LOGIN“ฮูหยินรองได้โปรดให้พวกข้าน้อยเข้าไปข้างในเรือนก่อนเถอะขอรับ”
“ข้าเป็นห่วงหลานชายของข้า จะมิยอมให้นังโชคร้ายนี่เข้าไปเด็ดขาด !” “ฮูหยินรองดูรักใคร่หลานชายตนเองดีเหลือเกินนะเจ้าคะ หากข้ามิรู้จักตระกูลเกาคงคิดว่าผู้ป่วยคือบุตรของฮูหยินรองแล้วเสียอีก” เซี่ยจินเย่อดสงสัยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบิดามารดาที่แท้จริงของนางมิได้จริง ๆ สตรีผู้นี้ทำให้นางเสียเวลาชีวิตยิ่งนัก “เจ้าจะหาว่าข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นหรือ เจ้า !” “มิได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เอ่ยเช่นนั้นเลยสักคำ” ท่าทีไม่สั่นสะเทือนสักนิดของเซี่ยจินเย่ช่างเป็นเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟยิ่งนัก ทำให้ฮูหยินรองเกาจุนซีพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายร่างกายเซี่ยจินเย่อีกรอบ ทว่าหนนี้ถือเป็นโอกาสดีงามของฝ่ายตรงข้าม เซี่ยจินเย่เบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของนางอย่างง่ายดายพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินลอดผ่านเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่ในทันที “เอาไว้ข้าเสร็จธุระข้างในแล้วเดี๋ยวค่อยมาด่าข้าต่อนะเจ้าคะ ฮูหยินรอง” เซี่ยจินเย่ตั้งใจยิ้มเยาะเย้ยให้อีกฝ่ายที่เสียรู้แก่นางมิอาจขัดขวางนางได้อีกต่อไป ก่อนจะเดินตามบ่าวสาวใช้ที่มายืนคอยอยู่สักพักใหญ่เข้าไปข้างในเรือน “เจ้า !” สิ่งแรกหลังจากเซี่ยจินเย่ที่เดินเข้ามาข้างในเรือนเรื่อย ๆ สังเกตได้คือ บรรยากาศเรือนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรลอยคละคลุ้งเต็มอากาศ และกลิ่นยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสาวใช้พานางมายังห้องพักของผู้ป่วยที่กำลังนอนมิได้สติอยู่บนเตียง ในห้องมีสมาชิกตระกูลเกายืนกันอยู่หลายคน มีฮูหยินใหญ่ มีประมุขของประกูลเกานั่งอยู่บนโต๊ะรับแขกกลางห้อง ที่ข้างเตียงมีหมอยืนอยู่ เซี่ยจินเย่คุ้น ๆ ว่าหมอชราคนนี้นามว่าฮุ่ยเจียง คือหมอที่มีความสัมพันธ์อันดีกับร่างเดิมเพราะชายชรามักเดินทางขึ้นภูเขาไปเก็บสมุนไพร บ่อยครั้งที่ต้องผ่านบ้านของพวกนางจึงเคยสนทนาพูดคุยกันเรื่องสมุนไพร หากเป็นเมื่อก่อนร่างนี้มักชอบสอบถามแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสมุนไพรพิษทั้งหลายนั่นเอง สีหน้าบิดามารดาทั้งสองของผู้ป่วยแสดงความเป็นกังวลออกมาอย่างชัดเจน ยามได้ยินเสียงเดินของเซี่ยจินเย่พวกเขาต่างหันมามองโดยมิได้นัดหมาย สองสามีภรรยามองนางโดยมิได้แสดงอาการโกรธแค้นหรือเกลียดอันใดนางที่มีข่าวลือว่าวางยาพิษบุตรชายตนเอง ทว่าพวกเขาก็มิได้มีท่าทียินดีกับการมาของนางเท่าไรนักเช่นกัน คงเพราะมิได้คาดหวังว่านางจะสามารถรักษาบุตรชายของพวกเขาได้จริง ๆ กระมัง อืม ก็ยังดีกว่าท่าทีของฮูหยินรองข้างหน้าเรือนละนะ ความจริงเซี่ยจินเย่ก็ยังมิได้มั่นใจถึงสิบส่วนว่าสามารถรักษาพิษของอีกฝ่ายได้หรือไม่เพราะยังมิได้วินิจฉัยอาการด้วยตนเองเช่นกัน หญิงสาวเดินเข้าไปในห้อง ก่อนเดินเข้าไปหาท่านหมอชราฮุ่ยเจียงนางหยุดทำความเคารพประมุขตระกูลเกาและฮูหยินใหม่ก่อน “มิคิดเลยว่านอกจากเจ้ารู้เรื่องพิษแล้วยังมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ด้วย” “เป็นเพียงความรู้จากการศึกษาอ่านตำราจำนวนมากเจ้าค่ะท่านหมอฮุ่ย บังเอิญว่าคราวที่แล้วที่ข้าเข้ามาเห็นอาการของคุณชายเกาซีหมิงรู้สึกคุ้นว่าเคยเห็นอาการเหล่านี้ผ่านตาจึงลองกลับไปเปิดตำราดูที่เรือนตน วันนี้ที่มาเพราะคิดว่าตนเองอาจช่วยคุณชายได้บ้างเจ้าค่ะ” “จริงหรือ ดียิ่ง ข้ากำลังอับจนหนทางอยู่มิน้อย หมอจากทั่วหล้าหลายคนมาตรวจก็พากันส่ายศีรษะล่าถอยกันไปหมด หากมิติดที่ว่าตระกูลเกามีบุญคุณกับข้า ป่านนี้ข้าเองก็คงล่าถอยไปเช่นกัน” ชายชราผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมาไม่น้อย เซี่ยจินเย่เหลือบตามองสีหน้าของประมุขตระกูลเกากับฮูหยินใหญ่เล็กน้อยก่อนชักสายตากลับมา พวกเขาจ้องมองนางเขม็งเหมือนกับยังไม่มั่นใจในตัวนาง ทว่าคงเป็นเพราะหมอชราผู้นี้ช่วยพูดให้กระมังจึงยอมให้นางเข้ามาดูอาการ “ข้าขอตรวจผู้ป่วยได้หรือไม่” “เอาสิ เดี๋ยวข้ายืนช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ” หมอชราฮุ่ยเจียงเบี่ยงตัวหลีกทางให้เซี่ยจินเย่ ทำให้หญิงสาวสามารถเข้าไปใกล้คนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงได้ เซี่ยจินเย่กวาดสายตามองคนป่วยโดยละเอียด บุรุษผู้นี้แม้หน้าหมองคล้ำ ริมฝีปากซีด ทว่ายังคงมีเค้าโครงบุรุษรูปงามอยู่มิสร่าง มือบางเอื้อมออกไปจับชีพจรที่ข้อมือบาง พลิกอวัยวะบางส่วนเพื่อตรวจหาความผิดปกติ ในขณะเดียวกันนางก็เนียนใช้นาฬิกาอัจฉริยะของตนเองสแกนตรวจสอบร่างกายของผู้ป่วยอย่างละเอียดอีกที โดนวางยาพิษจริงด้วย เป็นพิษจากแมงมุมไร้ความรู้สึก พิษนี้พวกหมอเทวดาซึ่งเป็นคนจีนไม่รู้จักก็ไม่แปลกเพราะว่าเป็นพิษจากแมงมุมในป่าลึกซึ่งพบได้ที่ป่าทึบแถบอเมริกาใต้ อเมริกาใต้... หากเป็นยุคนี้คงเรียกว่าดินแดนไกลโพ้นกระมัง พิษชนิดนี้มิได้ร้ายแรงขนาดโดนปุบตายปับ ทว่ามันเป็นพิษที่ออกฤทธิ์ช้า ทำให้เหยื่อรู้สึกตัวชาไร้เรี่ยวแรงไร้ความรู้สึก มีสติบ้างไม่มีสติบ้าง ทว่าหากปล่อยให้พิษอยู่ในร่างกายนานจนแทรกซึมเข้าสู่หัวใจควบคุมให้หัวใจเต้นช้าลงจนมิสามารถสูบฉีดออกซิเจนเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ถึงคราวนั้นก็จะตายลงอย่างมิต้องสงสัย “ท่านหมอฮุ่ยช่วยข้าพลิกตัวคุณชายได้หรือไม่”“ฮูหยินรองได้โปรดให้พวกข้าน้อยเข้าไปข้างในเรือนก่อนเถอะขอรับ”“ข้าเป็นห่วงหลานชายของข้า จะมิยอมให้นังโชคร้ายนี่เข้าไปเด็ดขาด !”“ฮูหยินรองดูรักใคร่หลานชายตนเองดีเหลือเกินนะเจ้าคะ หากข้ามิรู้จักตระกูลเกาคงคิดว่าผู้ป่วยคือบุตรของฮูหยินรองแล้วเสียอีก”เซี่ยจินเย่อดสงสัยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบิดามารดาที่แท้จริงของนางมิได้จริง ๆสตรีผู้นี้ทำให้นางเสียเวลาชีวิตยิ่งนัก“เจ้าจะหาว่าข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นหรือ เจ้า !”“มิได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เอ่ยเช่นนั้นเลยสักคำ”ท่าทีไม่สั่นสะเทือนสักนิดของเซี่ยจินเย่ช่างเป็นเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟยิ่งนัก ทำให้ฮูหยินรองเกาจุนซีพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายร่างกายเซี่ยจินเย่อีกรอบ ทว่าหนนี้ถือเป็นโอกาสดีงามของฝ่ายตรงข้าม เซี่ยจินเย่เบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของนางอย่างง่ายดายพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินลอดผ่านเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่ในทันที“เอาไว้ข้าเสร็จธุระข้างในแล้วเดี๋ยวค่อยมาด่าข้าต่อนะเจ้าคะ ฮูหยินรอง” เซี่ยจินเย่ตั้งใจยิ้มเยาะเย้ยให้อีกฝ่ายที่เสียรู้แก่นางมิอาจขัดขวางนางได้อีกต่อไป ก่อนจะเดินตามบ่าวสาวใช้ที่มายืนคอยอยู่สักพักใหญ่เข้าไปข้างในเรือน“เจ้า !”สิ่
บทที่สามพิษจากแมงมุมไร้ความรู้สึกเช้าวันนี้เซี่ยจินเย่ตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ของข้างบ้านขัน แสงจากดวงอาทิตย์ยังสว่างไม่มากเพราะเพิ่งเคลื่อนโผล่พ้นขอบฟ้ามาแค่ครึ่งดวงเท่านั้นที่เซี่ยจินเย่ตื่นเร็วเป็นเพราะวันนี้นางมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องทำ ก่อนลุกขึ้นมาจากเตียงนอนไม้หลังเก่าหญิงสาวตะแคงหันข้างมองเจ้าก้อนแป้งตัวผอมกำลังนอนหลับตาพริ้ม สองแขนสั้นเกาะแขนมารดาอย่างนางแน่นรอยยิ้มละมุนอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้างามของเซี่ยจินเย่โดยไม่รู้ตัว ขณะสายตาอันเต็มไปด้วยความรักนางจับจ้องบุตรชายผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของร่างนี้แวบแรกที่เซี่ยจินเย่เห็นเด็กชายตัวน้อยผู้น่าสงสาร นางรู้สึกว่านี่เป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานให้ยามนางต้องมาอยู่ในที่โดดเดี่ยวเช่นนี้บุตรชายหน้าตาส่อแววหล่อเหลาตั้งแต่สี่หนาวเพียงแค่นี้ สงสัยว่าบิดาของเจ้าก้อนแป้งคงหน้าตาดีมิน้อย ทว่าอีกฝ่ายคงโชคร้ายที่มิได้มีโอกาสเห็นเจ้าก้อนแป้งแสนน่ารักนี้“งืม ท่านแม่”สงสัยนางเผลอลูบหัวเด็กน้อยหนักมือไปหน่อยจึงทำให้อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวตื่น ดังนั้นต่อจากนี้เซี่ยจินเย่จึงค่อย ๆ ดึงมือตนเองออกจากการเกาะกุมอย่างแผ่วเบาที่สุด และลุกขึ้นไปล้างหน้
“ไป พวกเจ้าช่วยกันพังประตูพวกนี้ให้หมด และหากนางขัดกลอนประตูเรือนก็ใช้ไม้ทุบประตูให้หลุดออกเสีย !”“ตะ แต่ หากพวกนางไปฟ้องทางการแจ้งจับพวกเราเล่าเจ้าคะคุณหนูเจียถง”หนึ่งในบ่าวที่ตามมามีอยู่คนหนึ่งขี้กลัวกว่าใครเพื่อนเอ่ยค้านเสียงสั่นเทา“หึ เจ้าจะกลัวไปไย นางมิกล้าไปฟ้องทางการอย่างแน่นอน เพราะอันใดน่ะหรือ เหอะ... เวลานี้หากนางโผล่หัวไปที่นั่นเกรงว่าเป็นนางนั่นแหละที่จะโดนจับเข้าตะรางข้อหาวางยาพิษฆ่าคน ฮะฮ่า...”“จะ จริงด้วย”“ไป พวกเจ้าทำตามที่ข้าสั่งก็พอแล้ว ไป !”“เจ้าค่ะ”“เจ้าค่ะ”“...”บทสนทนาอันแสนเหิมเกริมทั้งเข้าข่ายบุกรุกและทำลายข้าวของของผู้อื่นของแขกมิได้รับเชิญ ล้วนดังเข้ามาในโสตประสาทของเซี่ยจินเย่ผู้กำลังนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่อันปลูกอยู่ริมรั้วนางทุกประโยคทุกคำคนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่ง !ดวงตาคู่ดำสนิทมองกลุ่มคนที่นางได้จัดหมวดหมู่คนพวกนี้อยู่ในหมวดหมู่ศัตรูในใจเรียบร้อยแล้วหญิงสาวมินั่งรอเวลาให้ผ่านไปเสียเปล่า นางยกนาฬิกาอัจฉริยะของตนเองขึ้นมา ภายในนี้บรรจุอาวุธลับของนางจำนวนไม่จำกัดอยู่ ซึ่งมันคือเข็มที่ทั้งแหลมคมและให้แรงมหาศาลจึงสามารถใช้ยิงจู่โจมศัตรูได้อย่างแ
บทที่สองกัวเจียถงขี้อิจฉาหลายชั่วยามผ่านไป“คุณหนูของบ่าวให้แบกหญ้าพวกนี้มาทำอันใดเยอะแยะเนี่ยเจ้าคะ”เฟยซาบ่นไปทุบบ่าตนเองไปพลาง หลังจากวางหลายตะกร้าที่ขาไปว่างเปล่าทว่าขากลับบรรจุต้นไม้น้อยใหญ่ที่ในความคิดของสตรีไม่รู้เรื่องสมุนไพรเช่นนางเดินผ่านเป็นประจำทว่าคิดว่าพวกมันเป็นวัชพืชหรือไม่ก็ต้นหญ้าไร้ค่า“ต้นไม้พวกนี้ย่อมมิใช่หญ้า มิเช่นนั้นท่านแม่จะให้พี่เฟยซาแบกมาทำไมกัน อี้เอ๋อร์พูดถูกต้องหรือไม่ขอรับท่านแม่”“ถูกต้อง ต้นไม้พวกนี้สามารถนำมาทำเป็นยา ทุกต้นล้วนเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางการแพทย์ทั้งนั้น ลูกแม่นี่ฉลาดยิ่งนัก”เซี่ยจินเย่ลูบศีรษะเจ้าก้อนแป้ง เด็กดีจอมหลักแหลมยิ่งนัก ตัวแค่นี้หัดคาดเดาความคิดของมารดาตนเองได้แล้ว“คุณหนูหมายถึงสมุนไพรพิษหรือเปล่าเจ้าคะ หากพวกเรามีสมุนไพรพวกนี้เก็บอยู่ในบ้านจำนวนมากเกรงว่าอาจนำพาอันตรายมาสู่พวกเราได้นะเจ้าคะ”“มิใช่สมุนไพรพิษเสียหน่อย”ไม่แปลกที่เฟยซาคิดอย่างนั้น เพราะเมื่อก่อนร่างนี้วัน ๆ หมกมุ่นแต่ศึกษาตำราสมุนไพรพิษ มิใช่สมุนไพรเพื่อการรักษา“ข้าบอกว่าสมุนไพรสรรพคุณดีก็สรรพคุณดีสิ ไปวันนี้ดวงตะวันตกดินแล้ว เฟยซาเจ้าเอาไปเก็บในห้องข้าง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอาจดูรวดเร็วสำหรับบางคน ทว่าสำหรับคนร่างกายมีอาการบาดเจ็บสาหัส สิ้นชีวีไปแล้วหนหนึ่งเนื่องจากเสียเลือดมากเกินไปกลับคิดว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนักเซี่ยจินเย่เกือบตายเป็นหนที่สองอยู่แล้ว มิใช่เพราะไร้ความสามารถในการรักษาแผลของตนเองอย่างแน่นอน เพราะชาติที่แล้วนางเรียนจบเกียรตินิยมคณะแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งจึงทำให้โดนองค์กรสายลับระดับประเทศมาทาบทามให้ไปทำงานด้วยทว่าสิ่งที่ทำให้นางเกือบตายคือร่างนี้และลูกน้อยไร้เงินทอง มีติดตัวเพียงไม่กี่อีแปะ นับแล้วไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำจึงไม่มีเงินแม้กระทั่งออกไปซื้อยามารักษาบาดแผลของตนเองหากแต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงอยู่ ในช่วงที่เซี่ยจินเย่สลบไร้สติเพราะพิษไข้วันนั้นทำให้นางค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ติดตัวนางมาจากชาติที่แล้วของตนเองในความฝันขณะหลับลึก ที่ข้อมือของนางมีนาฬิกาอัจฉริยะหนึ่งเรือนอันเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวเซี่ยจินเย่ตลอดเวลาในชาติก่อนความสามารถของนาฬิกาเรือนนี้คือมันเปรียบเสมือนห้องสมุดสมุนไพรเคลื่อนที่ เพียงหลับตานั่งสมาธินางก็สามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรในห้องสมุดได้ และอีกทั้งยังเป็นอ
บทที่หนึ่งนาฬิกาอัจฉริยะ“นี่เราตายแล้วมาเกิดในยุคโบราณหรือนี่”เซี่ยจินเย่เป็นสตรียุคปีสองพัน นางทำงานเป็นสายลับฝึกหัดอยู่ที่องค์กรลับระดับประเทศของจีน ก่อนที่นางจะฟื้นตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของสตรีใดก็ไม่รู้ ความทรงจำสุดท้ายคือนางกำลังแฝงตัวอยู่ในห้องวิจัยสมุนไพรจีนของประเทศแถบยุโรปตอนนั้นนางสามารถเข้าไปในห้องเก็บผลการวิจัยลับของที่นั่น ทว่าโชคร้าย... ยังไม่ทันได้รู้ความลับของงานวิจัยพวกเขา นางดันตกหลุมพรางโดนควันพิษชนิดหนึ่งรมจนเสียชีวิตลงไม่คิดเลยว่า นอกจากนางไม่ได้ไปยมโลกแล้ว นางยังได้รับโอกาสมาเกิดใหม่อีกหนในยุคโบราณเช่นนี้อ้อ นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ เซี่ยจินเย่วิเคราะห์จากความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างที่มันกำลังไหลพรูเข้ามาในหัวนางจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อเวลานี้ร่างเดิมนามเดียวกันกับนางคือเซี่ยจินเย่เกิดในตระกูลขุนนางชนชั้นมิสูงมิต่ำอย่างขั้นห้า เป็นบุตรีของฮูหยินเอก... ดูเหมือนจะชาติตระกูลให้กำเนิดมิเลว ทว่ามารดาเจ้าของร่างตายเพราะเป็นโรคประหลาด หมอเทวดายังมิสามารถรักษาได้ ทำให้นางเป็นสตรีอายุสั้นตายไปตั้งแต่บุตรีคนเดียวของตนอายุได้เพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น !ในปีถัดมาสามีซึ่งเป็นปร







