Masukไม่กี่เดือนต่อมา ฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายก็มาเยือน ปัจจุบันพื้นที่แถบหมู่บ้านที่ เมล อาศัยอยู่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเธอเองอย่างเต็มตัว แต่เดิมนั้นมันเป็นอาณาเขตของตระกูลที่บิดาของเธอเป็นผู้ควบคุม ทว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ดยุคก็ได้โอนเขตที่ดินฝั่งติดป่าอสูรให้เมลดูแลทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านห้าแห่งและเมืองขนาดเล็กอีกสองเมือง
ทางด้านชายแดน หลังจากที่พวกจักรวรรดิประกาศสงครามกับอาณาจักร ก็มีการปะทะกันแทบทุกวันจนชาวบ้านต้องพากันอพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังเมืองใหญ่ โชคดีที่เขตปกครองของเธอนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ชายแดนโดยตรง แต่เมลก็ยังสั่งให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หน้าหนาวปีนี้ถือว่าโหดร้ายกว่าปกติ ในเขตอื่นมีผู้คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่กับเขตนี้ เพราะเมลสั่งให้มีการตุนเสบียงอาหารไว้ล่วงหน้า และให้ฝ่ายช่างซึ่งได้รับความร่วมมือมาจากทางวังออกไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ชาวบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับพายุหิมะ
“คุณหนูคะ มีโทรเลขด่วนมาค่ะ”
พนักงานฝ่ายสื่อสารยื่นโทรเลขให้เมลดูเพียงครู่เดียว ก่อนที่นางจะส่งกลับคืนด้วยสายตาเรียบเฉย
“ตอบกลับไปว่า... เราจะไม่ส่งเสบียงไปให้”
“แน่ใจนะคะคุณหนู? ตอนนี้เห็นว่าชายแดนกำลังอยู่ในวิกฤตหนัก” พนักงานสาวถามด้วยความกังวล
“วิกฤตเพราะพวกนั้นบริหารจัดการไม่เป็น แล้วจะมาเบียดเบียนเสบียงของชาวบ้านในเขตฉันอย่างนั้นหรือ? ตอบไปตามที่สั่งเถอะ”
“ขออภัยค่ะคุณหนู จะรีบดำเนินการเดี๋ยวนี้ค่ะ”
แม้คำสั่งนี้จะสร้างความไม่พอใจให้กับแม่ทัพหลวงที่เป็นคนงี่เง่าและบ้าอำนาจอย่างมาก แต่นี่เป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้ชาวบ้านในปกครองของเธออยู่รอดไปจนพ้นหน้าหนาวในอีกสองเดือนข้างหน้าได้ โทรเลขฉบับนี้ไม่ได้ถูกส่งไปแค่ที่กองทัพ แต่นางยังส่งคำยืนยันความปลอดภัยไปตามหัวเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ที่เธอดูแลด้วย
ช่วงนี้ไม่ค่อยมีภารกิจภายนอกมากนัก เมลจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนตามที่มู่ฟานเล่อ พี่สาวจากแดนไกลคอยชี้แนะ อัศวินและทหารส่วนตัวต่างได้รับการฝึกฝนอย่างหนักเข้มข้น แม้ในยามที่หิมะตกหนักเช่นนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ส่วนกลุ่มสตรีชาวบ้านที่สนใจเรื่องการฝึกอาชีพ ก็จะพากันมาเรียนรู้ในช่วงสายของวัน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า ย้อมผ้า การถนอมอาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่การเรียนหนังสือพื้นฐาน หลายคนถึงกับพาบุตรหลานมาลงทะเบียนเรียนด้วยความหวังว่าความรู้เหล่านี้จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นท่ามกลางไฟสงครามที่กำลัง คุกรุ่น
กองทหารในมือของ เมล บัดนี้กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร ไม่ใช่เพียงเพราะอาวุธล้ำสมัยอย่างปืนใหญ่หรือไรเฟิลพลังสูง แต่เป็นเพราะ “ระเบียบวินัย” และ “สวัสดิการ” ที่ดีเยี่ยมจนทหารจากเขตอื่นต้องอิจฉา ทุกคนพร้อมพลีชีพปกป้องเขตแดนเพราะเมลดูแลพวกเขาเหมือนครอบครัว
โครงสร้างของกองพลน้อย โดยประมาณ 2,000 นาย ของเมลจัดหน่วยรบแบบผสมผสานเพื่อความคล่องตัวสูง
หมู่รบมาตรฐาน 14 นาย ประกอบด้วย พลปืนเล็ก 6 นาย, พลซุ่มยิง 2 นาย, หน่วยเวทและแพทย์สนาม 2 นาย, พลอาวุธหนัก 2 นาย และอัศวินเกราะหนักสำหรับคุ้มกันระยะประชิดอีก 2 นาย
กองพันยานเกราะ รถถังหลัก 12 คัน, รถถังเบา 24 คัน และยานเกราะล้อยาง สำหรับเคลื่อนพลอีก 40 คัน
กองพันทหารปืนใหญ่ ขุมกำลังทำลายล้างประกอบด้วย ปืนใหญ่ขนาด 175 มม. 8 กระบอก, ขนาด 105 มม. 10 กระบอก และ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังอีก 20 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธที่โลกนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
อาวุธทุกชิ้นถูกติดตั้ง “ระบบอาคมเรียกคืน” หากใครคิดขโมยหรือนำออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต มันจะสลายตัวและกลับเข้าคลังแสงของเมลทันที
“เฮ้อ... สายเลือดมันหนีไม่พ้นจริงๆ สินะ” เมลยืนมองกองกำลังที่กำลังฝึกยุทธวิธีอยู่กลางลานหิมะ
“พี่บอกแล้วไงว่าสายเลือดการ์เดี้ยนของเรามันเข้มข้น” มู่ฟานเล่อ เดินมายืนข้างๆ “ตระกูลเราก็เป็นแบบนี้กันทุกคน แม้จะนำเอา ‘หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ จากมิติอื่นมาปรับใช้จนเศรษฐกิจมั่นคงเป็นอันดับหนึ่ง แต่เราก็ไม่เคยทิ้งเรื่องความมั่นคง”
"ทำไมพวกเราถึงไม่มีการแย่งชิงอำนาจกันในตระกูลเลย ล่ะคะ?" เมลถามด้วยความสงสัย
“เพราะมันคือ ‘ภาระ’ ไงล่ะน้องรัก งานมันหนักและไม่มีเวลาว่างเลยสักนิด พัฒนาระบบกันไม่หยุดหย่อนจนไม่มีใครอยากได้ตำแหน่งผู้นำ” มู่ฟานเล่อหัวเราะ “รู้ไหม... ครั้งหนึ่งเคยมีกบฏที่เขตปกครองที่หก ท่านย่าเลยเรียกหัวหน้ากบฏมาแล้วโยนตำแหน่งบริหารให้ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ไม่ถึงเจ็ดวันก็รีบลาออก ยุบกลุ่มหนีไปเลยเพราะทำบัญชีงบประมาณไม่ไหว”
“งานหนักขนาดนั้นเลยหรอค่ะ”
“อืม ไหนจะงบการเงินและรายงานต่างๆ อีก พวกนั้นเลยถอดใจ อีกอย่างพวกมันทำระบบงานเละไปหมดจนกองทัพที่หกต้องลงมาจัดการ”
“เดือดร้อนจริงๆ แหละพี่ แผนงานวางไว้ดีๆ แล้วพวกที่ไม่รู้อะไรเลยแต่มาเที่ยวประท้วงไม่ก็อยากได้จนเกินเหตุแล้วมาก่อกบฏ คนพวกนี้ว่างงานจริงๆ”
“อืม ตอนที่ผู้นำของดาวดวงนั้นมาหาท่านผู้นำของเรา ดาวของพวกเค้าแห้งแล้งเป็นอย่างมาก ประชาชนอดยากและยากจน น้ำจะดื่มยังไม่มี พวกเราใช้เวลาเกือบยี่สิบปีในการปรับอะไรหลายๆ อย่างจนกระทั่งมันกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง” มู่ฟานเล่อพูดยิ้มๆ พลางหยินถ้วยช็อกโกแลตร้อนมาจิบแก้หนาว
“พูดแล้วนึกถึงตัวเอง ชาติก่อนก็ทำกิจการใหญ่โตจนหลายฝ่ายอิจฉา ฮ่องเต้ก็จ้องเล่นงาน สุดท้ายพอข้าศึกบุกตีเมืองก็พากันเผ่นเน็บ ทิ้งชาวเมืองไว้อีก”
“แล้วเจ้าก็ตายแล้วมานี่พร้อมพลังของผู้สืบทอด”
“ค่ะ”
“อืม พี่เข้าใจ... ว่าแต่ นั่นกลุ่มทหารม้าจากไหนกัน?” มู่ฟานเล่อชี้ไปที่ขบวนฝุ่นหิมะที่กำลังมุ่งตรงมา
“อัศวินหลวง? มาทำไมกัน หรือจะเป็นเรื่องโทรเลขที่ข้าปฏิเสธเสบียงไป” เมลขมวดคิ้ว
“เจ้าตอบกลับไปว่าอะไรนะ?” มู่ฟานเล่อถาม
“ไม่ให้ค่ะ”
“สมควร”
“ท่านพี่!!!”
เมลรีบใช้วิชาตัวเบากระโดดกลับไปที่บ้านทันที ขบวนม้าของวังหลวงวิ่งมาได้อย่างรวดเร็วเพราะเมลสั่งให้รถกวาดหิมะเปิดเส้นทางไว้แล้ว แถมยังเก็บหิมะไว้ในบ่อเพื่อใช้ทำน้ำเย็นในฤดูร้อนด้วย
"นี่มันอะไรกัน... ข้าไม่ได้มาที่นี่นานแค่ไหน ถึงไม่รู้ว่ามีกองทัพขนาดนี้ซ่อนอยู่!” หัวหน้าอัศวินหลวงอุทานอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นรถถังเหล็กกล้าจอดเรียงราย
“หลายเดือนอยู่ครับ ตั้งแต่ที่พวกเรามาพร้อมองค์ราชา”
“เกิดอะไรขึ้นกันท่านหัวหน้า” ราชาเปิดม่านเล็กน้อย
“กราบทูลฝ่าบาท พวกเราแค่ตกใจที่เห็นกองกำลังขนาดใหญ่พะย่ะค่ะ”
“รีบเถอะ ช้าเกินไปจะไม่ดี”
“พะย่ะค่ะ”
รถม้าคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้าน ราชาและราชินี เสด็จลงมาด้วยพระพักตร์ที่ดูเหนื่อยล้า
“ถวายบังคมเสด็จอาเพคะ” เมลออกมาต้อนรับ “ฝ่าฝนฝ่าหิมะมาถึงที่นี่ มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เรามาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หวังว่าหลานคงไม่ถือสา” ราชาตรัส
“แล้วหลาน ‘ถือสา’ ได้ไหมล่ะคะ?” เมลสวนกลับนิ่มๆ
"ไม่ได้!"
“แล้วพระองค์ถามทำไมเพค่ะ”
“พอเถอะทั้งคู่ เข้าไปคุยด้านในเถอะ” ราชินีต้องรีบตัดบท
“เชิญทางนี้ค่ะ” เมล์เดินนำเข้ามาที่ห้องรับแขก อัศวินที่เห็นก็ทำความเคารพตามแบบที่ได้ฝึกมา
ภายในห้องรับแขกอันอบอุ่น เมลสั่งให้ ยูริ นำเครื่องดื่มและผ้าอุ่นๆ มาบริการแขกผู้สูงศักดิ์ “ยูริ... เอาเครื่องดื่มร้อนไปให้พวกอัศวินที่รออยู่ด้านนอกด้วยนะ”
“ได้ค่ะคุณหนู!”
เหล่าอัศวินหลวงและองครักษ์ที่ยืนหนาวสั่นอยู่ข้างนอกต่างได้รับโกโก้ร้อนและผ้าห่มกันถ้วนหน้า
“ดีจริงๆ ที่วันนี้ข้าไม่ได้ลา”
“พวกเจ้าชั่งเห็นแก่กินกันเหลือเกิน พวกเรามาทำงานน่ะ"
.“ท่านนายกอง ท่านดูหัวหน้าอัศวินกับหัวหน้าองครักษ์ซิขอรับ ไปนั่งจิบน้ำอุ่นๆ ข้างกองไฟ”
“ข้านับถือคุณหนูใหญ่จริงๆ ถ้านางเป็นบุรุษ ข้าจะเสนอชื่อให้นางเป็นราชบุตรเขยเดี๋ยวนี้เลย” นายกองคนหนึ่งเอ่ยพลางจิบน้ำอุ่น
“เบาๆ หน่อยนายกอง เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ศึกในเรื่องบัลลังก์และศึกนอกเรื่องจักรวรรดิมันรุนแรงแค่ไหน” หัวหน้าอัศวินเตือน
“ขออภัยครับท่าน... แต่ข้าสงสัยจริงๆ ว่า ‘ไอนั่น’ ที่อยู่ท่ามกลางฝูงมังกรรุ่นลูกที่นอนอาบแดดอยู่นั่นคืออะไร?” นายกองชี้ไปที่วัตถุทรงเหลี่ยมขนาดมหึมาที่ดูไม่เข้ากับยุคสมัยอย่างแรง...
"นั่นซิ"
ระหว่างที่กำลังสงสัยกันอยู่ เหล่าองครักษ์หลวงที่กำลังพักดื่มน้ำอุ่นก็หันไปมองพวกอัศวินแต่งตัวแปลกๆ ที่เดินไปเดินมาก ทว่าอยู่ดีๆ เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงก็ดังขึ้นจากฐานทัพลับ พวกมังกรที่นอนนิ่งอยู่เริ่มขยับกายอย่างตื่นตัว พลประจำมังกรและเจ้าหน้าที่เทคนิคต่างวิ่งกรูออกมาจากอาคารมุ่งตรงไปยัง “วัตถุประหลาด” ทรงเหลี่ยมขนาดมหึมา
วัตถุนั้นเคลื่อนตัวออกจากโรงเก็บอย่างช้าๆ เข้าสู่ลานหิมะที่ถูกกวาดจนเรียบเนียน เหล่ามังกรบินเข้าประจำที่ขนาบข้าง ทันทีที่พลให้สัญญาณเปลี่ยนสีธง เครื่องยนต์คำรามกึกก้อง วัตถุนั้นทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงก่อนจะเชิดหัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสง่างาม ตามด้วยฝูงมังกรที่บินทะยานตามเป็นขบวนรบมุ่งหน้าสู่ป่าใหญ่
“นั่นมัน... อะไรกัน?” นายกองอัศวินหลวงอ้าปากค้าง อาณาจักรมีเพียงฝูงไวเวิร์นไว้สนับสนุนการรบ แต่ไม่เคยมีมังกรแท้ๆ หรือเครื่องจักรที่ครองน่านฟ้าได้เช่นนี้
ตึ้ม!! ตึ้ม!! ปังๆๆๆๆ!
"เสียงอะไร ปืนใหญ่ใช่ไหม" พวกองครักษ์ต่างมองหน้ากันแล้วพากันเดินไปตามเสียง
เสียงระเบิดและเสียงปืนดังสนั่นมาจากทุ่งหิมะอีกด้าน พวกองครักษ์รีบวิ่งไปดูและต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า รถถังคันยักษ์กำลังพ่นไฟจากลำกล้องใส่เป้าหมายในแนวป่า ตามด้วยทหารราบที่เคลื่อนที่เข้าหาอย่างมีระเบียบวินัย
“นี่พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่!” นายกองถามอัศวินหญิงที่ยืนเฝ้าประตูด้วยเสียงสั่น
“ค่ะ มีอะไรหรอค่ะ”
“ข้าถามว่าพวกนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่”
“ฝึกซ้อมรบตามปกติค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” นางตอบเรียบๆ แต่นั่นกลับทำให้พวกทหารหลวงเสียอาการ เพราะกองทัพอาณาจักรแทบไม่เคยมีการซ้อมรบที่สมจริงและรุนแรงขนาดนี้ มาก่อน
“มะไม่มีอะไร” นายกองถึงกับเสียอาการเพราะกองทัพของอาณาจักรไม่เคยมีการซ้อมแบบนี้เลย นานๆ ครั้งถึงจะมี ทุกคนที่ได้ฟังต่างมองไปที่เจ้านายเหนือหัวของพวกตน หวังแค่ว่าจะมีการฝึกซ้อมแบบนี้บ้าง
ภายในห้องรับแขก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ราชาพยายามโน้มน้าวให้เมลส่งเสบียงไปช่วยแนวหน้าที่กำลังจะ อดตาย แต่เมลกลับส่ายหน้าอย่างเย็นชา
ภายในห้องรับแขก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ราชาพยายามโน้มน้าวให้เมลส่งเสบียงไปช่วยเหลือแนวหน้าที่ตอนนี้อ่อนแรงเต็มที แต่เมลกลับส่ายหน้าอย่างเย็นชา
“หลานทูลเตือนแล้วว่าไม่ควรทำสงครามในช่วงหน้าหนาว ทหารของเราไม่ได้ถูกฝึกมาให้รบกลางหิมะ” เมลจ้องมองพระเนตรของราชา
“ตอนนี้กองทัพถูกตัดขาด ด้านหลังคือแม่น้ำซูรี่ที่กลายเป็นน้ำแข็ง สะพานใหญ่ที่ป้อมโมบิวเล่ก็ถูกล้อมไว้ ถ้าไม่รีบถอยตอนนี้... ก็เตรียมฝังศพทหารทั้งกองทัพไว้ที่นั่นได้เลย”
“อาถึงได้มาหาหลานไง... ถ้าส่งเสบียงไม่ได้ ก็ช่วยเปิดทางให้กองทัพถอยกลับมาทีเถอะ” ราชาตรัสด้วยเสียงสั่นเครือ
“ในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา มีนักฆ่าจากหลายฝ่ายพยายามมาที่นี่ หนึ่งในนั้นคือคนของเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง หลานเจ็บช้ำน้ำใจจนแทบไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของวังหลวงอีก” เมลเอ่ยเสียงเรียบ พลางแสร้งบีบน้ำตา “แต่เห็นแก่ชีวิตทหาร... อาหญิงคะ พักที่นี่อีกสองวันเถอะ พายุกำลังมา บอกพวกเขาสั่งถอยทัพข้ามแม่น้ำภายในสามวัน ไม่อย่างนั้นก็เตรียมหนาวตายได้เลย”
“แต่เราทิ้งปืนใหญ่ไว้ไม่ได้!” ราชาค้าน
“ท่านอาคะ! ของสร้างใหม่ได้แต่คนสร้างไม่ได้! ระเบิดพวกมันทิ้งซะ แล้วไปตั้งแนวปืนใหญ่ใหม่ที่อีกฝั่งของแม่น้ำ!” เมลตะคอกเตือนสติ “ถ้าพ้นสามวันแล้วใครยังไม่ข้ามมา... เตรียมลงไปนอนใต้ธารน้ำแข็งได้เลย!”
ราชาสะดุ้งก่อนจะหันไปสั่งหัวหน้าองครักษ์เสียงเฉียบ “หัวหน้าองครักษ์!!!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“ส่งข้อความด่วนที่สุดไปที่แนวรบทั้งหมด! ให้ถอยกลับภายในสามวัน! แจ้งนายพลโคโลให้เตรียมทำลายธารน้ำแข็งทันทีที่ครบกำหนด!”
“ตะแต่ว่า แบบนี้ทหารไม่ตายกันหมดรึพ่ะย่ะค่ะ”
“รีบไปเดี๋ยวนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านอาใจเย็นก่อน ท่านรีบเขียนแล้วประทับตราเถอะ เดี๋ยวให้คนเอาไปส่งให้”
“ขอบใจหลานมาก”
“ค่ะ”
หลังจากราชาลงนามในคำสั่ง เมลสั่งให้มิสเซลล์พาทั้งสองไปพักผ่อน ส่วนเธอนั้นรีบขึ้นไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดรบสีดำสนิท นางรู้ดีว่าหากไม่ไปปรากฏตัวด้วยตัวเอง พวกนายพลหัวรั้นเหล่านั้นคงไม่ยอมทิ้งอาวุธถอยทัพแน่
เมลเดินตรงไปยังห้องพักที่อยู่ลึกที่สุดของอาคาร แล้วเปิดประตูเข้าไปปลุก "สิ่งมีชีวิต" ที่แข็งแกร่งที่สุดตัวหนึ่งในบ้าน
“ตื่นได้แล้ว... จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน”
มังกรสาวในร่างมนุษย์บิดขี้เกียจบนเตียงขนนุ่ม นางชอบของหวานและเกลียดการทำงานเป็นที่สุด แต่ฝีมือการรบนั้นติดอันดับท็อปเท็นของการ์เดี้ยน ทว่าวันนี้มังกรสาวกลับใส่ชุดหนังนักบินพร้อมหมวกและแว่นตากันลมเสร็จสรรพ
“กว่าจะตื่นได้... แล้วทำไมใส่ชุดนักบิน?” เมลเลิกคิ้ว
“ขี้เกียจแปลงร่างบินเองน่ะสิ มันหนาวผิว!” มังกรสาวตอบหน้าตาย
ฟิ้ววววว!
เครื่องบินสองใบพัดลำใหญ่ทะยานออกจากรันเวย์มุ่งหน้าสู่แม่น้ำซูรี่ สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงจอดบนแผ่นน้ำแข็งหนาได้อย่างแม่นยำ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่านายทหารแนวหน้าที่มารอรับ
ขบวนของเมลตรงเข้าสู่ ป้อมซาทูเล่ ทันที ที่นั่นมีเหล่านายพลผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของกองทัพและผู้บัญชาการป้อมโมบิวเล่รออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การปรากฏตัวของ ‘คุณหนูใหญ่ตระกูลแม็กซ์น่า’ ในฐานะผู้ถืออาญาสิทธิ์กองทัพ
“ทำความเคารพ!!” เสียงขานรับดังสนั่นทั่วห้องบัญชาการ
“ตามสบาย... พวกท่านจัดการตามที่ฉันสั่งเมื่อหลายวันก่อนเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” เมลเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
“เรียบร้อยครับคุณหนู ข้าสั่งย้ายคนเจ็บ คนป่วย รวมถึงหน่วยแพทย์ทั้งหมดถอยไปพิกัดเมืองหลังแนวรับแล้วครับ แต่สถานการณ์ตอนนี้... วิกฤตกว่าที่คิด” นายทหารชั้นผู้ใหญ่ชี้ไปที่แผนที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ในห้องลับใต้ดินของ ป้อมซาทูเล่
“ทหารในบังคับบัญชาของพวกเราเคลื่อนกำลังลงใต้มาที่จุดนี้ เพื่อรอข้ามธารน้ำแข็งภายใต้ความมืดของคืนนี้ครับ”
“แล้วสถานการณ์แนวหน้าล่ะ?” พี่สาวของเมล มู่ฟานเล่อ ถามขึ้นด้วยสายตาคมกริบ
นายทหารหลายคนมองหน้าเมลอย่างสงสัย “สตรีแปลกหน้าคนนี้คือใครครับคุณหนู”
“พี่สาวฉันเอง รายงานมาเถอะ” เมลอนุญาต
“ครับ! กองทัพใหญ่ถูกล้อมกรอบอยู่ที่จุดตั้งค่ายใกล้ชายแดน แนวรบส่วนใหญ่กำลังแตกพ่ายและถอยกรูมาที่จุดพักใกล้แม่น้ำ แต่เรายังเข้าช่วย ป้อมโมบิวล่า ไม่ได้ เพราะถูกข้าศึกไล่บี้มาอย่างกระชั้นชิดครับ!”
“ฝ่ายนั้นเตรียมตัวมาดีเกินไป... เหมือนรู้ล่วงหน้าว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไร” มู่ฟานเล่อวิเคราะห์
“ไม่ใช่แค่เตรียมตัวดีหรอกค่ะพี่...” เมลแค่นยิ้มเย็น “หนูว่ามีคนทรยศแอบส่งเสบียงให้พวกมัน เพื่อบีบให้กองทัพเราแพ้ยับเยิน จากนั้นก็จะใช้ความล้มเหลวนี้ปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านราชวงศ์ และโยนความผิดทั้งหมดไปที่เสด็จอา” เมลรู้สึกสะอึกในใจ หากเกิดการปฏิวัติขึ้นจริง สงครามกลางเมืองจะตามมา และประชาชนในเขตปกครองของเธอก็จะหนีความเดือดร้อนไม่พ้น
“อีกเรื่องครับคุณหนู!” นายทหารมองเอกสารที่อยู่ในมือก่อนจะรายงานเพิ่ม “ที่หมู่บ้านฟาแลมทางทิศใต้ มีกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนหลวง ซึ่งรวมถึงน้องสาวของท่านมาทำกิจกรรมอาสากันที่นั่นครับ"
เมลขมวดคิ้วทันที “พวกนั้นไม่รู้หรือไงว่าใกล้ชายแดนมันอันตราย!”
“เราส่งโทรเลขเตือนแล้วครับ แต่ทางโรงเรียนตอบกลับมาว่าพิกัดนั้นปลอดภัยที่สุด...”
“ช่างหัวทางโรงเรียนสิ! ท่านนายพล... โทรเลขสั่งแนวหน้าด่วน ให้รีบถอยกลับมาเดี๋ยวนี้! ภายใน 3 วันถ้าใครไม่ข้ามธารน้ำแข็งมา ฉันจะสั่งระเบิดทั้งสะพานและน้ำแข็งทิ้งทันที!”
“ครับคุณหนู” นายพลผู้ดูแลป้องโมบิวล่าตอบ
“ปืนใหญ่ยิงข้ามไปอีกฝั่งได้ไหม”
“สบายครับ ระยะขอบสั้นสุดคือร้อยสามสิบเมตรจากตรงนี้ไปอีกฝั่ง แนวนี้มีระยะถึงฝั่งประมาณสองร้อยเมตรครับ” เมล์ยืนพิจารณาแผนที่ตามที่นายพลบอก
ก๊อกๆ!
พลวิทยุวิ่งเข้ามาพร้อมใบแจ้งข้อความด้วยสีหน้าซีดเผือด
“มีอะไร"รายงานครับ! กองพันปืนใหญ่ที่ 6 และกองพลที่ 5 พร้อมข้ามแม่น้ำแล้ว พวกเขาร้องขอปืนใหญ่สนับสนุนด่วนครับ!" เขายื่นกระดาษแผ่นเล็กอีกใบให้นายพล ซึ่งเมื่ออ่านจบ นายพลแทบจะทรุดลงกับโต๊ะ
“กองพลน้อยที่ 2 และ 3 กำลังแตกพ่าย... แนวหน้าแจ้งว่า เจ้าชายทั้งสองพระองค์ทิ้งแนวรบ หนีข้ามไปยังหมู่บ้านฟาแลมแล้วครับ!”
เมลพยักหน้าช้าๆ “ไม่ผิดจากที่คิดไว้... พวกขี้ขลาด” นางหันไปสั่งการเสียงเด็ดขาด “โทรเลขกลับไปที่วังหลวง แจ้งว่าขุนหนีออกจากกระดานแล้ว มังกรจะเข้าไปแทนที่เอง'"
"เมล... เธอแน่ใจนะ?" มู่ฟานเล่อถามด้วยความเป็นห่วง
"ค่ะพี่ หนูผ่านอะไรมาเยอะกว่านี้มาก พี่รอสนับสนุนอยู่ที่นี่นะคะ มีอะไรหนูจะติดต่อกลับมา"
เมลเดินออกจากห้องลับขึ้นสู่สันกำแพงสูงปกคลุมด้วยหิมะ โดยมีมังกรสาวในร่างมนุษย์เดินตามมาด้วยท่าทางอารมณ์ดี นายทหารหลายคนเดินตามขึ้นมาส่งด้วยความเคารพและสงสัย
มังกรสาวค่อยๆ กางแขนออก ร่างมนุษย์ที่ดูบอบบางเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เกล็ดสีแดงเพลิงมันวาวงอกออกมาปกคลุมทั่วร่าง เพียงชั่วอึดใจ... หญิงสาวก็กลายเป็น มังกรเพลิงยักษ์ ขนาดมหึมาที่แผ่ไอความร้อนจนหิมะรอบข้างระเหยกลายเป็นไอ
เมลกระโดดขึ้นไปประทับบนหลังมังกรอย่างสง่างาม
พรึ่บ!!!
มังกรเพลิงสะบัดปีกขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว แรงลมมหาศาลทำให้ทหารบนกำแพงล้มระเนระนาด ร่างยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่น มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านฟาแลมและแนวรบที่กำลังลุกเป็นไฟด้วยความเร็วเหนือเสียง ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามที่กึกก้องไปทั่วขุนเขาธารน้ำแข็ง ไม่ต้องพูดถึงเหล่านายทหารที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต่างพากันล้มลงไปกองกับพื้นกันหมด
ทางด้านกองทัพแนวหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความ สิ้นหวัง หลังจากเจ้าชายและผู้นำทัพเกือบทั้งหมดละทิ้งหน้าที่และหนีเอาตัวรอดไปพร้อมกับความขี้ขลาด ทิ้งให้เหล่านายทหารชั้นผู้น้อยไม่กี่นายต้องแบกรับชะตากรรมของทหารหลายหมื่นคน ตอนนี้เหลือนายทหารเพียงไม่กี่รายที่ยังคงกำกับการรบอย่างโดดเดี่ยว
“ร้อยเอกครับ!! ท่านต้องมาดูนี่ด่วน!” พลสื่อสารวิ่งตะโกนมาด้วยความตื่นเต้น
“มีอะไร! ข้าศึกบุกเข้ามาถึงค่ายแล้วหรือไง!” ร้อยเอกเอ่ยเสียงเครียดขณะพยายามจัดแนวรบที่กำลังจะพังทลาย
“ไม่ใช่ครับ! โทรเลขจากแนวหลังแจ้งว่า... คุณหนูใหญ่ตระกูลแม็กซ์น่า กำลังเดินทางมาที่นี่เพื่อนำพวกเราถอยกลับไปยังพื้นที่ปลอดภัยครับ!”
“เมล แม็กซ์น่า งั้นหรือ...” ร้อยเอกกำดาบแน่น แววตามีประกายแห่งความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง “บอกทหารทุกนาย! กัดฟันอดทนไว้จนกว่าผู้บัญชาการคนใหม่จะมาถึง อย่าให้พวกจักรวรรดิข้ามผ่านแนวนี้ไปได้เด็ดขาด!!”
แนวรบส่วนหน้ากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์นองเลือด ข้าศึกทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อเข้าตีหมายจะกวาดล้างกองทัพที่ไร้หัวหลักให้สิ้นซาก กองทหารหลายกองเริ่มละลายหายไปเพราะอำนาจการยิงและอาวุธที่เหนือกว่าของจักรวรรดิ
ในวินัยที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา เสียงหวีดร้องประหลาดที่ฟังดูน่าขนลุกก็ดังขึ้นเหนือม่านเมฆสีเทา เงาทะมึนขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือสมรภูมิ ทหารทั้งสองฝ่ายต่างชะงักงันและเงยหน้าขึ้นมองหาที่มาของเสียงที่สั่นประสาทนั้น
“นั่น!! มังกรแดง!!” ทหารฝ่ายจักรวรรดิชี้ขึ้นไปบนฟ้าทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้น
“อย่าหยุด! บุกเข้าไปเดี๋ยวนี้! ยึดค่ายมันให้ได้ก่อนเจ้ามังกรนั่นจะถึงพื้น!!” แม่ทัพจักรวรรดิสั่งการอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่ามังกร... คือเด็กสาวที่ประทับอยู่บนหลังของมัน!
ฟึ่บ!! ตู้มมมมม!!!
มังกรเพลิงพุ่งดิ่งลงกลางขบวนรบของจักรวรรดิราวกับอุกกาบาต แรงกระแทกและเปลวเพลิงมหาศาลทำให้แนวหน้าของข้าศึกแตกกระเจิงในพริบตา ฝุ่นควันและไอความร้อนปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทัพหลังของข้าศึกถึงกับหยุดชะงักด้วยอาการเสียขวัญและกลายเป็นเป้านิ่งในทันที
“ตั้งแถว!! เตรียมอาวุธประจำกาย... พร้อมยิง!!!” เสียงใสแต่ทรงพลังของเมลดังขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน
เหล่านายทหารที่ยังเหลืออยู่เห็นร่างของเมลยืนอย่างองอาจอยู่เบื้องหน้ามังกรยักษ์ ต่างก็พากันฮึดสู้ “นั่นคุณหนูเมล! ผู้นำที่แท้จริงมาถึงแล้ว! เข้าประจำที่ตามคำสั่งเดี๋ยวนี้!!”
“รีบตั้งแถว!!”
“จัดขบวน!! จัดขบวน!!”
ทหารจักรวรรดิพยายามรวบรวมกำลังบุกเข้ามาอีกครั้ง แต่ภาพที่พวกเขาเจอคือแถวทหารของเมลที่ยืนนิ่งสงบในท่าเตรียมพร้อมอย่างมีระเบียบวินัย
“ยิง!!” เมลสะบัดดาบให้สัญญาณ
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!
เขม่าดินปืนสีขาวลอยคลุ้งปกคลุมสมรภูมิในทันที เมลใช้ยุทธวิธีที่เธอฝึกมาอย่างดี “แถวหลังสุดถอยไปตั้งแนวใหม่! แถวที่สองยิงซ้ำแล้วถอยตาม! แถวที่หนึ่งยิงสกัดแล้วเคลื่อนที่!!”
การยิงแบบสลับฟันปลาและเคลื่อนที่ถอยหลังอย่างเป็นระบบทำให้ทหารจักรวรรดิไม่สามารถประชิดตัวได้ พวกมันเสียขบวนและสับสนกับม่านควันที่เกิดจากปืนยาวล้ำสมัย
“ถอยกลับเข้าค่ายหลัก!! นักเวท... สร้างม่านควันพรางตาเดี๋ยวนี้!” เมลสั่งการพลางชักปืนพลุสัญญาณขึ้นมายิงสู่ท้องฟ้า แสงสีแดงสดพุ่งทะยานผ่านม่านหิมะ
ทางค่ายหลักที่ได้รับโทรเลขล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว
"พลุสัญญาณมาแล้ว!! ตั้งมุมองศาปืนใหญ่เร็วเข้า!! มีเท่าไหร่ใส่ให้หมด อย่าให้พวกจักรวรรดิเหลือซาก!!" นายพันที่คุมค่ายตะโกนสั่งเสียงดัง
กึ้งๆๆๆ! กึก! เสียงกลไกปืนใหญ่เหล็กกล้าเข้าตำแหน่งเล็งอย่างแม่นยำ
“ศูนย์หลังพร้อม!”
“บรรจุพร้อม!”
“ยิงได้!!!”
ตึ้มๆๆๆๆๆ!!!
กระสุนปืนใหญ่หนักอึ้งนับสิบลูกพุ่งข้ามหัวทหารของเมลไปตกกลางกองทัพจักรวรรดิที่กำลังสับสน แรงระเบิดฉีกกระชากหิมะและร่างของข้าศึกจนกลายเป็นจลาจลกลางทุ่งสังหาร!
ลูกปืนใหญ่เหล็กกล้าพุ่งแหวกอากาศเป็นแนวระนาบข้ามศีรษะกองทหารที่กำลังวิ่งกรูกลับเข้าค่าย วิถีกระสุนพุ่งขึ้นสูงเป็นเส้นโค้งหน้ากระดานเรียงรายกันอย่างน่าสะพรึงกลัว
“อย่าหยุด! วิ่งต่อไป!! เร็วเข้าทุกคน กลับเข้าเขตค่ายเดี๋ยวนี้!” เสียงเหล่านายกองตะโกนแข่งกับเสียงลมพัดแรง
ฟิ้ววววววววว!
ปืนใหญ่ถูกยิงถล่มติดๆ กันถึงสามชุดใหญ่ กระสุนนับสิบลูกแหวกอากาศตามกันไปเป็นแนวเดียวก่อนจะตกลงสู่พื้นหิมะเบื้องหลัง
บึ้มๆๆๆๆๆๆ! ตู้มมมม!!!
ทหารที่หนีกลับมาถึงเขตค่ายพากันหยุดพักและยืนมองกลับไปที่สมรภูมิด้วยความรู้สึกใจชื้น จุดที่พวกเขาเคยยืนประจันหน้ากับความตายเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยหลุมระเบิดและเปลวเพลิง พร้อมๆ กับเสียงร้องโหยหวนของทหารจักรวรรดิที่ถูกบดขยี้ขณะกำลังรุกคืบตามมา
“รีบเก็บของ! เราจะถอยกลับไปที่แนวแม่น้ำทันที!” เมลเดินตรงเข้าไปในเต็นท์บัญชาการพร้อมชูจดหมายคำสั่งที่มีตราประทับของราชาเด่นหรา
“ขอบคุณคุณหนูมากครับ! ทหารทุกนายฟังทางนี้! เก็บสัมภาระด่วน! หน่วยปืนใหญ่ส่วนหน้าเคลื่อนย้ายปืนออกไปเดี๋ยวนี้!" นายพันผู้คุมค่ายสั่งการทันควัน
“รับทราบ”
"ขนไปเฉพาะปืนใหญ่และเครื่องมือสื่อสาร! ส่วนดินปืนที่เหลือให้ฝังไว้ในหิมะรอบค่าย!!" เมลสั่งเสริม "ทำลายเอกสารที่ไม่จำเป็นทิ้งให้หมด อย่าให้พวกมันได้อะไร!!”
“ครับคุณหนู”
ในคืนนั้นเอง กองทัพขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนพลออกจากแนวล้อมมุ่งหน้าสู่ป้อมซาทูเล่ เมลเลือกที่จะอยู่รั้งท้ายพร้อมกับทหารม้าฝีมือดีอีกยี่สิบคนเพื่อวาง “ของขวัญ” ชิ้นสุดท้าย
“คุณหนูครับ ทุกอย่างพร้อมแล้ว!” ทหารม้ารายงานขณะเห็นเงาของข้าศึกเริ่มไต่ขึ้นเนินเขามา
“เตรียมถอยได้! พวกมันมาแล้ว” เมลควบม้าออกไปพลางอัดพลังเวทลงไปในวงเวทย์ขนาดใหญ่ที่เขียนไว้บนพื้นดินเพื่อเป็นชนวนจุดระเบิด
“พวกมันอยู่นั่น! ยิงมันเลย!” ทหารจักรวรรดิที่ไล่หลังมาเริ่มสาดกระสุนใส่
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนไล่หลังดังมาไม่ขาดสาย ก่อนที่โลกทั้งใบจะกลายเป็นสีขาวสว่างวาบขึ้นที่ใจกลางค่ายที่เพิ่งจากมา
‘กับดัก!!’ เมื่อรู้ตัวก็ช้าไปเสียแล้ว
บึ้ม!!!!!!!!!!!
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยแรงระเบิดมหาศาล แรงอัดอากาศฉีกกระชากทุกอย่างในรัศมีหลายร้อยเมตร แสงสว่างจากดินปืนที่ถูกจุดระเบิดพร้อมกันนั้นเจิดจ้าเสียจนมองเห็นได้ไกลจาก ป้อมซาทูเล่และป้อมโมบิวล่า ราวกับดวงอาทิตย์ตกลงมาอยู่บนพื้นโลกในยามวิกาล กองทัพจักรวรรดิที่ตามมาถึงกับขวัญกระเจิงและต้องสั่งหยุดการโจมตีเพื่อถอยกลับไปตั้งหลักทันที
"รอดแล้ว! พวกมันถอยไปแล้ว!"
เสียงโห่ร้องดีใจดังระงมจากบนกำแพงป้อมซาทูเล่ เมื่อเห็นแสงระเบิดและกองทัพที่ล่าถอยกลับมาได้สำเร็จ ประตูเมืองถูกเปิดกว้างเพื่อรับเหล่าทหารที่เหนื่อยล้า สะพานใหญ่ถูกสงวนไว้ให้รถถัง ปืนใหญ่ และรถม้าขนสัมภาระ ส่วนทหารราบอีกนับหมื่นชีวิตได้รับคำสั่งให้เดินเท้าข้ามทุ่งน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา ที่ถูกกวาดไว้เป็นช่องทางยาว
ทหารกว่า 70,000 นาย เคลื่อนที่เรียงเป็นเส้นตรงยาวสุดสายตา ท่ามกลางความมืดมิดมีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงที่ส่งต่อกันเพื่อนำทางข้ามแม่น้ำซูรี่ที่กลายเป็นน้ำแข็ง การอพยพดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก
เมลและกลุ่มทหารม้ากลับมาถึงค่ายพักชั่วคราวในช่วงเที่ยงคืน ทันทีที่ทหารยามเห็นว่าใครมาถึงก็รีบรายงานสถานการณ์ทันที เมลรับฟังอย่างสงบ เธอรู้ดีว่าการเคลื่อนย้ายคนเจ็ดหมื่นคนพร้อมชาวบ้านอีกจำนวนมากภายในคืนเดียวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่การเปิดใช้สะพานได้สำเร็จก็ถือว่าช่วยประหยัดเวลาไปได้มหาศาล
“แล้วนายพลออสตินอยู่ที่ไหน?” เมลถามขณะปัดหิมะออกจากไหล่
“รอท่านอยู่ที่ห้องประชุมบนป้อมปราการครับคุณหนู”
“ขอบใจมาก ส่วนพวกเจ้ากลับไปรวมกลุ่มกับกองทหารได้เลย พักผ่อนซะ”
“ครับคุณหนู!”
เมลมองดูแถวทหารที่ยังคงข้ามแม่น้ำมาอย่างไม่ขาดสาย แววตาของเธอนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความกังวล ศึกครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้น และแผนการของคนทรยศยังคงดำเนินอยู่ในความมืด...
เมลควบม้าตรงไปยังป้อมปราการหลัก ระหว่างทางทหารนับหมื่นที่รอคอยการข้ามแม่น้ำต่างพากันโห่ร้องและส่งเสียงขอบคุณ แววตาของพวกเขามีประกายแห่งความหวัง สตรีบนหลังม้าที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานั้นน่ายกย่องและมีบารมีสูงกว่าเจ้าชายขี้ขลาดพวกนั้นหลายขุม
ก่อนเข้าประชุม เมลแวะเยี่ยมกองพยาบาลเพื่อปลอบขวัญคนเจ็บและตรวจความเรียบร้อยรอบฐาน กว่าจะถึงห้องประชุมใต้ดินที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่และความเครียด เวลาคัดไปเกือบตีสามแล้ว
“ขออภัยที่มาช้า” เมลเอ่ยขณะก้าวเข้าห้อง
“มิกล้าครับคุณหนู!” นายทหารยศสูงทุกคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง แม้พวกเขาจะรอคอยมานานหลายชั่วโมงแต่ไม่มีใครกล้าปริปากบ่น
“เข้าเรื่องกันเถอะ... ตามสบายทุกคน ฉันไม่ใช่เจ้านายของพวกท่าน”
“ครับ!” แม้เมลจะบอกให้ตามสบาย แต่ท่าทีของนายทหารทุกคนกลับสุภาพและให้เกียรติเธออย่างสูงสุด
“รายงานจากหน่วยสอดแนมเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนครับคุณหนู ทัพจักรวรรดิได้รับความเสียหายหนักจากการระเบิดและถอยร่นไปตั้งหลักที่พิกัดนี้ครับ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ... ตอนนี้เราสูญเสียพื้นที่ชายแดนทั้งหมดแล้ว” นายทหารชี้แผนที่ด้วยสีหน้าสลด
“พรุ่งนี้พวกท่านคิดว่าฝ่ายนั้นจะขยับตัวอย่างไร?” เมลถามพลางก้มพิจารณาแผนที่
“กระผม พันตรีเซโป ผู้บัญชาการกองพันที่ 13 ขอออกความเห็นครับ!” นายทหารหนุ่มก้าวออกมา
“เชิญ”
“ครับท่าน หากข้าศึกจะข้ามชายแดนเข้ามาอีกครั้ง มีเส้นทางธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้สัญจรอยู่ตรงนี้ครับ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่กลุ่มของเจ้าชายใช้หลบหนีไป”
“ไม่เหมาะกับการเดินทัพเลยน่ะพันตรี” นายพลออสตินพูด พลางมองบนแผนที่
สายตาของเมลไล่ไปตามจุดที่นิ้วชี้ ก่อนจะสะดุดกับชื่อที่คุ้นเคย... “หมู่บ้านฟาแลม”
“ครับท่าน จากหมู่บ้านนี้สามารถข้ามน้ำได้เช่นกันครับ แถมยังมีสะพานหินที่แข็งแรงมากอยู่ตรงนั้นด้วย”
“ถ้าเรารู้ พวกนั้นก็รู้เช่นกัน” เมลขมวดคิ้ว “ดีไม่ดีพรุ่งนี้เช้าพวกจักรวรรดิอาจส่งกองพลทหารภูเขาเข้ายึดพื้นที่แล้วก็ได้... ฉันหนักใจกับเจ้าชายสองคนนั้นจริงๆ”
“รีบส่งโทรเลขไปว่าให้เตรียมตัวรับการโจมตีตลอดเวลา”
“เดี๋ยวก่อนค่ะนายพลนาเซียร์โร่”
“ขอรับคุณหนู”
“จะเอาอย่างไรดีครับ?” ทุกคนในห้องนิ่งเงียบเพื่อรอคำตัดสินใจ
“สงครามย่อมมีการสูญเสีย... บอกให้คนในหมู่บ้านอพยพด่วนก่อนตะวันขึ้น เราจะไม่ส่งกองทัพไปเสี่ยงเพื่อช่วยคนแค่สองคนเด็ดขาด!” เมลสั่งเสียงเฉียบขาด
“ครับท่าน!!”
ช่วงเช้า ขณะที่เมลกำลังนั่งทานซุปอุ่นๆ เพื่อประทังความเหนื่อยล้า นายทหารสื่อสารก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมใบแจ้งข่าว
“ขุนนางท้องถิ่นและพวกของเจ้าชายปฏิเสธที่จะอพยพครับคุณหนู!”
“........” เมลถึงกับหมดคำจะพูดออกมา
“พวกเราติดต่อไปหลายรอบแล้วครับ”
“ว่าไงบ้าง”
“เจ้าชายปฏิเสธกลับมาขอรับ”
“ว่าไงนะ!” เมลวางช้อนลงทันที “เอาหินเวทสื่อสารมานี่!”
นายทหารรีบวิ่งกลับไปที่ห้องสื่อสารแล้วกลับมาพร้อมกับทหารสองสามคนที่แบกอะไรมาด้วย
“มาแล้วขอรับ”
“ต่อสายไปหาขุนนางคนนั้นที”
“ครับท่าน”
............
ไม่นานนัก วงจรเวทสื่อสารก็ถูกเชื่อมต่อ เมลส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกทุกคำพูดไว้เป็นหลักฐาน
“สวัสดี... เราคือผู้แทนพระองค์ เหตุใดถึงไม่สั่งอพยพพลเรือนตามคำสั่ง!” เมลกรอกเสียงใส่หินเวท
“คุณหนูแม็กซ์น่า? ท่านไม่ใช่ผู้นำกองทัพ มีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า!” เสียงขุนนางท้องถิ่นตอบกลับมาอย่างยโส
“องค์ราชาให้เรามาควบคุมการถอยทัพและแต่งตั้งให้เราเป็นผู้บัญชาการ แล้วก็ เจ้าชายทั้งสองถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการแล้ว” ปลายสายถึงกับเงียบไปทันที
ก่อนที่จะมีเสียงที่คุ้นเคยแทรกขึ้นมา “คุณหนูใหญ่! อย่ามาสั่งการกองทัพของข้าตามใจชอบ!” เสียงของเจ้าชายคัดโก้ดังขึ้น
“ข้าสั่งให้ท่านถอนกำลังและอพยพชาวบ้านเดี๋ยวนี้!” เมลตะคอกกลับ
"เจ้าละเมอหรือไง! ฟาแลมคือ 'ปราการที่สวยงาม' มีกำแพงหินแข็งแกร่งและชัยภูมิที่ยากจะเข้าตี เมืองท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทางถูกยึดง่ายๆ หรอก!"
"กรมทหารภูเขาที่ 18 และกองพลน้อยยานเกราะที่ 404 ของจักรวรรดิ กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น! เลือกเอาว่าจะอยู่เป็นศพหรือจะถอยออกมา!"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงสั่นเครือ “ไม่จริง... พวกมันต้องอยู่ที่ป้อมซากันสิ! เจ้า... เจ้าต้องส่งทหารมารับเราเดี๋ยวนี้! นี่คือคำสั่ง!”
“มันคือเรื่องจริง ป้อมซากันแตกแล้ว ช่วงสายพวกมันคงพร้อมเข้าตีและทางข้าคงส่งทหารไปช่วยไม่ได้"
“ไม่! เจ้าต้องส่งทหารมารับเราเดี๋ยวนี้!” ทหารหลายคนที่ได้ยินบทสนทนาถึงกับกำหมัดแน่น ในความเห็นแก่ตัว
“ขอพระเจ้าคุ้มครองพวกท่านแล้วกัน...” เมลเอ่ยเสียงเย็น
“ไม่ได้! เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้! เสด็จพ่อต้องจัดการเจ้าแน่!”
“ฮึ... ขนาดท่านยังทิ้งทหารไปตายได้ แล้วเหตุใดข้าจะทิ้งท่านไม่ได้ล่ะเจ้าชาย!”
“เดี๋ยว!!.....” เมลตัดการสื่อสารทันที
“คุณหนูครับ... จากที่นี่ไปฟาแลม ถ้าใช้ม้าใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงเองนะครับ” นายสิบคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
“รถถังและยานยนต์เคลื่อนที่ในหิมะหนาขนาดนี้ไม่ได้ ม้าก็ลำบาก คนก็ลำบาก... นายสิบ รู้ไหมว่าทำไมทหารภูเขาถึงน่ากลัว?” มู่ฟานเล่อที่ยืนกอดอกอยู่ถามขึ้น
“ไม่ทราบครับ”
“เพราะพวกมันชำนาญการรบในสภาพอากาศปิดและหิมะถล่มมากกว่าทหารราบทั่วไปหลายเท่า ถ้าพวกมันกล้าเอายานเกราะขึ้นเขามาด้วย แสดงว่าพวกมันเตรียมการมาเพื่อบดขยี้เราโดยเฉพาะ”
เมลถอนหายใจยาวซุปในถ้วยเย็นชืดไปหมดแล้ว แผนการถอยทัพหลักเป็นไปด้วยดี แต่ ‘ติ่งเนื้อ’ ที่ชื่อว่าฟาแลมกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
"พวกเสนาธิการอยู่ไหน! ไปบอกว่าภายในครึ่งชั่วโมง ต้องคิดวิธีอพยพชาวบ้านออกมาให้ได้... โดยไม่ใช้กำลังทหารหลัก!"
เมลวางถ้วยซุปลง แววตาที่เคยอ่อนล้ากลับเปลี่ยนเป็นประกายกล้าแข็งดุจเหล็กกล้า นางไม่ได้มีดีแค่กองทัพเจ็ดหมื่นนายที่เพิ่งช่วยมาได้ แต่ขุมพลังที่แท้จริงคือ ‘หน่วยรบส่วนตัว’ ที่มู่ฟานเล่อช่วยฝึกฝนมากับมือ
“ในเมื่อพวกท่านอยากเป็นวีรบุรุษเฝ้ากำแพงหินนั่นนัก... ฉันก็จะจัดบทเรียนที่แพงที่สุดในชีวิตให้” เมลพึมพำก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง
ไม่กี่เดือนต่อมา ฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายก็มาเยือน ปัจจุบันพื้นที่แถบหมู่บ้านที่ เมล อาศัยอยู่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเธอเองอย่างเต็มตัว แต่เดิมนั้นมันเป็นอาณาเขตของตระกูลที่บิดาของเธอเป็นผู้ควบคุม ทว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ดยุคก็ได้โอนเขตที่ดินฝั่งติดป่าอสูรให้เมลดูแลทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านห้าแห่งและเมืองขนาดเล็กอีกสองเมืองทางด้านชายแดน หลังจากที่พวกจักรวรรดิประกาศสงครามกับอาณาจักร ก็มีการปะทะกันแทบทุกวันจนชาวบ้านต้องพากันอพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังเมืองใหญ่ โชคดีที่เขตปกครองของเธอนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ชายแดนโดยตรง แต่เมลก็ยังสั่งให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหน้าหนาวปีนี้ถือว่าโหดร้ายกว่าปกติ ในเขตอื่นมีผู้คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่กับเขตนี้ เพราะเมลสั่งให้มีการตุนเสบียงอาหารไว้ล่วงหน้า และให้ฝ่ายช่างซึ่งได้รับความร่วมมือมาจากทางวังออกไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ชาวบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับพายุหิมะ“คุณหนูคะ มีโทรเลขด่วนมาค่ะ”พนักงานฝ่ายสื่อสารยื่นโทรเลขให้เมลดูเพียงครู่เดียว ก่อนที่นางจะส่งกลับคืนด้วยสายตาเรียบเฉย“ตอบกลับไปว่า... เราจะไม่ส่งเสบียงไปให้”“แน่ใจนะคะคุณหนู?
กลางเดือนแปด บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน กษัตริย์ทรงประทับเป็นประธานในการไต่สวนคดีความที่ซับซ้อน ทั้งคดีที่โรงเรียนฟ้องเมล และคดีที่เมลฟ้องร้องเอาผิดกลุ่มเจ้าชายเลนอลล์“ตามกฎหมาย... การเข้าไปในป่าอสูรโดยพลการถือเป็นความผิดร้ายแรง และการชักนำผู้อื่นไปสู่ความตายมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต” ทนายฝ่ายกลุ่มเจ้าชายจีบปากจีบคอพูดอย่างมั่นใจ“ฝ่ายจำเลยมีข้อคัดค้านหรือไม่?” กษัตริย์ตรัสถาม“ข้าแต่องค์เหนือหัว” ทนายฝ่ายเมลลุกขึ้นยืน “ลูกความของกระผมมีหลักฐานและพยานชัดเจนว่าได้ยื่นเรื่องผ่านกิลด์นักผจญภัยและขออนุญาตตามขั้นตอน รวมถึงมีการวางแผนอย่างละเอียด จึงไม่ถือว่ามีความผิดประการใด”“ศาลที่เคารพ! พวกเราตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารยืนยันจากทางโรงเรียนเลย!” ฝ่ายเจ้าชายสวนกลับทันควันพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง “มีเพียงเอกสารของกิลด์และรายงานที่พวกนางสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น การกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีมูล!”กษัตริย์ทรงพยักพระพักตร์ “เช่นนั้น เบิกตัวพยานทั้งหมดเข้ามา!”หัวหน้าห้องและเพื่อนๆ ของเมลเดินเข้ามาให้การยืนยันถึงการเตรียมตัวและแผนการที่เมลวางไว้ แต่ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการทำภารกิจระ
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด







