Share

ตบคนในป่า

last update Last Updated: 2025-12-31 22:37:56

ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลัง

ซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก

“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้ม

ป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’

เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก

“ตั้งค่าย! นักล่าและหน่วยสำรวจ รีบสำรวจพื้นที่โดยรอบ!!”

แม้จะมีความขลุกขลักอยู่บ้างประสาเด็กนักเรียน แต่ด้วยการวางแผนของเมล รถม้าทั้งห้าคันและรถขนส่งถูกนำมาจอดเรียงต่อกันเป็นวงกลมเสมือนกำแพงป้อมปราการ ช่องว่างระหว่างรถถูกอุดด้วยไม้แหลมที่หาได้จากแถวนั้นเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายกระโจนเข้ามา ตรงกลางลานมีกองไฟกองใหญ่สำหรับให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง โดยมีเต็นท์ที่พักและโรงครัวแยกโซนกันอย่างเป็นระเบียบ

บนเนินเขาใกล้ๆ ครูผู้สังเกตการณ์สองคนกำลังมองดูผลงานของเด็กๆ ด้วยความทึ่ง

“นักเรียนห้องเธอเตรียมตัวได้ดีมาก... ดีเกินเด็กปีสุดท้ายเสียอีก” ครูโลแกน เอ่ยชมพลางขยับแว่น

“ค่ะ... ว่าแต่ทำไมระดับครูโลแกนถึงลงมาคุมสอบห้องฉันด้วยตัวเองล่ะคะ?” แคทเธอรีน ถามกลับ

“ก็ต้องตามมาประเมินคะแนนด้านความร่วมมือไงล่ะ แต่เท่าที่ดูแล้ว... การจัดการระดับนี้มันระดับแม่ทัพชัดๆ ใครเป็นคนวางแผน?” ครูโลแกน มองการจัดวางตำแหน่ง และแบ่งหน้าที่ ทั้งยังมีการใช้สัญญาณ

“เมลค่ะ... เด็กคนนั้นที่เป็นนักผจญภัยแรงค์ A”

“อ้อ! มิน่าล่ะ... ดีๆ แบบนี้ต้องให้คะแนนเต็มแล้วมั้ง” ครูโลแกนพยักหน้าหงึกหงัก “ครูแคทเธอรีน ถ้าไม่มีกฎจำกัดคะแนนสูงสุด ผมคงเทคะแนนให้หมดหน้าตักแล้วเนี่ย... อุ๊ยตาย!” จู่ๆ ครูโลแกนก็ยกมือทาบอกเมื่อเผลอหลุดเสียงสองออกมา

“ครูคะ... ออกสาวแล้วค่ะ” แคทเธอรีนกระซิบยิ้มๆ

“ว้าย! นี่หล่อน! ฉันอุตส่าห์วางมาดขรึมมาตั้งนาน อย่ามาทำลายภาพพจน์กันสิยะ!” ครูโลแกนสะบัดค้อนวงใหญ่

“ดีนะคะที่นักเรียนอยู่ไกล ไม่เห็นท่าทางเมื่อกี้”

“ช่างปะไร ใครสนยะ!”

“ค่า~”

ตัดกลับมาที่ค่ายพัก เมลพาทีมสำรวจเดินลาดตระเวนตามแนวลำธารเป็นวงกลมตามจุดที่มาร์กไว้ในแผนที่ ก่อนจะกลับมารวมพลที่เต็นท์บัญชาการเพื่อสรุปงาน

“หัวหน้าเมลคะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มล่าตอนไหน?” เพื่อนคนหนึ่งถาม

“ฟังนะ... ในปึกเอกสารนี้คือรายชื่ออสูรที่เราต้องล่า มีตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึง ระดับ A” เมลชี้แจงด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สำหรับตัวระดับสูง ฉันจะจัดการเอง พวกคุณมีหน้าที่คอยระวังหลัง ศึกษาการต่อสู้ และสังเกตจุดอ่อนของมัน... ส่วนฝ่ายเอกสารและฝ่ายวัตถุดิบ อย่าลืมบันทึกรายละเอียดทุกอย่างให้ครบถ้วน เข้าใจไหม?”

“รับทราบ!”

“แหม่... สั่งเก่งขนาดนี้ มาเป็นหัวหน้าห้องถาวรเลยไหมยะยัยเมล?"” ซาร่าห์ แซว

“ซาร่าห์... อย่ามายัดงานให้ฉัน!” เมลหันขวับทันที

“จ้าๆ ล้อเล่นย่ะ”

...

ตกกลางดึก เมื่อทุกคนหลับใหล...

เงาร่างเล็กของเมลแอบลัดเลาะออกจากค่ายมุ่งหน้าสู่ใจกลางป่าด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ นางมาหยุดอยู่ที่หน้าถ้ำหินแห่งหนึ่งซึ่งดูมีมนต์ขลัง

เมลจัดแจงนำเครื่องเซ่นไหว้ที่เตรียมมา ทั้งผลไม้ เหล้า และอาหารคาวหวาน วางลงบนแท่นหินธรรมชาติภายในถ้ำ ก่อนจะจุดธูปเก้าดอกขึ้นพนมมือไหว้

“เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง... ลูกช้างขอขมาที่เข้ามารบกวน และขอถวายเครื่องสักการะเหล่านี้ ขอท่านโปรดคุ้มครองลูกและเพื่อนๆ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากการล่าในครั้งนี้ด้วย เถิด...”

ควันธูปลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอายลึกลับของป่าดงดิบ เป็นอีกมุมหนึ่งของ “เมล” ที่ไม่มีใครรู้... ว่าภายใต้ความแข็งแกร่งระดับแรงค์ A นางก็ยังคงมีความเชื่อแบบบ้านเกิดติดตัวมาไม่เสื่อมคลาย

“เรียบร้อย...”

เมลพนมมือไหว้เจ้าที่เจ้าทางตามธรรมเนียมที่ท่านแม่เคยสั่งสอนมา ท่านผู้บัญชาการผู้ก่อตั้งหอการค้า เคยย้ำกับทายาททุกรุ่นว่า ‘เข้าป่าอย่าปากดีถามหาเรื่อง และต้องไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาทุกครั้ง’

“สาธุ... ขอให้ลูกช้างได้อยู่แบบสงบๆ ด้วยเถิด อย่าให้วุ่นวายแบบชาติก่อนเลย เพี้ยง!”

เมลปักธูปดอกสุดท้ายลงบนพื้นดิน หวังใจว่าจะได้กลับไปนอนหลับสบายๆ ที่แคมป์ แต่ทว่า... คำอธิษฐานดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึงสวรรค์ หรืออาจจะถูกกวนสัญญาณด้วยเสียงนรกเสียก่อน

“กรี๊ดดดด!! ช่วยด้วย!! ใครก็ได้!!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ไกลนัก และทิศทางนั้นมันอยู่ระหว่างทางกลับแคมป์พอดี!

“ใครวะ? โง่หรือบ้าที่เข้าป่ามากลางดึกขนาดนี้!” เมลสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะดีดตัวกระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ พุ่งทะยานไปตามเสียงร้องด้วยความเร็วสูง

ภาพเบื้องล่างที่ปรากฏแก่สายตาคือโศกนาฏกรรม หญิงสาวในชุดนักเรียนหลายคนกำลังวิ่งหนีตายจากฝูงอสุรกายตัวเขียว อย่างทุลักทุเล ส่วนพวกผู้ชายที่พยายามเข้าไปขวางถูกฆ่าตายเกลื่อนกลาด เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังกัดฟันสู้อยู่ในสภาพปางตาย

“หางานให้ทำแท้ๆ เลย...” เมลส่ายหัวให้กับความสิ้นคิดของคนกลุ่มนี้ ก่อนจะชักปืนพกคู่กายและดาบสั้นออกมา

ร่างบางกระโดดลงจากต้นไม้ราวกับมัจจุราชที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

ฉั๊วะ!! ปัง! ปัง! ปัง!

ดาบสั้นตวัดตัดคอก๊อบลินตัวแรกขาดกระเด็น ตามด้วยเสียงปืนที่คำรามกึกก้อง กระสุนเจาะเข้ากลางแสกหน้าพวกมันทีละตัวอย่างแม่นยำและเยือกเย็น ไม่มีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า เพียงพริบตาเดียว สถานการณ์ที่เสียเปรียบก็พลิกกลับ

“ขะ... ขอบคุณ...” นักเรียนชายที่รอดชีวิตเอ่ยเสียงสั่น

“พวกเจ้าโง่รึเปล่า! เข้าป่ามามืดค่ำป่านนี้ทำไม? คนนำทางอยู่ไหน!” เมลตะคอกถามด้วยความโมโห

“นะ... นางตายแล้ว... นางพยายามห้ามพวกเราแต่...”

