Share

แมวส้มเฝ้าทรัพย์

last update Last Updated: 2025-12-30 20:37:24

“อ๊ากกกกกกก!!!”

“อ๊ากกกกกกก!!”

เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า

“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม

“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก

“ตอบฉันมาก่อน!"

"ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”

เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”

“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ

“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”

เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถือวิสาสะ

ระหว่างทาง ซีโร่อธิบายว่าวิหารแห่งนี้ถูกซ่อนไว้ด้วยอาณาเขตพรางตาขั้นสูง ไม่มีใครหาเจอแน่นอน ยกเว้นเพียงคนที่มีความเชื่อมโยงพิเศษ

“สายเลือดงั้นเหรอ?” เมลทวนคำ

“ใช่... รอยสักบนตัวเธอก็ด้วย ฉันคิดว่าเธออาจเป็นทายาทของพวกการ์เดี้ยนสักคนที่หลงเหลืออยู่บนดาวดวงนี้ หรือไม่พวกนางก็อาจจะแวะกลับมาตรวจความเรียบร้อยแล้วไข่ทิ้งไว้”

“ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ในโลกนี้เลย...” เมลพูดด้วยน้ำเสียงท้อแท้

“ธรรมดาย่ะ” ซีโร่สะบัดหาง “พวกการ์เดี้ยนเวลาออกลาดตระเวนแต่ละครั้งใช้เวลาหลายปี แถมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง... พวกนางชอบผู้หญิง และมักจะมีเมียทีละหลายๆ คน พอมีลูกก็ไม่ค่อยได้อยู่ดูแล เพราะต้องรีบกลับไปรายงานตัวที่ศูนย์ใหญ่ กว่าจะวนกลับมาอีกทีก็เป็นสิบๆ ปี ดูจากสารรูปแล้ว เธอเพิ่งจะสิบห้าใช่ไหม?”

“กะ... ก็ใช่...” เมลมองแมวช่างพูดอย่างงวยงง

“จริงดิ! งั้นรีบเดินหน่อยเจ้าทาส มีของดีจะให้ดู!”

“ใครเป็นทาสแกไม่ทราบ!”

“ฉันยืนอยู่สูงกว่าเธอ ฉันก็เป็นเจ้านายไงย่ะ!” เจ้าแมวส้มเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ

เดินมาสักพักก็ถึงประตูนิรภัยบานเล็ก ซีโร่เอามือมังคุดน้อยๆ แตะที่หน้าจอสัมผัส

“ยืนยันตัวตน!”

เมื่อประตูเปิดออก นางก็พาเมลเข้าสู่ห้องโถงที่เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์ล้ำสมัย

“ยินดีต้อนรับสู่วิหารการ์เดี้ยน... เจ็บหน่อยนะ!”

ควับ!

“โอ๊ย! ข่วนทำไมเนี่ย! เจ็บน่ะ!” เมลมองรอยแผลที่หลังมือด้วยความงุนงง

“ชิ! บ่นเป็นคนแก่ไปได้” ซีโร่ไม่สนใจ นางเอาเลือดที่ติดเล็บไปหยดลงบนแผ่นแก้วใส ข้อมูลจำนวนมากพรั่งพรูขึ้นมาบนจอภาพ ก่อนจะหยุดลงที่รูปหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้าย เมลจนน่าตกใจ

[ข้อมูลบุคคล… ]

[พลเรือเอก มู่ซวนเหยา ผู้บัญชาการกองยานข้ามมิติที่ 5] 

[ประวัติ แทรกแซงสงครามบนดาวดวงนี้เมื่อ 16 ปีก่อน ในตำแหน่งพันตรีหน่วยรบพิเศษที่ 307]

“ติ๊ง!”

หน้าจอเด้งข้อความวิดีโอขึ้นมา

“โอ้ว... มีข้อความทิ้งไว้ด้วยแฮะ อยากดูไหม?” ซีโร่หันมาถามเมลที่ยืนอึ้ง

“ดู... เปิดเลย” เมลใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ของพวกนี้ดูไฮเทคกว่าทีวีในมิติลับของนางเสียอีก

ภาพวิดีโอเริ่มเล่น ปรากฏภาพหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนเมลในชุดเครื่องแบบที่ดูสง่า “สวัสดี... ถ้าลูกกำลังดูวิดีโอชิ้นนี้ แสดงว่าลูกโตพอจะอ่านอักษรบนกำแพงได้แล้ว แม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลนะ... อืม พวกนางหมายถึงพวกสาวๆ สบายดีไหม?”

หญิงในจอกระแอมไอ “ลูกคงมีคำถามมากมาย แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจะได้รู้ แต่ถ้าถามว่าลูกได้เชื้อมาจากใคร แม่ตอบได้เลยว่า... ‘ทุกคน’ ฮ่าๆๆ ลูกเลือกได้เลยว่าจะเอาสมบัติจากแม่คนไหน”

แล้วหญิงสาวอีกคนก็โผล่เข้ามาในเฟรม “เธออัดวิดีโอทำไมเนี่ย?”

“ก็ให้ลูกไง! เวลาเราไม่อยู่ ลูกจะได้รู้ว่าแม่คนนี้หน้าตาดีแค่ไหน” มู่ซวนเหยาตอบยิ้มๆ

“หน้าตาจะเหมือนฉันหรือเปล่านะ? คืนนั้นมันวุ่นวายมาก ฉันจำอะไรไม่ได้เลย แต่ขอบอกว่า ‘สุดเหวี่ยง’ สุดๆ ไปเลยล่ะ!”หญิงสาวคนที่สองหัวเราะ

“ฮ่าๆๆ ไงลูกรัก! ข้าก็เป็นแม่เจ้าเหมือนกันนะ เจ้ายังมีน้องสาวอีกสองคน และพี่สาวอีกสองคน ถ้าพวกนางแวะไปหา ก็ดูแลกันดีๆ ล่ะ”

“แม่ไปก่อนนะ ครบรอบลาดตระเวนแล้วแม่จะกลับมาหา... รักลูกนะ”

“รักนะ บาย~”

วิดีโอตัดจบลง เมลนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว คนในภาพวิดีโอนั้นหน้าตาเหมือนครอบครัวในชาติก่อนของนางไม่มีผิดเพี้ยน แตกต่างเพียงแค่ชาติก่อนเธอเป็นลูกคนเดียว แต่ชาตินี้เธอกลับมีพี่น้องอีกตั้งสี่คน! แต่ที่นางมั่นใจจนน้ำตาไหลก็คือ... นางฟังไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว

“นี่เจ้าซึ้งจนน้ำตาไหลเลยใช่ไหม”

“ข้า... ฟังไม่รู้เรื่อง...”

“ก็แบบนี้แหละ... สหพันธ์ของเรามีแต่ผู้หญิง และพวกเราสามารถสืบพันธุ์กันเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุรุษ” ซีโร่แมวส้มอธิบายอย่างภูมิใจ “ส่วนพี่น้องของเธอเนี่ย... เดี๋ยวฉันเช็คระบบดูให้ว่าตอนนี้อยู่ส่วนไหนของจักรวาลบ้าง”

ซีโร่รัวนิ้วมังคุดลงบนแป้นพิมพ์แสง “อืม... นี่ไง น้องสาวสองคนของเธอเรียนอยู่ที่สถาบันหลัก ส่วนพี่สาวสองคน... คนโตชื่อ พันเอก มู่ฟานเล่อ เป็นผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนไกล เอ๋! เหมือนพี่สาวคนโตของเธอจะมีภารกิจแวะมาที่นี่เร็วๆ นี้ด้วยนะ”

“เดี๋ยว! หยุดก่อน! ฉันปวดหัวไปหมดแล้ว ขอนั่งพักตั้งสติเรียบเรียงความคิดใหม่หน่อย” เมลกุมขมับ พลางหยิบสมุดจดออกมาจากมิติลับเพื่อบันทึกข้อมูลมหาศาลนี้

“งั้นแมวแสนวิเศษตัวนี้จะสรุปให้สั้นๆ” ซีโร่กระโดดขึ้นมานั่งตรงหน้า

พลเรือเอก มู่ซวนเหยา หัวหน้าหน่วยรบ

พลเรือโท ฮาซากะ ผู้บังคับบัญชาและ ‘สามี’

พี่สาวคนโต มู่ฟานเล่อ พันเอกจอมดุ กำลังเดินทางมาที่นี่

พี่สาวคนรอง ซาฮิกะ เจ้าของโรงพยาบาลชื่อดัง

น้องสาวฝาแฝด มู่ฉางเล่อ และ มู่ฉางหรู นักเรียนหัวกะทิในสถาบันการ์เดี้ยน

“ฟังแล้วน่าปวดหัวชะมัด” เมลถอนหายใจยาว

“นี่ยังน้อยย่ะ ถ้าไล่ตระกูลย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคก่อตั้งเธอคงเป็นลมไปเลย มาเถอะ... ฉันไม่ได้เจอแขกมานานแล้ว ไปกินข้าวกันดีกว่า”

“จะให้ฉันกินอาหารแมวเหรอ?” เมลถามแหยๆ

“บ้า! ของพรรค์นั้นใครจะกินลง” ซีโร่เดินนำไปยังห้องอาหารสุดหรู นางแตะมือลงบนโต๊ะกระจกพลันปรากฏเมนูอาหารนับพันรายการ "อยากกินอะไรล่ะ?"

“มีอะไรแนะนำไหม?” เมลอ่านชื่อเมนูออกทุกชื่อ แต่ไม่รู้รสชาติ

“งั้นต้องนี่เลย... ของโปรดคนในตระกูล ผัดไทย!” ซีโร่สั่งการทันที ไม่นานนักหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารก็นำจานร้อนๆ มาวางตรงหน้า กลิ่นหอมฟุ้งกระจายจนเมลน้ำลายสอ

“ที่นี่เราไม่กินอาหารซองหรือแคปซูลหรอกนะ มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย” เมลพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเริ่มลงมือกิน

“อร่อยมาก!”

“อร่อยก็มาอยู่เป็นเพื่อนฉันสิ” เจ้าแมวส้มอ้อน

“ไม่ได้หรอก ฉันมีภาระหน้าที่ที่บ้าน... แต่ฉันสัญญาว่าจะแวะมาหาบ่อยๆ”

"” ไม่ได้ เราต้องกลับบ้าน แต่จะแวะมาบ่อยๆ”

"ได้ๆ มาเล่นกับเราบ่อยๆ น่ะ" แมวอ้วนฟังแล้วคิดก่อนที่มันจะตอบตกลง เพราะมันเองก็ไม่อยากออกไปเท่าไหร่ ข้างนอกมันวุ่นวายเกินไปและถ้าหากยานลาดตระเวนเข้ามาในวงโคจรเมื่อไหร่ก็จะไม่มีใครค่อยดูแลที่นี่

“สัญญาเลย” ทั้งสองจับมือกันเป็นอันเข้าใจ หลังจากเมล์กินเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับเพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ที่ว่ากินเสร็จแล้วนั้นคือวันแรกที่มาถึง หลังจากพักผ่อนและพูดคุยจนเต็มอิ่ม เมลก็เพิ่งสังเกตเวลา... ในวิหารนี้เวลาเดินต่างจากข้างนอก หรือไม่เธอก็เผลอหลับไปนานเกินไปจนผ่านไปถึง 15 วัน!

“แย่แล้ว! นี่เราอยู่ในวิหารถึงสิบห้าวันเลยเหรอ!” เมลรีบวิ่งออกจากถ้ำด้วยความเร็วสูงสุด แต่เมื่อก้าวพ้นชายป่า นางก็ต้องชะงักกับภาพตรงหน้า

กลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งมาจากทิศทางบ้านของเธอ!

“เกิดบ้าอะไรขึ้น! ใครมันกล้ามาเผาบ้านฉัน!”

เปลวไฟกำลังลามเลียไปถึงแนวกำแพงเวทมนตร์ เมลไม่รอช้า นางรวบรวมพลังธาตุน้ำในกายมหาศาลก่อนจะระเบิดออกมาเป็นคาถาระดับมหัพภาค

“พลังคลื่น... สึนามิ!!”

มวลน้ำมหาศาลก่อตัวขึ้นกลางอากาศราวกับกำแพงยักษ์ ก่อนจะพุ่งลงไปทับกองเพลิงที่กำลังมอดไหม้จนดับสนิทในพริบตา เมลพุ่งตัวผ่านกลุ่มไอน้ำเข้าไปในรั้วบ้านทันที

“คุณหนู!” เสียงเรียกดังมาจากชายป่าอีกฝั่ง

เมลหันไปเห็นกลุ่มอัศวิน คนรับใช้ และเพื่อนๆ บางส่วนแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ พร้อมอาวุธและของสำคัญที่ขนออกมาทัน

“แคร์! เกิดอะไรขึ้น ทุกคนเป็นอะไรไหม!” เมลเข้าไปพยุงสาวใช้คนสนิทที่เนื้อตัวมอมแมม

“พวกเราปลอดภัยค่ะคุณหนู... มีบาดเจ็บบ้างแต่ไม่สาหัส” แคร์ตอบเสียงสั่น

“สรุปใครเป็นคนทำ? ใครมาเผาบ้านฉัน!”

“ไม่ทราบค่ะ พวกมันมากันเยอะมาก ปิดบังใบหน้าทุกคน และดูเหมือนจะเป็นมืออาชีพ”

“แล้วได้ส่งข่าวให้ท่านแม่หรือยัง?”

“พยายามแล้วค่ะคุณหนู แต่พวกมันยิงนกสื่อสารร่วงหมดเลย...”

เมลมองไปที่ตัวคฤหาสน์ แม้ภายนอกจะดูเสียหายจากไฟและน้ำ แต่โครงสร้างหลักยังมีกำแพงเวทมนตร์ป้องกันไว้อยู่

“กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ พวกมันเข้าไปไม่ได้หรอก รีบเก็บของที่เหลือแล้วเตรียมตัว... ฉันจะทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่าการแตะต้องบ้านของฉัน มันต้องแลกด้วยอะไร!”

เมลร่ายเวทสร้างสะพานน้ำแข็งขึ้นมาใหม่เพื่อข้ามลำน้ำอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เข้าสู่ตัวบ้าน นางมุ่งตรงไปยังห้องลับหลังห้องทำงานที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด มันเป็นจริงตามที่ซีโร่บอก... บ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นป้อมปราการขนาดย่อม

“อยู่ไหนนะ... อะ เจอล่ะ!” เมลกดปุ่มสีแดงเพลิงที่แผงควบคุมระบบป้องกันฐานทัพทันที

ครืนนนน!

แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเกิดขึ้นพร้อมเสียงไซเรนที่แผดก้องไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวที่มาจากทิศทางกำแพงด้านนอก เมลรีบวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อดูสถานการณ์

ภาพที่เห็นคือกลุ่มชายชุดดำบางส่วนกำลังวิ่งหนีตายจากอาวุธลับที่โผล่ออกมาสอยพวกมันร่วงทีละคนราวกับใบไม้ร่วง เมลรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ระบบทำงานต่อไปพวกมันคงตายหมด และนางจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย นางจึงรีบกลับไปสั่งระงับระบบป้องกันอัตโนมัติชั่วคราว ก่อนจะเดินออกไปตรวจสอบสนามรบด้วยตัวเอง

“ตายห่า... ดูสวนฉันสิ เละเทะไปหมด!” เมลสบถอย่างหัวเสียเมื่อเห็นสภาพสวนสวยกลายเป็นหลุมระเบิด

“คุณหนูคะ! พวกเราจับเป็นได้คนหนึ่งค่ะ มันพยายามหนีไปทางด้านหลังแต่พลาดตกน้ำ” อัศวินสาวสองคนคุมตัวนักโทษในสภาพสะบักสะบอมเข้ามา

“โง่จริงๆ ...” เมลจ้องหน้ามันด้วยสายตาเย็นเยียบ “บอกมา ใครส่งพวกแกมา?”

“ให้ตายข้าก็ไม่บอกเจ้าหรอก! ฮ่าๆๆ” มันถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างโอหัง

“แย่จัง... ตอนแรกอารมณ์กำลังดีอยู่ด้วย งั้นเปลี่ยนแผน... ไปเรียก ‘เจ้าตัวน้อย’ มาให้ฉันที”

ไม่นานนัก มังกรแดง ที่เมลได้รับมาจากจอมมารก็ปรากฏตัวขึ้น บัดนี้มันเติบโตขึ้นจนดูน่าเกรงขาม “อย่าคิดจะขู่ข้า! นายของข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่ อีแพศยา!”

“ฮึ... ปากดีแบบนี้สิถึงจะสนุก” เมลยิ้มกว้างก่อนจะตวัดดาบในพริบตา ฉึบ! ศีรษะของชายคนนั้นกระเด็นหลุดจากบ่าทันที “ไปเอาถุงมาห่อหัวมันซะ”

อัศวินสาวรีบไปจัดการตามคำสั่ง เมลใช้จังหวะที่วิญญาณยังไม่ดับสูญ ร่ายเวทอ่านความทรงจำจากร่างไร้หัวนั่นทันที “ไอ้เวรนั่นจริงๆ ด้วย... พวกมันรวมกลุ่มกันนอกกฎหมาย ขู่รีดไถชาวบ้าน หึ... ที่กบดานก็อยู่ไม่ไกล”

เมลนำศพของพวกมันยัดใส่ถุงปรกติพร้อมร่ายเวท ‘สื่อสารอัตโนมัติ’ ฝากข้อความไว้ “ติดต่อไปหาท่านแม่ด้วย... ฉันมีธุระต้องจัดการ”

“ค่ะคุณหนู”

เมลกระโดดขึ้นหลังมังกรแดงแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จุดหมายคือพระราชวังใจกลางเมืองหลวง นางใช้เวทล่องหนเพื่อพรางตาทหารและชาวบ้าน บินฝ่ากระแสลมเพียงครู่เดียวก็มาถึงน่านฟ้าเหนือวังเป้าหมาย... แต่เมลเลือกบินเลยไปอีกนิด ไปยัง วังใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ

“ฝ่าบาท! หม่อมฉันมีพัสดุมาส่ง! ฮ่าๆๆ”

ตุบ!!

ห่อผ้าขนาดใหญ่ถูกทิ้งลงตรงหน้ากองทหารองครักษ์ที่กำลังลาดตระเวน เมลสั่งให้มังกรบินวนกลับบ้าน ส่วนตัวนางกระโดดลงจากหลังมังกรกลางอากาศแล้วร่อนตัวลงสู่ย่านการค้าในเมืองอย่างแนบเนียน

ทหารองครักษ์พากันชักดาบออกมาด้วยความตกใจ

“อะไรวะนั่น! เฮ้ย... พวกเจ้าสองคนไปดูซิ”

เมื่อเปิดห่อผ้าออก ทุกคนถึงกับหน้าถอดสี องค์ราชาและราชินีรีบเสด็จออกมาดูเหตุการณ์ “เกิดอะไรขึ้น?”

“มีคนเอาของมาทิ้งไว้พะย่ะค่ะ!” องครักษ์ตอบเสียงสั่น

ทันทีที่พระหัตถ์ของราชินีแตะถูกห่อผ้า เวทมนตร์สื่อสารก็ทำงานโดยอัตโนมัติ ฉายภาพและเสียงของเมลขึ้นกลางอากาศ

“ฮ่าๆๆ พวกท่านคงเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าคิดจะท้าทายคนอย่างข้า! บุตรชายผู้โง่เขลาของท่านคิดจะสังหารข้า ข้าจึงนำของมาส่งคืน... และขอเรียกร้องค่าเสียหาย คืนนี้พวกมันต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป!!”

ข้อความจบลงพร้อมกับความเงียบงันที่แสนอึดอัด ราชาถอนหายใจยาวพลางกุมขมับ “ปวดหัวจริงๆ ...”

“นั่นสิเพคะ... นึกถึงสมัยที่พวกเรายังหนุ่มสาวเลยนะคะ” ราชินีกล่าวพาดพิงถึงอดีตที่ราชาเคยเป็นเพียงเจ้าชายธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งผู้กล้าถูกฆ่าและโชคชะตาพลิกผันให้เขาขึ้นครองราชย์

“ยิ่งนึกยิ่งปวดหัว อย่าไปย้อนความหลังเลย” ราชาหันไปหาหัวหน้าองครักษ์ “แล้วเจ้าชายอยู่ที่ไหน?”

“ทูลฝ่าบาท... เจ้าชายไม่อยู่ในวังพ่ะย่ะค่ะ!” หัวหน้าองครักษ์รายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ไปตามหาตัวเจ้าชายเดี๋ยวนี้!!” ราชาคำรามกึกก้อง

ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในวังหลวงทันที ทหารองครักษ์อาวุธครบมือรีบควบม้าออกจากปราสาทเพื่อตามหาตัวเจ้าชายลำดับที่สองกลับมารับผิดชอบสิ่งที่ทำไว้ แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น... เงาสายหนึ่งกลับวูบหายไปจากมุมหน้าต่างปราสาทโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

“รายงานเจ้าหญิงค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ เจ้าชายลำดับที่สองเสด็จออกจากวังไปก่อนที่คุณหนูใหญ่จะมาถึง” นางกำนัลลับรายงานต่อหน้าสตรีสูงศักดิ์

“ทำดีมาก... ไปพักเถอะ” เจ้าหญิงโซเฟีย เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วนั่งลงบนเตียงช้าๆ

สายตาของโซเฟียจ้องมองไปยังร่างของ มิสเซลล์ ผู้โชคร้ายที่ถูกเจ้าชายดักจับมาจากในเมือง แต่นางกลับชิงตัวมาซ่อนไว้ในห้องลับเมื่อสองวันก่อน “ฮึๆๆ ... เมลของฉันคงไม่รู้หรอกว่าเธออยู่ที่นี่ ดีนะที่ฉันสายตาไว ไม่เช่นนั้นเธอคงไปนอนอยู่บนเตียงของน้องชายจอมหื่นนั่นแล้ว”

โซเฟียลูบไล้ใบหน้าของมิสเซลล์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหล ทว่าในใจของเจ้าหญิงกลับร้อนรุ่ม เพราะแม้จะช่วยมิสเซลล์มาได้ แต่ ยูริ กลับหายสาบสูญไป และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้เจ้าชายจอมเจ้าเล่ห์กล้าออกจากปราสาทของตัวเอง

“ไซซ่าส์... ฝากดูแลนางด้วย”

“เจ้าหญิงโซเฟียคะ... ท่านคิดจะดึงตัวคุณหนูเมลมาที่นี่จริงๆ หรือคะ?” ไซซ่าส์ องครักษ์หญิงคนสนิทถามด้วยความหนักใจ

“เมลเป็นของฉันมาตั้งแต่เด็ก... ฉันไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด ดูสิ... แม่กระต่ายน้อยของฉันน่ารักเพียงไร” โซเฟียพูดพลางจินตนาการถึงใบหน้าของเมล

ไซซ่าส์ลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ทุกคนในวังลับรู้ดีว่าเจ้าหญิงโซเฟียหลงใหลในตัวคุณหนูเมลแห่งตระกูลแม็กซ์น่าเพียงใด เรียกได้ว่าคลั่งรักจนเข้าขั้นอันตราย และนั่นคือสาเหตุที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมลจึงพยายามหลบหน้าเจ้าหญิงอยู่ตลอด แต่อาการของเจ้าหญิงก็ดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ... เรียกว่ารักษาไม่หายจนกว่าจะได้ ‘ครอบครอง’ ตัวเมลจริงๆ

ทางด้านเจ้าชายลำดับที่สอง บัดนี้กำลังควบม้าหนีตายกลับเข้าเมืองอย่างทุลักทุเล คนของเขาทั้งหมดถูกระบบป้องกันที่บ้าน เมลสอยร่วงตายหมดสิ้น ที่ที่เขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดในตอนนี้คือ คฤหาสน์ตระกูลแม็กซ์น่า เพราะเขามั่นใจว่าที่นั่นยังมี “ตัวประกัน” และอำนาจของตระกูลนี้จะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันให้เขาได้

“ท่านดยุกครับ... เจ้าชายลำดับที่สองขอเข้าพบครับ”

พ่อบ้านรายงานการมาถึงของ ‘ตัวปัญหา’ ที่บัดนี้ไม่ว่าตระกูลไหนก็ไม่อยากข้องเกี่ยว หากไม่มีคำว่า ‘เจ้าชาย’ ค้ำคออยู่ พ่อบ้านคงสั่งทหารยิงทิ้งตั้งแต่หน้าประตู

“ไปบอก ฟอร์เร่ ให้พาคนไปหลบก่อน... แล้วแขกอยู่ไหน?” ท่านดยุกแห่งแม็กซ์น่าถามเสียงเครียด

“อยู่กับคุณชายใหญ่ที่ห้องรับแขกครับ”

“ฮึ... ไอ้ลูกไม่รักดี” ดยุกสบถถึงลูกชายคนโตที่ชอบคบค้าสมาคมกับพวกเศษสวะขุนนาง

เขาไม่รู้เลยว่าการที่เจ้าชายวิ่งมาที่นี่ คือการเอาชีวิตมาทิ้งถึงที่ เพราะเมลในตอนนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมคนอีกต่อไป และโทสะของนาง... กำลังพุ่งตรงมาที่คฤหาสน์แห่งนี้พร้อมกับ ‘พัสดุ’ ชิ้นสุดท้าย!

เมื่อฟอร์เร่ได้รับสัญญาณแจ้งเหตุร้าย นางรีบพายูริไปหลบในห้องนอนของเมล แม้ลูกสาวจะไม่ได้นอนที่นี่แล้ว แต่ที่นี่คือพื้นที่ต้องห้ามที่ฟอร์เร่รู้ดีว่ามันคือคลังแสงลับที่เต็มไปด้วยกับดักและอาวุธร้ายแรง

“หนูจ๊ะ อยู่ในนี้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวมาธ่าจะอยู่เป็นเพื่อนเอง” ฟอร์เร่ปลอบเด็กสาวก่อนจะหันไปสั่งองครักษ์หญิงคนสนิท “มาธ่า ดูแลเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด”

“ค่ะท่านหญิง”

ฟอร์เร่เดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สั่งวางกำลังองครักษ์อาวุธครบมือเฝ้าจุดยุทธศาสตร์ทั่วชั้นบนสุด “พวกเจ้าสี่คนเฝ้าบันได สองคนคุมหน้าห้อง อีกสี่คนแยกกันเฝ้าที่หน้าต่าง ใครบุกขึ้นมา... ยิงทิ้งได้ทันที!”

“ครับ/ค่ะ”

ที่ห้องรับแขก บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

“ฮ่าๆๆ นึกว่าใครที่ไหน เจ้าชายเลนอลล์นี่เอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่พ่ะย่ะค่ะ?” ดยุกแม็กซ์น่าเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ดยุกแม็กซ์น่า ระวังปากของท่านไว้หน่อยก็ดี!” เลนอลล์ตวาด

“เซอร์อเล็กซ์ บางทีถ้าท่านเตือนนายของท่านบ้างคงจะดีกว่านี้” ดยุกหันไปเหน็บแนมหัวหน้าองครักษ์ของเจ้าชาย

จนคุณชายใหญ่ ลูกชายคนโต ต้องรีบห้ามทัพ “ท่านพ่อ พอเถอะครับ!”

“สรุปพระองค์มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด?”

“เราต้องการความคุ้มครองจากท่าน...” เลนอลล์วางเหรียญตราหมั้นหมายที่ครั้งหนึ่งแม็กซ์น่าเคยให้ไว้เป็นเครื่องประกัน “คุ้มครองเรา... จากบุตรีของท่าน!”

“หึ... ข้ารับปากในส่วนของข้า แต่คนอื่นน่ะไม่แน่” ดยุกแค่นหัวเราะ

“ท่านจะกลับคำรึไง! ท่านไม่มีเกียรติยศแล้วรึ!” เลนอลล์เริ่มฟิวส์ขาด

“หุบปาก! เพราะท่านไม่ใช่รึไง ลูกสาวข้าถึงต้องออกจากบ้าน! ถ้าท่านไม่สร้างเรื่องระยำไว้ มีหรือนางจะตามล่าท่าน! คิดบ้างไหมว่าพี่ชายท่านก็นำพวกจักรวรรดิเข้ามาหมายชิงบัลลังก์! พวกท่านเคยทำประโยชน์อะไรให้ประชาชนบ้าง!”

“ท่านคิดท้าทายข้าใช่ไหมท่านดยุก!”

ปัง!!

เสียงปืนดังสนั่นหนึ่งนัด ร่างของดยุกกุมอกซ้ายแล้วทรุดลงท่ามกลางความตกใจของทุกคนในห้อง เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาจากอกเสื้ออย่างรวดเร็ว

“ท่านพ่อ!!”

เมลที่ซุ่มดูอยู่ตรงหน้าต่างพุ่งตัวเข้ามาประคองร่างพ่อของนางไว้ทันที นางรีบร่ายเวทฮีลเบื้องต้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เมล... พอเถอะ พ่อ... พ่อเหลือเวลาไม่มากแล้ว” ดยุกแม็กซ์น่าพึมพำเสียงแผ่ว

“เงียบก่อน! ข้าจะพาท่านไปรักษาเดี๋ยวนี้!” เมลตวาดลั่น แต่เซอร์อเล็กซ์กลับเอาดาบมาจ่อคอนางไว้

“ใครอนุญาตให้เจ้าไป!”

“ถ้าไม่อยากตายก่อนแก่... ก็อย่าเอาดาบมาจ่อคอข้า!” เมลเอ่ยด้วยเสียงเย็นเฉียบที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบจนหนาวไปถึงกระดูก นางอุ้มร่างดยุกพุ่งผ่านวงล้อมออกไปทันที

เมลแบกพ่อมาจนถึงเตียงผ่าตัดในห้องลับ ฟอร์เร่รีบวิ่งตามมาด้วยความตกใจ "ลูกแม่! พ่อเป็นอะไร!"

“เจ้าชายเลนอลล์ยิงท่านพ่อค่ะ! ท่านแม่ตามหมอมาเร็ว!” เมลสั่งการวุ่นวาย แต่พอวางร่างพ่อลงบนเตียง นางกลับรู้สึกถึงกลิ่นที่คุ้นเคย...

เมลใช้นิ้วป้ายเลือดที่ติดมือมาดม... ฟอร์เร่เห็นท่าไม่ดีจึงลองชิมดูบ้าง

“จริงด้วย... นี่มัน ซอสมะเขือเทศ!” ฟอร์เร่ตาโต

"” หือ? อะไรนะ? พี่ไม่ได้โดนยิงเหรอ?” ดยุกแม็กซ์น่าลืมตาขึ้นมาแล้วรีบถอดเสื้อสำรวจดู... ในกระเป๋าเสื้อมีเศษขวดซอสแตกกระจาย “ขวดซอส!!”

“นี่ท่านติดซอสหนักจนต้องพกติดตัวขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!” เมลกุมขมับ

“พี่สาว!” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง ยูริวิ่งเข้ามากอดเมลทั้งน้ำตา “พี่มิสเซลล์ถูกคนเลวจับตัวไปค่ะ ฮึก...”

เมลสอบถามจนได้ความว่าดยุกไปช่วยยูริไว้ได้เมื่อสองวันก่อนขณะกลับจากล่าสัตว์ แต่ช่วยมิสเซลล์ไม่ทัน เมลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันมามองพ่อที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“เอาละค่ะท่านพ่อ... เพื่อความสมจริง ทนเจ็บนิดนึงนะ!”

ปิ้ว!

“อ๊ากก! ไอ้เด็กบ้า!” ดยุกชี้หน้าลูกสาวที่เพิ่งเหนี่ยวไกปืนพกใส่ไหล่เขาจริงๆ

“ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูยิงจุดปลอดภัย กระสุนทะลุไปแล้วเนี่ย” เมลหยิบหัวกระสุนให้ดูแล้วรีบร่ายเวทปิดแผล “จำไว้นะคะ ต้องเหมือนใกล้ตายที่สุด! กินยานี่เข้าไปค่ะ!”

เมลยัดยาสลบเข้าปากพ่อทันที “เจ้ามัน... เฮือก!” ดยุกคอพับสลบไปทันที

“ท่านแม่คะ ฝากน้ามาธ่าพายูริไปซ่อนใต้หลังคาด่วน! แล้วจำไว้นะคะ เราต้องเล่นให้เนียนที่สุด!” เมลรีบเอาเลือดหมูที่เตรียมไว้มาสาดใส่ชุดฟอร์เร่และตัวเองจนดูเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิเลือดมา

“ท่านหมอมาแล้วครับ!”

พ่อบ้านพาสูตินรีแพทย์ เอ้ย! หมอผ่าตัดและผู้ช่วยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

การ “ผ่าตัดด่วน” ผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงร้องไห้แทบขาดใจของฟอร์เร่ที่แสดงได้สมบทบาทสุดๆ ส่วนเจ้าชายเลนอลล์ที่ยืนอึ้งอยู่ในที่เกิดเหตุก็ถูกกองสารวัตรนักเรียนและทหารวังคุมตัวกลับปราสาทไปรับกรรมเป็นที่เรียบร้อย

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สู่วันฟ้าใส   จุดเริ่มต้นของบทใหม่

    หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล

  • สู่วันฟ้าใส   มังกรคืนถิ่น

    หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน

  • สู่วันฟ้าใส   พิราบขาว

    โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร

  • สู่วันฟ้าใส   เพลิงแห่งฟินิเซีย

    เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้

  • สู่วันฟ้าใส   การโต้กลับ

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง

  • สู่วันฟ้าใส   สายเลือดที่ตื่นขึ้น

    ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status