LOGINบทที่สิบสี่จุดจบของตระกูลเกาสายรองใครจะไปคิดเล่าว่าจากคิดร้ายวางแผนจะสังหารปิดปากคนอื่นเพื่อมิให้ตระกูลสายหลักสามารถรักษาทายาทสืบตระกูลอย่างคุณชายเกาซีหมิงได้เกาจุนซีผู้ตีสองหน้าเก่งกาจแสร้งแสดงกิริยาเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ ที่ผ่านมาแสร้งเป็นผู้ตาม ผู้สนับสนุนตระกูลหลักที่ดีเสมอมา หากแต่ลับหลังนั้นจะมีใครรู้ว่าสมาชิกตระกูลสายรองอย่างพวกนางนั้นเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่พวกนางก็มีวาสนาให้กำเนิดบุตรชายออกมาเช่นกัน ทว่ามิได้แม้แต่โอกาสในการสืบทอดตำแหน่งทายาทตระกูลเกาสามีนางเป็นน้องคนรองแต่มิได้สืบทอดตำแหน่งประมุขไปแล้วหนหนึ่ง แม้ได้รวงร้านในเครือตระกูลเกามาครอบครองทว่านับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตระกูลสายหลักได้ไป จึงต้องขยับขยายกิจการเพิ่ม หาทำสิ่งอื่นเพื่อมิต้องตกอยู่ในเบื้องล่างของตระกูลหลักอีกต่อไปใช่ เรื่องวางยาพิษเป็นแผนของนางจริง และแผนใกล้สำเร็จ ทายาทตัวจริงใกล้ตายอยู่แล้ว หากไม่มีสตรีแส่มิเข้าเรื่องผู้นี้บุตรชายคนเก่งของนางจะต้องได้รับตำแหน่งทายาทแทนโดยชอบธรรมอยู่แล้วฉะนั้นนางจึงมิลังเลเลยสักนิดที่จะเลือกสังหารชีวิตน้อย ๆ นั่นทิ้งแต่ไฉนนังตัวอุปสรรคนั่นจึงยืนหัวโด
“นี่เป็นเรือนรับรองหลังเล็กของข้า เจ้าเข้าไปนั่งรอที่โต๊ะรับแขกก่อนสิ เดี๋ยวข้าให้บ่าวยกของว่างและน้ำชามาให้กินรองท้อง”“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”ไม่นานของว่างที่เจ้าของเรือนบอกว่าจะให้คนยกเข้ามาให้ก็ทยอยมาวางลงบนโต๊ะรับแขกตัวโตโดยมีเจ้าของเรือนเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเซี่ยจินเย่“เจ้าเดินทางมาเหนื่อย ๆ จิบน้ำชาแก้กระหายก่อนสิ หรือหากหิวลองชิมขนมเฉียวกั่วดู”“ตรวจอาการฮูหยินรองเลยก็ได้เจ้าค่ะ ข้ามิค่อยหิว”“เจ้าบ้านเช่นข้าเองก็มิรีบร้อนเหมือนกัน เจ้าดื่มชาดูก่อนเถอะเดี๋ยวหายร้อนนะ อาหลางรินชาให้แม่นางเซี่ยที”“เจ้าค่ะฮูหยินรอง”สาวใช้นามว่าอาหลางรินชาใส่ถ้วยเสร็จก็รู้ความขนาดยกขึ้นส่งให้ถึงมือของเซี่ยจินเย่ การทำเช่นนี้หากนางมิยกขึ้นดื่มก็เกรงว่าจะเป็นการมิให้เกียรติอีกฝ่ายจนเกินไป เซี่ยจินเย่เหลือบตามองสตรีฝั่งตรงข้ามที่กำลังมองมาที่นางและส่งยิ้มเยือกเย็นมาให้ ก็ทำให้คนกำลังดื่มชาที่มิได้โง่เง่าขนาดไม่รู้ว่าตนเองกำลังเดินเข้าไปในหลุมพรางของอีกฝ่ายแสยะยิ้มก่อนยกชาขึ้นจิบ“ชาดี มิทะ... แค่ก นี่ นี่ท่านให้ข้ากินสิ่งดะ... แอ้ก”เซี่ยจินเย่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ยังไม่ทันที่หญิงสาวสามารถพูดได้จบป
บทที่สิบสามนางไม่หายใจแล้ว“ฮึก ท่านแม่ ท่านแม่กลับมาหาอี้เอ๋อร์แล้วหรือ”สิ่งแรกที่เซี่ยจินเย่เห็นหลังจากเปิดประตูรั้วบ้านหลังเล็กของตนเองคือใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาของลูกชายในสายเลือดทำให้เซี่ยจินเย่รู้สึกเจ็บระบมไปทั้งดวงใจยิ่งกว่าตอนตกมาจากหน้าผาอีกด้วยซ้ำ“อี้เอ๋อร์ของแม่มิต้องร้อง แม่ขอโทษที่ปล่อยให้เจ้ารอนาน ไหน มาให้แม่ดูหน้าเจ้าคลายความคิดถึงหน่อยซิ”เซี่ยจินเย่ประคองสองแก้มกลมขึ้นมาหลังจากนั่งคุกเข่ากอดปลอบลูกจนอี้เอ๋อร์เริ่มหยุดตัวสั่นเพราะร้องไห้หนัก“กินข้าวน้อยใช่หรือไม่ เนี่ย...” นางหยิบก้อนแก้มไขมันของลูกน้อยยืดออกอย่างเอ็นดู “แก้มกลมของรักของแม่หายไปไหนหมดแล้ว”“ฮึก อี้เอ๋อร์กินข้าวไม่อร่อย พี่เฟยซาทำไม่อร่อย ฮึก”“โถ คุณชายน้อย บ่าวก็ทำเหมือนเดิมนะเจ้าคะ ไยจึงโยนความผิดมาให้กัน”สาวใช้ประจำตัวหนึ่งเดียวของเซี่ยจินเย่ยืนน้ำตาซึมมองมาที่คนเพิ่งกลับมาบ้านอยู่เช่นกัน“เอาละ แม่กลับมาแล้ว แม่จะเข้าครัวทำของอร่อยให้อี้เอ๋อร์กินดีหรือไม่”“ดี ดีเยี่ยม ดีที่สุดขอรับ อี้เอ๋อร์หิวแล้ว”“แต่ว่าท่านแม่ขอรับ นอกจากอี้เอ๋อร์แล้วยังมีอีกคนหนึ่งที่รอคอยการกลับมาของท่านแม่นะ”เด็กน้อยเ
“ได้แน่นอนขอรับ”เซี่ยจินเย่เห็นโจรคนนั้นลดดาบลงจึงกล้าเดินออกมาจากหลังลูกน้องของเขา“ข้าคิดว่าข้ารู้สถานะของชายที่พวกท่านจะจับตัวไปขอรับ ข้ามีแผ่นป้ายหยกแกะสลักที่ชายผู้นั้นพกติดตัวตลอดเวลาจะมอบให้พวกท่าน เชื่อข้าสิว่าหลักฐานจากข้าดีกว่าจับเขาไปเค้นความจริงเป็นไหน ๆ ดูจากบุคลิกของชายผู้นั้นอย่างไรก็ง้างปากให้สารภาพได้ยากเป็นแน่”“ไหนเล่าป้ายบอกสถานะที่เจ้าพูดถึง อยู่ที่ใด”“ข้ามีแน่ขอรับ ข้าขโมยมันมาจากบุรุษผู้นั้นตอนที่เขาหลับฉะนั้นมันจึงอยู่กับข้า แต่พวกท่านต้องสัญญาก่อนว่าจะปล่อยตัวข้าไปแลกกับแผ่นป้ายชิ้นนั้น”พวกโจรลอบสบตากันเพื่อปรึกษากันแบบไร้เสียง ซึ่งการกระทำของพวกเขานั้นล้วนอยู่ในสายตาของเซี่ยจินเย่ตลอดเวลา“ตกลง เจ้ามอบป้ายนั้นมา ข้าจะปล่อยตัวเจ้าไป”“พวกมันไม่รักษาสัญญาเจ้าหรอก ยะ...”“หุบปาก !”เฉินเทียนอียังอุตส่าห์มาหวังดีต่อนางอีกหนอ เซี่ยจินเย่เหลือบตามองด้ามดาบที่ยกจ่อหน้าชายหนุ่มห่างเพียงไม่ถึงหนึ่งกำมือ“ข้าเชื่อพวกพี่ชายมากกว่าเขานะขอรับ ข้าหวังว่าพวกท่านจะรักษาคำพูด”“ข้าพูดอย่างไรก็จะทำเช่นนั้น เร็วสิ ไหนหยิบหลักฐานของเจ้าออกมาดู”“อยู่นี่ขอรับ” เซี่ยจินเย่ตื่นเ