“พวกเจ้ามัน...!!” เมลกำหมัดแน่น อยากจะด่าให้สำนึกแต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เมื่อเห็นคนรู้จักเดินกะเผลกเข้ามา

“เมล? นั่นเมลใช่ไหม?” ชายร่างใหญ่ที่มีแผลเลือดอาบเดินตามการประคองของหญิงสาวอีกคนเข้ามา

“พี่? พวกพี่มาทำอะไรที่นี่? ปาร์ตี้ของพวกพี่หายไปไหนหมด?” เมลจำได้ว่าเขาคือนักผจญภัยรุ่นพี่ที่เคยร่วมงานด้วย นางรีบโยนขวดโพชั่นฟื้นฟูระดับสูงไปให้

“ขอบใจมาก...” เขารับไปดื่มแล้วสีหน้าดีขึ้น “อีกสองคนแยกไปดูแลอีกกลุ่ม... คืออย่างนี้ อยู่ๆ ไอ้นักเรียนกลุ่มนี้ก็ดื้อดึงจะเข้าป่ามาล่าตอนกลางคืน ทางกิลด์เลยจ้างพวกพี่มาช่วยดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่คิดเลยว่าหัวหน้ากลุ่มมันจะไม่ฟังคำเตือนอะไรเลย... สงสารก็แต่คนนำทางผู้หญิงคนนั้น ต้องมาตายฟรีทั้งที่ตัวเองทำงานหาเงินไปช่วยสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแท้ๆ ”

คำบอกเล่าของรุ่นพี่ทำให้เมลโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ความตายของผู้บริสุทธิ์ที่เกิดจากความอวดดีของพวกลูกคุณหนูเป็นสิ่งที่นางเกลียดที่สุด

“เดี๋ยวเรื่องศพคนนำทางหนูจะส่งคนมาจัดการให้... พี่รีบรักษาตัวแล้วพาพวกที่รอดกลับแคมป์ซะ ส่วนพวกคนตาย... ให้เพื่อนมันแบกกลับกันเอาเอง!” เมลสั่งเสียงเฉียบขาด หันไปมองกลุ่มนักเรียนที่นั่งร้องไห้ “ได้ยินไหม! ใครลุกไหวรีบไปช่วยคนเจ็บ! ส่วนใครไม่ทำอะไรก็เตรียมตัวเน่าตายอยู่ที่นี่!”

“ดะ... ได้! ตะ... แต่ว่ามีเพื่อนผู้หญิงบางคนถูกจับตัวไปทางถ้ำนั้น!”

“แย่มาก... แย่บัดซบ!” เมลกัดฟันกรอด “พี่คะ ฝากทางนี้ด้วย ใครไม่ฟังคำสั่ง ทิ้งมันไว้ที่นี่เลย!”

“จ้าๆ ระวังตัวด้วยนะเมล”

เมลแยกตัวออกมาตามรอยพวกก๊อบลินไปอย่างรวดเร็ว พวกมันมีนิสัยเสียชอบจับผู้หญิงไปทำ 'แม่พันธุ์' เพื่อสนองตัณหาและขยายเผ่าพันธุ์ ก่อนจะฆ่าทิ้งหรือกินเป็นอาหารเมื่อหมดประโยชน์ ต่างจากเผ่าปีศาจที่มีอารยธรรมในแดนของท่านแม่ลิบลับ

"สี่สิบตัว... ให้ตายเถอะ อยากรู้จริงๆ ว่าไอ้หัวหน้ากลุ่มที่พาเพื่อนมาตายเนี่ยมันลูกเต้าเหล่าใคร"

เมื่อมาถึงหน้าถ้ำ เมลตัดสินใจใช้สกิลตรวจสอบที่ได้รับสืบทอดมา มันไม่ใช่เวทมนตร์ทั่วไป แต่เป็นเหมือน ‘เรดาร์’ ที่แสดงผลในสมอง

“ค้นหา!”

คลื่นพลังไร้สภาพแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง เพียงอึดใจเดียว แผนที่โครงสร้างภายในถ้ำก็ปรากฏขึ้นในหัว พร้อมจุดสีระบุตำแหน่งสิ่งมีชีวิต

“จุดสีแดงคือพวกมัน... สีฟ้าคือคนที่ถูกจับ... ส่วนกลุ่มสีที่รวมกันมั่วนั่นคงเป็น...” เมลหยุดความคิดสยดสยองไว้แค่นั้น แล้วย่องเข้าไปในเงามืดดุจนักฆ่า

“ฉึก! ฉึก!...”

ไร้เสียงปืน มีเพียงเสียงใบมีดเชือดเฉือนเนื้อและเสียงลมหายใจสุดท้ายของพวกอสูรเขียว เมลเก็บกวาดพวกมันไปตลอดทางจนถึงห้องโถงกลาง

“ชะ... ช่วยด้วย... อย่า... ฮือออ...” เสียงร้องขอชีวิตที่น่าเวทนาดังมาจากมุมมืด

เมลพุ่งตัวเข้าไปจัดการตัวสุดท้ายที่กำลังคร่อมร่างหญิงสาวเคราะห์ร้าย ศีรษะของมันหลุดกระเด็นก่อนจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้

“พวกเธอห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม!” เมลสั่งกลุ่มผู้หญิงที่นั่งกอดกันตัวสั่นอยู่ที่มุมห้อง

การกวาดล้างดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งสาง บอสของรังนี้ถูกสังหารลงอย่างง่ายดายด้วยฝีมือระดับ A ของเมล แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือ... เส้นทางลับหลังบัลลังก์บอส

เมลลองเดินลงไปสำรวจและพบกับบันไดหินเก่าแก่ที่ทอดตัวลึกลงไปสู่ความมืดมิด ปลายทางคือ ‘โบราณสถานใต้ดิน’ ขนาดมหึมาที่ถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอก

“แม่เจ้าโว้ย! ใครกันมาสร้างวิหารไว้ใต้ดินลึกขนาดนี้?”

