FAZER LOGIN
บนถนนสายเล็ก ๆ ภายในย่านการค้าของเมืองเฉิงเย่ว คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่างก็เดินเลือกซื้อของกินของใช้กันอย่างหนาตา วันนี้อากาศเย็นกำลังสบาย เหมาะกับการเดินเลือกซื้อของ ทว่าภายในใจของสาวน้อยนามว่า หานเหม่ยหวา เด็กสาววัยสิบแปด หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวดุจหิมะ กลับร้อนรนกระวนกระวาย เพราะนางกำลังถูกบิดาและมารดาพาไปยังจวนท่านแม่ทัพประจำเมืองนี้ ที่เพิ่งจะประกาศรับสาวใช้เข้าไปทำงานโดยด่วน
ครอบครัวของเหม่ยหวามีสมาชิกสี่คน นั่นคือบิดา มารดา น้องชายวัยสี่ขวบ และตัวนางเอง เหม่ยหวาเป็นสตรีที่มีความคิดฉลาดหลักแหลม เป็นคนร่าเริงมาตั้งแต่เด็ก คอยช่วยบิดามารดาทำไร่ทำสวนโดยไม่บ่นว่าเหนื่อยสักคำ แต่ด้วยเจ้าของที่ดินที่ครอบครัวนางเช่าทำกินต้องการจะขาย ประจวบเหมาะกับเห็นประกาศรับสมัครสาวใช้เข้าทำงานในจวนนายท่าน จึงอาสาเข้าไปทำงานเพื่อให้บิดามารดามีเงินก้อนในการซื้อที่ดินผืนนั้นไว้ นางทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีอยู่มีกินและมีความสุข
ครอบครัวสกุลหานเดินทางมาถึงจวนท่านแม่ทัพหยางหรือ หยางจื่อถง เป็นแม่ทัพสูงสุดของเมืองเฉิ่งเย่ว ตอนนี้ทั้งสี่ชีวิตได้เข้ามายืนอยู่ตรงหน้า หยางเสี่ยวหลาน หรือ หยางฮูหยิน สตรีวัยห้าสิบปี ผู้เป็นนายหญิงใหญ่ของจวนนี้ และเป็นมารดาของนายท่านอีกด้วย
“คารวะฮูหยินขอรับ” ชายผู้นำครอบครัวค้อมตัวประสานมือคารวะ พร้อมกันนั้นทั้งลูกและภรรยาต่างก็แสดงความเคารพต่อนายหญิงของจวนนี้ด้วยเช่นกัน
“มากันแล้วหรือ แม่หนูนี่ใช่ไหมที่จะขายให้ข้า”
“ขอรับ”
เหม่ยหวาก้มหน้าไม่กล้าสบตากับหยางฮูหยิน แม้จะเป็นคนใจเด็ดมากแค่ไหน แต่นางก็รู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หยางฮูหยินลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้ว่าที่สาวใช้คนใหม่ เอื้อมมือไปเชยคางให้เงยหน้าขึ้นมายลโฉมให้ถนัดตา ยกยิ้มอย่างรู้สึกพอใจกับความจิ้มลิ้มของสาวน้อยวัยสิบแปดนางนี้
“รูปร่างหน้าตาดีสะอาดสะอ้าน ทำงานหนักได้ไหม”
“ได้เจ้าค่ะ อยู่ที่บ้านข้าก็ช่วยท่านพ่อกับท่านแม่ทำไร่ทำสวนอยู่เป็นประจำ งานหนักเท่าไรข้าไม่เกี่ยงแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นก็มาทำสัญญากันเลย”
หยางฮูหยินทำข้อตกลงกับสามีภรรยาผู้ปกครองของเด็กสาว สัญญาที่ทำกันไว้เป็นสัญญาแบบขายชั่วคราว นั่นหมายความว่าหากเหม่ยหวาอายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ นางจะเป็นอิสระและสามารถมาไถ่ตัวคืนในจำนวนเท่าเดิม โชคดีที่หยางฮูหยินเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น จึงทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย
ทำสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหม่ยหวาก็เดินออกมาส่งครอบครัวที่หน้าจวนอีกครั้ง แม้จะรู้สึกใจหายที่จะไม่ได้กลับไปนอนบ้านตนเองเหมือนเช่นเคย แต่นางก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง ยิ้มสู้กับความยากลำบากของชีวิตอย่างไม่ย่อท้อ
“อยู่กับฮูหยินอย่าดื้ออย่าซนนะเหม่ยเหมย”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไม่ดื้อไม่ซน ไม่ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นห่วงแน่นอน”
“อดทนให้มาก ๆ นะ ขอเวลาให้พ่อกับแม่ตั้งตัวได้ จะมาไถ่ตัวเจ้ากลับไปอยู่บ้านด้วยกันเหมือนเคย”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าจะรอวันที่ท่านพ่อกับท่านแม่ตั้งตัวได้” นางส่งยิ้มให้กับบิดาและมารดา แล้วก้มลงมองดูหน้าน้องชายตัวน้อย ที่ดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมา นางและน้องชายเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก สนิทสนมกันมาก พอถึงเวลาจะต้องห่างกันก็ทำให้เกิดความอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา เพราะจากนี้ไปน้องชายคงไม่มีเพื่อนเล่นอีกแล้ว
“พี่เหม่ยเหมยไม่กลับไปพร้อมเราหรือครับ”
“พี่ต้องทำงานนะรู้ไหมอาไห่ตัวน้อยของพี่” นางคุกเข่าตรงหน้าน้องชายแล้วสวมกอดอย่างแนบแน่น ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ๆ
“ฮือ ๆ ข้าอยากให้พี่เหม่ยเหมยกลับไปด้วย”
“ไม่เอาไม่ร้องนะคนดีของพี่ พี่สัญญาว่าจะกลับไปเยี่ยมเจ้าถ้าหากมีโอกาส”
“ฮึก สัญญาแล้วนะ”
“สัญญา”
เด็กชายหยุดร้องแต่ก็ยังคงสะอึ้นไห้อยู่บ้าง หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่นางและครอบครัวต้องร่ำลากัน เหม่ยหวายืนโบกมือให้กับทั้งสามคนพร้อมกับน้ำตา ก่อนที่นางจะเดินกลับเข้าไปในจวนนายท่าน
จวนแห่งนี้ใหญ่โตยิ่งนัก สาวน้อยผู้เข้ามาใหม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้มีโอกาสสำรวจมองไปรอบตัว นางเดินกลับเข้าไปหาหยางฮูหยินด้านใน ฮูหยินท่านนี้พูดจาอ่อนหวาน มีใบหน้างดงามแม้จะมีอายุแล้วก็ตามที เหม่ยหวาได้แต่หวังว่าท่านจะเมตตาเด็กน้อยตาดำ ๆ คนนี้
เหม่ยหวารู้ตัวว่าได้เป็นบ่าวรับใช้ของจวนท่านแม่ทัพโดยสมบูรณ์แล้ว ด้วยความที่เป็นคนฉลาดนางรู้ว่าการเป็นบ่าวนั้นต้องทำตัวอย่างไร ต้องใช้คำพูดคำจาแบบไหน ถึงจะได้รับความเมตตาจากผู้เป็นนาย แต่ก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ภายในจวนนี้
“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ”
“พ่อกับแม่เจ้ากลับไปแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอย่างไร”
“อยู่ที่บ้านท่านพ่อกับท่านแม่เรียกบ่าวว่าเหม่ยเหมยเจ้าค่ะ”
“ได้ เดี๋ยวข้าจะออกไป”“ขอรับ”“ต้องมีเรื่องแน่ ๆ รีบออกไปกันเถอะ”ทั้งหมดเดินออกไปที่หน้าจวนพร้อมกัน หยางฮูหยินได้สั่งให้คนไปเรียกบุตรีออกมาด้วย เพราะเข้าใจว่าคงจะเป็นเรื่องสำคัญเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นเหวินกงกงคงไม่มาเยือนถึงที่จวนเช่นนี้เมื่อทุกคนออกมาอย่างพร้อมหน้ากันแล้ว เหวินกงกงก็เริ่มอ่านพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ทันที“รับราชโองการ ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา หยางซินอวี่บุตรีแห่งตระกูลหยาง ผู้ซึ่งเคยหมิ่นพระเกียรติเมื่อครั้งเข้าไปเฝ้าอาการป่วยของแม่ทัพหยางจื่อถงในวังหลวง จึงมีรับสั่งให้ลงอาญาโดยการให้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิดในวังหลวง ตำแหน่งพระสนมเอก เพื่อให้นางได้สำนึกและไถ่โทษกับสิ่งที่ได้กระทำไว้ จบราชโองการ”ซินอวี่สั่นไปทั้งตัวเมื่อได้ฟังพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ นางรับราชโองการมาแล้วแต่มือยังคงสั่นเทา ใบหน้าซีดเซียวไร้ซึ่งเลือดฝาด ไม่นึกว่าการลงอาญาขององค์ฮ่องเต้จะออกมาในรูปแบบนี้ มันเป็นการลงอาญาที่นางควรจะดีใจ...แต่ไม่เลย“พรุ่งนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมารับพระสนมที่จวนด้วยพระองค์เอง พระสนมเตรียมตัวให้พร้อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”“ข้าไม่รับตำแหน่งไม่ได้หรือเจ้าคะ”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ หาม
“ข้าก็มีความสุขเช่นกันเจ้าค่ะ ไม่นึกเลยว่า...ฮึก...ฝ่าบาทจะทรงมีพระเมตตาต่อสตรีต่ำต้อยเช่นข้าเยี่ยงนี้ ข้าดีใจจนไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบ” นางร้องไห้ออกมาเมื่อมีโอกาสได้กล่าวความในใจ หากไม่เปิดผ้าคลุมออกคงไม่มีโอกาสได้ยลโฉมและช่วยปาดน้ำตาให้ หยางจื่อถงใช้ช่วงเวลานี้เปิดผ้าคลุมศีรษะนางออก ยื่นมือเรียวไปเชยคางขึ้นมาให้สบตากัน“ข้าไม่อยากให้น้ำตามาบดบังความงดงามของเจ้าเลย หยุดร้องเสียเถอะข้าอยู่ตรงนี้แล้ว เมียรักของข้า” ท่านแม่ทัพหยางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากพวงแก้มขาว แม้กำลังร้องไห้แต่นางก็ยังคงงดงาม งดงามกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น แต่หยางจื่อถงเห็นมากกว่านั้น เขาเห็นความงดงามภายในใจของนางผู้นี้มาโดยตลอด“เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” นางยิ้มแล้วโผเข้ากอดเขาอย่างแนบแน่น แม้เปลือกตาจะปิดลงสนิททว่าหยาดน้ำตายังคงไม่หยุดไหล นางปล่อยโฮออกมาราวกับได้ปลดปล่อยความอึดอัดในใจออกมาจนหมดสิ้น หยางจื่อถงได้แต่ยิ้มพลางยกมือขึ้นลูบที่แผ่นหลังบางเพื่อปลอบประโลมใจ“ต่อไปนี้เจ้าคือฮูหยินของข้าแล้วนะ เรียกข้าว่าท่านพี่สิถึงจะถูก ข้าสัญญาว่าจะไม่มีอนุคนไหนอีก จะมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น”“เรื่องนี้ข้าไม่ว่าอะไ
“พร้อมแล้วขอรับ”“ถ้าเช่นนั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์เสียยาม”“ขอรับท่านแม่”“เจ้าไหวแน่นะจื่อถง” หยางฮูหยินถามเมื่อเห็นสีหน้าอมทุกข์ของลูกชาย“ไหวขอรับท่านแม่ มันคือความรับผิดชอบของข้า” คนพูดทำเป็นส่งยิ้มให้หยางฮูหยินยิ้มตอบวางมือบนไหล่บุตรชายบีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ จากนั้นทั้งหมดก็เดินออกไปตั้งขบวนที่หน้าจวน เพื่อไปรับตัวเจ้าสาวที่บ้าน ทว่าในขณะกำลังจะเคลื่อนขบวนไปนั้น ก็มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งตรงมาขวางทางไว้ คนที่ลงมาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเหวินกงกงนั่นเอง“คารวะเหวินกงกง”“รับราชโองการ”เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างก็นั่งคุกเข่าประสานมือคารวะอย่างพร้อมเพรียง รอให้เหวินกงกงประกาศพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา ด้วยแม่ทัพหยางจื่อถงสร้างคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองจนเป็นที่น่าพอใจ ปราบกบฏที่ชายแดนเมืองฉางเจิ้นจนสำเร็จ อีกทั้งยังได้นำตัวนักโทษผู้อยู่เบื้องหลังความไม่สงบมารับโทษที่เมืองหลวง จึงประกาศแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซวิ่นนับจากนี้เป็นต้นไป ในการนี้ยังได้จัดพิธีสมรสพระราชทานขึ้นระหว่างแม่ทัพหยางจื่อถงและหานเหม่ยหวา เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับ
เหม่ยหวากลับมาอยู่บ้านหลังจากช่วยจัดเตรียมงานวิวาห์ท่านแม่ทัพหยางจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้ตัวจะอยู่ที่นี่แต่ใจกลับอยู่ที่จวน แม้จะบอกเขาว่าไม่เป็นไรแต่ในใจกลับทุกข์ระทม เหตุใดช่วงเวลาแค่วันเดียวที่รอให้งานวิวาห์ผ่านพ้นไป มันช่างยาวนานกว่าเมื่อครั้งที่เขาออกไปทำศึกเสียอีก“พี่เหม่ยเหมยมานั่งทำอะไรตรงนี้ขอรับ”“เปล่า ข้าแค่กำลังคิดถึงเสี่ยวซู” นางส่งยิ้มให้น้องชาย แต่ลืมไปว่าที่พวงแก้มขาวนั้นมีคราบน้ำตาเกาะอยู่“รู้ตัวหรือไม่ว่าโกหกไม่เนียน ข้ารู้ว่าท่านพี่เสียใจมาก แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอเพียงเท่านั้น...ใช่หรือไม่ขอรับ”“อื้ม ข้าคงทำได้เพียงเท่านี้จริง ๆ ฮือ ๆ”นางปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย เมื่อถูกน้องชายกระตุกต่อมน้ำตาเข้าให้ หานไห่ฉวนรีบโผเข้ากอดพี่สาวด้วยความสงสารจับใจ รู้สึกโกรธอยู่เหมือนกันที่พี่สาวเป็นได้เพียงอนุภรรยา ทั้งที่ให้กำเนิดทายาทคนโตของตระกูลหยางแล้วก็ตาม“เดี๋ยวมันก็ผ่านไปขอรับ ท่านพี่ร้องออกมาให้พอใจ เอาความทุกข์ออกมาพร้อมกับน้ำตาให้หมด”“ข้าเคยคิดว่าจะทำใจได้ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ มันกลับเจ็บปวดเหลือเกินอาไห่ ข้าต้องอดทนเพื่อเสี่ยวซูใช่ไหม ข้าต้องทำให้ได้ใช่ไหม ฮือ ๆ”“ท
เมื่อท่านหมอหลวงเดินออกไปจากห้องแล้ว ทั้งหมดก็รีบเข้ามายืนข้างเตียงอย่างพร้อมหน้ากัน หยางจื่อถงได้ยินเสียงจางหมิงซวนเรียกดังกว่าใครจึงกลอกลูกตาไปตามเสียง เมื่อรู้ว่าเป็นคู่หมั้นก็ทำเป็นไม่สนใจ เพราะคนที่เขาอยากเจอหน้าที่สุดตอนนี้คือเหม่ยหวาและบุตรชาย“เหม่ยเหมย ซินอวี่ สะ...เสี่ยวซูลูกพ่อ”ท่านแม่ทัพหยางพยายามเปล่งเสียงออกมา หยาดน้ำตาไหลหลั่งเมื่อเห็นคนที่รักพร้อมหน้า แม้จะเหลือมารดาอีกหนึ่งคนที่อยากเจอหน้า แต่แค่นี้ก็ดีใจเหลือเกินแล้ว เมื่อไม่ได้รับความสนใจเหมือนอย่างคนอื่น จางหมิงซวนก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ แสดงสีหน้าเกี้ยวกราดใส่ทุกคนแล้วเดินออกไปทันที เห็นอย่างนั้นซินอวี่ก็ยิ้มุมปากอย่างพอใจ“ไปซะได้ก็ดีก้างขวางคอชิ้นโต” กล่าวแล้วก็หันมาเอ่ยกับพี่ชาย “ท่านพี่ปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ วันพรุ่งท่านแม่ถึงจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง”หยางจื่อถงพยักหน้ายิ้ม ๆ จากนั้นสายตาคมจึงเลื่อนไปมองดูเด็กชายตัวน้อยที่ยืนน้ำตาคลอ ลูกชายของเขาสินะ ช่างน่ารักน่าชัง แม้ไม่เคยเห็นหน้ากันสักครั้งแต่ก็รู้สึกรักมากเหลือเกิน เมื่อได้สบตากับอดีตสาวใช้ตัวป่วนน้ำตายิ่งไหลพรากกว่าเดิม ไม่นึกว่าชาตินี้จะได้มีโอกาสพบหน้า เขานึกว่
เมื่อองค์ฮ่องเต้เสด็จเข้ามาในห้องพักฟื้น ทุกคนที่อยู่ภายในห้องต่างก็อยู่ในอาการสงบ รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อพระองค์บอกให้ทำตัวตามสบายก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อได้เห็นความเป็นกันเองของพระองค์ท่านทว่ามีเพียงคนเดียวที่อยู่ในอาการเดือดเนื้อร้อนใจนั่นคือซินอวี่ นางยืนก้มหน้าไม่กล้าแม้จะเงยขึ้นดูว่าตอนนี้พระองค์ทรงทำอะไรอยู่ หลังจากเหวินกงกงตามเข้ามาแล้ว ยังมีหมอหลวงอีกสามคนที่เข้ามาสมทบ คอยรายงานอาการของหยางจื่อถงให้ทรงทราบ“ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะใช้ความสามารถทำให้แม่ทัพหยางฟื้นขึ้นมาได้นะ”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท พวกกระหม่อมจะรักษาท่านแม่ทัพหยางอย่างสุดความสามารถ” หมอหลวงท่านหนึ่งกล่าวตอบรับพร้อมทั้งค้อมตัวประสานมือคารวะ“ฝากพวกเจ้าด้วย หากแม่ทัพหยางฟื้นขึ้นมาแล้ว รีบรายงานข้าด้วยเข้าใจหรือไม่”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อฝากฝังให้บรรดาหมอหลวงดูแลแล้ว องค์ฮ่องเต้ก็เดินเอามือขัดหลังในท่วงท่าสง่าผ่าเผยเตรียมตัวจะกลับเข้าพระตำหนัก โดยมีเหวินกงกงเดินตามหลังด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ขณะก้าวเท้าไปนั้นพระองค์ทรงชำเลืองตามองหญิงสาวที่เอาแต่ยืนก้มหน้า ก็จำได้ว่าเคยเจอกับนางก่อนเข้ามานี่เอง ไม่เ