บทที่สิบสองข้ากับเขาหาใช่พวกเดียวกัน“อันใดนะ ให้พวกเราเฝ้ารออยู่ที่ถ้ำแห่งนี้มิต้องเดินคลำทางออกไปจากที่นี่เองหรือ”“ใช่ ข้าได้ส่งสัญญาณบอกพวกพ้องของข้าถึงตำแหน่งของพวกเราแล้ว อีกไม่เกินหนึ่งวันจะมีคนมาช่วยเหลือพวกเรา”ไม่แปลกเลย ก็เขาเป็นถึงจวิ๋นอ๋องนี่นาย่อมต้องมีทหารเป็นของตนเองคอยตามหาอยู่แล้ว“ท่านจะช่วยข้าออกจากป่าด้วยใช่หรือไม่ พี่ชายคงมิใจร้ายปล่อยให้สตรีบอบบางเช่นข้าอยู่ที่นี่คนเดียวกระมัง”“ข้ามิใคร่ชอบทรมานสตรีอยู่แล้ว ย่อมต้องออกไปด้วยกัน”“ดีเลย ค่อยสมกับที่ข้าดูแลท่านทั้งคืนหน่อย”“วาจาพล่อยเช่นนี้ระวังคนอื่นเข้าใจผิดหากมาได้ยินเข้า”“อ้าว ข้าพูดผิดตรงไหนเล่า เมื่อคืนใครกันที่ใส่ยาทาแผล เช็ดตัว และให้ความอบอุ่นแก่ท่าน หรือจะเถียงข้า”“นี่ ดูเจ้าพูดออกมาได้... ช่างสองแง่สองง่ามมิน่าฟัง คนอื่นเขาจะคิดว่าเจ้ากับข้า...”“ท่านกับข้าทำไมหรือ...”เซี่ยจินเย่รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายคิดอันใด ทว่านางเพิ่งรู้ตัวว่านางชื่นชอบการกลั่นแกล้งบุรุษหัวโบราณผู้นี้ยิ่งนักจึงพูดปั่นหัวเขาอย่างสบายใจตอนนี้นางแกล้งทำเป็นไม่รู้สถานะที่แท้จริงของเขา ดังนั้นนางจึงมีโอกาสโต้ตอบอีกฝ่ายเสียบ้าง“เจ้าช่
“อาการป่วยข้าดีขึ้นแล้ว เจ้าอย่าเข้ามาใกล้ข้า”นี่เขารังเกียจนางหรือ ดูสายตาที่มองมาสิ ทำราวกับนางเป็นอุจจาระเสียอย่างนั้น“เอาเถอะ หายป่วยก็ดีแล้ว ทว่าบาดแผลบนตัวท่านยังมิหายดีอย่างแน่นอน นอนลง เดี๋ยวข้าจะล้างแผลใส่ยาให้ใหม่”“แผลข้าหรือ” เฉินเทียนอีกวาดสายตามองตามร่างกายที่เต็มไปด้วยผ้าพันและสมุนไพรโปะของตนเอง “ทั้งหมดนี้เจ้าช่วยทำแผลให้ข้าหรือ”“แน่นอน ที่นี่มีแค่เราสองคน คงเป็นพวกลิงข้างนอกถ้ำกระมังที่ใส่ยาให้ท่าน”“...”ไม่คิดว่าบุรุษปากดีที่เซี่ยจินเย่เคยพบเจอจะกลายเป็นบุรุษขี้สงสัยกำลังยกแขนโอบกอดตนเองเช่นนี้ไปได้เซี่ยจินเย่รู้สึกขบขันจนมิอาจกลั้นยิ้มได้อีกต่อไป“ฮะฮะฮ่า ท่านช่างเป็นคนตลกธรรมชาติยิ่งนัก”คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันพลางมองนางอย่างไม่เข้าใจ พร้อมกับด่าเซี่ยจินเย่กลับหนึ่งกรุบ “เพ้อเจ้อ เจ้าเอายาวางเอาไว้เถอะ ข้าทาด้วยตัวเองได้”เซี่ยจินเย่ที่กำลังกุมท้องนั่งขำกลิ้ง จงใจหรี่ตามองอีกฝ่าย“มีแผลที่หลังด้วยนะ อย่าลืมทาเล่า คิก”“ข้ารู้ นี่ร่างกายข้า ! เจ้ามิต้องมายุ่ง”“ได้ ๆ เช่นนั้นข้าออกไปหาอะไรให้กินก็แล้วกัน เดี๋ยวมานะพี่ชาย”“...”เฉินเทียนอีไร้ซึ่งคำจะหามานิยามบุ







