เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ

เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-09
Bahasa: Thai
goodnovel12goodnovel
10
2 Peringkat. 2 Ulasan-ulasan
59Bab
5.1KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ชาติก่อนเป็นลูกอนุ บิดาไม่รัก มารดาไร้ทางปกป้อง ถูกรังแกจนตาย เกิดมาภพนี้มีพร้อมทุกอย่าง แต่ชะตากลับส่งนางมาแต่งกับอ๋องแคว้นเดิมที่ไร้ใจ 'คำก็รำคาญ สองคำก็รังเกียจ เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจเถิด' เรื่องย่อ : ชาติก่อนเกิดเป็นเพียงบุตรอนุ บิดาไม่รัก มารดาก็ไร้ทางจะปกป้อง จำใจต้องถูกน้องสาวต่างมารดากลั่นแกล้งมาตั้งแต่เล็ก พอเติบใหญ่ขึ้น เรื่องราวก็ยิ่งหนักหนา บานปลายถึงแก่ชีวิต ความอยุติธรรมเหล่านั้นฝังรากลึกในใจกระทั่งลืมตาดูโลกอีกครั้ง ทว่าชาตินี้กลับได้เป็นถึงบุตรีเพียงคนเดียวขององครักษ์คนสนิทของฝ่าบาท เป็นที่รักของครอบครัว สิ่งที่ไม่เคยได้รับในชาติก่อน วันนี้กลับได้ทุกอย่าง เว่ยเมิ่งเหยาจึงหวงแหนครอบครัวนี้เป็นที่สุด แต่แล้วชะตาก็เล่นตลก แคว้นเฉวียนทักท้วงเรื่องสัญญาหมั้นหมายเมื่อครั้งยังอยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เมิ่งเหยาจำต้องแต่งไปยังแคว้นเดิม กลับไปพบหน้าครอบครัวที่ทำร้ายนาง ซ้ำครอบครัวสวามียังไม่ต้อนรับ “หยุดมองข้าด้วยแววตาใสซื่อเช่นนั้น ข้าเกลียดสตรีอ่อนแอปวกเปียกเช่นเจ้าที่สุด” “ท่านอ๋องจะไปที่ใดเพคะ คืนเข้าหอ คู่บ่าวสาว-” “เรื่องของข้า! ข้ามิคิดอยากแต่งกับเจ้า อย่าได้กระทำตนเจ้ากี้เจ้าการราวกับเป็นภรรยาของข้าจริงๆ”

Lihat lebih banyak

Bab 1

1. ทวงสัญญา

ซ่า! ผมยาวสลวยของเด็กสาววัยสิบเจ็ดหนาวถูกกระชากขึ้นจากน้ำ กายบอบบางเปียกชุ่มไปทั้งตัว เพราะน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงสองหนาวสั่งให้บ่าวไพร่จับนางมัดมือไพล่หลัง

แน่นอนว่าระดับน้ำในลำธารสูงเพียงต้นขามิอาจทำอันตรายได้ ทว่าชุนผิงหลานถูกจับกดลงไปในน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้นางจะดีดดิ้นเพียงใดก็มิอาจสูงแรงบ่าวชายพวกนั้นได้

“แคกๆ แคก! นะ น้องหญิง วะ ไว้ชีวิตพี่เถิด” เสียงของคนสำลักน้ำพยายามร้องขอชีวิตจากผู้เป็นน้องสาว ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล

“หึ ลูกอนุเช่นเจ้าสมควรนับสายเลือดกับข้าหรือ! ข้าเกลียดเจ้านัก น้ำตาของเจ้า! ใบหน้าของเจ้า! ใครต่อใครก็หลงใหล” เด็กสาวที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นเดินเข้ามาบีบคางเล็ก จิกเล็บลงไปจนเป็นรอย

“ฮึก คะ คุณหนู”

“ดูทีว่าหากใบหน้าของเจ้ามีตำหนิ กายของเจ้าแปดเปื้อนมลทิน สกุลเล่อยังคิดจะแต่งเจ้าเป็นฮูหยินให้พี่เล่อซางอีกหรือไม่!” มือเรียวผลักใบหน้างามนั้นอย่างไม่ออมแรง จนเล็บคมกรีดบนหน้าเนียนเป็นแผลยาว

ชุนผิงหลานเกิดในสกุลเสนาบดีชุนหม่า แม้บิดาเป็นถึงขุนนางใหญ่ แต่มารดาของนางเป็นเพียงบ่าวอุ่นเตียงที่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นอนุเพราะให้กำเนิดทายาทสกุลชุน เด็กสาวมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เล็ก จึงถูกฮูหยินใหญ่สั่งให้ซุกซ่อนอยู่ท้ายเรือนมาโดยตลอด เพื่อมิให้ได้ดีเกินบุตรีจากฮูหยินเอก

กระนั้นหยกงามมิอาจปกปิด แม้จะถูกเก็บไว้มิดชิดเพียงใดก็เจิดจรัสต้องตาผู้คน ถึงขั้นรองแม่ทัพเล่อซางให้แม่สื่อมาทาบทาม แต่มีหรือเรือนใหญ่จะยอมให้บุตรอนุข้ามหน้าข้ามตา

ยกเหตุผลเรื่องความเหมาะสม อำนาจ และเส้นสายมากมาย ทว่าสกุลแม่ทัพที่สร้างผลงานด้วยหยาดเลือดไม่คิดสนใจ จะเลือกฮูหยินที่ปักใจรักเท่านั้น

และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้สตรีบริสุทธิ์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้

“จะทำอะไร พะ พวกท่านจะทำสิ่งใด”

“คิดว่าข้าพาเจ้าออกมาถึงที่นี่ เพื่อพามาทรมานเล่นแค่นั้นหรือ หากเพียงเท่านี้ข้าทำที่เรือน ท่านพ่อก็ไม่คิดจะห้ามข้า”

“อึก”

“ข้ารอคนของหอคณิกามารับเจ้าไปต่างหาก เห็นว่าแขกวันนี้เป็นถึงคณะราชทูตจากแคว้นต้งหนานเชียวนะ สาวบริสุทธิ์อย่างเจ้าขายได้ราคาดีเชียวล่ะ ตาแก่บ้าตัณหาพวกนั้นมันชอบนัก”

“ฮึก”

“อย่าได้กลัวไปเลย เงินที่เจ้าได้จากการรับแขก ข้าจะแบ่งให้แม่เจ้าสักสองส่วน” ใครจะเชื่อว่าความคิดโสมมนี้จะมาจากเด็กสาวอายุเพียงสิบห้าหนาว

คนฟังได้ยินแผนการเหล่านั้นก็กลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ยิ่งเห็นแสงตะเกียงที่มุ่งหน้ามาทางนี้ ใจยิ่งหวาดหวั่น

หากว่าจะต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีถึงเพียงนั้น สู้นางยอมตายเสียดีกว่า!

ไวกว่าความคิด ชุนผิงหลานรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี สะบัดตัวออกจากการจับกุม พลางวิ่งเข้าหาหินผา โขลกศีรษะลงไปอย่างไม่คิดยั้งแรง

ปัก!!! โลหิตสีแดงสดไหลอาบดวงหน้างาม ขณะที่ร่างนั้นสะท้อนกลับกระแทกลงกับน้ำ ความเจ็บปวดที่ศีรษะ ทำให้อวัยวะทุกส่วนชาหนึบ สายตาพร่ามัว หูทั้งสองได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายแต่กลับไม่อาจจับคำได้

สัมผัสสุดท้าย คือรู้ว่าร่างของตนนั้นถูกโยนลงกลางน้ำ เพราะคำสั่งของน้องสาวต่างมารดา มวลน้ำมากมายแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของนาง จนมิอาจหายใจได้ เจ็บแสบไปทั่วทั้งจมูก ร่างกายพยายามตะเกียกตะกายตอบสนองเพื่อเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณมนุษย์ ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นผล

ภาพความทรงจำเลวร้ายตั้งแต่เด็ก ถูกบรรดาบุตรเรือนใหญ่กลั่นแกล้ง ทั้งทุบตี ทั้งทำให้อับอาย เป็นนายแต่กลับใช้ชีวิตไม่ต่างจากทาสรับใช้ ทว่านั่นมิเจ็บปวดเท่าผู้เป็นมารดาไม่แม้แต่จะโต้แย้งเพื่อนางเลยสักครั้ง ส่วนท่านพ่อ...เขามิคิดว่านางเป็นลูกเสียด้วยซ้ำ

หยดน้ำไหลออกจากหน่วยตาผสมกับสายน้ำเย็น ร่างกายพลันอ่อนแรงมิอาจต้านทาน ทำได้เพียงปล่อยร่างให้ไหลไปตามกระแสน้ำ

“อึก! อึก!”

“เหมี๊ยว~” เฮือก!!!

กายระหงสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตขนปุย ที่นอนทับอยู่บนอกของนาง ความอึดอัด หายใจไม่ออกที่แท้มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่เอง

“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้จะต้องเตรียมตัวเข้าวังนะเจ้าคะ”

“ข้าตื่นแล้วมี่มี่ เจ้าไปเตรียมน้ำเถิด” เว่ยเมิ่งเหยา ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติก่อนจะพูดคุยกับสาวใช้คนสนิท ทั้งที่ในใจยังคงสั่นกลัวกับความฝัน

ใบหน้างามหันไปมองกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนทำให้เจ้าตัวโล่งใจ พลางพึมพำกับตัวเองว่านางคือเว่ยเมิ่งเหยา คุณหนูเพียงคนเดียวของสกุลเว่ย มิใช่ชุนผิงหลานลูกอนุไร่ค่าอีกต่อไปแล้ว

“เหมี๊ยว~”

“ขอบใจนะเสี่ยวจิน เพราะเจ้าเสียงเรียกของแท้ๆ ข้าเลยตื่นขึ้นมา” นิ้วเรียวสอดเข้าไปในขนนุ่มของเจ้าแมวส้ม รอยยิ้มสวยเผยออกมายามสัตว์เลี้ยงตัวน้อยขยับหัวถูไถกับอกของนาง แต่สุดท้ายเมิ่งเหยาก็จำต้องตัดใจผละออกจากเจ้าขนนุ่มเพื่อเตรียมตัวเข้าวัง

หลังจากมีการกวาดล้างกบฏภายใน แคว้นต้งหนานในรัชสมัยของฮ่องเต้หนานหมิงหลงก็รุ่งเรืองเรื่อยมา หวงกุ้ยเฟยเซียวจิ้นหรานถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮา หลังจากที่จางฮองเฮาสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้าย

ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงเป็นองค์ชายหนานเนี่ยนเจิน โอรสเพียงองค์เดียวของอดีตฮองเฮาจางเฟยหลิง ซึ่งบัดนี้องค์รัชทายาทเข้ามาดูแลราชกิจ ช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท โดยเฉพาะเรื่องการทหาร ที่พระองค์ให้ความสนใจกว่าด้านอื่นๆ ทำให้กองทัพแคว้นต้งหนานเข้มแข็งไม่เป็นรองใคร แผ่นดินจึงร้างจากสงครามใหญ่ระหว่างแคว้นมานาน

