LOGINกลางเดือนแปด บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน กษัตริย์ทรงประทับเป็นประธานในการไต่สวนคดีความที่ซับซ้อน ทั้งคดีที่โรงเรียนฟ้องเมล และคดีที่เมลฟ้องร้องเอาผิดกลุ่มเจ้าชายเลนอลล์
“ตามกฎหมาย... การเข้าไปในป่าอสูรโดยพลการถือเป็นความผิดร้ายแรง และการชักนำผู้อื่นไปสู่ความตายมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต” ทนายฝ่ายกลุ่มเจ้าชายจีบปากจีบคอพูดอย่างมั่นใจ
“ฝ่ายจำเลยมีข้อคัดค้านหรือไม่?” กษัตริย์ตรัสถาม
“ข้าแต่องค์เหนือหัว” ทนายฝ่ายเมลลุกขึ้นยืน “ลูกความของกระผมมีหลักฐานและพยานชัดเจนว่าได้ยื่นเรื่องผ่านกิลด์นักผจญภัยและขออนุญาตตามขั้นตอน รวมถึงมีการวางแผนอย่างละเอียด จึงไม่ถือว่ามีความผิดประการใด”
“ศาลที่เคารพ! พวกเราตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารยืนยันจากทางโรงเรียนเลย!” ฝ่ายเจ้าชายสวนกลับทันควันพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง “มีเพียงเอกสารของกิลด์และรายงานที่พวกนางสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น การกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีมูล!”
กษัตริย์ทรงพยักพระพักตร์ “เช่นนั้น เบิกตัวพยานทั้งหมดเข้ามา!”
หัวหน้าห้องและเพื่อนๆ ของเมลเดินเข้ามาให้การยืนยันถึงการเตรียมตัวและแผนการที่เมลวางไว้ แต่ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการทำภารกิจระดับสูง
“ขอถามฝ่ายโจทก์... ภารกิจระดับ A ที่พวกท่านอ้างว่าจำเลยทำโดยพลการนั้น พวกท่านรู้หรือไม่ว่ามันยากเพียงใดสำหรับนักเรียนแรงค์ C?” ทนายฝ่ายเมลยิงคำถามใส่จนกลุ่มเจ้าชายเริ่มเลิ่กลั่ก เพราะพวกเขานั้น “ดีแต่ปาก” แต่ไร้ฝีมือ
“ศาลที่เคารพ... ข้าในฐานะหัวหน้ากิลด์ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของคุณหนูเมล!” หัวหน้ากิลด์ก้าวออกมา “คุณหนูเมลเป็นนักผจญภัย แรงค์ S ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ตอนทำภารกิจจะอยู่แรงค์ A แต่ผลงานการกวาดล้างก๊อบลินคนเดียวทั้งรังนั้นเป็นเรื่องจริงจนเราต้องเลื่อนขั้นให้!”
เสียงฮือฮาดังไปทั่วห้องพิจารณาคดี ฝ่ายเจ้าชายและพรรคพวกพากันหน้าซีดเผือด
“ขะ...แต่ว่า....” ทนายฝ่ายเจ้าชายพยายามจะค้าน
ปัง!! ประตูห้องพิจารณาคดีถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง
“ใครมันบังอาจเผาบ้านแม่ข้า!!”
หญิงสาวในชุดทหารแปลกตาที่ดูสง่าและน่าเกรงขามเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตาม นายทหารศาลรีบขวาง “บังอาจ! ในเขตศาลยังกล้าพกอาวุธ!”
หญิงสาวคนนั้นชูตราสัญลักษณ์บางอย่างที่ทำให้กษัตริย์ถึงกับเบิกเนตรกว้าง นางเดินตรงไปที่หน้าบัลลังก์
“ฝ่าบาท ยินดีที่ได้พบ... ข้ามาในฐานะตัวแทนของท่านแม่เพื่อจัดการธุระที่นี่ และขออภัยที่เข้ามาโดยไม่ได้นัดหมาย”
กษัตริย์ทรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะประกาศเสียงดัง “สรุปว่าฝ่ายคุณหนูเมลชนะคดีทั้งสองคดี! และให้ฝ่ายเจ้าชายเลนอลล์ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดเต็มจำนวน... เลิกศาล!!”
“สะ... เสด็จพ่อ! ลูกไม่ผิด! เสด็จแม่ช่วยลูกด้วย!” เจ้าชายเลนอลล์โวยวายขณะถูกทหารลากตัวออกไป
“แม่เตือนเจ้าแล้วว่าให้เลิกคบเพื่อนเลวและสนใจงานเมืองบ้าง... ไปสำนึกผิดในคุกซะเถอะ” ราชินีตรัสเสียงเย็นชา ทิ้งให้เจ้าชายร้องตะโกนลั่นห้องด้วยความไม่ยินยอม
“ไม่ท่านแม่! ท่านแม่!!!!” เจ้าชายยังคงไม่ยินยอมในชะตากรรมของตนที่ถูกตัดสิน เจ้าชายข้าเป็นถึงเจ้าชายอยากได้อะไรก็ต้องได้! นี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวของเจ้าชายเออร์วิ้น
ราชาและราชินี ได้แต่ทอดถอนหายใจ นี่ยังไม่รวมถึงลูกชายคนโตที่เก็บตัวเงียบในช่วงนี้
เมื่อออกมานอกศาล หญิงสาวชุดทหารก็เดินตรงมาหาเมล “เธอเหรอ... น้องสาวนอกสมรสของแม่เรา?”
“ท่านคือ... มู่ฟานเล่อ?” เมลถามด้วยความงง
“ใช่... ฉันเอง อืม~" มู่ฟานเล่อ เดินวนรอบตัวเมลพลางสำรวจ “เธอนี่ดูนุ่มนิ่มไปหมด แต่หน้าอกนี่ได้แม่มาเต็มๆ เลยนะเนี่ย ฉันไม่รังเกียจหรอกนะที่จะมีน้องสาวเพิ่มอีกคน”
“ท่าน... เลิกเล่นหน้าอกฉันได้ไหม!” เมลรีบถอยกรูดเมื่อพี่สาวคนใหม่เริ่มมือไว
“อ้อ ธรรมดาไม่ต้องอายหรอกน้องรัก แต่เธอต้องเลือก ให้ดีนะว่าจะรับหรือรุก... พวกเราการ์เดี้ยนเลือกได้ตามใจชอบ” มู่ฟานเล่อพูดจายียวนจนทหารคนสนิทต้องรีบเตือน
“พันเอกครับ! ช่วยจริงจังเรื่องงานหน่อย!”
“ท่านลุงโจเซฟ ผ่อนคลายหน่อยสิ ที่นี่ไม่ใช่สนามรบนะ” มู่ฟานเล่อหันไปยิ้มให้ทหารวัยกลางคน ก่อนจะหันมามองเมลด้วยสายตาจริงจังขึ้น “เมล... ที่เรามาเร็วกว่ากำหนด เพราะสัญญาณสื่อสารเปิดออก พี่เลยต้องรีบมาสอนให้เธอเข้าใจพลังที่แท้จริงของตัวเอง”
“ไหนซีโร่บอกว่าอีกสามเดือนไง?”
“ในจักรวาลยังมีเรื่องที่เธอไม่รู้อีกเยอะน้องรัก” มู่ฟานเล่อลูบคางพลางยิงคำถามสำคัญ “เคยได้ยินเรื่อง ‘ผู้กล้า’ ไหม?”
“พอเคยได้ยินมาบาง”
“สงครามใหญ่กำลังจะเกิด... จักรวรรดิกำลังเฟ้นหาผู้กล้ามาเป็นเครื่องประกันชัยชนะ และพวกมันกำลังส่งหน่วยล่าสังหารออกมาจัดการใครก็ตามที่อาจเป็นก้างขวางคอ”
“ท่านรู้ได้ยังไง?” เมลถามด้วยความระแวง
“ความลับจ้ะ!” พี่สาวตอบพร้อมขยิบตาให้หนึ่งที
เมลนิ่งไปครู่หนึ่งพลางคิดในใจ... ‘หรือว่าคนตระกูลนี้มันจะเพี้ยนกันหมดทุกคนจริงๆ’
ขบวนเดินทางมาถึงปราสาทนอกเมืองของ อเล็กซานเดรีย ทันทีที่เห็นใบหน้าของมู่ฟานเล่อ สตรีผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ถึงกับตะลึง เพราะใบหน้าของมู่ฟานเล่อนั้นคล้ายคลึงกับแม่ของนางราวกับแกะ หากไม่บอกว่าเป็นลูกสาวคนโตของสตรีคนนั้นก็คงคิดว่าเธอนั้นปลอมตัวมาแน่ ๆ
“เธอเหมือนแม่ของเธอเมื่อหลายสิบปีก่อนมากจริงๆ” อเล็กซานเดรียตรัสด้วยแววตาคะนึงหา
“ขอบคุณเพคะฝ่าบาท” เมลค้อมศีรษะลงอย่างสุภาพ
“อย่ามากพิธีไปเลย... คนกันเองทั้งนั้น” อเล็กซานเดรียหันไปทางมู่ฟานเล่อที่ยืนงงอยู่ “แม่ของเธอไม่ได้บอกรึไง ว่าแม่อีกคนของเธอน่ะ ‘รู้เห็นเป็นใจ’ ในทุกขั้นตอน จนกระทั่งกำเนิดออกมาเป็นน้องสาวคนนี้"
"ท่านว่าอะไรน่ะ?" มู่ฟานเล่อถึงกับอึ้งกิมกี่ พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ‘นี่แม่เรามี สายสัมพันธ์ ลึกซึ้งนางด้วยเหรอเนี่ย!’
พันเอกสาวรีบตั้งสติแล้วแก้สถานการณ์ด้วยการมอบของกำนัลที่แม่ฝากมาให้สตรีตรงหน้า ส่วนแม่อีกห้าคนที่เหลือ นางคิดว่าคงต้องตามหาตัวเป็นรายบุคคลหลังจากนี้ เมื่อพูดคุยธุระเสร็จสิ้นในช่วงเย็น เมลจึงชวนพี่สาวคนใหม่ไปพักที่คฤหาสน์ในเมือง เนื่องจากบ้านเดิมของนางยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมจากเหตุเพลิงไหม้
“นี่คือคฤหาสน์ตระกูลน้องเหรอ?” มู่ฟานเล่อมองสำรวจด้วยความสนใจ
“ค่ะ... แต่ท่านช่วยแนะนำตัวแบบ ‘ปกติ’ หน่อยนะคะ”เมลปรามพี่สาวไว้ก่อน
เมื่อมาถึงคฤหาสน์ พ่อบ้านพาแขกผู้มีเกียรติไปที่ห้องรับรอง ก่อนที่ทุกคนจะมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะที่มีทั้งท่านดยุก ฟอร์เร่ พี่ชายคนโต และเหล่าน้องสาว ดูจะมาคุและอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
“ยกอาหารเข้ามาได้! วันนี้เรามีแขกผู้มีเกียรติมาจากแดนไกล” ดยุกแม็กซ์น่าพยายามทำลายความเงียบ
“ขอบคุณท่านดยุก ที่ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีค่ะ” มู่ฟานเล่อตอบรับตามมารยาท
“ฮึ! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเข้าไปยุ่งในห้องพิจารณาคดี มีหรือพวกเราจะถูกลงโทษแบบนี้” พี่ชายเพีนงในนามของเมล สบถขึ้นเสียงเบาแต่ได้ยินกันทั้งโต๊ะ
“หุบปากซะ!” ดยุกตวาดลั่น “ถ้าไม่ใช่เพราะแกทำตัวเหลวไหล ตระกูลเราคงไม่ตกที่นั่งลำบากแบบนี้!”
“ทั้งสองคนพอเถอะค่ะ อายแขกเขาบ้าง” ฟอร์เร่พยายามห้ามทัพ
“พวกท่านกินกันไปเถอะ ข้าอิ่มแล้ว... ขอตัว!” คุณชายใหญ่ลุกพรวดขึ้น
“ทานหน่อยเถอะครับคุณชาย”
“ไม่ล่ะพ่อบ้าน พอดีข้าไม่อยากร่วมโต๊ะกับใครบางคน!” เขาพูดจบทิ้งท้ายก่อนจะเดินปังๆ ออกไป
“เยี่ยมเลย!” มู่ฟานเล่อยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน “ในเมื่อคนไม่เห็นคุณค่าของอาหารเดินออกไปแล้ว เราก็ลงมือทานกันเถอะค่ะ การทิ้งขว้างอาหารแบบไร้จิตสำนึกถือเป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง ในช่วงเวลายากลำบาก... อาหารมีค่ามากกว่าทองเสียอีก”
“ต้องขออภัยแทนลูกชายข้าด้วย... เชิญทุกคนตามสบายเลย” ดยุกเอ่ยด้วยความอับอาย
“ขอบคุณเจ้าบ้าน!!” เหล่าผู้ติดตามของการ์เดี้ยนทั้งเจ็ดคนขานรับพร้อมกันจนเสียงดังก้อง ทำเอาเหล่าน้องสาวของเมลถึงกับเกร็งจนทำตัวไม่ถูก เพราะแขกกลุ่มนี้ดูมีความเป็นระเบียบและน่าเกรงขามจนเกินไป
หลังมื้ออาหาร ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน เหลือเพียง เมล มู่ฟานเล่อ และฟอร์เร่ที่มานั่งคุยกันต่อที่ห้องของเมล ส่วน ดยุกแม็กซ์น่าขอตัวไปตรวจดูเอกสารราชการต่อเพราะไม่อยากรับรู้เรื่องปวดหัวเพิ่ม
ทว่า ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน...
“นายท่านครับ!” พ่อบ้านรีบวิ่งเข้ามารายงานดยุกในห้องทำงาน
“นายก็อายุเยอะแล้วนะ” ดยุกแม็กซ์น่าเงยหน้ามองคนที่วิ่งพรวดพาดเข้ามาในห้องทำงาน
“ทหารของเราที่ชายแดนแจ้งมาว่า ตอนนี้จักรวรรดิมีการเคลื่อนกำลังพลที่ผิดปกติอย่างมากครับ!”
ดยุกแม็กซ์น่าขมวดคิ้วแน่น แววตาเคร่งเครียดขึ้นทันที “พวกมันเตรียมทำสงครามแล้วสินะ... รีบส่งข่าวแจ้งฝ่าบาทด่วน!”
“รับทราบครับ!”
ในขณะที่ภายในคฤหาสน์กำลังวุ่นวายกับการรับมือพี่น้องที่เพิ่งพบหน้า... ภายนอกอาณาจักรกำลังถูกเงามืดของสงครามเข้า ปกคลุม
เช้าวันต่อมา เมลกลับไปเรียนตามปกติหลังจากพักการเรียนจบลง โดยมีพี่สาวคนใหม่อย่าง มู่ฟานเล่อ ขับรถมาส่งถึงหน้าโรงเรียน ก่อนที่นางจะมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านหลังน้อยชายป่าเพื่อ คุมงานซ่อมแซม
แม้ภายนอกจะดูเหมือนคฤหาสน์ไม้ธรรมดา แต่เบื้องลึกใต้ดินนั้นคือฐานทัพไซเบอร์ชั้นยอด เจ้าซีโร่แมวส้มอ้วนกลมนอนบิดขี้เกียจอยู่บนโต๊ะทำงาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่การ์เดี้ยนในชุดยูนิฟอร์มล้ำยุคกำลังเร่งมือปฏิบัติงาน
“ปล่อยโดรนสำรวจออกไป และให้ยานสอดแนมเริ่มปฏิบัติการได้ทันที” มู่ฟานเล่อสั่งการ
“ครับท่าน!”
“รายงานค่ะ ตอนนี้เราเคลียร์ลานบินและท่าจอดยานเสร็จสิ้นแล้ว ขออนุญาตนำยานลงจอดด้วยค่ะ”
“อนุมัติ... แล้วดาวเทียมสอดแนมล่ะ ยังทำงานปกติไหม?”
“กำลังซ่อมแซมระบบวงจรหลักครับ คาดว่าจะเสร็จภายในสองวัน”
“อืม... ถือว่ายังไม่พัง ติดต่อกลับไปที่สถานีหลัก แจ้งว่าเรามาถึงพิกัดเป้าหมายแล้ว และเปิดม่านพลังพรางตารอบฐานได้เลย!”
“รับทราบ!!”
มู่ฟานเล่อมองดูความวุ่นวายของโลกนี้แล้วถอนหายใจ “สงสัยคนโลกนี้จะว่างมากเกินไป ถึงได้ขยันหาเรื่องตีกันได้ตลอดเวลา”
ในมิติของการ์เดี้ยน ทุกคนมีหน้าที่ชัดเจน การเป็นผู้นำนั้นยุ่งยากจนแทบไม่มีเวลาพัก บางครั้งต้องนอนบนยานระหว่าง วาร์ปผ่านรูหนอน ทำให้ไม่มีใครอยากแย่งชิงตำแหน่งหรือสมบัติให้เหนื่อยเปล่า ชาวการ์เดี้ยนยึดหลักทำงาน 6 ชั่วโมง ฝึกฝน 2 ชั่วโมง ที่เหลือคือเวลาพักผ่อนและเรียนรู้สิ่งใหม่
ความแกร่งของพวกนางเป็นที่เลื่องลือ มีครั้งหนึ่งนักเรียนการ์เดี้ยนดาวเด่นถูกพวกลักพาตัวจับไปหมายจะย่ำยี ทว่าพอพวกมันฉีกชุดนางออก กลับเจอเข้ากับ ‘อาวุธไซส์ยักษ์’ จนพวกโจรหน้าถอดสี รีบวางอาวุธมอบตัวทันที เพราะความมั่นใจในฐานะบุรุษถูกทำลายยับเยินไปเรียบร้อยแล้ว
“เตรียมมอเตอร์ไซค์ให้ฉันหน่อย” มู่ฟานเล่อเอ่ยขึ้น
“จะไปไหนคะพันเอก?”
“ไปรับน้องสาว”
“แหม... ใครกันนะที่บอกว่าให้ตายก็ไม่ยอมรับน้องสาวนอกสมรสคนนี้” ร้อยเอกซารี่ แซวยิ้ม
“ร้อยเอกซารี่... อากาศดีนะ อยากลองวิ่งรอบฐานสักรอบไหม?”
“ไม่ค่ะท่าน! กำลังรอข้อมูลจากโดรนอยู่พอดีเลยค่ะ!” ซารี่รีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน
“หึ... ตั้งใจทำงานไป เดี๋ยวจะซื้อขนมเค้กในเมืองมาฝาก” มู่ฟานเล่อทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปที่หน้าบ้าน ซึ่งมีคนรับใช้และอัศวินของเมลเกือบร้อยคนยืนอำนวยความสะดวกอยู่
“ผู้พันคะ รถมาแล้วค่ะ” เอ็มม่า รายงาน
“ขอบใจมากเอ็มม่า”
รถมอเตอร์ไซค์คันยักษ์ดีไซน์ล้ำสมัยที่ดูราวกับหลุดออกมาจากหนังไซไฟจอดตระหง่าน เครื่องยนต์ทำงานด้วยพลังงานสะอาดไร้ไอเสียแต่มอบสมรรถนะมหาศาล
ฟรึ่มมมมม!!
“เสียงเครื่องยังดีอยู่เลย ขนาดไม่ได้สตาร์ทมาเป็นเดือน” มู่ฟานเล่อบิดคันเร่งเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองด้วยความเร็วสูง
รถมอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นยุทโธปกรณ์เฉพาะกองทัพ การ์เดี้ยนเท่านั้น ชาวบ้านในโลกนี้อย่างมากก็มีแค่ปืนคาบศิลาเก่าๆ เมื่อมู่ฟานเล่อขับผ่านประตูเมือง ทหารยามต่างตะลึงจนลืมเรียกตรวจปล่อยให้นางผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย
มอเตอร์ไซค์คันงามวิ่งฝ่าหน้าย่านใจกลางเมืองตรงไปยังหน้าโรงเรียนอันดับหนึ่ง มู่ฟานเล่อไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับสายตาชาวเมืองนัก เพราะการเป็นกองยานลาดตระเวนไกลทำให้นางเห็นมิติมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ยุคหินไปจนถึงสุดขอบจักรวาล
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาเกือบครึ่งปี และนางตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่... เพื่อทำภารกิจหลักให้ลุล่วง และเพื่อปกป้อง “น้องสาวนุ่มนิ่ม” ของนางให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกกากเดนในมิตินี้!
“ดูท่าที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดและอลังการมากที่สุดในบรรดามิติที่ฉันเคยไปเยือนเลยนะเนี่ย... อิจฉาเด็กสมัยนี้จัง” มู่ฟานเล่อ พึมพำขณะยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์คันยักษ์ที่รูปร่างประหลาดล้ำยุคจนดึงดูดสายตาทุกคนที่เดินผ่านไปมาหน้าโรงเรียน
“อ้าวพี่สาว! ท่านมาทำอะไรตรงนี้คะ?” เมล เดินออกมาพร้อมกลุ่มเพื่อนพลางทักขึ้นด้วยความแปลกใจ
“มารับไง... พี่บอกแม่ของเจ้าไว้แล้วว่าวันนี้น้องจะไปที่บ้านชายป่า”
“อ้อ... โอเคค่ะ ทุกคนงั้นค่อยคุยกันใหม่นะ” เมลหันไปโบกมือลาเพื่อนๆ ก่อนจะก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์คันงาม
“เกาะดีๆ ล่ะน้องรัก”
“ค่ะพี่”
บรื๋นนนน! เสียงเครื่องยนต์คำรามเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นและสายตาละห้อยของเพื่อนสาวที่ยืนมองตาม
“นั่นใช่คนในข่าวลือหรือเปล่านะ? เท่ชะมัดเลย...” ราเซีย พึมพำพลางกุมหน้าอก
“โมโม่... ถ้าเราไปขอถอนหมั้นตอนนี้จะทันไหม? หัวใจของฉันถูกผู้หญิงคนนั้นขโมยไปเสียแล้ว”
“ใจเย็นเพื่อนสาว กลับไปนอนพักผ่อนเถอะนะ” โมโม่ หัวเราะเบาๆ ให้กับความเพ้อฝันของเพื่อน ก่อนที่รถม้าประจำตระกูลของแต่ละคนจะมารับ
“ฮึ! จำไว้เลยยัยคนใจดำ เชอะ!” ราเซียสบัดหน้าแล้วเดินขึ้นรถม้าประจำตระกูล
“วัยว้าวุ่นซิน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” โมโม่หัวเราะให้เพื่อนสาวที่เดินหนีขึ้นรถม้า
ทว่า ความร่าเริงของโมโม่ก็อันตรธานหายไปทันที เมื่อพ่อบ้านส่วนตัวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณหนูครับ... นายท่านสั่งให้คุณหนูรีบกลับคฤหาสน์เดี๋ยวนี้ครับ”
“ท... ท่านพ่อมีธุระด่วนอะไรเหรอคะ?” โมโม่ใจคอไม่ดี ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับซีดเผือดลงทันตา
เพื่อนๆ มองโมโม่โดยความเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าตระกูลของโมโม่นั้นเป็นตระกูลขุนนางใหญ่ที่รับใช้อาณาจักรมาหลายชั่วอายุคน และที่สำคัญก็คือตระกูลนี้สนับสนุนเจ้าชายลำดับที่หนึ่งแล้วยังพยายามผลักดันให้ขึ้นเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ด้วย
โมโม่เองก็รู้ดีว่ายืนอยู่คนล่ะฝั่งกับเพื่อน ตระกูลของเธอนั้นมีความมักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินไป เกินมากไปจนกระทั่งร่วมวางแผนกับเจ้าชายในการโค่นล้มบัลลังก์อย่างลับๆ และการที่มีสงครามที่ชายแดนก็มาจากที่เจ้าชายดึงเข้ามาเช่นกัน
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลวาเลน บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด ข้ารับใช้ยืนก้มหน้าเงียบกริบ โมโม่ถูกตามตัวไปพบมารดาในห้องแต่งตัวหรูหราทันที
“ลูกแม่... ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยขณะลูบไล้ชุดราตรีปักดิ้นทอง “เจ้ากำลังจะมีสิทธิ์ขึ้นเป็นถึง ‘ราชินี’ ของอาณาจักรเชียวนะ ถ้าแผนการของเจ้าชายลำดับที่หนึ่งสำเร็จ”
“แต่ท่านแม่คะ!” โมโม่ขึ้นเสียงสั่นเครือ “เราไม่ควรเป็นศัตรูกับตระกูลแม็กซ์น่า... โดยเฉพาะกับเมล”
“ตระกูลวาเลนของเรามีเขตปกครองกว้างขวางไม่แพ้ แม็กซ์น่า กำลังพลและอำนาจในมือเราก็มีล้นเหลือ เหตุใดต้องไปเกรงกลัวเด็กเมื่อวานซืนเพียงคนเดียว!”
“ท่านแม่ไม่เข้าใจ...” น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาโมโม่ “สิ่งที่พวกท่านเห็นเป็นเพียงเปลือกนอก... เมลน่ะ... นางไม่ได้เป็นแค่ลูกสาวขุนนางธรรมดาอีกต่อไปแล้ว”
“หยุดไร้สาระได้แล้ว!” มารดาตวาดขัด “เลิกเอาความขลาดกลัวของเจ้ามาทำลายโอกาสทองของตระกูล รีบแต่งตัวซะ! อย่าให้เจ้าชายต้องรอนาน!”
โมโม่ได้แต่กล้ำกลืนความสะอึกสะอื้นไว้ในอก นางสวมชุดหรูหราที่ดูเหมือนโซ่ตรวนอันงดงาม ในใจของนางร่ำร้องด้วยความหวาดกลัว... นางรู้ดีว่าหากเกิดการปะทะขึ้นจริงๆ ตระกูลวาเลนที่มีแต่ความยะโสจะไม่มีวันต้านทาน “ตัวแปร” ที่ชื่อว่าเมลได้เลย
โอกาสชนะคือศูนย์เปอร์เซ็นต์... และคนที่ต้องลงมือสังหารครอบครัวของนางในอนาคต อาจจะเป็นเพื่อนที่นางรักที่สุด
เพื่อนรักของเธอนั้นมีคลังแสงเป็นของตัวเอง มีของโบสถ์คอยสนับสนุน อัศวินเกราะหนักของเจ้าหญิงอเล็กซานเดรีย กองทัพจอมมาร อาณาจักรเอลฟ์และคนแคระ แต่ล่ะกลุ่มนั้นเรียกได้ว่ามหาอำนาจทางการทหารทั้งนั้น การที่จะมีเรื่องหรือไปขัดความสงบสุขของเพื่อนสาวคงไม่ใช่เรื่องดี
“คุณหนูเชิญทางนี้ครับ” พ่อบ้านเปิดประตูห้องรับแขกออก โมโม่ถอนหายใจยาวเหยียด พยายามปั้นหน้าให้ดูปกติที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่เธอมิอาจหลีกเลี่ยง
“สวัสดียามบ่ายเพค่ะ... เจ้าชายคัสโก้”
“ตามสบายเถอะ เราแค่แวะมาทักทายคู่หมั้นของเราเท่านั้น” เจ้าชายคัสโก้ เอ่ยด้วยรอยยิ้มแสนดีที่ดูจอมปลอมในสายตาโมโม่
“ท่านวาเลน แผนการที่พวกเราวางไว้คงต้องยืดออกไปอีกสักพัก” เจ้าชายหันไปคุยธุระกับพ่อของโมโม่
“ได้ครับ กระผมจะรีบส่งข่าวไปบอกคนของเรา... เย็นนี้ท่านจะอยู่ทานอาหารด้วยกันก่อนไหมครับ?”
“แน่นอน เราอยากใช้เวลากับคู่หมั้นของเราสักหน่อย”
“เช่นนั้นตามสบายน่ะขอรับ ถึงเวลาอาหารแล้วกระผมจะให้คนมาแจ้งให้ทราบ”
เมื่อประตูปิดลงโมโม่รู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้จะชิงชังเพียงใดแต่เธอก็ขัดอำนาจนี้ไม่ได้ ทว่าความทรมานนั้นกลับจบลงเร็วกว่าที่คิด แค่น้ำชาหายร้อน... กิจกามที่ไร้ความละเมียดละไมก็สิ้นสุดลง เจ้าชายคนนี้ภายนอกดูสง่างาม แต่ภายในกลับเน่าเฟะ บ้าอำนาจ และไร้ซึ่งความเป็นสุภาพบุรุษ
เมื่อเสร็จสมอารมณ์หมายเพียงฝ่ายเดียว เจ้าชายก็เดินสะบัดก้นออกจากห้องไป ทิ้งให้โมโม่นั่งนิ่งค้างอยู่บนโซฟาด้วยความสมเพช
‘ไอ้ชาติหมา... ยังไม่ทันจะรู้สึกอะไรก็เสร็จเสียแล้ว ถ้าไม่ใช่เพื่อรักษาตระกูล ข้าไม่มีวันยอมเอาตัวเข้าแลกกับสวะอย่างแกหรอก!’
โมโม่เดินกลับเข้าห้องนอนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอเปิดช่องลับหัวเตียงหยิบรูปถ่ายและของบางอย่างออกมาจ้องมอง พลางพึมพำกับตัวเองด้วยแววตามาดร้าย “ฮึๆๆ ... ยัยเพื่อนตัวแสบ สักวันข้าจะจับหล่อนมาขึ้นเตียงให้ได้ เมล... เธอไม่รู้หรอกว่ามีกี่คนที่อยากจะขย้ำเธอ”
ก๊อกๆ!
“คุณหนูคะ... นายท่านให้มาตามไปที่ห้องอาหารค่ะ” เสียงของ เวียร์ สาวใช้คนสนิทดังขึ้น
โมโม่ยิ้มกว้างทันที เธอเดินไปเปิดประตูแล้วฉุดกระชากสาวใช้เข้าห้องก่อนจะล็อกกลอนอย่างแน่นหนา
“อีกแล้วเหรอคะคุณหนู...”
“ช่วยฉันหน่อย...” โมโม่ซุกหน้าลงบนลำคอของสาวใช้
“ก็ได้ค่ะ... ถือเสียว่าตอบแทนที่คุณหนูซื้อตัวฉันมา” เวียร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายรุกราน ปรนนิบัตินายสาวอย่างช่ำชอง สัมผัสอันอ่อนโยนและรสจูบที่หวานล้ำช่วยลบเลือนรอยราคีที่เจ้าชายทิ้งไว้จนหมดสิ้น โมโม่ถูกพาไปถึงฝั่งฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งจบลงที่ห้องน้ำอีกหลายรอบ
“คุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ?” เวียร์เอ่ยขณะกำลังทำผมให้โมโม่ที่นั่งมองตัวเองในกระจกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“สุดยอดมาก... อา... ถ้าไม่ติดว่าท่านแม่วางตัวฉันไว้ ข้าคงรับเจ้ามาเป็นคู่แต่งงานไปแล้ว”
“ท่านเสียใจที่ต้องแต่งกับเจ้าชายขนาดนั้นเลยหรือคะ?”
“คิดว่าเรามีทางเลือกนักหรือไง...” โมโม่แค่นยิ้ม “เวียร์... เจ้ามีเพื่อนที่เป็นสาวใช้บ้านแม็กซ์น่าใช่ไหม? ฝากข่าวไปบอกนางด้วย อย่าให้ใครสงสัยล่ะ”
“ทราบค่ะ... แต่คุณหญิงก็ทราบเรื่องที่คุณหนูแอบส่งข่าว แต่ท่านยังไม่เคลื่อนไหวอะไรนะคะ”
“อืม... อย่าให้ผิดสังเกต ฤดูร้อนปีหน้าที่เราเรียนจบ... นั่นแหละคือเวลาตัดสิน เจ้ารู้ความหมายใช่ไหม?”
“ค่ะคุณหนู”
เมื่อแต่งตัวเสร็จ โมโม่เดินลงไปยังห้องอาหารด้วยท่าทีสง่างามดุจราชินี ภายในห้องนั้น บรรดาพี่น้องของเธอต่างนั่งรุมล้อมเอาใจเจ้าชายคัสโก้ พยายามเกาะขาทะยานสู่อำนาจหากแผนชิงบัลลังก์สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังเล่นอยู่กับไฟ และไฟดวงนั้น... คือเพื่อนสนิทของโมโม่ที่ชื่อว่า เมล ผู้ไขว่คว้าหาความสงบสุขมากกว่าใครในอาณาจักรนี้
ไม่กี่เดือนต่อมา ฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายก็มาเยือน ปัจจุบันพื้นที่แถบหมู่บ้านที่ เมล อาศัยอยู่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเธอเองอย่างเต็มตัว แต่เดิมนั้นมันเป็นอาณาเขตของตระกูลที่บิดาของเธอเป็นผู้ควบคุม ทว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ดยุคก็ได้โอนเขตที่ดินฝั่งติดป่าอสูรให้เมลดูแลทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านห้าแห่งและเมืองขนาดเล็กอีกสองเมืองทางด้านชายแดน หลังจากที่พวกจักรวรรดิประกาศสงครามกับอาณาจักร ก็มีการปะทะกันแทบทุกวันจนชาวบ้านต้องพากันอพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังเมืองใหญ่ โชคดีที่เขตปกครองของเธอนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ชายแดนโดยตรง แต่เมลก็ยังสั่งให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหน้าหนาวปีนี้ถือว่าโหดร้ายกว่าปกติ ในเขตอื่นมีผู้คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่กับเขตนี้ เพราะเมลสั่งให้มีการตุนเสบียงอาหารไว้ล่วงหน้า และให้ฝ่ายช่างซึ่งได้รับความร่วมมือมาจากทางวังออกไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ชาวบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับพายุหิมะ“คุณหนูคะ มีโทรเลขด่วนมาค่ะ”พนักงานฝ่ายสื่อสารยื่นโทรเลขให้เมลดูเพียงครู่เดียว ก่อนที่นางจะส่งกลับคืนด้วยสายตาเรียบเฉย“ตอบกลับไปว่า... เราจะไม่ส่งเสบียงไปให้”“แน่ใจนะคะคุณหนู?
กลางเดือนแปด บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน กษัตริย์ทรงประทับเป็นประธานในการไต่สวนคดีความที่ซับซ้อน ทั้งคดีที่โรงเรียนฟ้องเมล และคดีที่เมลฟ้องร้องเอาผิดกลุ่มเจ้าชายเลนอลล์“ตามกฎหมาย... การเข้าไปในป่าอสูรโดยพลการถือเป็นความผิดร้ายแรง และการชักนำผู้อื่นไปสู่ความตายมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต” ทนายฝ่ายกลุ่มเจ้าชายจีบปากจีบคอพูดอย่างมั่นใจ“ฝ่ายจำเลยมีข้อคัดค้านหรือไม่?” กษัตริย์ตรัสถาม“ข้าแต่องค์เหนือหัว” ทนายฝ่ายเมลลุกขึ้นยืน “ลูกความของกระผมมีหลักฐานและพยานชัดเจนว่าได้ยื่นเรื่องผ่านกิลด์นักผจญภัยและขออนุญาตตามขั้นตอน รวมถึงมีการวางแผนอย่างละเอียด จึงไม่ถือว่ามีความผิดประการใด”“ศาลที่เคารพ! พวกเราตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารยืนยันจากทางโรงเรียนเลย!” ฝ่ายเจ้าชายสวนกลับทันควันพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง “มีเพียงเอกสารของกิลด์และรายงานที่พวกนางสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น การกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีมูล!”กษัตริย์ทรงพยักพระพักตร์ “เช่นนั้น เบิกตัวพยานทั้งหมดเข้ามา!”หัวหน้าห้องและเพื่อนๆ ของเมลเดินเข้ามาให้การยืนยันถึงการเตรียมตัวและแผนการที่เมลวางไว้ แต่ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการทำภารกิจระ
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด







