LOGINเสียงคลื่นน้ำสาดซัดกระเซ็นเรียกสติสัมปชัญญะชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันแสนยาวนาน เสื้อผ้าอาภรณ์ยังคงคาชุดเดิมที่ขี่เจ็ทสกีไม่มีผิดเพี้ยน กลิ่นไอทะเลเตะเข้าจมูกคมสัน แสงแดดรำไรส่องแยงดวงตาแทบบอดทำเอายาหยีต้องขยี้ตาสองสามทีแล้วใช้แขนรีบพยุงตัวขึ้นมองดูทัศนียภาพโดยรอบ
ตอนนี้เขากำลังนอนหลับบนเรือไม้ประมงพื้นบ้านผูกผ้าสามสีบริเวณหัวเรือหนทางข้างหน้ามีเพียงน้ำทะเลสีมรกตกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงบอากาศสดชื่นแจ่มใสผิดจากเหตุการณ์มรสุมฝนฟ้าคะนองแบบที่เขาพึ่งพบเจอมาลิบลับ อ่าว แต่จำความล่าสุดเขาพึ่งโดนคลื่นพายุซัดร่างปลิวจมน้ำดิ่งก้นทะเลหาดแลจันทร์แล้วไม่ใช่หรือ ดูดิขนาดรองเท้าอีแตะยังเหลือหนีบคาตีนไว้แค่หนึ่งข้างหรือเรื่องทุกอย่างมันแค่ความฝัน?หรือวิญญาณเขามันถูกวาร์ปมาที่โลกหลังความตาย??“กูอยู่ที่ไหนวะเนี่ย…” ยาหยีสะลืมสะลือพูดบ่นพึมพำคนเดียวจนหางตาปะทะกับเงาตะคุ่มของหญิงสาวชุดไทยสีฟ้าอ่อนที่นั่งกอดอกจับไม้พายเท้าคางมองจ้องเขาเขม็ง ร่างเล็กสะดุ้งโหยงเขยิบตัวถอยห่างพลางหันไปมองเรือนร่างนั่นให้ชัดเจน
“นั่งกลางท้องเลกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ คงอยู่บ้านเอ็งกระมัง” น้ำเสียงเย็นทรงพลังเอ่ยทักเขาสวนทางกับใบหน้าสวยยิ้มแย้มดูเป็นมิตรแต่แฝงอารมณ์น่าค้นหาชวนพิศวงในเวลาเดียวกัน
เธอคือใครน่ะ ผีทะเล เจ้าหน้าที่ไกด์ หรือยมทูต“พี่เป็นใครครับ”
“อืมมมมตอบยากนะ งั้นข้าเป็นคนพายเรือดีไหมล่ะ” เธอตอบกึ่งหยอกเล่นพลางยกไม้พายโชว์แก่นายรสสุคนธ์
“แล้วเรากำลังไปไหนอ่ะ” ชายหนุ่มถามต่อ
“ข้ากำลังพาเอ็งไปส่งเขาไง”
“ห้ะ! ส่งใครนะ?”
