ้าค่ะคุณหนู”สองก้านธูปถัดมาทั้งเซี่ยจินเย่และเฟยซาตามหาบริเวณในและรอบเขตเรือนของตนเองโดยละเอียดก็มิมีใครพบเด็กน้อยวัยสี่หนาวเลยสักคน เซี่ยจินเย่สอบถามเพื่อนบ้านโดยรอบมีคนหนึ่งบอกเห็นเด็กน้อยเดินผ่านหน้าบ้านไปทางถนนสายเล็กที่สามารถเดินเท้ามุ่งสู่ตลาดกลางเมืองได้“ข้าจะออกไปตามหาที่ตลาด เจ้าดูแลเรือนอยู่ที่นี่ หากอี้เอ๋อร์กลับมาเรือนเราแล้ว เจ้าวานให้หลานป้าลี่ถังไปบอกข
เซี่ยจินเย่หยุดยืนอยู่กลางห้อง ใช้โอกาสนี้ลอบสำรวจบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ชาติก่อนนางเคยเห็นดาราหรือพวกไฮโซคนดังต่าง ๆ ทว่ายามมองดูอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นางเพิ่งรู้สึกว่าตนเองเข้าใจคำว่าเหนือชั้นอย่างมิมีใครเทียบติดนั้นเป็นอย่างไรเครื่องหน้าคมเข้ม กรอบหน้าโค้งเหลี่ยมได้รูป แถมดูเส้นผมของบุรุษผู้นี้สิ ช่างดูสุขภาพดีดำสนิทราวกับน้ำหมึกริมฝีปากบางชุ่มชื่น ดวงตารียาวตวัดขึ้นเล็กน้อยทำให้เจ้าของดูหยิ่งยโสแม้นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วยิ่งภายในดวงตานั้นมืดสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรี ทำให้ใครที่เผลอจ้องเข้าไปรู้สึกเหมือนตกเข้าไปในเวิ้งความมืดมนไม่มีที่สิ้นสุดเอาเป็นว่าโดยรวมแล้วบุรุษผู้นี้สามารถเดบิวต์เป็นดาราชายได้เลยหากเป็นในชาติที่แล้วของนางเซี่ยจินเย่ชอบมองของสวย ๆ งาม ๆ อยู่แล้วจึงทำให้นางเผลอมองชายหนุ่มตาค้างโดยไม่รู้ตัว“ฮึ่ม”คนถูกมองรู้สึกตัว เรียวคิ้วกระบี่ขมวดยู่เข้าหากัน มุมปากเรียบตึงเป็นเส้นตรงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่จ้องหน้าข้าคนล่าสุด เกิดสิ่งใดขึ้นกับมัน“...”เซี่ยจินเย่อยากกรีดร้องในใจเมื่อรู้สึกตัวช้าไป สักครู่นี้นางตกหลุมพลางคนงามจนเผลอแสดงกิริยาไร้มารยาทออกไ
“ฮะฮ่า”“หัวเราะทำไมอี้เอ๋อร์เจ็บนะ พวกพี่ชายนิสัยมิดี ท่านแม่บอกว่ามิให้ยุ่งกับพวกคนเกเร”เด็กน้อยยันมือเพื่อลุกขึ้นยืนทว่ากลับโดนเด็กเกเรผลักลงไปอีกรอบ คราวนี้ทั้งสามคนกระจายตัวล้อมรอบตัวเด็กน้อย สร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยผู้โดนรุมยิ่งนักอี้เอ๋อร์พยายามมิให้ตัวสั่นเทาแล้วทว่าเขาฝืนตัวเองมิได้ ตัวเขามันสั่นเอง น้ำตาก็เหมือนกัน ท่านแม่บอกว่าเป็นเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง แต่เวลานี้อี้เอ๋อร์ทำตามคำสอนท่านแม่มิได้เลยสักอย่าง“ฮึก จะกลับบ้าน จะกลับบ้าน”อี้เอ๋อร์กอดหนังสือในอ้อมแขนแน่น ปากน้อยพึมพำฟังมิได้ศัพท์“ไอ้เด็กนี่มิมีบิดา มารดานางมิกล้ามาเอาเรื่องพวกเราหรอก แกล้งมันได้เต็มที่”“ข้าอยากเตะก้นมันยิ่งนัก”“ข้าอยากลองตบหน้า ข้ามิเคยตบหน้าใครเลยสักที”“เอาเลย ๆ”“ฮึก ฮึก”เด็กน้อยไม่มีทางหนีจึงได้แต่นั่งกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ มองเด็กชายอายุมากกว่าย่างกรายเข้ามาด้วยใบหน้ารื่นเริง ยิ่งเด็กน้อยร้องพวกนั้นก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง“ไอ้เด็กมิมีบิดาสั่งสอน”“อย่าเข้ามานะ โอ๊ย...” แม้เป็นแรงเตะจากเด็กทว่าทำให้เด็กน้อยอายุเพียงสี่หนาวนิด ๆ รู้สึกเจ็บมาก “อี้เอ๋อร์ผิดอะไร ทำไมต้องร
บทที่สี่คนไม่แปลกหน้า“ท่านหมอฮุ่ยช่วยข้าพลิกตัวคุณชายได้หรือไม่”“อ๋อ ได้สิ”เซี่ยจินเย่ทั้งจับคนป่วยไร้สติพลิกตัว จับเปิดเสื้อผ้าโดยมิสนใจธรรมเนียมบุรุษสตรีมิควรใกล้ชิดกันหญิงสาวถือคติเป็นหมอต้องมิแบ่งแยกชายหญิงนั่นอย่างไร ในที่สุดเซี่ยจินเย่ก็สามารถหารอยกัดของเขี้ยวแมงมุมไร้ความรู้สึกได้... อยู่ตรงใต้วงแขนข้างขวาหากแต่คุณชายผู้นี้ไปโดนแมงมุมชนิดนี้กัดได้อย่างไรกัน“นี่เป็นรอยแมงมุมพิษกัด คุณชายท่านนี้โดนพิษของแมงมุมไร้ความรู้สึกกัดเป็นแน่”คนอื่นในห้องที่ตอนแรกคอยเฝ้ามองเซี่ยจินเย่ทำงานอยู่ห่าง ๆ ตื่นตัวขึ้นมาทันใด พวกเขาพากันเดินเข้ามาใกล้เตียงคนป่วยด้วยความหวังที่จะสามารถรักษาบุตรชายให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งเกือบสองอาทิตย์แล้วที่บุตรชายผู้เคยแข็งแรง เป็นความภาคภูมิใจของเขาสองสามีภรรยาสมาชิกหลักของตระกูลเกาเกาซีหมิงคือทายาทคนเดียวของพวกเขา ในอนาคตธุรกิจที่กำลังขยับขยายแผ่กระจายทั่วแคว้นจ้าวย่อมต้องฝากผีฝากไข้เจ้าลูกชายมากพรสวรรค์คนนี้ดูแลหากแต่อยู่ดี ๆ สวรรค์กลับโกรธเคืองพวกเขาหรืออย่างไรมิรู้ทำให้ลูกชายเขาล้มป่วยเพราะถูกพิษกะทันหัน หมอเทวดาที่เชิญมาหลายวันนี้เดินเข้าออกเรือนนี้
“ฮูหยินรองได้โปรดให้พวกข้าน้อยเข้าไปข้างในเรือนก่อนเถอะขอรับ”“ข้าเป็นห่วงหลานชายของข้า จะมิยอมให้นังโชคร้ายนี่เข้าไปเด็ดขาด !”“ฮูหยินรองดูรักใคร่หลานชายตนเองดีเหลือเกินนะเจ้าคะ หากข้ามิรู้จักตระกูลเกาคงคิดว่าผู้ป่วยคือบุตรของฮูหยินรองแล้วเสียอีก”เซี่ยจินเย่อดสงสัยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบิดามารดาที่แท้จริงของนางมิได้จริง ๆสตรีผู้นี้ทำให้นางเสียเวลาชีวิตยิ่งนัก“เจ้าจะหาว่าข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นหรือ เจ้า !”“มิได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เอ่ยเช่นนั้นเลยสักคำ”ท่าทีไม่สั่นสะเทือนสักนิดของเซี่ยจินเย่ช่างเป็นเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟยิ่งนัก ทำให้ฮูหยินรองเกาจุนซีพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายร่างกายเซี่ยจินเย่อีกรอบ ทว่าหนนี้ถือเป็นโอกาสดีงามของฝ่ายตรงข้าม เซี่ยจินเย่เบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของนางอย่างง่ายดายพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินลอดผ่านเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่ในทันที“เอาไว้ข้าเสร็จธุระข้างในแล้วเดี๋ยวค่อยมาด่าข้าต่อนะเจ้าคะ ฮูหยินรอง” เซี่ยจินเย่ตั้งใจยิ้มเยาะเย้ยให้อีกฝ่ายที่เสียรู้แก่นางมิอาจขัดขวางนางได้อีกต่อไป ก่อนจะเดินตามบ่าวสาวใช้ที่มายืนคอยอยู่สักพักใหญ่เข้าไปข้างในเรือน“เจ้า !”สิ่







