Masukชาติก่อนเป็นลูกอนุ บิดาไม่รัก มารดาไร้ทางปกป้อง ถูกรังแกจนตาย เกิดมาภพนี้มีพร้อมทุกอย่าง แต่ชะตากลับส่งนางมาแต่งกับอ๋องแคว้นเดิมที่ไร้ใจ 'คำก็รำคาญ สองคำก็รังเกียจ เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจเถิด' เรื่องย่อ : ชาติก่อนเกิดเป็นเพียงบุตรอนุ บิดาไม่รัก มารดาก็ไร้ทางจะปกป้อง จำใจต้องถูกน้องสาวต่างมารดากลั่นแกล้งมาตั้งแต่เล็ก พอเติบใหญ่ขึ้น เรื่องราวก็ยิ่งหนักหนา บานปลายถึงแก่ชีวิต ความอยุติธรรมเหล่านั้นฝังรากลึกในใจกระทั่งลืมตาดูโลกอีกครั้ง ทว่าชาตินี้กลับได้เป็นถึงบุตรีเพียงคนเดียวขององครักษ์คนสนิทของฝ่าบาท เป็นที่รักของครอบครัว สิ่งที่ไม่เคยได้รับในชาติก่อน วันนี้กลับได้ทุกอย่าง เว่ยเมิ่งเหยาจึงหวงแหนครอบครัวนี้เป็นที่สุด แต่แล้วชะตาก็เล่นตลก แคว้นเฉวียนทักท้วงเรื่องสัญญาหมั้นหมายเมื่อครั้งยังอยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เมิ่งเหยาจำต้องแต่งไปยังแคว้นเดิม กลับไปพบหน้าครอบครัวที่ทำร้ายนาง ซ้ำครอบครัวสวามียังไม่ต้อนรับ “หยุดมองข้าด้วยแววตาใสซื่อเช่นนั้น ข้าเกลียดสตรีอ่อนแอปวกเปียกเช่นเจ้าที่สุด” “ท่านอ๋องจะไปที่ใดเพคะ คืนเข้าหอ คู่บ่าวสาว-” “เรื่องของข้า! ข้ามิคิดอยากแต่งกับเจ้า อย่าได้กระทำตนเจ้ากี้เจ้าการราวกับเป็นภรรยาของข้าจริงๆ”
Lihat lebih banyakซ่า! ผมยาวสลวยของเด็กสาววัยสิบเจ็ดหนาวถูกกระชากขึ้นจากน้ำ กายบอบบางเปียกชุ่มไปทั้งตัว เพราะน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงสองหนาวสั่งให้บ่าวไพร่จับนางมัดมือไพล่หลัง
แน่นอนว่าระดับน้ำในลำธารสูงเพียงต้นขามิอาจทำอันตรายได้ ทว่าชุนผิงหลานถูกจับกดลงไปในน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้นางจะดีดดิ้นเพียงใดก็มิอาจสูงแรงบ่าวชายพวกนั้นได้
“แคกๆ แคก! นะ น้องหญิง วะ ไว้ชีวิตพี่เถิด” เสียงของคนสำลักน้ำพยายามร้องขอชีวิตจากผู้เป็นน้องสาว ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
“หึ ลูกอนุเช่นเจ้าสมควรนับสายเลือดกับข้าหรือ! ข้าเกลียดเจ้านัก น้ำตาของเจ้า! ใบหน้าของเจ้า! ใครต่อใครก็หลงใหล” เด็กสาวที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นเดินเข้ามาบีบคางเล็ก จิกเล็บลงไปจนเป็นรอย
“ฮึก คะ คุณหนู”
“ดูทีว่าหากใบหน้าของเจ้ามีตำหนิ กายของเจ้าแปดเปื้อนมลทิน สกุลเล่อยังคิดจะแต่งเจ้าเป็นฮูหยินให้พี่เล่อซางอีกหรือไม่!” มือเรียวผลักใบหน้างามนั้นอย่างไม่ออมแรง จนเล็บคมกรีดบนหน้าเนียนเป็นแผลยาว
ชุนผิงหลานเกิดในสกุลเสนาบดีชุนหม่า แม้บิดาเป็นถึงขุนนางใหญ่ แต่มารดาของนางเป็นเพียงบ่าวอุ่นเตียงที่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นอนุเพราะให้กำเนิดทายาทสกุลชุน เด็กสาวมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เล็ก จึงถูกฮูหยินใหญ่สั่งให้ซุกซ่อนอยู่ท้ายเรือนมาโดยตลอด เพื่อมิให้ได้ดีเกินบุตรีจากฮูหยินเอก
กระนั้นหยกงามมิอาจปกปิด แม้จะถูกเก็บไว้มิดชิดเพียงใดก็เจิดจรัสต้องตาผู้คน ถึงขั้นรองแม่ทัพเล่อซางให้แม่สื่อมาทาบทาม แต่มีหรือเรือนใหญ่จะยอมให้บุตรอนุข้ามหน้าข้ามตา
ยกเหตุผลเรื่องความเหมาะสม อำนาจ และเส้นสายมากมาย ทว่าสกุลแม่ทัพที่สร้างผลงานด้วยหยาดเลือดไม่คิดสนใจ จะเลือกฮูหยินที่ปักใจรักเท่านั้น
และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้สตรีบริสุทธิ์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้
“จะทำอะไร พะ พวกท่านจะทำสิ่งใด”
“คิดว่าข้าพาเจ้าออกมาถึงที่นี่ เพื่อพามาทรมานเล่นแค่นั้นหรือ หากเพียงเท่านี้ข้าทำที่เรือน ท่านพ่อก็ไม่คิดจะห้ามข้า”
“อึก”
“ข้ารอคนของหอคณิกามารับเจ้าไปต่างหาก เห็นว่าแขกวันนี้เป็นถึงคณะราชทูตจากแคว้นต้งหนานเชียวนะ สาวบริสุทธิ์อย่างเจ้าขายได้ราคาดีเชียวล่ะ ตาแก่บ้าตัณหาพวกนั้นมันชอบนัก”
“ฮึก”
“อย่าได้กลัวไปเลย เงินที่เจ้าได้จากการรับแขก ข้าจะแบ่งให้แม่เจ้าสักสองส่วน” ใครจะเชื่อว่าความคิดโสมมนี้จะมาจากเด็กสาวอายุเพียงสิบห้าหนาว
คนฟังได้ยินแผนการเหล่านั้นก็กลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ยิ่งเห็นแสงตะเกียงที่มุ่งหน้ามาทางนี้ ใจยิ่งหวาดหวั่น
หากว่าจะต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีถึงเพียงนั้น สู้นางยอมตายเสียดีกว่า!
ไวกว่าความคิด ชุนผิงหลานรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี สะบัดตัวออกจากการจับกุม พลางวิ่งเข้าหาหินผา โขลกศีรษะลงไปอย่างไม่คิดยั้งแรง
ปัก!!! โลหิตสีแดงสดไหลอาบดวงหน้างาม ขณะที่ร่างนั้นสะท้อนกลับกระแทกลงกับน้ำ ความเจ็บปวดที่ศีรษะ ทำให้อวัยวะทุกส่วนชาหนึบ สายตาพร่ามัว หูทั้งสองได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายแต่กลับไม่อาจจับคำได้
สัมผัสสุดท้าย คือรู้ว่าร่างของตนนั้นถูกโยนลงกลางน้ำ เพราะคำสั่งของน้องสาวต่างมารดา มวลน้ำมากมายแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของนาง จนมิอาจหายใจได้ เจ็บแสบไปทั่วทั้งจมูก ร่างกายพยายามตะเกียกตะกายตอบสนองเพื่อเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณมนุษย์ ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นผล
ภาพความทรงจำเลวร้ายตั้งแต่เด็ก ถูกบรรดาบุตรเรือนใหญ่กลั่นแกล้ง ทั้งทุบตี ทั้งทำให้อับอาย เป็นนายแต่กลับใช้ชีวิตไม่ต่างจากทาสรับใช้ ทว่านั่นมิเจ็บปวดเท่าผู้เป็นมารดาไม่แม้แต่จะโต้แย้งเพื่อนางเลยสักครั้ง ส่วนท่านพ่อ...เขามิคิดว่านางเป็นลูกเสียด้วยซ้ำ
หยดน้ำไหลออกจากหน่วยตาผสมกับสายน้ำเย็น ร่างกายพลันอ่อนแรงมิอาจต้านทาน ทำได้เพียงปล่อยร่างให้ไหลไปตามกระแสน้ำ
“อึก! อึก!”
“เหมี๊ยว~” เฮือก!!!
กายระหงสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตขนปุย ที่นอนทับอยู่บนอกของนาง ความอึดอัด หายใจไม่ออกที่แท้มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่เอง
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้จะต้องเตรียมตัวเข้าวังนะเจ้าคะ”
“ข้าตื่นแล้วมี่มี่ เจ้าไปเตรียมน้ำเถิด” เว่ยเมิ่งเหยา ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติก่อนจะพูดคุยกับสาวใช้คนสนิท ทั้งที่ในใจยังคงสั่นกลัวกับความฝัน
ใบหน้างามหันไปมองกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนทำให้เจ้าตัวโล่งใจ พลางพึมพำกับตัวเองว่านางคือเว่ยเมิ่งเหยา คุณหนูเพียงคนเดียวของสกุลเว่ย มิใช่ชุนผิงหลานลูกอนุไร่ค่าอีกต่อไปแล้ว
“เหมี๊ยว~”
“ขอบใจนะเสี่ยวจิน เพราะเจ้าเสียงเรียกของแท้ๆ ข้าเลยตื่นขึ้นมา” นิ้วเรียวสอดเข้าไปในขนนุ่มของเจ้าแมวส้ม รอยยิ้มสวยเผยออกมายามสัตว์เลี้ยงตัวน้อยขยับหัวถูไถกับอกของนาง แต่สุดท้ายเมิ่งเหยาก็จำต้องตัดใจผละออกจากเจ้าขนนุ่มเพื่อเตรียมตัวเข้าวัง
หลังจากมีการกวาดล้างกบฏภายใน แคว้นต้งหนานในรัชสมัยของฮ่องเต้หนานหมิงหลงก็รุ่งเรืองเรื่อยมา หวงกุ้ยเฟยเซียวจิ้นหรานถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮา หลังจากที่จางฮองเฮาสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้าย
ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงเป็นองค์ชายหนานเนี่ยนเจิน โอรสเพียงองค์เดียวของอดีตฮองเฮาจางเฟยหลิง ซึ่งบัดนี้องค์รัชทายาทเข้ามาดูแลราชกิจ ช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท โดยเฉพาะเรื่องการทหาร ที่พระองค์ให้ความสนใจกว่าด้านอื่นๆ ทำให้กองทัพแคว้นต้งหนานเข้มแข็งไม่เป็นรองใคร แผ่นดินจึงร้างจากสงครามใหญ่ระหว่างแคว้นมานาน
แต่แม้ในสายตาต่างแคว้นจะเป็นเช่นนั้น เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างรู้ดีว่าแคว้นต้งหนานกำลังวิกฤติ สองปีมานี้ต้องเผชิญภัยธรรมชาติโดยเฉพาะช่วงเหมันต์ฤดู
“ท่านพ่อ ท่านแม่” เว่ยเมิ่งเหยายอบตัวคำนับบุพการี ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่ประจำของตน นั่นก็คือฝั่งตรงข้ามกับบิดามารดา และต้องอยู่ระหว่างกลางน้องชายทั้งสอง
“พี่หญิง วันนี้อย่าได้แต่งกายงามนักเล่า ประเดี๋ยวพวกเหลือบไรจะมาตอม วันนี้ข้ากับหนิงอันต้องตามอาจารย์ไปด้านนอกก่อน ไปเป็นไม้กันสุนัขให้ท่านมิได้นะ แต่พวกข้าจะพยายามมาให้ทัน” เว่ยเจียงเหอ คุณชายรองสกุลเว่ยถอนหายใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ตั้งแต่เล็กจนโต เขากับน้องชายต้องคอยกันพวกบุรุษที่คิดจะเข้ามาเกี้ยวพี่สาวอยู่ตลอด
วันนี้ครอบครัวของเขาจะต้องเข้าวัง ไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจากแคว้นเฉวียน พวกขุนนางหนุ่มๆ คงมองพี่หญิงตาเป็นมัน
“เพลาๆ ลงบ้างเถิด พี่หญิงของพวกเจ้าอายุสิบแปดหนาวแล้ว หากยังกันท่าเช่นนี้จะมีคุณชายสกุลใดกล้ามาทาบทามเล่า” จางหยู่เยียนส่ายหัวให้กับความหวงพี่ของบุตรชายทั้งสอง
“มิเห็นเป็นไรเลยขอรับท่านแม่ พี่หญิงมิแต่งงานลูกก็เลี้ยงดูได้ จริงหรือไม่ขอรับท่านพ่อ” เว่ยหนิงอันบุตรชายคนเล็กสกุลเว่ยว่าด้วยน้ำเสียงเรียบ สมกับที่ใครๆ ก็ทักว่าเหมือนบิดา ทั้งหน้าตาและนิสัย
“อืม ทรัพย์สินสกุลเว่ยมีมากมาย พอให้เมิ่งเอ๋อร์ของพ่ออยู่สุขสบายตลอดชีวิต”
“ท่านพี่! พูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน มิถามความสมัครใจลูกหน่อยหรือว่ามีชายใดในใจหรือยัง” เสียงตำหนิของฮูหยินเว่ยดูจะเหนื่อยหน่ายลงทุกที
ก่อนหน้าคิดว่าสามีพูดเล่น หยอกเย้าไปวันๆ แต่หลังจากบุตรสาวพ้นวัยปักปิ่นมาถึงสามปีแล้ว บุรุษสกุลเว่ยก็ยังกีดกันคุณชายที่คิดจะเข้ามาเกี้ยวเมิ่งเหยาไม่เลิก
“เมิ่งเอ๋อร์ นอกจากพ่อ น้องชาย เสด็จลุงฮ่องเต้ และองค์รัชทายาท เจ้ามีชายอื่นในใจแล้วหรือ” สีหน้าขององค์รักเว่ยเฉิงหยวนผู้เป็นบิดา เศร้าหมอง เจ็บปวด ราวกับบุตรสาวจะออกเรือนวันนี้วันพรุ่ง
แต่ก็อย่างว่า กับบุตรีผู้นี้กว่าเฉิงหยวนจะได้โอบอุ้ม ก็ผ่านเรื่องราวมามากมาย จางหยู่เยียนไม่แปลกใจสักนิดที่สามีจะทั้งรักทั้งห่วงเมิ่งเอ๋อร์
“ลูกยังไม่คิดเรื่องตบแต่งเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ อยู่กับพวกท่านและน้องๆ เช่นนี้ ลูกมีความสุขดีอยู่แล้ว” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยออกมาตามความรู้สึก แววตาที่มองครอบครัวเต็มไปด้วยความรู้สึกโชคดี
โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัว ที่มอบความรักให้นางมากมายถึงเพียงนี้
“เห็นหรือไม่ขอรับท่านแม่ พี่หญิงยังไม่คิดจะแต่งออก พี่หญิงอย่ากังวล หากสมบัติท่านพ่อไม่พอ ข้าจะหามาเพิ่มให้เอง” เว่ยเจียงเหอยิ้มร่า บุตรชายคนนี้นิสัยใจคอไม่เหมือนบิดามารดา เพราะมักไปขลุกตัวอยู่กับเจ้าแผ่นดินจนติดนิสัยชอบหยอกล้อมา
“เฮ้อ~ ทานข้าวๆ ประเดี๋ยวจะไม่ทันเวลา” สุดท้ายก็เป็นฮูหยินของเรือนที่ยอมแพ้ คีบอาหารวางบนจานให้ลูกและสามี
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เหล่าบุรุษสกุลเว่ยก็ต่างออกไปทำหน้าที่ของตน องครักษ์เว่ยเข้าไปจัดการธุระในกรม ส่วนคุณชายทั้งสองก็ติดตามท่านอาจารย์ออกไปศึกษาสมุนไพรนอกเมือง
“เมิ่งเอ๋อร์ สร้อยคอนี่เหมาะกับเจ้านัก”
“ดูแล้วมีราคาไม่น้อยนะเจ้าคะ คงไม่เหมาะกับลูก เหมาะกับท่านแม่มากกว่าเจ้าค่ะ” นิ้วเรียวไล่สัมผัสสร้อยคอที่ร้อยเรียงด้วยไข่มุกสีชมพูอ่อน ดูด้วยตาเปล่าก็เห็นว่ามุกแต่ละเม็ดกลมเรียบสมบูรณ์ไร้ตำหนิ ซ้ำยังเปล่งประกายแวววาว
“คนดีของแม่ บิดาเจ้าเหน็ดเหนื่อยเฟ้นหามันมาเพื่อเจ้า รู้หรือไม่ว่าน้องชายทั้งสองแม้จะเอ่ยว่าไม่อยากให้เจ้าแต่งกายงาม แต่กลับช่วยหาช่างฝีมือดีมาให้ หากเจ้าเอ่ยว่าตนเองไม่เหมาะสม พวกเขาจะเสียใจเอาได้” จางหยู่เยียนร่ายยาว
บุตรสาวของนางตอนเด็กเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะขอกินขนมบนโต๊ะ กว่านางและสามีจะช่วยกันปรับเปลี่ยนให้เมิ่งเอ๋อร์กล้าคิด กล้าขอในสิ่งที่อยากได้ออกมาก็ใช้เวลาอยู่นาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังติดนิสัยขี้เกรงใจอยู่บ้าง
“เจ้าค่ะ ลูกชอบมันมาก หากท่านพ่อกับท่านแม่มอบให้ ลูกจะรักษามันอย่างดี”
“หึๆ ลองใส่เถิด ดูว่าจะเข้ากับชุดที่เราตัดไว้หรือไม่” สองแม่ลูกพากันลองชุดที่จัดเตรียมมา
เป็นปกติที่ก่อนจะเข้าวังหรือเข้าร่วมงานเลี้ยง สตรีจะใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเตรียมตัว เริ่มตั้งแต่แช่น้ำอุ่นขัดผิว บ่าวไพร่โอบล้อมซ้ายขวาช่วยกันปรนนิบัตินาย
เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มชินกับแนวปฏิบัตินี้แล้ว ชาติก่อนเป็นเพียงบุตรอนุ มารดาเป็นเพียงบ่าว จึงมิใคร่จะมีผู้ใดสนใจ ออกงานหรืออย่าได้ฝัน ที่ของนางคือท้ายเรือน แม้มีสายเลือดของขุนนางชั้นสูงกระนั้นก็เหนือกว่าบ่าวไพร่ไม่มาก
“ผิวพรรณคุณหนูช่างขาวผ่อง เรียบเนียนนักเจ้าค่ะ”
“โดนพวกเจ้าขัดจนแสบจะไม่เนียนได้อย่างไรเล่า” เมิ่งเหยาหัวเราะเบาๆ ชีวิตของนางในชาตินี้ต่างกับก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว บิดามีท่านแม่เพียงคนเดียว ในจวนองครักษ์นี้ นางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าอยากได้สิ่งใด พ่อกับน้องชายก็พร้อมจะหามาให้
สิ่งที่ไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว ชาตินี้ล้วนเป็นของนางทั้งสิ้น แม้จะคะนึงถึงมารดาในชาติก่อน แต่นางจะทำสิ่งใดได้ หวังเพียงให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์
“โถ่ คุณหนูเจ้าขา อย่าได้พูดเช่นนี้ให้นายท่านกับคุณชายทั้งสองได้ยินนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพวกบ่าวถูกตัดมือเป็นแน่”
“เจ้าพูดเกินไปแล้ว” สาวงามหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าตนเองโชคดีเหลือเกิน แม้นางจะไม่มีกำลังมากมาย แต่นางก็สัญญากับตนเองว่าจะดูแลและปกป้องครอบครัวของนาง จะไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเด็ดขาด
เสียงบรรเลงดนตรีดังคลอ ระหว่างรอเหล่าขุนนางเดินทางเข้ามาในงานเลี้ยง การต้อนรับราชทูตเป็นอีกหนึ่งงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครอบครัวขุนนางเล็กใหญ่ล้วนถูกเชิญเข้ามาร่วมงาน ดังนั้นนอกจากงานนี้สองแคว้นจะได้เชื่อมสัมพันธ์กันแล้ว เหล่าขุนนางต่างก็ใช้โอกาสนี้ในการผูกสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกุลเว่ยที่เป็นที่จับตามอง
คุณชายหลายสกุลต่างอยากผูกสัมพันธ์รักใคร่ เหตุผลนั้นมิใช่เพียงเพราะคุณหนูสกุลเว่ยงามล่มเมือง แต่มีประเด็นการเมืองแอบแฝงอยู่เช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าเรื่องนี้องครักษ์เว่ยรู้ดีกว่าผู้ใด จึงยังไม่คิดจะให้ชายที่หวังประโยชน์พวกนั้นเข้าใกล้บุตรสาวของเขา อันที่จริงแม้แต่สายตาพวกนั้นก็ไม่อยากให้มองมาที่เมิ่งเอ๋อร์สักนิด
“พ่อควรหาผ้ามาคลุมพี่สาวพวกเจ้าไว้ดีหรือไม่”
“มิลำบากท่านพ่อหรอกขอรับ องค์รัชทายาทเสด็จมาทางนี้แล้ว” อันหนิงว่าไม่ทันขาดคำ หนานเนี่ยนเจินก็เดินยิ้มร่าเข้ามาทักทาย
“องค์รัชทายาท”
“ท่านน้าเขย ท่านน้า อย่าได้มากพิธีเลย มานั่งกับข้าทางนี้เถิด ข้าเตรียมที่ไว้สำหรับเมิ่งเอ๋อร์และท่านน้าแล้ว” ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวผายมือไปทางที่นั่งหลังม่านมุก ทำเอาหยู่เยียนและเมิ่งเหยาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ
นับตั้งแต่เว่ยเมิ่งเหยาเกิดมา ก็มีพี่ชายอย่างหนานเนี่ยนเจินคอยรัก คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา จะเอ่ยว่านางถูกเลี้ยงดูมาด้วยองค์รัชทายาทแคว้นต้งหนานก็ว่าได้
ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพวกนางนั้นไม่ได้ใกล้ชิดนัก มารดาของนางกับพระมารดาขององค์รัชทายาทเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกัน หลังจากอดีตฮองเฮาล้มป่วยก็เป็นมารดาของเมิ่งเหยาที่คอยดูแลองค์รัชทายาท ซ้ำบิดาของเมิ่งเหยายังเป็นทั้งสหายและองครักษ์ของฝ่าบาท ความสนิทสนมของเมิ่งเหยากับองค์รัชทายาทจึงไม่ต่างกับพี่ชายน้องสาวไส้
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”
“ท่านน้าเขยอย่าได้เป็นห่วง ข้ารู้ดีว่าท่านมิชอบสายตาคุณชายเหล่านั้น ข้าเองก็ไม่ชอบใจเช่นกัน” หนานเนี่ยนเจินเดินนำครอบครัวสกุลเว่ยไปนั่งประจำที่
ไม่นานนักเสียงประกาศการมาถึงของเจ้าแผ่นดินและหงส์เคียงบัลลังก์ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยคณะราชทูตจากแคว้นเฉวียน ซึ่งถือว่ามีความผูกพันกันมานาน นับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนจนตอนนี้ผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์แล้ว ก็ยังผูกสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง
“ถวายพระพรฝ่าบาท”
“ท่านราชทูตตามสบายเถิด เดินทางมาเหนื่อยๆ วันนี้ข้าเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ให้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่หากมิได้ทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จสิ้นลุล่วง คงมิอาจดื่มกินสังสรรค์ได้อย่างสบายใจ” ราชทูตต่างแคว้นก้มคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม
“เช่นนั้นก็เชิญท่านเถิด”
เว่ยเมิ่งเหยานั่งฟังสารจากฮ่องเต้แคว้นเฉวียนส่งมาถึงฝ่าบาทเงียบๆ แม้ในใจจะรู้สึกติดขัดบ้าง เพราะแคว้นเฉวียนเป็นที่ที่นางจากมา ชาติก่อนบิดาของนางเป็นเสนาบดีในแคว้นเฉวียน กระนั้นตอนนี้ก็ผ่านมานานกว่าสิบแปดปีแล้ว
สิ่งใดสมควรลืม ก็ต้องลืม
“ว่าอย่างไรนะ!” เสียงกัมปนาทที่ทวงถาม ทำให้เมิ่งเหยาหลุดออกจากภวังค์ของตน หันมาสนใจเรื่องราวตรงหน้า
“ฝ่าบาทแคว้นเฉวียน เห็นสมควรว่าถึงเวลาส่งเทียบหมั้นมายังสกุลเว่ยแล้ว แต่งคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยาให้ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิงตามคำสัญญาที่สกุลเว่ยให้ไว้กับอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหรานผู้ล่วงลับ”
ปัง!!! ฝ่ามือแกร่งตบกระแทกลงบนโต๊ะ สื่อถึงความไม่พอใจกับเรื่องที่ลูกน้องรายงาน
“เจ้าเอ่ยว่า เสด็จอาจะให้ข้าแต่งกับสตรีต่างแคว้นอย่างนั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง สายของเราที่เดินทางไปพร้อมกับคณะราชทูต พึ่งรายงานเรื่องนี้กลับมา”
“ไม่มีทาง! ข้าไม่มีทางแต่งกับสตรีนางนั้นแน่” เพราะนอกจากจะทำให้แผนการทั้งหมดพังทลาย สตรีนางนั้นยังเป็นบุตรของศัตรูหัวใจเสด็จแม่
“...”
“สั่งคนของเราที่นั่น ทำอย่างไรก็ได้ให้ทางนั้นไม่กล้าส่งบุตรสาวมาแต่งกับข้า!”
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด











