เข้าสู่ระบบดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้
เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา
“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์
“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”
“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”
ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”
“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”
“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”
“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให้ลูกห่อกับข้าวกลับไปให้ท่านทานที่บ้านแล้วกันนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนสิ! ข้ายังไม่เข้าใจ น้องหมายความว่ายังไง?” ดยุคพยายามคาดคั้น
ฟอร์เร่ถอนหายใจก่อนจะมองตาสามีด้วยแววตาจริงจัง “ท่านพี่... ท่านแค่ทำยังไงก็ได้ อย่าให้เจ้าชายพวกนั้นเข้ามายุ่งกับลูกของเรา และช่วยเตือนลูกคนอื่นๆ ด้วยว่าอย่าไปมั่วสุมกับเจ้าชายให้มากนัก บรรดาแม่ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างกลุ้มใจกันทุกคน... ท่านพี่เองก็ควรให้เวลากับลูกๆ บ้างนะคะ”
“การแย่งชิงบัลลังก์ของเจ้าชายทั้งสอง อีกไม่นานคงจะรุนแรงขึ้นแน่... คนพี่ก็โหดเหี้ยมอำมหิต คนน้องก็บ้าสงคราม ไม่มีใครใส่ใจทุกข์สุขของบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย” ดยุคบ่นออกมาด้วยความอัดอั้น
“ลูกสาวข้า! ข้าให้ยืมกองทัพดีไหม? ถ้าพวกเจ้าชายบ้านั่นได้นั่งบัลลังก์ ข้าจะสั่งสอนพวกมันให้เอง! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะก้องกังวานทรงอำนาจดังขึ้นที่หน้าประตู แรงกดดันมหาศาลทำเอาบรรยากาศในห้องหนักอึ้ง
“อดีตจอมมาร!!” ดยุคแม็กซ์น่าถึงกับผงะถอยหลัง มือเผลอแตะด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ
“เกรงใจค่ะท่านลุง” ฟอร์เร่ยิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
“อะไรน่ะ! ท่านลุง!” ดยุคหันมองหน้าภรรยาเพื่อหาคำตอบ
“แล้วไหนกันหลานสาวตัวน้อยของข้า?” ชายชราร่างยักษ์ที่มีเขาโง้งสวยงามกวาดสายตามองหา
“อยู่ที่สระน้ำค่ะ... อ้าว แคร์” ฟอร์เร่เรียกเมดสาวที่กำลังเดินผ่านมา
“ค่ะคุณผู้หญิง”
“ช่วยพาท่านนี้ไปหาคุณหนูหน่อยสิ”
“ได้ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะท่าน” แคร์ผายมือเชื้อเชิญจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ราวกับเป็นคุณลุงข้างบ้าน
“ฮ่าฮ่าฮ่า! นั่นสามีเจ้าหรือฟอร์เร่? ดูหน่วยก้านใช้ได้ทีเดียว ไว้ค่อยมาคุยกันใหม่นะ” อดีตจอมมารหันมาทักทายดยุคก่อนจะเดินตามเมดสาวไป
“ค่ะ ทางนี้เตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว เดี๋ยวจะให้คนขนสัมภาระขึ้นไปให้นะคะ”
ดยุคแม็กซ์น่ายืนอึ้ง มองภรรยาของตนคุยกับอดีตจอมมาร ตัวตนที่เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วแผ่นดินเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างสนิทสนม
“น้องหญิง นี่เจ้า... รู้จักกับระดับนั้นได้ยังไง?"
“ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือว่าน้องเป็นใคร? ‘ปาร์ตี้ผู้กล้าปราบจอมมาร’ ไงคะ” ฟอร์เร่ยักไหล่
“จริงด้วย... แล้วตกลงเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่?”
ฟอร์เร่ลดเสียงลง แววตาฉายแววเศร้าสร้อย “ปีนั้น... สงครามมันเริ่มจากความโลภของมนุษย์เราเอง พวกพ่อค้าทาสมักลักลอบเข้าไปลักพาตัวผู้คนเผ่าต่างๆ ในแดนปีศาจออกมาขาย... ท่านพี่คิดว่าทางนั้นจะยอมหรือคะ?”
“ฝั่งนู้นเลยส่งกองทัพมาปราบ... แล้วฝั่งมนุษย์ก็ไม่พอใจ จึงเกิดสงครามใหญ่ขึ้นสินะ” ดยุคเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว
“ถูกต้องค่ะ! พอพวกเราเข้าไปเจรจาและทำความเข้าใจกันได้ สงครามก็จบลง ข่าวที่ว่าปราบจอมมารได้ก็แค่ละครฉากหนึ่งเพื่อให้มนุษย์เลิกหวาดกลัว... แต่ตอนนี้ ไอ้พวกขุนนางว่างงานและพวกกระหายอำนาจกำลังหาทางจุดชนวนสงครามขึ้นมาอีกครั้ง ท่านเข้าใจความหมายของข้าใช่ไหม?”
ดยุคแม็กซ์น่าพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าเคร่งเครียด “ดีนะที่ข้าประกาศวางตัวเป็นกลาง... เอาล่ะ ได้เวลากลับแล้ว ขืนอยู่นานกว่านี้จะค่ำมืดเสียก่อน”
“ค่ะ เช่นนั้นท่านนั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยวให้ลูกทำกับข้าวใส่กล่องให้ท่านเอากลับไปกิน”
“ได้ๆ ขอบใจมาก”
ฟอร์เร่เดินแยกออกไปทักทายแขกคนอื่นๆ ทิ้งให้ดยุคแม็กซ์น่านั่งจิบชา มองดูความงดงามและความสงบสุขของบ้าน หลังนี้
‘ที่นี่ดูสงบและสวยงามมากทีเดียว... มิน่าล่ะ ใครต่อใครถึงพยายามจะแย่งชิงมัน ไม่เว้นแม้แต่ลูกชายทั้งหลายของเราเอง... แต่หารู้ไม่ว่าที่นี่มีเจ้าของที่แท้จริงแล้ว แถมคนหนุนหลังแต่ละคน... เฮอะ! แค่คิดว่าใครกล้ามาแหย็มก็เหมือนประกาศสงครามกับมหาอำนาจทั่วโลกพร้อมกัน ข้าล่ะอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงจริงๆ’
ในขณะที่ดยุกแม็กซ์น่านั่งจมอยู่กับความคิดอันหนักอึ้ง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารก็ลอยมาแตะจมูก เมื่อเขาหันกลับไปก็พบกับลูกสาวคนโตยืนถือห่อผ้าที่บรรจุกล่องข้าวส่งมาให้
แม้ปากจะเรียกว่าลูกสาว แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า เด็กสาวขี้โรคที่เขาเคยอุ้มชูในวัยเด็กได้เลือนหายไป แทนที่ด้วยหญิงสาวร่างกายแข็งแกร่ง แววตามั่นคง และบรรยากาศที่ยากจะเข้าถึง
“ขอบใจมาก... คือว่า...” ดยุกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ อ่อนลง “เจ้าสบายดีไหม?”
เมลหันกลับมามองสบตาพ่อบังเกิดเกล้าเพียงครู่เดียวก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ตามมารยาท “สบายดีค่ะท่านพ่อ”
พูดจบ นางก็หันหลังเดินกลับเข้าไปทำงานต่อโดยไม่ลังเล ทิ้งให้ผู้เป็นพ่อยืนมองแผ่นหลังนั้นค่อยๆ ห่างออกไป
“ระยะห่างนี้... มันกว้างขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ”
ดยุกแม็กซ์น่าเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่นด้วยความสับสน เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทุ่มเททำเพื่อตระกูลและการเมืองตลอดมานั้น มันคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปหรือไม่ ถึงแม้จะรู้ดีว่านางนั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆ ในสายเลือดก็ตาม
ขากลับจากบ้านตากอากาศ ดยุกแม็กซ์น่าเลือกที่จะเมินเฉยต่อรถม้าของเจ้าชายลำดับที่สองที่จอดรอคำตอบอยู่อย่างน่าเวทนา เขาออกคำสั่งให้ขบวนของตนมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดทักทาย
การกระทำนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับเจ้าชายเลนอลล์เป็นอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกรีดร้องระบายอารมณ์อยู่กลางทุ่ง
ข่าวความล้มเหลวนี้ “ล่วงรู้” ไปถึงหูของ เจ้าชายลำดับที่หนึ่ง ในเวลาไม่นาน การที่น้องชายคู่แข่งถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ แถมยังโดนถล่มด้วยอาวุธหนักราวกับโจรข้างถนน ทำให้คะแนนความนิยมของฝั่งเจ้าชายลำดับที่สองดิ่งลงเหว ส่งให้เมลกลายเป็นตัวแปรที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในกระดานอำนาจนี้
********
ตัดภาพกลับมาที่บ้านตากอากาศ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความมึนงงของเจ้าของวันเกิด เมลเพิ่งมารู้ความจริงว่าวันเกิดของตัวเองตรงกับช่วงรอยต่อของฤดูฝน และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือความสัมพันธ์ของเหล่าแขกวีไอพี
ราชินีปีศาจอ็อตโตริ ผู้เป็นลูกสาวจอมมารคนปัจจุบัน เป็นเพื่อนซี้ปึกกับ ราชินีมนุษย์ เพราะฝ่ายหลังเคยช่วยชีวิตไว้ในสงคราม ทั้งสองสนิทกันถึงขั้นเดินควงแขนไม่แคร์สายตาใคร
จอมมารคนปัจจุบันก็เรียกแม่ของนางว่าน้องสาว และเรียกตัวนางเองว่าหลาน เช่นเดียวกับอดีตจอมมารที่เรียกแม่ของนางว่าลูกสาว ท่านแม่ฟอร์เร่เองก็อธิบายไม่ถูกไม่รู้จะเริ่มจากไหนก่อน
เมลได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ พยายามไล่เรียงลำดับญาติที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เหล่านี้ แต่สุดท้ายก็เลิกคิดเมื่อเห็น “ของขวัญ” ที่วางอยู่ตรงหน้า
มันคือไข่ใบยักษ์ที่เพิ่งฟักออกมาเป็น “ลูกมังกรแดง” ตัวน้อยน่ารัก! พร้อมด้วยสมบัติล้ำค่าอีกกองพะเนินที่เหล่าแม่ๆ ขนมาประเคนให้
ตกเย็น งานปาร์ตี้บาร์บีคิวริมสระน้ำก็เริ่มขึ้น กลิ่นเนื้อย่างหอมฟุ้งดึงดูดทุกคนให้มารวมตัวกัน รสชาติอาหารฝีมือเมลทำให้เหล่าตัวแม่ประทับใจจนต้องยัดเยียดความหวังดีด้วยการ
“ส่งเมดมาเพิ่ม” เหล่าเมดผู้ภักดีจากทั้งห้าขั้วอำนาจ
“รับไว้เถอะลูก บ้านกว้างขนาดนี้คนแค่นี้ดูแลไม่ทั่วถึงหรอก”
สุดท้ายเมลก็จำใจต้องรับคนรับใช้เพิ่มมาอีกเกือบยี่สิบคน ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือที่ถูกคัดมาแล้ว ทั้งยังมีการนัดหมายช่างฝีมือเผ่าดวาร์ฟอีก 5 คนที่จะเดินทางมาสมทบในเดือนหน้าเพื่อช่วยดูแลเรื่องอาวุธและอุปกรณ์
เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ ช่วงเวลาปิดเทอมอันแสนสงบ และวุ่นวายในบางวัน ได้สิ้นสุดลง
ในที่สุดวันเปิดภาคเรียนก็มาถึง...
เมลนั่งเหม่อลอยอยู่ในรถม้าราวกับวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว นอกจากความขี้เกียจที่จะต้องกลับไปเรียนหนังสือ สิ่งที่ทำให้นางเพลียจิตที่สุดคือคำถามจากเหล่าผู้ใหญ่ในงานวันเกิด
“เมล ปีนี้ลูกสิบห้าแล้วนะ เป็นสาวเต็มตัวแล้ว”
“มีคนถูกใจหรือยัง?”
“จะแต่งงานเมื่อไหร่?”
“ดูท่านขุนพลปีศาจคนนั้นสิ หล่อเหลาเอาการนะสนใจไหม?”
เมลได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้ แล้วตอบในใจว่า ‘ขอหนูเรียนให้รอดก่อนได้ไหมคะ!’
ไม่นานนัก รถขบวนของเมลก็มาหยุดอยู่หน้าประตู โรงเรียนเวทมนตร์เอซเซน สถานที่ที่นางต้องอดทนเรียนอีกเพียงสี่เดือนเพื่อจบภาระหน้าที่ และจะได้ไปใช้ชีวิต “นั่งกินนอนกิน” อย่างที่วาดฝันไว้ ชีวิตก่อนตรากตรำในสนามสงครามมามากพอแล้ว ชีวิตนี้ขออยู่แบบสงบๆ สบายๆ บ้างเถอะ
‘โลกบ้าอะไรกัน... มีทั้งปืน ทั้งรถถัง แต่ดันขี่ม้าขี่มังกร รถไฟก็มี งงชะมัด’ เมลบ่นในใจขณะมองลอดหน้าต่างรถม้า ‘ช่างเถอะ ยุคของเรามันจบไปแล้ว นี่เป็นคนละยุคกับที่เราจากมา ว่าแต่จบไปทำอะไรดีนะ? เปิดโรงแรมดีไหม? หรือจะเป็นนักผจญภัยดี? เบื่อแล้วล่ะชีวิตทหารรับจ้าง’
เมื่อประตูรถม้าเปิดออก เมลค่อยๆ ก้าวลงมาพลางจัดระเบียบท่าทางให้ดูเป็นกุลสตรีที่สุดเท่าที่ทำได้ ทว่าสายตาแปลกๆ ที่จ้องมองมาจากทั่วสารทิศตั้งแต่วันแรกของภาคเรียนฤดูหนาว ก็ทำให้นางรู้ซึ้งว่าเทอมสุดท้ายนี้คงไม่ราบรื่นอย่างที่คิด
“ยัยเมล! โผล่หัวออกมาจากบ้านได้แล้วเหรอ” เสียงใสๆ ดังขึ้น
“อ้าว... คุณหนูคาโรไลน์ผู้งามเลิศในปฐพี คู่หมั้นของบุตรชายนายพลผู้อัจฉริยะ” เมลพูดหยอกเย้าพลางหัวเราะร่า ก่อนจะเข้าไปสวมกอดเพื่อนสาวด้วยความดีใจ
“ข้าดีใจที่ได้พบเจ้าในวันเปิดเรียน”
“ข้า…ไม่ดีใจเลย” เมลยิ้ม “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทั้งสองเดินกอดคอกันเข้าอาคารเรียน บรรยากาศในการปฐมนิเทศที่หอประชุมใหญ่ยังคงน่าเบื่อเหมือนเดิม เหล่าอาจารย์และตัวแทนนักเรียนสลับกันขึ้นมาบ่น โดยเฉพาะพวกสภานักเรียนที่ประกาศโต้งๆ ว่าจะคอย “จับตาดูตัวปัญหา” ซึ่งสายตาก็เล็งมาที่กลุ่มของเมลอย่างชัดเจน ส่วนตัวแทนนักเรียนก็หนีไม่พ้นเจ้าชายทั้งสองพระองค์ที่ยืนเก๊กท่าประชันอำนาจกันอยู่บนเวที
หลังจบพิธี เมลก็แยกย้ายขึ้นห้องเรียนอย่างสงบ วิชาแรกคือประวัติศาสตร์และการคำนวณ สำหรับเรื่องประวัติศาสตร์นางอาจจะไม่แม่นนัก แต่เรื่องการคำนวณ... สำหรับอดีตคุณหนูหอการค้าที่ต้องคุมบัญชีและตัวเลขมาตั้งแต่เด็ก โจทย์พวกนี้มันช่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
ช่วงพักเที่ยง แก๊งเพื่อนสาวพากันไปที่โรงอาหารกลางอันกว้างใหญ่ เมลนั่งมองเพื่อนๆ กินอาหารพลางยิ้มกับความสงบสุขที่ได้รับ ต่างจากชาติก่อนที่ต้องปวดหัวกับเรื่องฮ่องเต้และตระกูลใหญ่ที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ตระกูลนางตลอดเวลา
“เป็นอะไรถึงได้นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนั้นล่ะเมล?”
“เราแค่รู้สึกว่ามันสงบดี ถึงจะวุ่นวายไปบ้างแต่ก็ไม่...”
เคร้ง! ตู้ม!
พูดยังไม่ทันขาดคำ ถาดอาหารก็ถูกคว่ำลงบนศีรษะของ เมลอย่างจงใจ! น้ำซุบและเศษอาหารเลอะเปรอะเปื้อนไปตามชุด
เมลไม่ได้โวยวาย นางเพียงแค่หันมองเจ้าของถาดด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะ ดีดนิ้วเพียงทีเดียว เวทมนตร์ทำความสะอาดก็ทำงานในพริบตา คราบสกปรกหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
“พวกนายไม่อยากกินอาหารแล้วหรือไง?” โมโม่ถามพวกที่มากลั่นแกล้งด้วยความโมโห
“รู้จักเจียมตัวบ้าง คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมานั่งเสนอหน้าตรงนี้!” หนึ่งในพวกนั้นตะโกน
“พอเถอะโมโม่ คุยกับคนพวกนี้ไปก็ไม่ได้อะไรหรอก” เมลเอ่ยเสียงนิ่ง “ขนาดอาหารที่คนจนเขายังไม่มีโอกาสได้กิน แต่คนพวกนี้กลับเอามาเททิ้งเล่นเหมือนขยะ... เราว่าพวกมันคงชินกับการกินก้อนดินเป็นอาหารมากกว่า”
“โทษทีนะ พอดีพวกเรา ‘รวย’ น่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!W พวกนั้นยังคงหัวเราะเยาะ
เมลมองคนเหล่านั้นด้วยความเวทนา ในยามที่บ้านเมืองเริ่มมีกลิ่นอายสงคราม แต่ลูกหลานขุนนางกลับยังทำตัวไร้สาระแบบนี้
“ไปกันเถอะ อาหารไม่อร่อยแล้ว” เพื่อนคนหนึ่งชวน
“กินให้หมดสิ อย่าทิ้งขว้าง” เมลสั่งเพื่อนๆ พลางลงมือกินอาหารในจานต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน จนเพื่อนๆ มองด้วยสายตาเหลือเชื่อว่านางยังกินลงอีกหรือ
“ดูสิพวกเรา ยัยพวกนี้กินอาหารเหมือนพวกขอทานเลย สงสัยตระกูลคงไม่มีอะไรดีๆ ให้กินสินะ”
“ใช่ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เมลหาได้สนใจเสียงเห่าหอนรอบข้าง พอทุกคนอิ่มนางก็ลุกขึ้นเตรียมกลับห้องเรียน แต่พวกขี้แกล้งยังไม่ยอมลดละ
“จะไปไหนไม่ทราบ? พวกเราอนุญาตให้ไปแล้วหรือไง”
เมลหยุดเดินแล้วหันมายิ้มหวานแต่เย็นเยือก “มาหาเรื่องคนอื่นแล้ว... อิ่มไหมคะ? พวกเราน่ะกินจนอิ่มและใกล้หมดเวลาพักแล้ว ส่วนพวกคุณล่ะ... มัวแต่มายืนด่าคนอื่นจนไม่ได้กินอะไรเลย แบบนี้เขาเรียกว่า ‘ฉลาด’ ได้หรือเปล่านะ?”
พูดจบเมลก็เดินนำเพื่อนๆ ออกจากโรงอาหาร ทิ้งให้พวกที่มาหาเรื่องยืนอึ้ง เพราะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้แตะอาหารเลยแม้แต่คำเดียว แถมโรงอาหารใกล้จะปิดแล้วด้วย!
ช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วยความง่วงงุน เมลต้องนั่งฟังบรรยายวิชาประวัติศาสตร์อาณาจักร ทฤษฎีเวทมนตร์ และระบบเศรษฐกิจการค้า ซึ่งสำหรับคนที่บริหารหอการค้าและทำสงครามมาแล้ว เรื่องพวกนี้มันช่างน่าเบื่อจนตาแทบปิด
เมื่อจบภาคทฤษฎี นักเรียนทั้งหมดก็ถูกต้อนลงมารวมพลกันที่สนามฝึกซ้อมภาคสนาม
“นี่ต้องทำอะไรอีกเนี่ย?” เมลบ่นพึมพำขณะพลิกดูปืนยาวคาบศิลาในมือ กับดาบเหล็กมาตรฐานที่เหน็บไว้ข้างเอว ส่วนชุดเกราะที่ได้รับแจกก็เป็นเพียงเกราะอ่อนธรรมดา
“คงให้เตรียมแบ่งกลุ่มกันอีกละมั้ง” คาโรไลน์คาดเดา “เห็นว่าต้องเข้าไปในป่าใหญ่เพื่อล่าพวกสัตว์อสูร ครั้งนี้ กิลด์นักผจญภัย เป็นคนขอความร่วมมือมาโดยตรงเลยนะ”
“ก็งี้แหละ เรียนชั้นปีสุดท้ายแล้วนี่ ก็ต้องออกไปทำภารกิจปราบปรามจริงจังบ้าง พี่ชายเราก็เคยผ่านมาแล้ว” โมโม่เสริม
“จริงเหรอโมโม่?”
“อืม เรื่องจริง”
เมลฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ‘เฮ้อ... กะว่าจะมาเรียนสบายๆ ไหงกลายเป็นต้องไปลุยป่าอีกแล้ว’
ไม่นาน ครูผู้สอนและหัวหน้ากิลด์นักผจญภัยก็ขึ้นเวทีเพื่อชี้แจงภารกิจ ใจความสำคัญคือ เนื่องจากนักผจญภัยส่วนใหญ่ผันตัวไปเป็นทหารรับจ้างที่ชายแดน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนคนคุ้มกัน ส่งผลให้สัตว์อสูรขยายพันธุ์และออกมาทำร้ายชาวบ้าน
นักเรียนแต่ละห้องจึงต้องแบ่งกลุ่มรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ทั้งหมดรวม 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ล่าและสำรวจ แนวหน้าปะทะและค้นหาเป้าหมาย
กลุ่มที่ 2 วัตถุดิบ ชำแหละและเก็บรวบรวมชิ้นส่วนอสูร
กลุ่มที่ 3 ขนส่ง ลำเลียงของกลับค่าย
กลุ่มที่ 4 ธุรการ จัดการเอกสารและการเงิน
มันคือการเก็บคะแนนและการประเมินทั้งรายบุคคลและของห้องเรียน รวมถึงครูที่ปรึกษาด้วย สาเหตุมาจากที่ตอนนี้นักผจญภัยส่วนใหญ่ไปเป็นทหารรับจ้างอยู่ชายแดนทำให้ขาดแคลนและทำให้สัตว์อสูรออกมาทำร้ายชาวบ้านรวมถึงนักเดินทาง
งานนี้มีการเก็บคะแนนจริงจังทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม แถมยังมีเบี้ยเลี้ยงรายวันและส่วนแบ่งจากภารกิจแจกให้ทุกสัปดาห์อีกด้วย
ครูที่ปรึกษาเริ่มจัดกลุ่ม แน่นอนว่าด้วยบุคลิกและความสามารถที่ปิดไม่มิด เมลจึงถูกจับใส่ ‘กลุ่มล่าและสำรวจ’ ทันที
เมื่อได้รับเอกสารภารกิจ เมลในฐานะหัวหน้ากลุ่มก็แยกตัวมานั่งอ่านรายละเอียด แผนที่ และคู่มือ ซึ่งสำหรับเธอแล้ว ข้อมูลพวกนี้มัน "พื้นฐาน" มาก เพราะความจริงที่เพื่อนๆ ยังไม่รู้คือ...
เธอคือนักผจญภัยแรงค์ A ที่ยังขึ้น S ไม่ได้เพราะติดเกณฑ์อายุที่ต้องรอให้ครบ 18 ปี ก่อน
“เมล! นี่เธอเป็นนักผจญภัยด้วยเหรอเนี่ย?” เพื่อนๆ รุมถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนบัตรประจำตัวของนาง
“ก็มันว่างนี่นา... เราก็แค่นั่งๆ นอนๆ เบื่อๆ เลยไปสมัครแก้เซ็ง” เมลตอบหน้าตาย
“เธอมันลูกคุณหนูไม่ใช่รึไง! เอาเวลาไหนไปทำ?”
“ก็บอกแล้วไงว่ามันว่าง~”
“เอาเถอะๆ” ครูที่ปรึกษาแทรกขึ้น “ในเมื่อเมลมีประสบการณ์สูงที่สุด ครูขอมอบหมายให้เธอเป็นคนจัดการดูแลกลุ่มนี้แล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามเมล หรือถามเจ้าหน้าที่กิลด์ได้”
“ครับ/ค่ะ!”
“ครูคะ ทำไมอาวุธที่แจกให้ ถึงคุณภาพแย่กว่าตอนสอบคะ?” นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามพลางมองปืนในมือ
“มันคืออาวุธมาตรฐานกองทัพ เหมือนกันกับตอนสอบนั่นแหละ แต่ที่พวกเธอรู้สึกว่ามันแย่ เพราะคู่ต่อสู้คราวนี้คือสัตว์อสูรที่มีหนังหนากว่าเป้ายิงไงล่ะ” ครูตอบเรียบๆ ก่อนจะปล่อยเลิกแถว
พอกลับถึงบ้าน เมลรีบทบทวนบทเรียนและเริ่มวางแผนภารกิจทันที นางยืนมองเข้าไปในป่าใหญ่หลังบ้าน พื้นที่ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการเข้าไป “หาวัตถุดิบทำมื้อเย็น” บ่อยๆ
“คุณหนูเป็นอะไรรึเปล่าคะ?” ซานี่ อัศวินสาวคนสนิทถาม
“ซานี่ ดูนี่สิ” เมลยื่นใบภารกิจให้ “อาวุธที่โรงเรียนแจกมา กระสุนคงเจาะเกราะพวกอสูรระดับกลางไม่เข้าแน่ พรุ่งนี้บ่ายฉันจะพากลุ่มเพื่อนมาแวะที่นี่ก่อนเข้าป่า ช่วยเตรียมเสบียงให้หน่อย สำหรับคน 40 คน ระยะเวลา 2 วัน”
“รับทราบค่ะ... อ้อ คุณหนูคะ วันหยุดที่จะถึงนี้มีบัตรเชิญร่วมงานเลี้ยงจาก ท่านลอร์ดฟาร์วกัส ส่งมาค่ะ”
“ใครกัน?" เมลรับบัตรมาดูผ่านๆ “ไปไม่ได้หรอก เราจะเข้าป่าแล้วออกมาเช้าวันจันทร์ตรงไปโรงเรียนเลย”
“เช่นนั้นจะให้ตอบปฏิเสธไปเลยไหมคะ?”
“อืม ปฏิเสธไป แล้วส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปแทนคำขอโทษแล้วกัน ตัดปัญหา”
“ได้ค่ะ”
หลังมื้อเย็น เมลขลุกตัวอยู่ในห้องทำงาน กางแผนที่ทหารออกเทียบกับแผนที่กิลด์ กำหนดจุดตั้งแคมป์ เส้นทางล่า และจุดหนีภัยอย่างละเอียด ปัญหาเดียวที่นางกังวลคือ “ปืนกระจอก” ของโรงเรียน สงสัยงานนี้คงต้องพึ่งดาบและธนูเป็นหลัก
ก๊อก ก๊อก
“คุณหนูคะ นมอุ่นๆ กับของว่างค่ะ” มิสเซลล์ เดินเข้ามาในห้อง
เมลเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องชะงัก เพราะชุดที่มิสเซลล์ใส่อยู่คือชุดนอนผ้าซาตินบางเบาที่แทบจะปิดบังเรือนร่างเย้ายวนนั้นไม่มิด
“ทำไมถึงแต่งตัวเช่นนี้?”
“ก็ข้าเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของท่านนี่คะ... ข้ามีหน้าที่ ‘บริการ’ ท่านทุกเรื่อง” มิสเซลล์ตอบเสียงหวาน พลางวางแก้วนมลงแล้วเดินอ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ของเมล
“เจ้าไม่ใช่โสเภณีนะมิสเซลล์” เมลถอนหายใจเบาๆ
“ท่านซื้อตัวข้ามา... แถมยังช่วยชีวิตน้องสาวข้าไว้อีก ชีวิตนี้ข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านยังไงให้หมด นอกจากการมอบความสุขให้ท่าน...”
วงแขนเรียวโอบรอบคอเมลจากด้านหลัง สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่แนบชิด
“เฮ้อ... เอาเถอะ” เมลวางปากกาลงแล้วพิงพนักเก้าอี้ “นวดไหล่ให้ข้าหน่อยแล้วกัน งานใกล้เสร็จแล้ว”
“ได้ค่ะ คุณหนู...” มิสเซลล์ยิ้มกริ่ม มือเรียวเริ่มบีบนวดคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดให้ผู้เป็นนาย
หลังจากงานวางแผนเสร็จสิ้น และนมอุ่นๆ หมดแก้ว ภารกิจบทเตียงที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าก็เริ่มต้นขึ้น... เป็นกิจกรรมยามดึกที่รู้กันดีในหมู่เมดและอัศวินประจำบ้าน ว่าใครคือ “คนโปรด” ของคุณหนู
และแน่นอนว่า... ที่หน้าประตูห้องมักจะมีเงาตะคุ่มๆ ของเหล่าสาวๆ มาแอบฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ
รุ่งเช้ามาเยือนบ้านหลังงาม เมลตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเหมือนทุกวัน กิจวัตรประจำวันของนางยังคงเคร่งครัด นางลุกไปล้างหน้าล้างตาแล้วออกไปวิ่งออกกำลังกายและว่ายน้ำเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง มิสเซลล์ยังคงนอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนเพลียจาก “กิจกรรม” เมื่อคืน เมลมองภาพนั้นแล้วยิ้มบางๆ ดีที่มิสเซลล์เป็นคนไม่มักใหญ่ใฝ่สูง นางรู้สถานะของตนเองดีและเป็นคนรักสนุก ไม่เคยถือตัวว่าเป็นคนโปรด ทำให้เหล่าเมดและอัศวินคนอื่นๆ ต่างชื่นชอบนาง ถึงขั้นมาขอคำแนะนำเรื่อง “เทคนิคบนเตียง” จากนางอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อมาถึงโรงเรียน เมลไม่รอช้า นางเรียกเพื่อนร่วมห้องทุกคนมารวมตัวกันเพื่อชี้แจงแผนการ แคทเธอรีน ผู้เป็นครูที่ปรึกษา ยิ้มชอบใจและยกชั่วโมงโฮมรูมให้เมลจัดการทั้งหมด
หลังจากถกเถียงและสรุปหน้าที่กันเรียบร้อย เมลก็มอบหมายให้หัวหน้าห้องไปทำเรื่องยืมรถม้าและอุปกรณ์จากโรงเรียน โดยมีครูแคทเธอรีนเซ็นอนุมัติให้ผ่านฉลุย
เที่ยงตรง ณ อาคารพัสดุ ทุกคนมารวมตัวกันตามเวลานัดหมายเพื่อขนย้ายสัมภาระ
“รถม้าห้าคัน รถเสบียงหนึ่งคัน รถขนของอีกสองคัน... ธนูและลูกธนูสามสิบชุด เต็นท์สนามเจ็ดหลัง แล้วก็ม้าอีกหกตัว...” ครูผู้ดูแลคลังสินค้าอ่านรายการด้วยตาโต “นี่พวกเธอจะยกโขยงไปตีกับใครที่ไหนกัน?”
ครูฝ่ายพัสดุถามหัวหน้าห้องพลางยื่นเอกสารอนุมัติให้ ในขณะที่เมลสั่งการให้เพื่อนๆ ช่วยกันขนของขึ้นรถอย่างแข็งขัน
“เข้าป่าทำภารกิจครับครู” หัวหน้าห้องตอบยิ้มๆ
“จัดเต็มขนาดนี้ คะแนนนำโด่งกว่าห้องอื่นแน่ๆ ดูสิ ห้องอื่นยังเถียงกันไม่จบเลยว่าจะเอาอะไรไปบ้าง”
“ห้องเราโชคดีที่มีคนจัดการเก่งครับ เห็นเมลบอกว่าจะเข้าป่าสักสองสามวัน แล้วกลับออกมาเช้าวันจันทร์”
“อ้อ... ยัยหนูที่ก่อวีรกรรมตอนสอบเข้าใช่ไหม มิน่าล่ะ” ครูพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นก็ไปเถอะ ดูแลกันดีๆ ด้วย อย่าทำอะไรนอกเหนือแผนล่ะ”
“ครับครู!”
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากโรงเรียน โดยมีเมลขี่ม้านำหน้าขบวน เพื่อนร่วมห้องหลายคนที่เป็นลูกคุณหนูอาจจะไม่ชินกับการต้องมานั่งเบียดกันในรถม้าหรือช่วยกันยกของ แต่ภายใต้สายตากดดันของเมล ไม่มีใครกล้าบ่นสักคำ
บ่ายแก่ๆ ขบวนก็เดินทางมาถึงบ้านพักตากอากาศของเมลที่ตั้งอยู่ติดชายป่า โดยมีเพียงลำน้ำสายกว้างกั้นขวางอาณาเขตบ้านกับป่าทึบเอาไว้ และสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้คือเส้นทางเดียวที่จะเข้าสู่พื้นที่ล่า แน่นอนเวลาสะพานนี้เป็น เมล ที่สั่งให้สร้างขึ้นในเขต ไม่ใช่เส้นทางสัญจรทั่วไป
“คุณหนูคะ พ่อบ้านเตรียมของไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ รถม้าเสบียงเพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง” มิสเซลล์ รีบเข้ามารายงานทันทีที่เห็นเมลขี่ม้าเข้ามาในเขตบ้าน
“ดีมาก... อีกสามวันนี้สั่งปิดเขต ห้ามรับแขกเด็ดขาด”
“รับทราบค่ะคุณหนู”
เมลลงจากม้าแล้วเดินไปตรวจเช็กของในรถเสบียงที่บ้านเตรียมไว้ให้
“ยาเพิ่มมานา ยาฟื้นฟูบาดแผล อาหารแห้งเกรดดี และชุดปฐมพยาบาล... ถือว่าเตรียมมาได้ครบถ้วน ไม่ทำให้ผิดหวัง”
“ขอบคุณค่ะ”
เมลสั่งให้ กลุ่มนักเวท มารับยาเพิ่มมานาไปคนละชุด ส่วนคนอื่นๆ ได้รับยาฟื้นฟูไปคนละสามขวด นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง ‘กลุ่มแพทย์สนาม’ ขึ้นมาใหม่จำนวน 12 คน โดยทุกคนจะได้รับกระเป๋ายาฉุกเฉินที่เมลเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ และต้องสวม ปลอกแขนสีขาว เพื่อให้เพื่อนมองหาได้ง่ายในสนามรบ
ก่อนจะข้ามสะพานเข้าสู่ป่าดงดิบ เมลเรียกทุกคนมารวมพลเพื่อทบทวนแผนการเป็นครั้งสุดท้าย
“แผนการล่า โซนที่ตั้งแคมป์ และจุดถอนตัว... มีใครจะถามอะไรไหม?” เมลกวาดสายตามองเพื่อนๆ กว่า 70 ชีวิต รวมผู้ติดตาม
“ไม่!” นักเรียนทหารทุกคนตอบพร้อมกัน
“พวกคุณมีคำถามอะไรไหม” เมล มองกลุ่มอัศวินผู้ติดตาม ของทั้งโรงเรียนและตระกูลใหญ่ที่เป็นห่วงลูกหลาน
“ไม่ครับ”
เมลพยักหน้ารับ “เช่นนั้นก็ดี แต่ขอให้จำไว้ว่า เมื่อข้ามสะพานตรงนั้นไป พวกคุณต้องฟังคำสั่งของฉันอย่างไร้ข้อกังขา เข้าใจไหม”
“ครับ”
“เช่นนั้นก็ขึ้นรถม้าได้เลย พวกเราต้องข้ามสะพานและไปตั้งแคมป์ให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน... ออกเดินทาง!”
"เย้!!!"
เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดังกึกก้อง หัวหน้าห้องตัวจริงได้แต่มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง เขายอมรับในใจเลยว่า ความเป็นผู้นำของเมลนั้นสูงส่งกว่าเขามากนัก และนางคือคนที่สมควรยืนอยู่จุดนี้จริงๆ
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด
บรรยากาศในงานเลี้ยงกร่อยลงทันตาหลังจากคำประกาศกร้าวของเมล แม้ผลลัพธ์จะทำให้นางได้รับอิสรภาพจากการถอนหมั้นพร้อมเหรียญทองค่าปลอบใจก้อนโต แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เลยปฏิเสธที่จะกลับพร้อมรถม้าหรูของโมโม่ ทว่าเลือกที่จะสวมชุดบุรุษเดินทอดน่องไปตามท้องถนนยามค่ำคืนเพื่อซึมซับ “ความเป็นจริง” ของเมืองหลวงแห่งนี้“สาวน้อย คืนนี้มาสนุกกับพี่สาวไหมจ๊ะ?” เสียงทักทายฉะอ้อนดังมาจากเงามืดริมทาง เหล่าสตรีที่หาเลี้ยงชีพด้วยร่างกายพากันส่งสายตาหวานให้ตลอดทางเมลหยุดยืนอยู่หน้าสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีแววตา อมทุกข์ “พี่สาว มีร้านนั่งดีๆ บ้างไหม?”“มีสิ... เจ้าเป็นลูกค้าคนแรกของคืนเลยนะ” หญิงสาวขยิบตาพร้อมทำนิ้วเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของเงิน“ไม่ใช่ปัญหา ข้าแค่อยากหาเพื่อนคุย” เมลพยักหน้าตกลง“เช่นนั้นตามพี่สาวมาเลย ร้านของพี่สาวบรรยากาศดีสุดแล้ว”“จริงหรอ”“ไม่จริงคืนนี้ยอมเสียตัวให้เลยอ่ะ”“พอเลย รีบเดิน”“เจ้านี่น่ะ ทำตัวเย็นชาแบบนี้ สงสัยสาวเยอะแน่เลย”“ไม่มี ว่าแต่ทำไมเดินออกมานอกเมือง” เมลมองรอบๆ เริ่มไม่เห็นบ้านคนยิ่งเดินออกไปไกล บ้านเรือนก็ยิ่งเบาบางจนถึงเชิงเขาห่างไกล เมลเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า
ซูเหยายืนตระหง่านอยู่บนยอดอาคารที่ควันไฟยังคุกรุ่น สายตาเย็นชากวาดมองซากอสูรเกราะเหล็กเบื้องล่างที่กลายเป็นเพียงกองเศษเนื้อและเหล็กบิดเบี้ยว ผลจากการผสมผสาน“ระเบิดสมัยใหม่” เข้ากับ “การอ่านจุดตาย” แบบนักรบโบราณของนาง ทำเอาพวกฝ่ายช่างและเพื่อนร่วมห้องที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง“ใคร... ใครสอนให้พวกเธอเอากับดักรถถังมาดัดแปลงเป็นระเบิดเจาะเกราะแบบนี้!” อาจารย์ที่ปรึกษาอุทานขณะเร่งช่วยลูกศิษย์ประกอบอุปกรณ์ตามแบบที่วางไว้“เมลครับอาจารย์! ยัยนั่นเพิ่งยัดมันใส่ปากอสูรยักษ์นั่นจนระเบิดเป็นจุน” นักเรียนชายคนหนึ่งชี้ไปที่ซูเหยา“แล้ว.... ไปเรียนวิธีพรรค์นี้มาจากไหน? ในหลักสูตรทหารเวทมนตร์ไม่มีสอนเรื่องการดัดแปลงนอกตำราขนาดนี้นะ!” ทุกคนพากันสงสัย เมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาพูดแต่สำหรับพวกที่กำลังสู้ตายอยู่ในแนวหน้า ความสงสัยนั้นถูกกลบด้วยเสียงคำรามของศัตรู พวกเขาต้องการเพียงสิ่งที่จะทำให้รอดชีวิตจากอสูรพวกนี้ได้“เมล! รีบไปที่ส่วนกลางด่วน!” เพื่อนที่คุมวิทยุตะโกนบอกสุดเสียง“เธอจะแหกปากเชิญพวกมันขึ้นมาร่วมโต๊ะอาหารหรือไง?” ซูเหยาตำหนิเสียงเรียบพลางกระโดดลงจากขอบตึก เข้าที่กำบังเพื่อหลบการ