เมลมองสถาปัตยกรรมแปลกตาด้วยความทึ่ง แต่สติเตือนให้นางรู้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาสำรวจ นางต้องพาคนเจ็บกลับออกไปก่อน

“ขอบคุณ... ขอบคุณมากค่ะ...” หญิงชาวบ้านที่ถูกจับมากอดเมลร้องไห้โฮ

“ไม่เป็นไร... พวกเจ้าทุกคนปลอดภัยแล้ว รีบออกจากนรกนี่กันเถอะ”

เมลพยุงร่างผู้บาดเจ็บพาเดินกลับออกมาสู่อิสรภาพ โดยเก็บเรื่องวิหารลับไว้ในใจ... เอาไว้ว่างๆ ค่อยกลับมาดูใหม่แล้วกัน

เมลพากลุ่มผู้รอดชีวิตกลับมาถึงแคมป์อย่างปลอดภัย นางรายงานเหตุการณ์เบื้องต้นให้ แคทเธอรีน ทราบ ก่อนจะส่งตัวผู้บาดเจ็บไปตรวจร่างกายที่เต็นท์พยาบาล ทว่าความวุ่นวายยังไม่จบเพียงเท่านั้น

“เพียะ!” ฝ่ามือหนาฟาดเข้าที่ใบหน้าของเมลอย่างจังจนนางหน้าหัน เมลยกมือขึ้นจับแก้มที่ชาหนึบ ก่อนจะหันไปมองคู่กรณีด้วยสายตาเยือกเย็น

“เป็นบ้าอะไรของมึง?”

“ถ้าไม่ใช่เพราะแก! ป่านนี้ข้าทำภารกิจเสร็จไปแล้ว!” ชายหัวหน้ากลุ่มคนเดิมตะคอกใส่ด้วยความโกรธแค้นที่แผนการตัวเองพังทลาย

“ไอบัดซบ! อย่าโง่ไปหน่อยเลย! เพราะแกไม่ใช่หรือไงที่ทำให้คนในกลุ่มถูกฆ่าตาย นักเรียนหญิงถูกพวกมันย่ำยี ดูซะ! ดูสภาพพวกนาง!” เมลตะคอกกลับด้วยเสียงอันดังจนคนทั้งค่ายหันมามอง

“ข้าไม่ผิด! พวกนั้นมันอ่อนแอเอง ยะ...อย่า! ใจเย็น!” ชายคนนั้นเริ่มเสียงสั่น เมื่อปืนพกของเมลจ่อเข้าที่หน้าผากของเขา

“เก่งนักไม่ใช่เหรอ? เป็นเพื่อนเจ้าชายไม่ใช่รึไง! หุบปากทำไมล่ะ! ถามก็ตอบซี่! กูบอกให้ตอบ! หุบปากหาบิดาเจ้ารึไง!”

ตุบ!

เมลใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่ใบหน้าของชายคนนั้นอย่างแรง เมลคว้าคอเสื้อไว้ “เก่งไม่ใช่รึ! ห่ะ! กูถามมึงอยู่! กูบอกให้ตอบ!” เมลกระหนำซัดไปอีกหลายรอบ 

“แก! แกกล้าตบข้า... อีลูกโสเภณี!”

“งั้นมึงก็เป็นไอลูกหลายพ่อ!”

ตุบ!

เมล์ใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่ใบหน้าของชายคนนั้นอีกครั้งอย่างแรงจนกระเด็นไปกองกับพื้น เลือดกบปาก

“อย่าให้ออกจากป่าได้! ข้าจะสั่งจับคนบ้านเจ้าไปขายซ่องให้หมด!”

"ไอ้สวะ... มึงตายซะเถอะ!"

พริบตานั้นเหมือนเส้นฟางสุดท้ายขาด เมลชักดาบออกจากฝัก ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะ นางตรงเข้าหาชายคนนั้นหมายจะปลิดชีพทันที จนเพื่อนๆ ในห้อง นักผจญภัยรุ่นพี่ รวมถึงเหล่าครู และผู้ติดตามต้องรีบกรูเข้าไปรั้งตัวไว้

“หัวหน้า! หัวหน้าใจเย็นก่อน!”

“ยัยหนู ใจร่มๆ ไว้ ใจร่มๆ เข้าใจไหม อย่าให้มือเปื้อนเลือดสวะเลย!” แคทเธอรีนรีบเข้ามาห้าม

“ปล่อย! ด่าใครด่าได้ แต่แม่กู... มึงต้องตาย!” เมลคำรามอย่างบ้าคลั่ง

ขณะที่เพื่อนๆ รั้งตัวเมลไว้ อีกกลุ่มหนึ่งก็รีบเอาผ้ามัดปากชายปากพล่อยคนนั้นแล้วจับกดลงกับพื้นเพื่อตัดปัญหา ไม่นานนักเมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลง เมลจึงขอตัวไปสงบสติอารมณ์เพียงลำพัง ซึ่งทุกคนก็เข้าใจและปล่อยให้นางไป

“เมลจะเป็นอะไรไหม” เพื่อนๆ ต่างถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเดินออกมาจากเต็นท์พยาบาล

“ไม่หรอก เราเข้าใจ แต่ขออยู่คนเดียวสักพักน่ะ ภารกิจระดับเอเราทำจบแล้ว นี่หลักฐาน”

“อะอืม” เมลยิ้มแล้วก็เดินหายไปในป่า เธออาจรู้สึกแย่เกินไปจึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนแอบตามมาสองคน

เมลเดินลึกเข้าไปในป่าจนถึงน้ำตกเล็กๆ ที่ลับตาคน นางถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเผยให้เห็นร่างกายที่สมส่วนและรอยแผลเป็นจางๆ จากการกรำศึก ก่อนจะก้าวลงน้ำเพื่อชำระล้างคราบเลือดและโทสะ

ทว่าในจังหวะที่กำลังขัดสีฉวีวรรณ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของหญิงสาวสองคนแอบอยู่หลังพงหญ้า

“พวกเธอสองคนแอบดูอะไร?”

“กรี๊ดดด!!!”

เมลพุ่งตัวขึ้นจากน้ำด้วยความเร็วสูง เข้าไปอุดปากทั้งสองไว้ทันที “เงียบ! จะแหกปากทำไม!”

หญิงสาวทั้งสองหน้าแดงก่ำ สายตาจับจ้องไปยัง บางสิ่งที่โดดเด่น ของเมลอย่างไม่อาจละสายตาได้ เมื่อเมลเห็นว่าทั้งคู่ดูจะสติหลุดไปแล้ว นางจึงตัดสินใจใช้พลังค้นหาความทรงจำเพื่อตรวจสอบที่มาที่ไป

และสิ่งที่พบก็คือความอัปยศ... ทั้งคู่คือ เยโรเซลล์ และ เจโอน่า บุตรีบารอนจากตระกูลที่สนับสนุนเจ้าชายลำดับที่สอง แต่เบื้องหลังความหรูหรา พวกเธอถูกปฏิบัติเยี่ยงทาส เป็นที่ระบายอารมณ์ทางเพศและที่รองรับอารมณ์ฉุนเฉียวของเจ้าชายและกลุ่มเพื่อนสารเลวนั่น

“บัดซบจริงๆ ...” เมลฉีกชุดที่ขาดวิ่นของทั้งคู่ออก ร่างกายบอบบางนั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลใหม่เก่าปนกันไปหมด

“ให้ฉันช่วยไหม?” เมลถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง

“อึก... ยังไงคะ?”

เมลยิ้มบางๆ แล้วลากทั้งสองเข้าไปในถ้ำหลังน้ำตก เสียงร้องครางที่ผสมปนเประหว่างความเจ็บปวดและความซ่านกระสันดังก้องอยู่ในถ้ำนานนับครึ่งวัน เมลใช้พลังและเทคนิคเฉพาะตัวรักษาบาดแผลและเยียวยาจิตใจให้พวกเธอ... ชาติก่อนนางแทบไม่เคยยุ่งกับสตรี แต่ชาตินี้กลับมีผู้หญิงมาพัวพันถึงสามคนเข้าไปแล้ว

“แผลเริ่มดีขึ้นแล้ว พวกเจ้ารีบล้างตัวเถอะ” เมลบอกหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ “จำได้ว่าพวกเธอคือคนที่เคยแกล้งฉันในโรงอาหารใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ... ข้าชื่อ เยโรเซลล์ ส่วนนี่คือ เจโอน่า” เยโรเซลล์บอกพลางถูตัวให้เมลอย่างประจบเอาใจ “ที่พวกห้องหนึ่งรีบเข้าป่ามาเมื่อวาน เพราะได้ข่าวว่าห้องอันดับท้ายของท่านเข้าป่ามาเป็นห้องแรก พวกเขาเลยอยากเอาชนะ แต่เจ้าชายไม่ได้มาด้วย”

“อย่างนี้นี่เอง... เอาล่ะ ไปอาบน้ำแล้วกลับไปรวมกลุ่มซะ”

“ท่านไม่กลับไปพร้อมกันหรือคะ?” เจโอน่าถามพลางเอามือซนลูบไล้ร่างกายของเมล

“เจโอน่า... ถ้ามือยังซนไม่เลิก ภารกิจพวกเธอจะไม่เสร็จเอาได้นะ” เมลปรามยิ้มๆ “ถ้าอยากย้ายมาเรียนห้องเดียวกับฉันขนาดนั้น ก็ต้องทำผลงานให้ดี”

“ท่านรู้ไหมคะ... เจ้าชายทรงอิจฉาท่านมาก” เยโรเซลล์เอ่ย “ทุกคนมองว่าท่านเป็นอัจฉริยะ ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทุกฝ่ายต่างอยากได้ตัวท่านไปเป็นพวกทั้งนั้น”

“อิจฉาฉันเนี่ยนะ? เกิดมาบนกองเงินกองทองแท้ๆ ถ้าไม่มัวแต่บ้าอำนาจชีวิตคงมีความสุขกว่านี้” เมลแค่นยิ้ม

ตกเย็น เมลกลับมาที่แคมป์พร้อมใบรายงานภารกิจที่ทำสำเร็จเกินคาด นางถูกแคทเธอรีนบ่นชุดใหญ่เรื่องที่วู่วามจนเกือบฆ่าคน แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวให้พักผ่อน ส่วนพวกที่ช่วยมาได้ก็ถูกส่งกลับโรงเรียนทางเส้นทางหลัก

ถึงแม้จะรู้ว่า ‘หัวหน้ากลุ่ม’ สวะคนนั้นอาจจะพ้นผิดเพราะอำนาจเส้นสาย แต่สำหรับเมลแล้ว... สงครามประสาทครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น นางไม่ยอมให้จบแบบง่ายๆ พวกมันต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เพราะนางนั้น ‘มีเส้นสายที่ใหญ่กว่าพวกมัน’

“ดูท่าภารกิจจะจบเร็วกว่าที่คิดนะ”

ซาร่าห์ เดินเข้ามาในเต็นท์บัญชาการพร้อมถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่น

“ก็ดีแล้วนิ จะได้รีบกลับกันตอนเช้าเลย” เมลตอบพลางวางปากกาที่ใช้เขียนรายงานสรุปผล

“เมล... เธอคิดยังไงกับบทลงโทษที่คนพวกนั้นจะได้เจอ?” โมโม่ ถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล “พวกนั้นทำคนตาย แถมยังทำเรื่องระยำกับนักเรียนหญิงห้องอื่นอีก”

“เอาตรงๆ นะ... เราเชื่อว่ายังไงพวกมันก็รอด” เมลแค่นยิ้มเย็น “สภานักเรียนก็พวกของมัน ครูบางส่วนก็คอยเลียแข้งเลียขาพวกมันอยู่ ของแค่นี้ทำอะไรพวกขุนนางปลอมเปลือกพวกนั้นไม่ได้หรอก”

“พูดเป็นเล่นไปยัยเมล เรื่องใหญ่ขนาดนี้โรงเรียนจะกล้าปัดตกเหรอ?”

“ฮ่าๆๆ พนันกันไหมล่ะเพื่อน?” เมลยักคิ้ว “ถ้าสิ่งที่ฉันพูดไม่จริง ฉันยอมเป็น ‘สามี’ ให้พวกเธอคนละคืนเลยเอ้า!”

“หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า...” โมโม่ไล่นับนิ้วเพื่อนในกลุ่ม “ไหวเหรอยัยเมล? แต่ถ้าเป็นจริงขึ้นมา พวกเราต้องเสียอะไรให้เธอล่ะ?”

เมลรู้ดีว่าเพื่อนแต่ละคนมีอิทธิพลในครอบครัวที่ต่างกันไป “ตกลง... ถ้าฉันชนะ ฉันขอพวกเธอคนละอย่าง แลกกับคำขอหนึ่งข้อในอนาคต”

“ก็ได้! แต่ขอเปลี่ยนเงื่อนไขหน่อยนะ ไม่เอาสามีแห่งชาติแบบเธอแล้ว ขอไปพักฟรีที่บ้านตากอากาศเธอซักเดือนก็พอ!” โมโม่รีบเบรก

“อ้าวเหรอ? เห็นตอนกลางคืนชอบมาแอบกอดแอบจับฉันกันจัง”

“พอเลย!” เพื่อนสาวทั้งกลุ่มประสานเสียงพร้อมใบหน้าแดงก่ำ

เช้าวันต่อมา ขบวนนักเรียนห้องอันดับท้ายเดินทางกลับสู่โรงเรียนอย่างสง่าผ่าเผย บนรถม้าเต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรที่ถูกแยกชิ้นส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ เมื่อขบวนมาถึงริมลำธารที่เป็นเขตบ้านของเมล นางส่งสัญญาณให้คนยกสะพานลงมา

ภาพนั้นทำให้นักผจญภัยกลุ่มอื่นที่ตามมาด้วยถึงกับตาสว่าง “มิน่าล่ะ... ตอนขามาพวกนักเรียนบอกให้เดินมาทางนี้แล้วหาทางข้ามไม่เจอ ที่แท้มันเป็นสะพานยกนี่เอง”

“ก็ที่นี่ส่วนตัวของหนูเมลเขานี่นา พวกเราเองก็มาขอผ่านทางเป็นครั้งคราวนั่นแหละ” นักผจญภัยสาวรุ่นพี่ที่เคยร่วมงานกับเมลช่วยอธิบาย

“แบบนี้ก็ได้เหรอ? แล้วชาวบ้านแถวนี้ไม่เดือดร้อนรึไง?”

“แถวนี้มีคฤหาสน์หลังนี้หลังเดียว ที่ดินรอบๆ ทั้งหมดนั่นก็ของตระกูลน้องเขาทั้งนั้นแหละ”

“โอเค... ไม่ถามต่อละ รวยจริงอะไรจริง”

ช่วงเที่ยง ขบวนกลับมาถึงโรงเรียน เมลสั่งการให้หัวหน้าแต่ละกลุ่มไปรายงานตัวที่แผนกนักผจญภัยเพื่อส่งมอบภารกิจ ชิ้นส่วนอสูรล้ำค่าจะถูกส่งไปที่กิลด์เพื่อขึ้นเงินรางวัล ส่วนเนื้ออสูรที่รสชาติเหมือนหมูกับไก่ถูกเก็บไว้เป็นเสบียงส่วนตัว

“นี่พวกเธอเอาภารกิจสำหรับหนึ่งอาทิตย์ไปทำเสร็จในคืนเดียวเนี่ยนะ!"” ครูฝ่ายรับภารกิจโวยวาย “ห้องนี้มันตัวปัญหาจริงๆ สร้างมาตรฐานไว้สูงจนห้องอื่นจะตายกันหมดแล้ว!”

“รบกวนครูช่วยเซ็นอนุมัติด้วยค่ะ ในนี้คือรายงานการล่า รายละเอียดจุดอ่อนอสูร และรายการวัตถุดิบทั้งหมด” เมลยื่นเอกสารปึกใหญ่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เออๆ ... ครูจะรีบดูให้”

เมื่อส่งรายงานเสร็จ ทุกคนก็กลับเข้าเรียนในคาบบ่ายตามปกติ แต่เมลกลับสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของเหล่าครูผู้ประเมิน นางรู้ทันทีว่าฝั่งนั้นอาจจะเล่นตุกติกเพื่อลดทอนคะแนนห้องนาง

หลังเลิกเรียน เมลนัดแนะเพื่อนๆ ในห้องให้แยกกลุ่มกันเดินทางไปที่สนามยิงปืนที่บ้านของเธอ ห้ามไปพร้อมกันทั้งห้องเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต

ณ เขตรั้วด้านนอกบ้านของเมล อัศวินสาวผู้เฝ้าประตูรายงานผ่านเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วที่หู ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายแยกส่วนที่เมลพัฒนาขึ้นโดยใช้ความรู้จากชาติก่อน

“คุณหนูคะ ทุกคนมาถึงจุดนัดพบแล้วค่ะ”

“ขอบใจมาก เดี๋ยวเราตามไป” เมลตอบกลับผ่านอุปกรณ์เดียวกัน ก่อนจะขยับผ้าคลุมไหล่ให้เข้าที่ ‘เอาล่ะ... มาดูกันว่าพวกครูขี้ฉ้อจะหาทางลงยังไง’

เมลในชุดลำลองเดินตรงไปยังสนามยิงปืนหลังบ้านด้วยท่าทางผ่อนคลาย เมื่อเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมห้องที่มากันครบตามนัด นางก็ไม่รอช้าที่จะอธิบายแผนการรับมือ

“นี่เป็นเหตุผลที่เธอให้พวกเราทำเอกสารแยกไว้สองชุด และไม่ให้ใส่รายการวัตถุดิบล้ำค่าลงไปในรายงานของโรงเรียนทั้งหมดใช่ไหม?” หัวหน้าห้องเริ่มเข้าใจเจตนา

“ใช่... ในโลกที่ความยุติธรรมใช้เงินซื้อได้ เราต้องมีหลักฐานชุดที่สองไว้กันตัว” เมลตอบเสียงเรียบ ก่อนจะปรายตาไปทางพุ่มไม้ใหญ่ “แล้วก็... ครูคะ ออกมาเถอะค่ะ ซ่อนไม่เนียนเลย”

“แหม... ใจร้ายจังนะเมล” แคทเธอรีน เดินยิ้มร่าออกมาจากหลังต้นไม้ “สวัสดียามบ่ายจ้ะทุกคน”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนต้องสลับกลุ่มกันมาฝึกใช้อาวุธที่บ้านฉันจนกว่าจะเรียนจบ” เมลสั่งการต่อ ทำเอาเพื่อนๆ ทำหน้าสงสัย

“เมื่อถึงเวลาก็จะรู้เองจ้ะ ทำตามที่เมลบอกเถอะ เชื่อครู” แคทเธอรีนช่วยยืนยันอีกเสียง ทำให้ทุกคนน้อมรับคำสั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ทางด้านโรงเรียน เหตุการณ์เป็นไปตามที่เมลคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน กลุ่มนักเรียนห้องอันดับหนึ่ง พวกลูกรักเจ้าชาย หลุดพ้นทุกข้อกล่าวหา และความซวยก็มาตกอยู่ที่ห้องอันดับสุดท้ายของพวกเมลแทน

ตัวเลขความสูญเสียในครั้งนี้ถือว่าสูงลิ่ว นักเรียนเสียชีวิต 12 คน คนนำทาง 3 คน และคนรับใช้อีก 17 คน ยังไม่นับรวมผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ผลการตัดสินสรุปว่า “เมล” ในฐานะผู้ควบคุมการล่าทำงานบกพร่อง นางถูกสั่งพักการเรียนเป็นเวลาหนึ่งเดือนและต้องเข้ารับการสอบสวนวินัย

ทว่าคนอย่างเมลมีหรือจะยอมอยู่เฉยๆ ให้คนอื่นมายัดข้อหาเน่าๆ ใส่หัว...

“โอเค... พร้อมแล้ว”

ในเมื่อถูกพักการเรียน เมลจึงถือโอกาสนี้กลับเข้าไปสำรวจถ้ำอีกครั้งเพื่อหาทางเข้าสู่วิหารลึกลับที่นางค้นพบ

“ปลอดภัยดี... ไม่มีร่องรอยพวกมันกลับมา” เมลพึมพำขณะเดินผ่านซากศพอสูรที่เริ่มแห้งเหี่ยว นางมุ่งหน้าลงไปสู่ส่วนลึกจนถึงหน้าวิหารหินขนาดมหึมา

“เอ๊ะ... ครั้งก่อนที่มาไม่เห็นมีตัวหนังสือพวกนี้เลยนี่นา”

เมลมองด้วยความสับสน แต่ที่แปลกกว่าคือความจริงที่ว่านางอ่านมันออกและเข้าใจความหมายของมันทุกคำ ราวกับภาษาเหล่านี้ถูกสลักไว้ในจิตวิญญาณของนาง

“วิหารของเหล่าการ์เดี้ยน... ในช่วงสุดท้ายของความวุ่นวายทั้งปวง เหล่าการ์เดี้ยนเลือกที่จะหลบซ่อนจากโลกภายนอกและย้ายถิ่นฐานไปที่ดาวดวงอื่น สงครามได้จบลงแล้ว”

เมลอ่านข้อความบนกำแพงด้วยใจที่เต้นรัว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูยักษ์ ความอลังการของมันสูงตระหง่านจนแม้แต่รูปปั้นผู้พิทักษ์ที่เฝ้าทางเข้ายังดูเล็กไปถนัดตา

เมลรวบรวมกำลังดันประตูหินจนมันเปิดออกเพียงนิดพอให้แทรกตัวเข้าไปได้ แต่ด้วยความคมของขอบหินทำให้นิ้วของนางถูกบาด เลือดสีแดงสดเปื้อนลงบนบานประตูโดยที่นางไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะมัวแต่ตะลึงกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า

ห้องโถงสีขาวสะอาดตาเพดานสูงลิ่ว ทางเดินทอดยาวไปไกลสุดสายตาโดยเห็นเพียงแสงสว่างรำไรที่ปลายทาง

“ไม่ค่อยสว่างเลยแฮะ... เฮ้ย!! ตัวอะไรวะนั่น!!”

เมลสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาร่างบางอย่างขยับเขยื้อนอยู่ในความมืด สัญชาตญาณนักรบสั่งให้มือขวาคว้าด้ามดาบทันที!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สู่วันฟ้าใส   จุดเริ่มต้นของบทใหม่

    หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล

  • สู่วันฟ้าใส   มังกรคืนถิ่น

    หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน

  • สู่วันฟ้าใส   พิราบขาว

    โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร

  • สู่วันฟ้าใส   เพลิงแห่งฟินิเซีย

    เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้

  • สู่วันฟ้าใส   การโต้กลับ

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง

  • สู่วันฟ้าใส   สายเลือดที่ตื่นขึ้น

    ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status