แต่แม้ในสายตาต่างแคว้นจะเป็นเช่นนั้น เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างรู้ดีว่าแคว้นต้งหนานกำลังวิกฤติ สองปีมานี้ต้องเผชิญภัยธรรมชาติโดยเฉพาะช่วงเหมันต์ฤดู

“ท่านพ่อ ท่านแม่” เว่ยเมิ่งเหยายอบตัวคำนับบุพการี ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่ประจำของตน นั่นก็คือฝั่งตรงข้ามกับบิดามารดา และต้องอยู่ระหว่างกลางน้องชายทั้งสอง

“พี่หญิง วันนี้อย่าได้แต่งกายงามนักเล่า ประเดี๋ยวพวกเหลือบไรจะมาตอม วันนี้ข้ากับหนิงอันต้องตามอาจารย์ไปด้านนอกก่อน ไปเป็นไม้กันสุนัขให้ท่านมิได้นะ แต่พวกข้าจะพยายามมาให้ทัน” เว่ยเจียงเหอ คุณชายรองสกุลเว่ยถอนหายใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ตั้งแต่เล็กจนโต เขากับน้องชายต้องคอยกันพวกบุรุษที่คิดจะเข้ามาเกี้ยวพี่สาวอยู่ตลอด

วันนี้ครอบครัวของเขาจะต้องเข้าวัง ไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจากแคว้นเฉวียน พวกขุนนางหนุ่มๆ คงมองพี่หญิงตาเป็นมัน

“เพลาๆ ลงบ้างเถิด พี่หญิงของพวกเจ้าอายุสิบแปดหนาวแล้ว หากยังกันท่าเช่นนี้จะมีคุณชายสกุลใดกล้ามาทาบทามเล่า” จางหยู่เยียนส่ายหัวให้กับความหวงพี่ของบุตรชายทั้งสอง

“มิเห็นเป็นไรเลยขอรับท่านแม่ พี่หญิงมิแต่งงานลูกก็เลี้ยงดูได้ จริงหรือไม่ขอรับท่านพ่อ” เว่ยหนิงอันบุตรชายคนเล็กสกุลเว่ยว่าด้วยน้ำเสียงเรียบ สมกับที่ใครๆ ก็ทักว่าเหมือนบิดา ทั้งหน้าตาและนิสัย

“อืม ทรัพย์สินสกุลเว่ยมีมากมาย พอให้เมิ่งเอ๋อร์ของพ่ออยู่สุขสบายตลอดชีวิต”

“ท่านพี่! พูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน มิถามความสมัครใจลูกหน่อยหรือว่ามีชายใดในใจหรือยัง” เสียงตำหนิของฮูหยินเว่ยดูจะเหนื่อยหน่ายลงทุกที

ก่อนหน้าคิดว่าสามีพูดเล่น หยอกเย้าไปวันๆ แต่หลังจากบุตรสาวพ้นวัยปักปิ่นมาถึงสามปีแล้ว บุรุษสกุลเว่ยก็ยังกีดกันคุณชายที่คิดจะเข้ามาเกี้ยวเมิ่งเหยาไม่เลิก

“เมิ่งเอ๋อร์ นอกจากพ่อ น้องชาย เสด็จลุงฮ่องเต้ และองค์รัชทายาท เจ้ามีชายอื่นในใจแล้วหรือ” สีหน้าขององค์รักเว่ยเฉิงหยวนผู้เป็นบิดา เศร้าหมอง เจ็บปวด ราวกับบุตรสาวจะออกเรือนวันนี้วันพรุ่ง

แต่ก็อย่างว่า กับบุตรีผู้นี้กว่าเฉิงหยวนจะได้โอบอุ้ม ก็ผ่านเรื่องราวมามากมาย จางหยู่เยียนไม่แปลกใจสักนิดที่สามีจะทั้งรักทั้งห่วงเมิ่งเอ๋อร์

“ลูกยังไม่คิดเรื่องตบแต่งเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ อยู่กับพวกท่านและน้องๆ เช่นนี้ ลูกมีความสุขดีอยู่แล้ว” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยออกมาตามความรู้สึก แววตาที่มองครอบครัวเต็มไปด้วยความรู้สึกโชคดี

โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัว ที่มอบความรักให้นางมากมายถึงเพียงนี้

“เห็นหรือไม่ขอรับท่านแม่ พี่หญิงยังไม่คิดจะแต่งออก พี่หญิงอย่ากังวล หากสมบัติท่านพ่อไม่พอ ข้าจะหามาเพิ่มให้เอง” เว่ยเจียงเหอยิ้มร่า บุตรชายคนนี้นิสัยใจคอไม่เหมือนบิดามารดา เพราะมักไปขลุกตัวอยู่กับเจ้าแผ่นดินจนติดนิสัยชอบหยอกล้อมา

“เฮ้อ~ ทานข้าวๆ ประเดี๋ยวจะไม่ทันเวลา” สุดท้ายก็เป็นฮูหยินของเรือนที่ยอมแพ้ คีบอาหารวางบนจานให้ลูกและสามี

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เหล่าบุรุษสกุลเว่ยก็ต่างออกไปทำหน้าที่ของตน องครักษ์เว่ยเข้าไปจัดการธุระในกรม ส่วนคุณชายทั้งสองก็ติดตามท่านอาจารย์ออกไปศึกษาสมุนไพรนอกเมือง

“เมิ่งเอ๋อร์ สร้อยคอนี่เหมาะกับเจ้านัก”

“ดูแล้วมีราคาไม่น้อยนะเจ้าคะ คงไม่เหมาะกับลูก เหมาะกับท่านแม่มากกว่าเจ้าค่ะ” นิ้วเรียวไล่สัมผัสสร้อยคอที่ร้อยเรียงด้วยไข่มุกสีชมพูอ่อน ดูด้วยตาเปล่าก็เห็นว่ามุกแต่ละเม็ดกลมเรียบสมบูรณ์ไร้ตำหนิ ซ้ำยังเปล่งประกายแวววาว

“คนดีของแม่ บิดาเจ้าเหน็ดเหนื่อยเฟ้นหามันมาเพื่อเจ้า รู้หรือไม่ว่าน้องชายทั้งสองแม้จะเอ่ยว่าไม่อยากให้เจ้าแต่งกายงาม แต่กลับช่วยหาช่างฝีมือดีมาให้ หากเจ้าเอ่ยว่าตนเองไม่เหมาะสม พวกเขาจะเสียใจเอาได้” จางหยู่เยียนร่ายยาว

บุตรสาวของนางตอนเด็กเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะขอกินขนมบนโต๊ะ กว่านางและสามีจะช่วยกันปรับเปลี่ยนให้เมิ่งเอ๋อร์กล้าคิด กล้าขอในสิ่งที่อยากได้ออกมาก็ใช้เวลาอยู่นาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังติดนิสัยขี้เกรงใจอยู่บ้าง

“เจ้าค่ะ ลูกชอบมันมาก หากท่านพ่อกับท่านแม่มอบให้ ลูกจะรักษามันอย่างดี”

“หึๆ ลองใส่เถิด ดูว่าจะเข้ากับชุดที่เราตัดไว้หรือไม่” สองแม่ลูกพากันลองชุดที่จัดเตรียมมา

เป็นปกติที่ก่อนจะเข้าวังหรือเข้าร่วมงานเลี้ยง สตรีจะใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเตรียมตัว เริ่มตั้งแต่แช่น้ำอุ่นขัดผิว บ่าวไพร่โอบล้อมซ้ายขวาช่วยกันปรนนิบัตินาย

เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มชินกับแนวปฏิบัตินี้แล้ว ชาติก่อนเป็นเพียงบุตรอนุ มารดาเป็นเพียงบ่าว จึงมิใคร่จะมีผู้ใดสนใจ ออกงานหรืออย่าได้ฝัน ที่ของนางคือท้ายเรือน แม้มีสายเลือดของขุนนางชั้นสูงกระนั้นก็เหนือกว่าบ่าวไพร่ไม่มาก

“ผิวพรรณคุณหนูช่างขาวผ่อง เรียบเนียนนักเจ้าค่ะ”

“โดนพวกเจ้าขัดจนแสบจะไม่เนียนได้อย่างไรเล่า” เมิ่งเหยาหัวเราะเบาๆ ชีวิตของนางในชาตินี้ต่างกับก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว บิดามีท่านแม่เพียงคนเดียว ในจวนองครักษ์นี้ นางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าอยากได้สิ่งใด พ่อกับน้องชายก็พร้อมจะหามาให้

สิ่งที่ไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว ชาตินี้ล้วนเป็นของนางทั้งสิ้น แม้จะคะนึงถึงมารดาในชาติก่อน แต่นางจะทำสิ่งใดได้ หวังเพียงให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์

“โถ่ คุณหนูเจ้าขา อย่าได้พูดเช่นนี้ให้นายท่านกับคุณชายทั้งสองได้ยินนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพวกบ่าวถูกตัดมือเป็นแน่”

“เจ้าพูดเกินไปแล้ว” สาวงามหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าตนเองโชคดีเหลือเกิน แม้นางจะไม่มีกำลังมากมาย แต่นางก็สัญญากับตนเองว่าจะดูแลและปกป้องครอบครัวของนาง จะไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเด็ดขาด

เสียงบรรเลงดนตรีดังคลอ ระหว่างรอเหล่าขุนนางเดินทางเข้ามาในงานเลี้ยง การต้อนรับราชทูตเป็นอีกหนึ่งงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครอบครัวขุนนางเล็กใหญ่ล้วนถูกเชิญเข้ามาร่วมงาน ดังนั้นนอกจากงานนี้สองแคว้นจะได้เชื่อมสัมพันธ์กันแล้ว เหล่าขุนนางต่างก็ใช้โอกาสนี้ในการผูกสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกุลเว่ยที่เป็นที่จับตามอง

คุณชายหลายสกุลต่างอยากผูกสัมพันธ์รักใคร่ เหตุผลนั้นมิใช่เพียงเพราะคุณหนูสกุลเว่ยงามล่มเมือง แต่มีประเด็นการเมืองแอบแฝงอยู่เช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าเรื่องนี้องครักษ์เว่ยรู้ดีกว่าผู้ใด จึงยังไม่คิดจะให้ชายที่หวังประโยชน์พวกนั้นเข้าใกล้บุตรสาวของเขา อันที่จริงแม้แต่สายตาพวกนั้นก็ไม่อยากให้มองมาที่เมิ่งเอ๋อร์สักนิด

“พ่อควรหาผ้ามาคลุมพี่สาวพวกเจ้าไว้ดีหรือไม่”

“มิลำบากท่านพ่อหรอกขอรับ องค์รัชทายาทเสด็จมาทางนี้แล้ว” อันหนิงว่าไม่ทันขาดคำ หนานเนี่ยนเจินก็เดินยิ้มร่าเข้ามาทักทาย

“องค์รัชทายาท”

“ท่านน้าเขย ท่านน้า อย่าได้มากพิธีเลย มานั่งกับข้าทางนี้เถิด ข้าเตรียมที่ไว้สำหรับเมิ่งเอ๋อร์และท่านน้าแล้ว” ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวผายมือไปทางที่นั่งหลังม่านมุก ทำเอาหยู่เยียนและเมิ่งเหยาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ

นับตั้งแต่เว่ยเมิ่งเหยาเกิดมา ก็มีพี่ชายอย่างหนานเนี่ยนเจินคอยรัก คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา จะเอ่ยว่านางถูกเลี้ยงดูมาด้วยองค์รัชทายาทแคว้นต้งหนานก็ว่าได้

ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพวกนางนั้นไม่ได้ใกล้ชิดนัก มารดาของนางกับพระมารดาขององค์รัชทายาทเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกัน หลังจากอดีตฮองเฮาล้มป่วยก็เป็นมารดาของเมิ่งเหยาที่คอยดูแลองค์รัชทายาท ซ้ำบิดาของเมิ่งเหยายังเป็นทั้งสหายและองครักษ์ของฝ่าบาท ความสนิทสนมของเมิ่งเหยากับองค์รัชทายาทจึงไม่ต่างกับพี่ชายน้องสาวไส้

“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”

“ท่านน้าเขยอย่าได้เป็นห่วง ข้ารู้ดีว่าท่านมิชอบสายตาคุณชายเหล่านั้น ข้าเองก็ไม่ชอบใจเช่นกัน” หนานเนี่ยนเจินเดินนำครอบครัวสกุลเว่ยไปนั่งประจำที่

ไม่นานนักเสียงประกาศการมาถึงของเจ้าแผ่นดินและหงส์เคียงบัลลังก์ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยคณะราชทูตจากแคว้นเฉวียน ซึ่งถือว่ามีความผูกพันกันมานาน นับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนจนตอนนี้ผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์แล้ว ก็ยังผูกสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

“ถวายพระพรฝ่าบาท”

“ท่านราชทูตตามสบายเถิด เดินทางมาเหนื่อยๆ วันนี้ข้าเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ให้”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่หากมิได้ทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จสิ้นลุล่วง คงมิอาจดื่มกินสังสรรค์ได้อย่างสบายใจ” ราชทูตต่างแคว้นก้มคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม

“เช่นนั้นก็เชิญท่านเถิด”

เว่ยเมิ่งเหยานั่งฟังสารจากฮ่องเต้แคว้นเฉวียนส่งมาถึงฝ่าบาทเงียบๆ แม้ในใจจะรู้สึกติดขัดบ้าง เพราะแคว้นเฉวียนเป็นที่ที่นางจากมา ชาติก่อนบิดาของนางเป็นเสนาบดีในแคว้นเฉวียน กระนั้นตอนนี้ก็ผ่านมานานกว่าสิบแปดปีแล้ว

สิ่งใดสมควรลืม ก็ต้องลืม

“ว่าอย่างไรนะ!” เสียงกัมปนาทที่ทวงถาม ทำให้เมิ่งเหยาหลุดออกจากภวังค์ของตน หันมาสนใจเรื่องราวตรงหน้า

“ฝ่าบาทแคว้นเฉวียน เห็นสมควรว่าถึงเวลาส่งเทียบหมั้นมายังสกุลเว่ยแล้ว แต่งคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยาให้ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิงตามคำสัญญาที่สกุลเว่ยให้ไว้กับอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหรานผู้ล่วงลับ”

ปัง!!! ฝ่ามือแกร่งตบกระแทกลงบนโต๊ะ สื่อถึงความไม่พอใจกับเรื่องที่ลูกน้องรายงาน

“เจ้าเอ่ยว่า เสด็จอาจะให้ข้าแต่งกับสตรีต่างแคว้นอย่างนั้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง สายของเราที่เดินทางไปพร้อมกับคณะราชทูต พึ่งรายงานเรื่องนี้กลับมา”

“ไม่มีทาง! ข้าไม่มีทางแต่งกับสตรีนางนั้นแน่” เพราะนอกจากจะทำให้แผนการทั้งหมดพังทลาย สตรีนางนั้นยังเป็นบุตรของศัตรูหัวใจเสด็จแม่

“...”

“สั่งคนของเราที่นั่น ทำอย่างไรก็ได้ให้ทางนั้นไม่กล้าส่งบุตรสาวมาแต่งกับข้า!”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

Nira Ho
Nira Ho
สนุกค่ะ ลองมาอ่านนะคะ
2026-04-27 06:36:53
0
0
Ploy Panyapat
Ploy Panyapat
เรื่องนี้สนุกค่ะ
2026-04-16 18:05:37
0
0
59 Bab
1. ทวงสัญญา
ซ่า! ผมยาวสลวยของเด็กสาววัยสิบเจ็ดหนาวถูกกระชากขึ้นจากน้ำ กายบอบบางเปียกชุ่มไปทั้งตัว เพราะน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงสองหนาวสั่งให้บ่าวไพร่จับนางมัดมือไพล่หลังแน่นอนว่าระดับน้ำในลำธารสูงเพียงต้นขามิอาจทำอันตรายได้ ทว่าชุนผิงหลานถูกจับกดลงไปในน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้นางจะดีดดิ้นเพียงใดก็มิอาจสูงแรงบ่าวชายพวกนั้นได้“แคกๆ แคก! นะ น้องหญิง วะ ไว้ชีวิตพี่เถิด” เสียงของคนสำลักน้ำพยายามร้องขอชีวิตจากผู้เป็นน้องสาว ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล“หึ ลูกอนุเช่นเจ้าสมควรนับสายเลือดกับข้าหรือ! ข้าเกลียดเจ้านัก น้ำตาของเจ้า! ใบหน้าของเจ้า! ใครต่อใครก็หลงใหล” เด็กสาวที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นเดินเข้ามาบีบคางเล็ก จิกเล็บลงไปจนเป็นรอย“ฮึก คะ คุณหนู”“ดูทีว่าหากใบหน้าของเจ้ามีตำหนิ กายของเจ้าแปดเปื้อนมลทิน สกุลเล่อยังคิดจะแต่งเจ้าเป็นฮูหยินให้พี่เล่อซางอีกหรือไม่!” มือเรียวผลักใบหน้างามนั้นอย่างไม่ออมแรง จนเล็บคมกรีดบนหน้าเนียนเป็นแผลยาวชุนผิงหลานเกิดในสกุลเสนาบดีชุนหม่า แม้บิดาเป็นถึงขุนนางใหญ่ แต่มารดาของนางเป็นเพียงบ่าวอุ่นเตียงที่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นอนุเพราะให้กำเนิดทายาทสกุลชุน เด็กสาวมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่
Baca selengkapnya
2. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (1)
“น้องหญิง ของพวกนี้เสียแล้ว มันเน่าหมดแล้ว”“เน่าก็ต้องกิน ข้าสั่ง เจ้ากล้าขัดหรือ กินเข้าไป!!!” เสียงแหลมตะคอก พลางหันไปสั่งให้บ่าวไพร่ยัดผลไม้เน่าพวกนั้นเข้าปากผู้เป็นพี่สาว เด็กน้อยวัยเพียงเก้าหนาวเอาแต่ร้องไห้ แม้แต่แรงจะส่ายหน้าปฏิเสธยังมิอาจสู้ได้“อื้อ ปล่อยข้า!!! เฮือก!” เว่ยเมิ่งเหยาสะดุ้งตื่น ร่างบางผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจกับความฝันที่เหมือนจริงขึ้นทุกวัน มือสั่นยกขึ้นเช็ดปากเมื่อภาพในหัวยังฉายซ้ำอยู่เรื่องเดิมๆก้อนเนื้อในอกเต้นรัว นอกจากความหวาดกลัวคงเป็นความเจ็บปวดและเคียดแค้นที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเหตุใดกัน ทั้งที่นางฝันถึงเรื่องราวในอดีตครั้งสุดท้าย ก็ตอนอายุสี่ห้าหนาว แล้วทำไมถึงกลับมาฝันถึงเรื่องพวกนี้อีก มิใช่ว่านางปล่อยวางได้แล้วหรือ หรือในใจยังเจ็บช้ำกับความอยุติธรรมที่ได้รับอยู่อีก‘ฝ่าบาทแคว้นเฉวียน เห็นสมควรว่าถึงเวลาส่งเทียบหมั้นมายังสกุลเว่ยแล้ว แต่งคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยาให้ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง’“แคว้นเฉวียน” เว่ยเมิ่งเหยาพึมพำกับตนเองเบาๆ ขณะที่ภาพความทรงจำอันเลวร้ายยังฉายวนซ้ำในหัวเสียงดูถูกเหยียดหยาม เรื่องราวที่ถูกกลั่นแกล้ง ความเจ็บปวดที่ได้รับ ทุกอย่า
Baca selengkapnya
3. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (2)
“หากเราไม่ตกลง แล้วเกิดสงครามขึ้นจริง ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชินอ๋องแคว้นเฉวียนตายไวขึ้น”“หมายความว่าทางเราจะส่งเมิ่งเอ๋อร์ไปหรือไม่ ย่อมเป็นผลดีต่อฮ่องเต้แคว้นเฉวียน แต่เป็นผลเสียกับจวนอ๋อง”“เป็นเช่นนั้น” สองสหายสบตากันนิ่งก่อนหน้านี้ความขัดแย้งภายในแคว้นเฉวียน พวกเขารับรู้มาโดยตลอด ฮ่องเต้พระองค์ก่อนของแคว้นเฉวียนสวรรคตกะทันหัน ราชโองการแต่งตั้งผู้สืบบัลลังก์ ที่คิดว่าจะเป็นเฉวียนเฮ่อหรานกลับกลายเป็นเฉวียนเทียนฉี“แล้วอย่างนี้ยิ่งไม่เป็นอันตรายต่อเมิ่งเอ๋อร์หรือเพคะฝ่าบาท ข่าวลือของชินอ๋องผู้นั้นเขาว่าโหดเหี้ยม ซ้ำยังเจ้าเล่ห์ และแสดงออกชัดเจนว่าอยากครองบัลลังก์” ฮองเฮาของแคว้นท้วงถามด้วยความเป็นห่วง พระนางเองก็เห็นเมิ่งเหยามาตั้งแต่เด็ก“ขอฝ่าบาททรงเมตตาเมิ่งเอ๋อร์ด้วยเถิดเพคะ” จางหยู่เยียนได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็รู้สึกหวั่นใจ จนองค์รัชทายาทต้องรีบเข้ามานั่งประคองปลอบผู้เป็นน้าเว่ยเฉิงหยวนกำมือตนเองแน่น เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่กลับปล่อยให้ฮูหยินและบุตรต้องทุกข์ใจ“กระหม่อมไม่มีทางให้เมิ่งเอ๋อร์แต่งไปแคว้นเฉวียนเป็นแน่ หากฝ่าบาทมิคิดเช่นเดียวกับกระหม่อม ก็ถือเสียว่าเราทั้งคู่ต
Baca selengkapnya
4. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (3)
ข่าวการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้น มีแต่ผู้คนไม่เห็นด้วย เพราะสงสารคุณหนูเว่ยที่ต้องไปใช้ชีวิตกับชายโหดเหี้ยมอย่างชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง ซ้ำอีกฝ่ายยังหมายปองจะแต่งสตรีอื่นอยู่แล้ว มีข่าวลือมากมายที่ถูกเล่าต่อกันมาว่าชินอ๋องไม่ยินดีแต่งสตรีต่างแคว้น ถึงขั้นเอ่ยว่าจะส่งคนมาลอบฆ่าว่าที่เจ้าสาวแต่สุดท้ายจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อคุณหนูเว่ยตอบรับการแต่งงานนี้ด้วยตนเอง หนึ่งเพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นต้องจบลง อีกเหตุผลเพราะคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยามีใจให้กับชินอ๋องแคว้นเฉวียนอยู่ก่อนแล้ว“ข้าก็คิดอยู่ ว่าเหตุใดคุณหนูเว่ยมิยอมแต่งออกเสียที ทั้งที่มีแม่สื่อจากหลายสกุลมาทาบทาม ที่แท้เพราะมีบุรุษในใจแล้วนี่เอง”“แต่ก็นะ ชินอ๋องผู้นั้นได้ข่าวว่าผ่านมาหลายสงคราม แม้แต่เด็กกับสตรียังฆ่ามาแล้ว เช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือ”“เจ้าคิดว่าบุตรีองครักษ์เว่ย อ่อนแอหรือไรเล่า ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคุณหนูเว่ยไม่ต่างจากบิดาสักนิด” พ่อค้าแม่ขายต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันทว่าภายในจวนสกุลเว่ยกลับเงียบสงัด มื้อเย็นวันนี้ไม่มีบทสนทนา ไร้เสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงทานข้าวเงียบๆ ของคนสกุลเว่ยทั้งหก ไม่นานนัก
Baca selengkapnya
5. การจากลา (1)
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวยาวหลายสิบคัน เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นเฉวียนท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของชาวบ้าน มุ่งหน้าไปยังวังหลวงซึ่งเป็นสถานที่จัดงานอภิเษกให้กับชินอ๋องของแคว้นเหล่าราษฎรต่างปีติยินดี ด้วยเพราะเห็นว่าชินอ๋องของพวกเขาตรากตรำออกรบจนไม่มีเวลาหาคู่ครอง บัดนี้ได้สตรีที่เพียบพร้อม แม้จะเป็นสามัญชนต่างแคว้นแต่ฝ่าบาทแคว้นต้งหนานก็ให้ความสำคัญ ตรัสถึงว่าที่ชินหวังเฟย ว่าเป็นหลานของพระองค์“หนานเนี่ยนเจิน ถวายพระพรฝ่าบาท” องค์รัชทายาทแคว้นเฉวียนประสานมือค้อมตัวคำนับองค์กษัตริย์เฉวียนเทียนฉีแทบเท้าของกษัตริย์มีสาวงามคอยบีบนวดแข้งขาให้ ทั้งที่อยู่ต่อหน้าข้าราชบริพารมากมาย ช่างสมกับที่ราษฎรเล่าขานกันว่าเป็นกษัตริย์ไร้ความสามารถ เสเพล มากตัณหา เหล่านางกำนัลในตำหนักล้วนได้ถวายงานบนแท่นบรรทมเนี่ยนเจินได้แต่หวังว่าสวามีของน้องสาวจะไม่ใช่บุรุษเช่นนี้“ตามสบายๆ องค์รัชทายาทถึงขั้นสละเวลามาร่วมงานแต่งของเจ้า ถือเป็นเกียรติของชินอ๋องและว่าที่ชินหวังเฟยแล้ว”“เป็นหน้าที่ของพี่ชายที่ต้องมาส่งน้องสาวพ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงเสด็จพ่อเองก็รอส่งหลานรักให้ถึงมือเจ้าบ่าว ไม่คิดว่าชินอ๋องจะติดภารกิจในวันสำคั
Baca selengkapnya
6. การจากลา (2)
“เจ้าจะบีบมือข้า จนเลือดออกเลยหรือไร”เฮือก!!! เสียงทุ้มต่ำติดไม่พอใจของคนข้างกาย ช่วยดึงสติของหญิงสาวให้หวนคืนมา ใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหันไปมองว่าที่สวามีข้างกายรูปงาม...พูดคำนี้คงไม่ผิดนัก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักเป็นกระจับ คิ้วคมนั้นส่งเสริมดวงตาเฉี่ยวนั้นดูมีเสน่ห์จนมิอยากละสายตา“มองไปด้านหน้า อย่าทำให้ข้าขายหน้าเชียว”“ขะ ขอพระทานอภัยเพคะ” เมิ่งเหยาหันกลับมามองตรง ก่อนหน้านางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองถูกนางกำนัลพาเดินมาส่งให้เจ้าบ่าวแล้ว จึงเผลอจิกเล็บลงบนมือของอีกฝ่ายน้ำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจของว่าที่สวามี ทำให้เมิ่งเหยาต้องตั้งสติจดจ่ออยู่กับพิธีการตรงหน้า งานครานี้มีองค์รัชทายาทเข้าร่วมด้วยจะทำขายพระพักตร์มิได้เด็ดขาด ทุกย่างก้าวของนางต่อจากนี้แบกชื่อเสียงของแคว้นเอาไว้ จะไม่ยอมให้เสื่อมเสียเด็ดขาด“กราบไหว้ฟ้าดิน!!!” เสียงขานขั้นตอนพิธีเป็นไปตามลำดับ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี สมเกียรติ สมฐานะ จนพี่น้องสกุลเว่ยและองค์รัชทายาทรู้สึกพอใจขึ้นมาบ้างกระทั่งขั้นตอนพิธีต่างๆ เสร็จสิ้นลง เว่ยเมิ่งเหยาก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่น้อง นางถูกพาขึ้นรถม้า เพื่อส่งคู่บ่าวสาว
Baca selengkapnya
7. การจากลา (3)
ทว่าทันทีที่ตื่นขึ้นมา ความหวังเล็กๆ ของเว่ยเมิ่งเหยากลับพังลง จากที่องค์รัชทายาทและน้องชายทั้งสองจะอยู่ที่นี่อีกนาน กลับกลายเป็นว่าต้องกลับแคว้นทันที“เสี่ยวจิน ดูแลนายของเจ้าให้ดีเล่า อย่าให้ผู้ใดรังแกได้” เนี่ยนเจินส่งเจ้าแมวขนฟูที่นำมาจากแคว้นให้กับน้องสาว ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าเศร้าลงถนัดตาจะไม่ให้เมิ่งเหยาเศร้าได้อย่างไร เช้าวันนี้ทันทีที่นางได้รับแจ้งจากมี่มี่ ว่าพี่น้องเดินทางมาพบ นางรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันใด รีบแต่งเนื้อแต่งตัวมาพบทั้งสามพอถึงห้องโถงสะใภ้คนใหม่ของจวนก็ย่อตัวคำนับมารดาสวามี สวามี และองค์รัชทายาท พลางกล่าวทักทายน้องชายด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่ารอยยิ้มเจิดจ้าของนางกลับต้องเหือดหายไป เมื่อองค์รัชทายาทตรัสว่าต้องเดินทางกลับแคว้นแล้ว“...”“พี่หญิงอย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้นสิขอรับ”“อย่าเศร้าไปเลย เจ้าเติบใหญ่จนออกเรือนมาอยู่สวามีแล้ว ไท่เฟยสอนสิ่งใดให้เจ้าทำตาม อย่าได้ดื้อรั้น พระนางเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตา อย่างไรเสียก็จะดูแลเจ้าไม่ต่างกับบุตรอีกคน ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หนานเนี่ยนเจินหันไปยิ้มบางๆ ให้มารดาของน้องเขยไท่เฟยเล่อฟางหัว เป็นชายาองค์เดียวของอดีตชินอ๋องเฮ่อหราน ยามอ
Baca selengkapnya
8. มิใช่เรื่องง่าย (1)
เว่ยเมิ่งเหยาก้าวย่างเข้ามาในเรือนของพระมารดาสวามีด้วยท่าทีเรียบร้อย สมกับที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี ใบหน้างดงามติดยิ้มอ่อนมิได้ฉายแววเสแสร้งเหมือนยามอยู่กับสวามี เพราะอย่างไรเสีย ไท่เฟยก็เป็นผู้อาวุโสของเรือนแม้อีกฝ่ายจะไม่ชื่นชอบนางนัก กระนั้นผู้น้อยก็มิควรแสดงท่าทีแข็งกร้าว“คารวะไท่เฟยเพคะ”“อืม นั่งลงเถิด ข้าเรียกเจ้ามาเพราะจะนำบัญชีคุมของจวนให้” ไท่เฟยพยักหน้าให้นางกำนัลอาวุโสนำสมุดบัญชีและกุญแจคลังเก็บทรัพย์สินมาให้สะใภ้สตรีวัยเกือบสี่สิบหนาวยกชาขึ้นดื่ม แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าแข็งแรงห้าวหาญสมกับเป็นอดีตรองแม่ทัพของแคว้น ใบหน้าตึงเรียบนั้นไม่ฉายแววความเสแสร้งให้เห็น แสดงออกว่าไม่พึงใจอย่างชัดเจนเพราะเช่นนี้เมิ่งเหยาจึงปรายตามองของในถาดที่นางกำนัลยื่นให้นางอย่างชั่งใจ“ให้หม่อมฉันหรือเพคะ”“ย่อมต้องเป็นเจ้า หรือมารดาเจ้ามิได้สอนว่าควรดูแลเรื่องในเรือนอย่างไร” คำถามซื่อตรงเชิงตำหนิ กระแทกใจผู้ฟังจนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน“ท่านแม่อบรมเลี้ยงดูหม่อมฉันได้ดีทุกด้าน ไม่เคยขาดตกเพคะ แต่ที่หม่อมฉันถาม เพราะรู้ว่าไท่เฟยรังเกียจหม่อมฉัน จึงมิคิดว่าจะมอบหน้าที่นี้ให้” น้ำเสียงที
Baca selengkapnya
9. มิใช่เรื่องง่าย (2)
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็
Baca selengkapnya
10. สกุลชุน (1)
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status