“คนที่เอ็งใฝ่หาและรอคอยยังไงเล่า”
“หื้อ ส่งใคร? ผมไม่ได้นัดใครไว้นะ?” สมองยาหยีกำลังประมวลผลอย่างหนัก เขาปะติดปะต่อจับต้นชนปลายไม่ถูก
นี่มันเกิดเรื่องราวเชี่ยอะไรกับเขาวะเนี่ยยยยยยยย“จิ! ถามเยอะเวิ่นเว้อ เดี๋ยวเอ็งก็รู้เองแหละหน่า” หญิงสาวตอบปัดความรำคาญ มือเรียวแจวพายเรือหนึ่งครั้งแต่ความเร็วแรงทะลุนรกยิ่งกว่าเครื่องสปีดโบ๊ทเสียอีก
รสสุคนธ์ตัวเกร็งแข็งทื่อเกาะเรือ นั่งโต้ลมปากสั่นกระพือร้องเสียงแหบเสียงแห้ง สรรพสิ่งรอบตัวจากท้องทะเลสีมรกตเริ่มเห็นหมู่เกาะรำไรตรงปลายทาง แสงสว่างดวงอาทิตย์กำลังโดนเมฆทมทับอีกครา กลุ่มควันหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ เมื่อเรือหยุดจอดเทียบท่าริมเกาะแห่งหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศไม่ค่อยน่าอภิรมย์ชวนขนหัวลุกเหมือนเกาะผีสิงในจ๊ะทิงจา“อ่ะข้าพาเอ็งมาส่งถึงที่หมายละ รีบลงจากเรือเสียสิ”
“ลงทำไม น่ากลัว ผมไม่ลงบนเกาะผีสิงนี่เด็ดขา-เชี่ยย!!” ยาหยีบังคับร่างกายตนเองไม่ได้ สองขาเรียวก้าวออกมาจากเรือไม้นั่นอัตโนมัติราวกับเป็นตุ๊กตาชักใย สุดท้ายเจ้าตัวกลับมึนงงทำหน้าเด๋อด๋าเท้าสัมผัสผืนหาดทรายสีขาว มองหญิงสาวแปลกหน้ากำลังนั่งยิ้มให้เขายิ่งเพิ่มทวีคูณความน่าสงสัยจนต้องตะเบ็งเสียงรัวคำถามใส่หญิงชุดไทยโบราณบนเรือลำนั้น
“สรุปพี่เป็นใคร เอาผมลงเรือทำไม แล้วผมกำลังอยู่ที่ไหน”
“ข้าบอกเอ็งมิได้” หญิงห่มสไบตอบเสียงห้วนปัดทุกคำถามของเจ้านกกระจิบผมชมพูเจื้อยแจ้วนั่งจุ้มปุกหัวฟูถามหล่อนไม่หยุดหย่อน
“อ่ะเปลี่ยนคำถามใหม่ ตอนนี้ผมตายรึยัง”
“ถามอะไรอัปมงคลแท้”
“เนี๊ยยยผมตายแล้วแน่เลยอ่ะ พี่คือแครอนผู้แจวเรือข้ามแม่น้ำสติ๊กซ์ไปยมโลกในตำนานกรีกใช่ป่ะ” ยาหยีจี้ถามตามเนื้อหาหนังสือบทประพันธ์กรีกที่อ่านมา ยิ่งชวนให้แม่นางห่มผ้าสไบฟ้าขมวดคิ้วหนักมาก
“เอ็งยังไม่ตาย แล้วข้าก็ไม่ใช่ไอคนชื่อแปลกประหลาดที่เอ็งเอ่ยเมื่อครู่ด้วย” หญิงสาวนิรนามละเหี่ยใจ ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงทำตัวเป็นหนูจำมัยไปเสียทุกอย่าง ขืนทนอยู่ต่ออาจปวดกบาลตอบคำถามหมอนี่ไม่รู้จบแหง เจ้าหล่อนชุดฟ้าจึงรีบร่ายคาถาใช้ไม้พายแจวเรือเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายแสร้งหูทวนลมหลีกเลี่ยงบาลีทุกประเด็นของชายหนุ่ม
“พี่พาผมมาที่ไหนครับ”
“เอ็งหยุดถามข้า แล้วจงเข้าเดินเข้าเกาะนั่นซะ โชคชะตาเอ็งนำพาเอ็งมาที่นี่เอง”
“มันเกี่ยวไรกับโชคชะตาผม สภาพเกาะรกเหมือนเกาะแก้วพิสดารใครจะกล้าหันไปอยู่ลงเล่า!” ยาหยีเถียงคอเป็นเอ็น เขาไม่มีทางยอมโดนทิ้งให้ใครไม่รู้มาสั่งนั่นนี่ตามใจชอบแถมยังไม่บอกข้อมูลน่าเชื่อถือสักอย่าง ทางด้านแม่นางสาวสไบฟ้าเริ่มมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายแต่ยังมิวายยอมแพ้ขอต่อล้อต่อเถียงสู้ยัยจอมดื้อเพื่อภารกิจตนสำเร็จลุล่วง
“…..ข้าเข้าใจแล้ว”
“เข้าใจอะไรครับ?”
“อัลลอ*….ข้าเข้าใจละว่าเหตุใดเอ็งถึงยังไม่มีผัว”
“ชิ! ผมอุตส่าห์ถามดี ๆ นะวกมาแซะกันเฉย” ชายหนุ่มหน้ามุ่ยกอดอกสะบัดผมบ๊อบริมหาด กิริยาองอาจนั่นมันไม่ได้น่าชังแต่กลับน่าเอ็นดูมากจนคนบนเรืออดหลุดยิ้มไม่ได้แม้จะถูกตั้งคำถามยับใส่ตั้งแต่แรกเจอ
“ข้าไปแล้วนะ อย่าลืมไข่ไก่ร้อยฟองล่ะขอแบบต้มพร้อมทานไม่เอาแบบดิบไม่งั้นข้าจะเข้าฝันแดกหัวเอ็งแทน” หญิงสาวห่มสไบทิ้งทวนคำพูดเสร็จก็ยักคิ้วยิ้มหวานส่งท้าย ก่อนสะบัดไม้พายทำทั้งเรือและคนต่างอันตรธานหายวับไปในพริบตา
“หาาาาาา!! ฮัลโหลลล กลับมาตอบคำถามผมก่อน!!!จะทิ้งผมไว้บนเกาะคนเดียวหรอ!!” รสสุคนธ์บ่นโหวกเหวกโวยร่ายยาวหาหญิงสาวปริศนาที่หายวับไปเมื่อครู่ เขาไม่อาจอยู่เฉยปล่อยตัวเองโถงเทงยืนนิ่งกลางทะเลจึงสาวเท้าเดินตามเรือหญิงสาวไปตามสัญชาตญาณสุดฤทธิ์สุดเดช
กลุ่มหมอกควันเริ่มพันวนรอบร่างกายเขา ทุกสิ่งทุกอย่างขาวโพลนบดบังทัศนียภาพรอบตัวล้วนกักขังปกคลุมด้วยเมฆหมอกมากมาย ชายผมสีลูกกวาดตะเกียดตะกายเดินออกชายทะเลเพื่อติดตามดูเรือปริศนาจนความเย็นเชียบของน้ำเค็มเกยตื้นท่วมถึงเข่า“โอ้ย!” อาการปวดหัวจี๊ดโลดแล่นเข้าสู่เส้นประสาทอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันปวดตื้อถึงขั้นยาหยีร้องโอดโอยเสียงหลงเขาหลับตาปี๊พยายามยืนทรงตัวไม่ให้โดนคลื่นน้ำซัดอีกรอบความทรงจำครั้งล่าสุดประโคมฉายรีรันเป็นภาพตัวเองกำลังจมน้ำทะเล flashbackวิต่อวิ เสียงในหูเริ่มมีเสียงวิ๊งถี่อื้ออึง อาการปวดศีรษะก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นตาม
เขากำลังหายใจไม่ออก สองมือกุมหน้าอกเหมือนพยายามอ้าปากผะงาบครองสติกอบโกยออกซิเจนเข้าปอดเหมือนปลาขาดน้ำ ร่างเล็กกุลีกุจอเซเดินถอยกลับฝั่งเพื่อหาที่ยึดเกาะไม่ให้ล้ม ยาหยีตาเหลือกหน้าซีดเผือดเหมือนคนเจียนตาย จู่ ๆ ก็มีแสงปริศนาปรากฏกายตรงหน้า มันเจิดจ้าดั่งแสงพระอาทิตย์ยามเช้าแหวกว่ายผ่าเมฆหมอกเพื่อมาหาเขาทว่าเท้าเจ้ากรรมดันสะดุดก้อนหินจนทั้งร่างหงายหลังล้มคะมำตกน้ำท่าเดียวกันกับภาพในหัวของเขาที่ถูกสายลมโหมพัดร่างผลัดตกเจ็ทสกี ยาหยีหลับตาปี๊อัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลสัมผัสดวงตาตายห่า….อียาหยีต้องตายซ้ำตายซ้อนแบบดวงวิญญาณตายโหงใช่ไหมนะตึกตัก….ตึกตัก…..ตึกตัก….“เฮือกกก….” ร่างเล็กสะดุ้งตื่นตาโตบนเตียงนอนไม้ เสียงก้อนเนื้อข้างซ้ายถี่ระรัวปะปนเคล้าคลอเสียงจังหวะเครื่องวัดติดตามสัญญาณชีพ ร่างกายปวดชาทั่วทั้งเนื้อทั้งตัว หัวทุยรู้สึกหนักอึ้งมิหนำซ้ำยังมีผ้าพันแผลพันรอบเอาไว้แน่นหนา หน้ากากออกซิเจนครอบบริเวณปากและจมูกคมสันพ่นควันช่วยหายใจจนขึ้นไอ
สิ่งแรกที่มองไปทั่วห้องหลังปรับการมองเห็นคือเพดานสีขาว ข้าวของเครื่องใช้มีแต่หลอดไฟรูปวงแหวนส่องสว่างแปะเด่นหรา กระทั่งชายหนุ่มสองคนหน้าตาไม่คุ้นกำลังตื่นเต้นกับบางสิ่งบางอย่างพร้อมมองเขาด้วยแววตาดีอกดีใจ คนแรกเป็นชายวัยรุ่นวัยยี่สิบตอนต้นผิวแทนสวมเสื้อฮาวายลายดอกรูปร่างสูงใหญ่ ส่วนคนที่สองเป็นชายวัยกลางคนใส่ชุดเงียบง่ายแค่เสื้อยืดสีขาวกางเกงวอร์มลายทางรูปร่างเพรียวเล็ก“เห้ย!!คุณ! ฟื้นแล้วหรอ พี่พร้าวดูสิคุณเขาฟื้นแล้ว!!!”
ปั๊กกกก!!!! คนเสื้อขาวตวัดข้อมือตีกระหม่อมเด็กหนุ่มเสื้อดอกดังลั่นห้องหวั่นสมองของคนน้องมันจะไหลตามแรงฝ่ามืออรหันต์“โอ้ยยยยพี่ มึงตบหัวกูทำไมเนี่ยยย”
“ไอห่านี่ คนเขาพึ่งฟื้นมึงจะตะโกนหาพ่อมึงหรอ”
“กูตื่นเต้นนี่หว่า! ก็เห็นนอนสลบตั้งเกือบสี่วัน ตอนพี่ป๋าพบร่างกูคิดว่าเขาจะเลือดหมดตัวตายห่าไปแล้ว”
“ช่วยเงียบปาก แล้วรีบไปรายงานพี่ป๋าที่ท่าเรือ เดี๋ยวกูเฝ้าเช็คอาการเขาต่อเอง”
“เออ ๆ กูไปก็ได้วะ รำคานไอ้หมาปอม” เด็กหนุ่มเสื้อลายดอกยอมออกจากห้องปิดประตูบ้านพักเรือนแพหยุดเสวนาต่อคู่กรณี ทางด้านคนพี่ที่ใส่แว่นรีบตรวจคลำวัดชีพจรคนไข้ สายน้ำเกลือเกินครึ่งกำลังหล่อเลี้ยงไหลเวียนเข้ากระแสเลือดผู้บาดเจ็บที่เพิ่งมีสติในรอบสี่วัน ดูทรงไม่เป็นหมอก็คนที่มีประสบการณ์ทางการแพทย์พอสมควร
“คุณโอเคไหมครับ รู้สึกแน่นหน้าอกไหม มองเห็นผมชัดหรือเปล่าเอ่ย” ชายหนุ่มวัยกลางคนชะเง้อขอบเตียงผู้ป่วยสอบถามอาการเขาด้วยท่าทางเป็นมิตรดูสุขุมใจเย็น สวนทางกับเสียงในหัวของนาย รสสุคนธ์ ศรีใจภักดิ์ มันกรีดร้องตะโกนตั้งคำถามรอบที่ล้านห้า
ตายห่า นี่กูวาร์ปมาอยู่ที่ไหนอีกวะเนี่ยยยยยยยยย!!!เม็ดทรายกับหมีตัดสินใจนอนพักที่เกาะหนึ่งคืนเพื่อรื้อฟื้นเล่าเรื่องราวต่างๆนาๆให้ยาหยีฟังเกือบครึ่งค่อนคืนให้หายคิดถึงและสร้างความอุ่นใจ ช่วงเช้าพวกเธอจึงเลือกออกเดินทางกลับเกาะแลจันทร์เพราะเกรงใจทีมงานที่นอนกางเต็นท์รอที่หน้าด่านและอัปเดตข่าวรับหน้าเสื่อแทนน้องมันให้ทางสื่อรวมถึงทางค่ายเท่าที่จำเป็นโดยไม่บอกว่ายาหยีอยู่ที่ไหน เนื่องจากอยากให้ยาหยีพักผ่อนรักษาตัวอย่างเต็มที่ มีเพียงแค่บอกความเป็นไปคร่าว ๆ ให้สาธารณชนรับทราบทั่วกันเท่านั้น ยาหยีขอเวลาไม่เกินสองเดือนก็จะขอกลับกรุงเทพทำงานตามหน้าหลังร่างกายหายดี ส่วนคอนเสิร์ตเดี่ยวของเขาก็เลื่อนออกไปก่อนแต่ยังคงจัดไม่เกินปีนี้แน่นอน ส่วนกระเป๋าสัมภาระที่ค้างเติ่งในโฮมสเตย์ทางพี่ทรายจะขอแอบหอบกลับกรุงเทพทั้งหมดตอนแรกเธอกับเจ้าของร้านเจ็ทสกีอย่างนางสาวหมียอมรับว่าการมาที่เกาะแห่งนี้เกรงจะเป็นภัยแก่ตัว แต่พอได้เจอะเจอป๋าทินกรตัวจริงเธอคงต้องปรับเปลี่ยนมายเซ็ตใหม่ ข่าวลือเหล่าผู้คนนมักสร้างความเสียหายเมื่อเกิดการพูดกระจายปากต่อปาก หลังพูดคุยกับลูกน้องบอดี้การ์ดหน้าด่านจึงค้นพบว่าพวกชาวบ้านภายนอกอาณาเขตอยากล่าประมงแถวเกาะแลตะวันเพราะเป็นถ
พระอาทิตย์สีส้มกำลังเคลื่อนลับขอบฟ้า ยาหยีนั่งกอดเข่าบนหาดทรายมองวิวทะเลฟังเสียงคลื่นกระทบหาดทราย ความรู้สึกเบื่อหน่ายเริ่มกัดกินตัวเขาเพราะความเงียบสงบเกินไปจนเจ้าตัวต้องฮัมเพลงรอกะทิและลูกน้องเฝ้ายามเรือนไม้ปิ้งไก่กับปลาหมึกทรงเครื่องที่พี่หมอมะพร้าวแบกลังโฟมมาให้เขา พี่หมอตอนนี้ขอแยกไปดูคนเจ็บด่วนจี๋ที่โดนแมงกะพรุนต่อย แล้วเดี๋ยวค่อยแวะอยู่เป็นเพื่อน กะทิยกปลาหมึกย่างเสียบไม้พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดวางเสิร์ฟบนโต๊ะชายทะเลด้านล่างห้องพัก ป้องปากตะโกนเรียกร่างเล็กให้ไปรับประทานร่วมกัน ร่างเล็กเมื่อได้กลิ่นของกินตลบอบอวลชวนน้ำลายสอก็รีบลุกยืนลืมความปวดระบมร่างกาย แววตาเหมือนประกายดาววิบวับ เตรียมดิ่งพุ่งตรงยังโต๊ะอาหาร ก่อนเสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้นไล่หลังทำชายผมสีลูกกวาดต้องหยุดชะงักเบรกเอี๊ยดหันไปเจอคนรู้จักที่วิ่งไม่สนกระดูกกระเดี้ยวเร่งสปีดฝีเท้าอ้าสองแขนเตรียมกอดเจ้าก้อนผมชมพู “พี่ทราย!!!!” พอทรายเห็นร่างเล็กยืนตะเบ็งเสียงขานเรียกชื่อลั่นเกาะ หัวอกคนเป็นแม่ทิพย์เสมือนกำลังมีน้ำหล่อเลี้ยงชะโลมจิตใจ หญิงวัยกลางคนรีบวิ่งไปโผกอดศิลปินในสังกัดน้ำตาไหลพรากด้วยอารมณ์ถวิลหาปานลูกหลานกลับคื
“เห้ย! พี่มุกพอแล้วอย่าเสียมารยาท” กะทิทำหน้าตาเลิ่กลั่กไม่รู้จะห้ามปรามน้องสาวแฟนพี่ชายยังไงดี ถ้าเรื่องนี้ถึงหูป๋าทินมีหวังยัยพี่นี่คงโดนเอ็ดเจ็ดชั่วโคตร ใบหน้าสวยหญิงปริศนานุ่งผ้าถุงสไตล์ชาวเกาะชักสีหน้าโกรธขึ้นกว่าเดิมเมื่อไม่มีคนเข้าข้างเธอ ยาหยีจ้องกลับโดยข้างในจิตใจก็แอบรู้สึกที่ทำของคนอื่นพัง อาจเป็นของสำคัญเหมือนเจ้าหวีคิตตู้จากพี่สาวที่ตัวเขาเลือกเอาเก็บเข้ากรุอย่างดีอยู่ที่พลูวิลล่าหรู แต่ทำไมยายแม่หญิงนี่ต้องเดือดดาลพาลใส่เขาแบบไม่สนสี่สนแปดด้วย หรือเป็นเพราะทุกคนบนเกาะนี้รับรู้เรื่องที่เขาเป็นคนสายเลือดตระกูลเยว่จากพี่ฮังเลหมดแล้วเลยพาลเหม็นขี้หน้าหรือเปล่านะ? “เจอกันไม่กี่วันก็เข้าข้างมันแล้วหรอ ไอ้กะทิ” หญิงสาวฟึดฟัดประชดประชันใส่น้องชายกำสร้อยเดินสวนกระแทกไหล่ร่างเล็ก แล้วกลับไปช่วยชาวบ้านทำกับข้าวเลี้ยงคนงาน กะทิอยากยกตีนกุมขมับเลยเลือกจับพี่ยาหยีออกนอกเขตก่อสร้างเพื่อลดการปะทะ “ผมขอโทษแทนพี่มุกด้วยนะ” “น้องเขาคือใคร พี่เผลอไปทำอะไรให้เขาเกลียดขี้หน้ารึเปล่า” เขาชี้ตามไล่หลังหญิงสาวที่แวด ๆ ใส่เขาเหมือนคนขาดน้ำตาลมาแรมปี “พี่คนนั้นชื่อพี่ไข่มุกเป็นน้องสาวของพี่
“กูสอนมึงกี่รอบแล้วเรื่องเคาะประตู” “ขอโทษครับป๋า ผมขอโทษจริง ๆ ครับ ผมมันไม่รู้กาลเทศะอย่ายิงผมทิ้งนะฮื่อออ” ชายหนุ่มเสื้อฮาวายยืนโค้งพนมมือไหว้ตัวเกร็ง เขาดันเสียมารยาทมาขัดจังหวะความสุขเจ้านาย ก้มหน้ารับชะตากรรมไม่กล้าสบตาป๋า ยาหยีรีบจับแขนคนพี่เชิงออดอ้อนอยากระงับอารมณ์หัวร้อน เขาเองก็ไม่เคยเห็นร่างสูงในโหมดนี้มาก่อน แค่น้ำเสียงเข้มขึ้นนิดเดียวก็แอบเสียวสันหลังวาบแทนน้องกะทิ ทินกรพอเห็นคนน้องห้ามจึงยอมใจอ่อนยอมลดเสียงต่ำลง “ช่างมัน แล้วมึงมีเรื่องอะไร” “เอ่อคือ...เรื่องสำคัญอยู่ครับป๋า เหมือนพี่ขุนเขาจะเจอเบาะแสใหม่ป๋าต้องรีบไปจัดการโดยด่วนเลย” กะทิพูดอย่างตรงไปตรงมาแต่ยังไม่กล้าพูดข้อมูลเยอะเนื่องจากมียาหยีนั่งหัวโด่คั่นกลางระหว่างบทสนทนาอยู่ เพื่อบรรยากาศไม่ชวนอึดอัด ทินกรต้องกัดฟันจำยอมบอกลาเธอจ๋าไวกว่ากำหนดโควตา เขาพยักหน้ารับเรื่องกะทิแล้วหันขวับจับมือร่างเล็ก กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแต่ดันโดนขัดจังหวะเสียได้ “พี่ต้องไปทำงานแล้ว เธอเองก็พักผ่อนเยอะ ๆ ไว้ตอนว่างพี่จะมาหาใหม่” “อื้อ พี่ฮังก็อย่าหักโหมนะ” ฮังเลจุมพิตหลังมือข้างที่ไม่สายน้ำเกลือพร้อมห่มผ้าห่มผ่อนให้คนน้องเสร
มือเย็นจับเอามือคนน้องมากุมไว้แนบแก้ม เขารู้ว่าการโกหกคนรักมันเป็นเรื่องผิดมหันต์ ถ้าอีกคนจะไม่ให้อภัยเขาก็ยินดีน้อมรับผลการกระทำตัวเองทุกอย่าง เรื่องของเราถึงจะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาอันแสนสั้นแต่มันก็ทำรสสุคนธ์ฝังใจกระทบยันชีวิตปัจจุบันเพราะฉะนั้นเขาควรรับผิดชอบ ฮังเลไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอะไรเลย แต่พอได้เจอยาหยีทุกวินาทีตอนนั้นมันดันเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในใจเขา “พี่ขอโทษเธอด้วย ขอโทษสำหรับทุกอย่าง พี่พยายามหาทางมาเจอแล้วแต่มันยุ่งยากกว่าที่คิด” “อ่อนหัด คนเราอยากง้อกันมันแค่คำขอโทษแล้วจบจริงอ่ะ” คนเจ็บสะบัดมือทิ้งนั่งกอดอกพิงหมอนอิงทำเชิดใส่คนพี่ ทำหมาใหญ่ตัวโตลุคเจ้าพ่อถึงกับห่อไหล่ตัวหงอเหมือนหมาหางตก “พี่ต้องทำยังไงเธอถึงจะหายโกรธ” “…..” ชายหนุ่มผมสีลูกกวาดนั่งเงียบคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแอบยกยิ้มและทำหน้าตึงหันไปสะกิดแขนคนพี่ “ยื่นหน้ามาสิ” ป๋าทินกรยอมเขยิบเก้าอี้ลุกเพื่อยื่นหน้าหาร่างเล็กแต่โดยดี จึงโดนคนเจ็บดึงกระชากคอเสื้อคนพี่มาประทับรอยจูบทบทวนความหลัง ริมฝีปากประกบจูบเข้าหากันบดเบียดละเมียดละไมแต่งแต้มด้วยไฟตัณหา ปลายลิ้นนุ่มตวัดโลมเลียไปมาทะลวงกระพุ้งแก
ร่างเล็กประมวลผลทุกความทรงจำล่าสุดจนมาหยุดตรงกาลเวลาปัจจุบันที่ตัวเขานั้นนั่งอึ้งตัวชาบนเตียงผู้ป่วย ด้านหน้าคืออดีตพี่ชายข้างห้องกำลังจ้องมองด้วยสายตาอบอุ่นเหมือนกับเมื่อห้าปีก่อน แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่รอยสักดวงอาทิตย์และรอยแผลเป็นตรงแขนขวามันคือหลักฐานยืนยันเด่นชัดแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “พี่ฮัง!!! คุณคือพี่ฮังหรอ!!!!” ยาหยีแผดเสียงหลงขยี้ตาสองสามทีเพื่อโฟกัสภาพตรงหน้าอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันมองดูอีกทีคนพี่ก็รีบโผกอดเขาจมอกราวกับกลัวคนตัวเล็กมลายหายตามละอองอากาศ ไม่มีคำพูดอะไรให้มากความ ถึงยังมีคำถามตั้งมากมายภายในหัวสมอง ภาษากายของพวกเขามันฟ้องว่าต้องการอีกคนมาเติมเต็มจิตใจอันเปลี่ยวว่างเปล่าตลอดห้าปี คุณนักร้องคนเก่งโดนคลื่นสึนามิซัดบาดเจ็บเจียนตายไม่มีน้ำตาไหลสักแอะ แต่ตอนนี้ยาหยีกลายเป็นเด็กขี้แยเตรียมเบะก้มซบลงบนบ่าร่างสูงปล่อยโฮสะอื้นตัวโยนจนน่าแปลกใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามลืมฮังเลเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า เปิดใจยอมรับเอาคนใหม่ ๆ เขามาในชีวิต สุดท้ายก็ถูกใช้เป็นประโยชน์ทำมาหากินหวังผลจากชื่อเสียงของเขาและไม่มีใครดีได้เท่าพี่ฮังเลแม้ไม่ค่อยอยากเอาคนอื่นมาแทนท
※ความรุนแรง / เลือด / ของมีคมย้อนกลับไป วันที่ 16 ตุลาคม ปี 2018 ฤดูปลายฝนต้นหนาวและความทรงจำระหว่างพวกเราถูกขีดเขียนบอกเล่าเรื่องราวที่หมู่บ้านสลัมเก่าย่านมหานครเมืองหลวง ณ เวลา 21:34 น. เด็กหนุ่มนามว่ายาหยีวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยผมสีดำสนิทกำลังเดินสะพายกระเป๋าสะพายมือซ้ายถือ
ขุนเขาเดินเข้ามานั่งข้างเตียงคนไข้ แววตาเปลี่ยนโหมดคลั่งรักสดใสแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งแผ่พลังงานจริงจังจนคนรอบตัวต้องย้ายถิ่นฐานทำงานตามหน้าที่ตนไม่ยืนวนรบกวนเวลาตรวจสอบของมือขวาป๋าทินอดีตตำรวจสายสืบมือฉมัง “น้องหยีพี่ขอถามหน่อยสิ ตอนนี้ข่าวการออกมาตามหาน้องนอกเมืองกำลังดังระดับประเทศ เราคงเป็นพวก
“คุณครับ ได้ยินผมรึเปล่า” ชายหนุ่มแว่นกลมเสื้อขาวทวนถามผู้บาดเจ็บขณะมองถุงน้ำเกลือเพื่อตรวจดูปริมาณว่าลดลงมากน้อยแค่ไหน คนไข้ร่างเล็กจึงค่อย ๆ ไหวพยักหน้ารับแม้สายตาจะยังฝ้าฟางปรับความชัดได้แค่ประมาณ 240p ยาหยีพยุงตัวลูบหัวตัวเองเล็กน้อยโดยมีชายคนนี้ถอดหน้ากากออกซิเจนแล้วช่วยประคองจับตัวพยุงเขาน
ปรากฏการณ์สึนามิสูงห้าเมตรพัดกระหน่ำเกาะทางใต้อย่างรุนแรง ในรอบ30ปีโดยไม่มีการแจ้งเตือนจากกรมอุตุวิทยามาก่อนส่งผลให้ชาวบ้านตามหมู่เกาะของประเทศไทยถูกคลื่นน้ำซัดพังบ้านเรือนเสียหาย มีจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าสองพันรายและผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือศิลปินชายมากความสามารถบังเอิญมาทริปพักผ



![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



