Share

VIP

last update publish date: 2026-01-09 17:27:44

โทรเลขฉบับเร่งด่วนถูกส่งถึงพระหัตถ์ของราชาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ เมล ตัดสายจากเจ้าชายจอมปัญหา ราชาถึงกับพระหัตถ์สั่นเมื่อทอดพระเนตรข้อความซึ่งเต็มไปด้วยรหัสตัวเลขและตัวอักษรลับที่สื่อถึง “ใบเรียกเก็บเงิน” มหาศาล

ราชาจึงมีรับสั่งเรียก ดยุกแม็กซ์น่า เข้าพบเป็นการด่วน ณ บ้านพักชายป่า

“ฝ่าบาท... มีเรื่องด่วนประการใดพ่ะย่ะค่ะ?” ดยุกแม็กซ์น่าถามด้วยความสงสัย

“ท่านนายกฯ... เอาให้เขาอ่านที” ราชาตรัสเสียงเครียด

นายกรัฐมนตรีส่งโทรเลขให้ดยุกแม็กซ์น่าอ่าน เขาทำหน้าฉงนเมื่อเห็นตัวเลขมหาศาล “ขออภัยฝ่าบาท... นี่มันคืออะไรกัน?”

“มันคือใบเรียกเก็บเงินจากบุตรสาวท่านไงล่ะ ดยุก!” นายกรัฐมนตรีและเหล่าที่ปรึกษาต่างพากันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาซับซ้อน

ใช่แล้วตอนนี้พวกเค้าอยู่บ้านชายป่าของเมล และโทรเลขที่ส่งมาก็ถูกส่งจากเครื่องสื่อสารรุ่นใหม่ซึ่งใช้การเข้ารหัสแบบใหม่ ทำให้ยากต่อการดักฟังและถอดรหัส

“เรารู้อยู่แล้วว่าหลานสาวของเรามีเหมืองเหล็กและเหมืองทองอยู่ที่นี่” ราชาเริ่มวิเคราะห์ “แต่เราไม่เคยรู้เลยว่านางแอบสำรวจเหมืองเกลือแบบลับๆ แถมยังมีโครงการสร้าง ทางรถไฟ เชื่อมต่อหัวเมืองอีกด้วย!”

ดยุกแม็กซ์น่าถึงกับนิ่งอึ้ง เขาพอจะทราบว่าลูกสาวมีทรัพย์สินอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่านางจะก้าวไปถึงขั้นครอบครองเส้นทางคมนาคมยุทธศาสตร์เช่นนี้

“รถไฟถูกใช้เพื่อขนแร่เหล็กกลับมาที่นี่ และส่งต่อไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงพ่ะย่ะค่ะ” นายกรัฐมนตรีเสริม “นี่คือความร่วมมือลับระหว่าง เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่ง กับคุณหนูเมล... ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มสนับสนุนเจ้าชายถึงพยายามดึงตัวนางไปเป็นพวก ถึงขนาดส่งคนมาลอบสังหารเพื่อข่มขู่”

ราชาถอนหายใจยาว “ในเมื่อนางต้องการแบบนี้... เราจะมอบสัมปทานเหมืองเกลือทั้งหมดให้หลานสาวของเรา แลกกับการที่นางต้องส่งกองทหารส่วนตัวไปช่วยเหลือกองทัพที่ฟาแลม!”

"ฝ่าบาท!! เสด็จออกไปด้านนอกด่วนพ่ะย่ะค่ะ เหมือนว่าทางนั้นจะไม่รอเราแล้ว!"

สิ้นเสียงตะโกน ทุกคนในห้องรีบวิ่งออกไปยังลานกว้างด้านนอก ภาพที่เห็นทำให้เหล่าองครักษ์และอัศวินถึงกับอ้าปากค้าง รถถังหลายสิบคันกำลังถูกลำเลียงขึ้นไปบนตู้รถไฟอย่างรวดเร็ว ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทหารในชุดเกราะล้ำสมัยยืนเรียงแถวตรวจเช็กสัมภาระ

ที่น่าตกใจที่สุดคือ รถไฟหุ้มเกราะ ขนาดมหึมาที่โผล่ขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดินที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มกึกก้องจนแผ่นดินสั่นสะเทือน

“เสียงอะไร” หัวหน้าองครักษ์หันกบับมาก็เจอกับกลุ่มของราชา

“ฝะ ฝ่าบาท!!” ทหารและองครักษ์พากันคุกเข่าลงทันที

“นั่นคืออะไร”

“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ คนที่นี่ไม่ได้บอกอะไรพวกเราเลย รู้แค่ว่ามันบินได้เร็วมาก”

“นั่นๆ มันวิ่งแล้ว” พวกทหารไม่สนใจราชา รีบพากันลุกขึ้นไปดูด้วยความตื่นเต้น บางคนถือหมวกโบกไปโบกมา

“ลูกสาวเจ้า... เปลี่ยนไปมากจริงๆ นะดยุก” ราชาตรัสพลางมองดูความยิ่งใหญ่ตรงหน้า

“ข้าเอง... เมื่อก่อนก็หมางเมินนางมาตลอด แทบไม่รู้จักลูกสาวคนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ดยุกแม็กซ์น่าเอ่ยเสียงเบา

ในขณะนั้น กลุ่มอัศวินของเมลเดินตรงเข้ามาพร้อมโทรเลขในมือ “นายท่านครับ... คุณหนูมีคำสั่งให้ท่านเดินทางไปกับเราด้วย”

“นางว่าอย่างไร?”

“คุณหนูบอกว่า ‘บุตรชายทั้งสองของนายท่านอาจจะไม่เชื่อฟังคนนอก จึงขอให้นายท่านติดตามไปลากตัวพวกเขากลับมาด้วยตัวเอง’ ครับ!!”

ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ... จะเถียงก็เถียงไม่ได้ เพราะเจ้าชายทั้งสองก่อเรื่องไว้จริงๆ

“ตกลง เราจะไป แต่ขอพาคณะติดตามไปด้วย” ราชาสรุป

ราชาพาคณะติดตามไปอีก 5 คน ประกอบด้วย ดยุก ผู้บัญชาการทหาร หัวหน้าองครักษ์ และองครักษ์อีกสองคน ทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นสู่โบกี้รถไฟหุ้มเกราะชั้นเลิศ ภายในถูกตกแต่งอย่างหรูหราจนราชาถึงกับตกตะลึง

“ไม่น่าเชื่อว่ารถไฟแบบนี้จะถูกซ่อนไว้ใต้ดิน...” ราชาพึมพำ “แม้แต่โบกี้เสวยในวังยังเทียบไม่ได้เลย” ราชามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น

“รถไฟของพระราชาวังยังไม่ดีขนาดนี้ ไม่คิดว่าพระองค์จะตื่นเต้นขนาดนี้น่ะพ่ะย่ะค่ะ”

“นึกถึงสมัยก่อนที่เราต้องนั่งเบียดกันบนตู้ไม้แคบๆ เลยนะฝ่าบาท” นิโกซ่าส์ที่ปรึกษาเก่าเอ่ยขำๆ “ดูท่าคนของเราที่ถูกส่งมาช่วยงานที่นี่ คงโดนคุณหนูเมลซื้อตัวไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“นิโกซ่าส์เจ้าก็พูดเกินไป ฮึ!! ดูท่าคงมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่รู้และคิดว่าคนของเราที่ส่งมาคอยช่วยงานที่นี่เองก็คงถูกดึงตัวไปหมดแล้วอย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละ”

“เสด็จพ่อ? ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเพคะ?” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง

“ลูกหญิง! เจ้ามาทำอะไรที่นี่? ไม่ได้อยู่ที่วังหรอกหรือ?” ราชาหันไปมอง เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่ง ที่สวมชุดกึ่งเครื่องแบบทหารดูทะมัดทะแมง ทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่

“วังของลูกอยู่ปลายทางของรถไฟขบวนนี้เพค่ะ” ราชานั่งเงียบ เพราะลืมไปว่าวังของลูกสาวคนโตอยู่ใกล้กับเหมือง

“ทุกท่านโปรดนั่งประจำที่ค่ะ รถไฟกำลังจะออกแล้ว!” องครักษ์หญิงเตือน

วู้นนนนนนนนนนนน!!!!!!

เสียงหวูดรถไฟดังกังวานไปทั่วผืนป่า ขบวนรถไฟหุ้มเกราะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี มุ่งหน้าสู่สมรภูมิฟาแลมด้วยความเร็วสูง บนท้องฟ้ามีฝูงบินมังกรและเครื่องบินสอดแนมบินประกบไม่ห่าง...

มู่ฟานเล่อและทีมรบพิเศษตัดสินใจใช้เครื่องบินลำเลียงความเร็วสูงในการเดินทาง เพราะสถานการณ์ที่แนวหน้าพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หากแม่น้ำซูรี่พังทลายลง สนามบินชั่วคราวจะใช้การไม่ได้ทันที เมลจึงเหลือเพียงมังกรสาวและผู้ติดตามอีกสองคนคอยอารักขา

“อีกนานไหมกว่าจะถึงพิกัดเป้าหมาย?” มู่ฟานเล่อถามเสียงเข้มผ่านวิทยุสื่อสาร

“อีก 30 นาทีค่ะท่าน” นักบินที่หนึ่งตอบ

“พบการเคลื่อนไหวที่ 9 นาฬิกา!” นักบินที่สองแจ้งเตือน

“เปิด โหมดล่องหน ทันที! เราจะเข้าไปตรวจสอบใกล้ๆ” มู่ฟานเล่อสั่งการ “ติดต่อศูนย์บัญชาการ ขอดาวเทียม ช่วยสแกนพื้นที่ด้านล่างให้ที”

‘รับทราบ เราจะส่งโดรนไร้คนขับไปสนับสนุนทันทีเมื่อมีการร้องขอ... โชคดี’ เสียงจากศูนย์บังคับการตอบกลับ

ภาพจากจอความร้อนแสดงให้เห็นกองทัพขนาดมหึมาของจักรวรรดิที่กำลังเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบโดยใช้ป่าไม้หนาทึบเป็นเครื่องกำบัง พวกมันมีการตั้งป้อมปืนใหญ่และฐานบัญชาการสนามอย่างเป็นระเบียบ เป้าหมายชัดเจนคือการยึด หมู่บ้านฟาแลม เพื่อใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ และจุดหมายสุดท้ายคือปราสาทของเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่ง รวมถึงขุมทรัพย์เหมืองทองของเมลนั่นเอง

“พวกมันคงต้องการยึดที่นี่ให้ได้ก่อนพายุหิมะจะถล่ม” มู่ฟานเล่อวิเคราะห์ “วนกลับไปผ่านตัวเมืองเลย เราต้องลงจอดเดี๋ยวนี้!”

“ค่ะ” เครื่องบินร่อนลงจอดที่ฐานลับใกล้เมืองในเวลาต่อมา ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่อง มู่ฟานเล่อก็ได้รับรายงานที่น่าปวดหัว

“ในเมืองกำลังโกลาหลครับ มีข่าวลือว่ากองทัพจักรวรรดิใกล้จะถึงประตูเมืองแล้วครับท่าน”

“รินดา รถไฟจะมาถึงเมื่อไหร่?” มู่ฟานเล่อหันไปถามผู้ช่วย

“อีกหนึ่งชั่วโมงค่ะ แต่ฝูงบินรบจะถึงก่อนหน้านั้น”

“ดี! พวกเจ้าตามข้าเข้าเมือง วิกกี้... ฝากคุมทางนี้ด้วย ถ้ารถไฟมาถึงให้เริ่มแผนยึดอำนาจการปกครองเมืองทันที!”

มู่ฟานเล่อควบม้าฝ่าลมหนาวพร้อมทหารฝีมือดีอีก 8 นาย ฝ่าลมหนาวตรงเข้าสู่เมืองฟาแลม อัศวินบนป้อมจำต้องเปิดประตูรับตามสัญญาณลับ ก่อนจะพานางตรงไปยังคฤหาสน์เจ้าเมือง

ปัง!! มู่ฟานเล่อถีบประตูห้องโถงเข้าไปอย่างแรง

“เจ้าเมืองอยู่ที่ไหน!” นางตะคอกถามอัศวินเวร

“หะ... ห้องทำงานครับ!”

“พวกเจ้า 6 คนไปพาแขก...คนสำคัญ กลับไปที่ปราสาท เสี่ยวลู่... เจ้าอยู่กับข้า!”

ภายในคฤหาสน์หรูหรานั้นช่างขัดกับบรรยากาศสงครามด้านนอก พวกทหารชนชั้นสูงที่เป็นทายาทตระกูลดังต่างยืนจับกลุ่มดื่มไวน์ พูดคุยหัวเราะกันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กินดีอยู่ดีกว่าทหารที่พวกมันทิ้งให้ตายที่แนวหน้าหลายเท่า หลายคนมองมู่ฟานเล่อด้วยสายตาแทะโลม จนเสี่ยวลู่ต้องคอยดึงมือนางไว้ไม่ให้ชักดาบออกมาหักคอพวกมันซะตรงนั้น

ก๊อก ก๊อก!

“มีแขกขอเข้าพบครับ!”

‘ข้าไม่พบใครทั้งนั้น!! ไล่กลับไปให้หมด!!’ เสียงเจ้าเมืองตะโกนออกมา แต่ทว่ามู่ฟานเล่อไม่สน นางผลักทหารหน้าห้องกระเด็นแล้วถีบประตูเข้าไปทันที

“คิดว่าข้ามาถึงที่นี่แล้วจะปิดประตูหนีรึไง!”

“ทะ... ท่าน! ท่านมาที่นี่ได้ยังไง!” ลอร์ดเทรเลอร์ เจ้าเมืองฟาแลมถึงกับหน้าถอดสี

“องค์ราชาสั่งอพยพประชาชนด่วน! และให้ จับกุมเจ้าชายทั้งสอง พร้อมพวกพ้องทั้งหมด ในข้อหาหนีทัพและละทิ้งหน้าที่!” มู่ฟานเล่อประกาศเสียงดังกังวาน

“เจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไง...” เจ้าชายคนหนึ่งเริ่มโวยวาย

“เจ้าชาย... หยุดเถอะพ่ะย่ะค่ะ! ทหาร! มาคุมตัวเจ้าชายเดี๋ยวนี้!” ลอร์ดเทรเลอร์รีบสั่งการ เพราะเขารู้ดีว่าผู้สตรีตรงหน้าถืออาญาสิทธิ์ของใคร

“ลอร์ดเทรเลอร์! นี่ท่านกล้าทรยศเราหรือ!” เจ้าชายทั้งสองตะโกนลั่นขณะถูกทหารลากตัวไป

“เอาพวกมันไปขังที่คุกใต้ดิน!” เจ้าเมืองสั่งเสียงเข้ม

“รีบสั่งอพยพประชาชนออกทางประตูหลังซะ!” มู่ฟานเล่อหันมาสั่งเจ้าเมือง

“แต่... ชาวเมืองมีมากกว่า 5,000 คนนะครับ ยังไงก็หนีพายุหิมะไม่ทันแน่ พะ... พวกท่านมาแล้ว คงมีแผนรับมือใช่ไหมครับ?” ลอร์ดเทรเลอร์พยายามยิ้มประจบ

“กองทัพหลักพึ่งถอนกำลังและเสียหายหนัก ไม่สามารถแบ่งกำลังมาช่วยที่นี่ได้ ข้าศึกมากันถึง 4 กองพล กับอีก 2 กองพัน ท่านคิดว่าทหารรักษาเมืองแค่ 7,000 นายกับปืนใหญ่เก่าๆ 10 กระบอกจะต้านทานไหวหรือ!”

ลอร์ดเทรเลอร์ถึงกับทรุด “ขะ... ข้าไม่รู้เลย ทหารเราไม่รอดแน่!”

“ข้าถึงเตือนให้ถอยตั้งแต่เมื่อวานไง!” มู่ฟานเล่อกดเสียงต่ำ “ที่ข้ามานี่มีเพียงไม่กี่กองพัน... แต่เป็นกองพันที่ต่างจากที่เจ้าเคยเห็น”

“คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะครับ...”

“ขอให้เป็นเช่นนั้น... เตรียมห้องรับรองไว้ให้ดี องค์ราชาของพวกท่านกำลังจะมาถึงที่นี่ด้วยรถไฟหุ้มเกราะในไม่ช้า!”

ณ โรงแรมใจกลางเมืองฟาแลม ทีมรบพิเศษของ มู่ฟานเล่อ ภายใต้การนำของ ชิลี กำลังคุมเชิงอยู่ในโถงพัก ทุกคนกระชับอาวุธในมือแน่นพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านนอกหน้าต่างนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหล ชาวบ้านต่างหอบหิ้วสัมภาระหนีตาย เสียงไซเรนดังกึกก้องสลับกับเสียงตะโกนของทหารที่พยายามจัดระเบียบการจราจรที่ติดขัดจากรถม้าและขบวนผู้อพยพ

“หัวหน้าครับ สถานการณ์ด้านนอกเลวร้ายมาก ผู้คนเริ่มคุมสติไม่ได้แล้ว” อัล รายงานเสียงเครียด

“อืม... เราต้องรออยู่ที่นี่จนกว่าแขกวีไอพีจะพร้อม” ชิลีตอบพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง

“หัวหน้าคะ...” นักรบหญิงคนหนึ่งกระซิบพลางบุ้ยปากไปทางมุมห้อง

มุมห้องทีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ด้วยท่าทางของคนพวกนั้นที่นั่งมองซ้ายมองขวาเหมือนระวังอะไรสักอย่างจนดูน่าสงสัย ชิลีพยักหน้าส่งสัญญาณให้ทีมกระจายกำลังคุมจุดยุทธศาสตร์ในโรงแรม ทันใดนั้นเอง..

“หัวหน้าซิลีค่ะ แขกพร้อมแล้วค่ะ”

"บะ-"

หว้ออออออออออออออ!

เสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศแผดร้องยาว ตามด้วยเสียงปืนต่อสู้อากาศยานที่ดังรัว

‘ทีมอัลฟ่าตอบด้วย! นี่คือศูนย์บัญชาการ’ เสียงวิทยุดังขึ้นที่ข้างหูชิลี

“ชิลีตอบ”

‘ฝูงบินไวเวิร์น ของข้าศึกกำลังเข้าโจมตีเมือง! ขอให้ถอนกำลังไปคุ้มกันผู้บัญชาการด่วน!’

“พี่ใหญ่ ไม่เป็นไรหรอก นางให้พวกเรามาเอาตัววีไอพี ตอนนี้เราพบตัวแล้วกำลังจะเคลื่อนย้าย”

‘รับทราบ กองร้อยอีซี่กำลังเข้าเมืองพร้อมคณะของราชา เราจะส่งหน่วยคุ้มกันไปรับคุณที่จุดนัดพบ’

“ไม่เป็นไร พวกเราจะรีบไป ตอนนี้นอกอาคารวุ่นวายมาก อาจต้องใช้เวลา”

‘รับทราบ ดูแลตัวเองด้วย’

“อัลฟ่าทราบแล้ว”

“หัวหน้าเป็นไงบ้างค่ะ”

“พวก 101 มาแล้ว อัล! นายมาตรงนี้!”

“ครับ”

"นายขึ้นไปดูด้านบนทีว่ามีทางไหนที่เราจะออกไปได้บ้าง ที่เหลือไปพาแขกมาเราจะไปกันแล้ว”

“รับทราบ” รอไม่นานทั้งหมดก็ลงมาที่ชั้นล่าง ทว่าเทียงทุ้มหนักๆ ก็ดังขึ้น

บึ้ม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นจนตัวอาคารสั่นสะเทือน แรงอัดอากาศทำให้กระจกโรงแรมแตกละเอียด อัลที่เพิ่งโดดลงมาจากดาดฟ้าวิ่งมาหาชิลี “พวกมันเริ่มยิงถล่มด้วยปืนใหญ่แล้วครับ! และไวเวิร์นชุดแรกกำลังโฉบลงมา!”

“ทิ้งสัมภาระที่ไม่จำเป็นทั้งหมด! เราต้องไปเดี๋ยวนี้!” ชิลีสั่งการเด็ดขาด ก่อนจะหันไปหาเด็กสาวในกลุ่มวีไอพี “คนไหนคือน้องสาวของคุณเมล?”

"ระ...เราเองค่ะ" เซียร์ร่ายกมือขึ้นด้วยอาการสั่นเทา “แต่ว่าของพวกนี้มันสำคัญมากเลย ว้าย!!”

“มานี่! ยืนตรงกลางวงล้อมไว้!”

วี๊ดดดดด... ตู้มมม!!! กระสุนปืนใหญ่ตกห่างไปเพียงไม่กี่ตึก เปลวไฟและฝุ่นละอองพุ่งสูงเสียดฟ้า ชาวบ้านที่หนีไม่พ้นถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

“แย่แล้วแบบนี้ รีบออกไปเร็ว!! อย่าอยู่ในอาคาร”

“ประตูหลังพี่ใหญ่!! มีทางเดินไปถึงจุดหมาของเราได้”

“ตกลง!! นำไปเลย”

ชิลีนำทีมฝ่าควันไฟออกทางประตูหลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางลับของเหมือง ทันทีที่พวกเธอพ้นเขตโรงแรม อาคารที่เคยอยู่ก็ถูกลูกปืนใหญ่ยิงถล่มจนพังทลายลงมาเป็นหน้ากลอง

“ดูนั่น! ฝูงบินคุ้มกันมาถึงแล้ว!” อัลชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

ฟึ่มมมมมมมมม!!!

เครื่องบินขับไล่ความเร็วสูงพุ่งผ่านน่านฟ้าเมืองฟาแลมด้วยความเร็วเหนือเสียง ทิ้งรอยสีขาวเป็นเส้นตรงเหนือหมู่เมฆ ก่อนจะเริ่มการปูพรมโจมตีทางอากาศ กระสุนวิถีโค้งและระเบิดแรงสูงถูกทิ้งลงใส่ฐานปืนใหญ่ของจักรวรรดิอย่างแม่นยำจนเกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ แสงสีเพลิงสว่างจ้าไปทั่วขอบฟ้า ทำให้การยิงถล่มเมืองหยุดชะงักลงทันที

สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายศัตรูเป็นอย่างมาก ทหารบนกำแพงพากันโห่ร้องดีใจเมื่อเห็นศัตรูพากันถอยออกไป

ทีมของชิลีพากลุ่มน้องสาวของเมลมาถึงคฤหาสน์เจ้าเมืองได้อย่างปลอดภัย มู่ฟานเล่อรออยู่ที่นั่นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

“พี่ใหญ่! ภารกิจสำเร็จ วีไอพีปลอดภัย” ชิลีรีบรายงาน

“โอเค พาไปพักเลย เดี๋ยวจะได้ส่งไปที่สถานี”

“ค่ะ”

“รายงานตอนนี้กองร้อยเข้าประจำตำแหน่งแล้วค่ะ”

“คลาร่าบอกทหารทุกคนเตรียมตัวไว้”

“ค่ะพี่ใหญ่”

“ชิลี แล้วใครเดิมตามเจ้ามา” เจ้าของชื่อหันกลับไปดูก็พบว่ามีสองคนที่น่าสงสัยเดินตามมา

“ไม่ทราบค่ะ พวกเราเจอคนพวกนี้ที่ล็อบบี้ของโรงแรม”

มู่ฟานเล่อจ้องมองชายวัยกลางคนและคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลัง “พวกท่านเป็นใคร?”

“ขออภัยที่เราแนะนำตัวช้าและขอบคุณที่ช่วยพวกเราขอรับ” ชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนพ่อบ้านกล่าว

“ไม่เป็นไร ถ้าชาวบ้านอยู่บริเวณนั้นเราก็ต้องเตือนเช่นกัน พวกท่านเป็นใครมาจากไหน" มู่ฟานเลอถาม

“กระผมเป็นพ่อบ้านของตระกูล คาลการ์เซีย ครับ ส่วนท่านนี้คือ ซานคัส ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน” พ่อบ้านแนะนำด้วยท่าทางสุภาพ “พวกเราเป็นนักประดิษฐ์จากจักรวรรดิที่หนีการกวาดล้างมาครับ”

“ขุนนางกระทรวงสงครามหาเรื่องใส่ความตระกูลเราเพราะเราไม่เห็นด้วยกับสงคราม” ซานคัสเอ่ย “ท่านพ่อของข้าส่งจดหมายเตือนให้หลบหนีมาที่นี่... เราอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน”

มู่ฟานเล่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งสัญญาณให้ทหารพาพวกเขาไปพัก "ข้ามมาเขตอาณาจักรได้เราจะคุ้มครอง ตอนนี้ชีวิตประชาชนต้องมาก่อน... พาพวกเขาไปเตรียมตัวอพยพพร้อมชาวบ้านซะ!"

“ขอบคุณท่านมาก”

ถนนทุกสายในฟาแลมถูกควบคุมโดยกองกำลังส่วนตัวของเมล ขบวนรถถังและรถลำเลียงพลเดินสวนทางกับชาวบ้านที่กำลังอพยพออกนอกเมือง เครื่องแบบและอาวุธที่ล้ำสมัยของทหารรับจ้างเหล่านี้ทำให้ทหารอาณาจักรได้แต่ยืนมองด้วยความตะลึง

ที่สถานีรถไฟ... รถไฟหุ้มเกราะ ‘ออโรร่า’ จอดรออยู่พร้อมไอน้ำที่พวยพุ่งออกมา ราชาและคณะถูกอารักขาให้ขึ้นรถไฟเพื่อกลับเมืองหลวงพร้อมกับกลุ่มนักเรียนและน้องสาวของเมล

“ท่านพ่อ... คนพวกนี้เป็นใครกันคะ? ทำไมพวกเขาถึงดูแข็งแกร่งขนาดนี้” เซียร์ร่าถามดยุกแม็กซ์น่าขณะมองดูแถวทหารที่กำลังเข้าประจำการบนกำแพงปราสาท

ดยุกแม็กซ์น่าลูบหัวลูกสาวเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิดและภาคภูมิใจที่ปนเปกัน “เซียร์ร่า... ไมโอน่า... ต่อไปพวกลูกต้องทำตัวดีกับพี่เมลให้มากกว่านี้นะ”

“ทำไมล่ะคะ?”

สองพี่น้องพากันถามด้วยความสงสัย

"เพราะพี่สาวของลูก... ยิ่งใหญ่และน่านับถือกว่าที่พวกเราเคยคิดไว้มากนัก" ดยุกกล่าวจบก็พาลูกสาวก้าวเข้าสู่โบกี้หุ้มเกราะ

ด้านนอกป้อมปราการ ทหารของอาณาจักรต่างทำงานกันอย่างหนักเพื่อคัดกรองชาวบ้าน ป้องกันไม่ให้สายลับข้าศึกแฝงตัวเข้ามา ในขณะที่หน่วยรบพิเศษที่ถูกส่งมาพร้อมอากาศยานลำเลียงพลขนาดใหญ่ เริ่มแยกตัวไปขึ้นยานรบจู่โจมเร็ว ที่บินเรี่ยยอดไม้ด้วยความเร็วสูง เครื่องแบบที่รัดกุมและอุปกรณ์ไฮเทคที่ไม่เหมือนใครทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน

ยานรบจูโจมเร็วขึ้นบินจากสนามบินในเพดานบินที่ต่ำเพียงยอดไม้เท่านั้น หลายๆ คนต่างพากันหวาดกลัวกับสิ่งที่ไม่เคยเห็น กำลังพลของกองทหารรับจ้างพร้อมทั้งทหารของอาณาจักรค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่เมืองเพื่อรักษาเมืองเอาไว้ไม่ให้ข้าศึกมายึดมัน

มู่ฟานเล่อวางกำลังป้องกันเมืองฟาแลมอย่างแน่นหนา นางรู้ดีว่าการรบในเมืองนั้นกลืนกินกำลังพลมหาศาล แต่ด้วยชัยภูมิที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ นางจึงสั่งให้ทหารอาณาจักรและทหารรับจ้างประสานงานกันยึดทุกหัวมุมตึกไว้เป็นปราการ

ตกเย็นรถไฟขบวนแรกก็ออกจากสถานีมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงท่ามกลางความมืดมิดด้วยความเร็ว ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลับมาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย ชาวบ้านถูกส่งไปที่ค่ายพักพิงชั่วคราว หลายคนรอเพื่อไปอยู่กับญาติพี่น้องในต่างเมือง ตอนนี้ทุ่งกว้างก็เต็มไปด้วยเต็นท์ของทหารหน่วยต่างๆ มากมายรวมถึงยุทโธปกรณ์ต่างๆ จากหลายหลากที่มารวมกันอยู่ที่เดียวเพื่อรอส่งเสบียงและกำลังพลขึ้นไปเสริมที่แนวรบ

สองวันต่อมาการรบอันดุเดือดก็ปะทุขึ้น เมล์ส่งทหารเข้าไปเพิ่มที่ป้อมโมบิวล่าเพื่อรักษาสมดุลของสนามรบ แม้ตอนนี้จะทำการระเบิดธารน้ำแข็งแล้วก็ตาม โชคดีที่ชายแดนของสองอาณาจักรมีเขตติดต่อกันไม่ยาวมากนักจึงทำให้ยังคงสามารถรักษารูปแบบการรบไว้ได้ เมล์รู้ดีว่าอาณาจักรรอบๆ คอยจับตามองการรบครั้งนี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามได้ทุกเมื่อ

เสียงปืนใหญ่ยังคงดังตลอดทั้งวัน และการอพยพชาวบ้านก็ยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบากด้วยที่พายุหิมะเข้ามาพอดีทำให้เกิดความล่าช้าตามมา กองทหารของอาณาจักรหลายกองต้องล่าถอกลับมาในที่ตั้งของตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ แต่ด้วยอาวุธที่ออกจะเก่าไปหน่อยไม่เหมือนกับของทหารรับจ้าง ทำให้ความลำบากในการสู้รบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

เช้าวันที่ 15 มกราคม หลังจากที่พายุได้ผ่านพ้นไปได้สองวันก็ปรากฏเศษซากความเสียหายต่างๆ อยู่เต็มทั่วทั้งสนามรบ ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียกันเป็นจำนวนมากแต่ฝ่ายอาณาจักรจะสูญเสียน้อยกว่า เมื่อฝ่ายจักรวรรดิตกที่นั่งลำบากก็ส่งทูตมาเจรจาขอหยุดยิงเป็นเวลาเจ็ดวัน เพื่อให้แนวรบทั้งหมดได้หยุดพักและช่วยเหลือผู้ขาดเจ็บ รวมถึงเก็บกวาดสนามรบด้วยเพื่อป้องกันโรคระบาดที่จะตามมาซึ่งมู่ฟานเล่อเป็นคนเสนอ

ระหว่างที่มีการพักรบเจ็ดวัน เมล์ก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงด้วยสาเหตุอันใดไม่ทราบแต่ทว่าโทรเลขนั่นกลับไม่ถูกส่งถึงมือเจ้าตัวและก็ไม่มีใครกลับไปที่เมืองหลวงเลย มีเพียงโทรเลขด่วนกลับไปเท่านั้นด้วยมือของมู่ฟานเล่อเอง

“โทรเลขกลับมาแล้วขอรับ”

“อ่านมา” หัวหน้าผู้ควบคุมกองโทรเลขบอกลูกน้อง

“ไม่สามารถมาได้” ใจความสั้นๆ ทำเอาคนอ่านใจคอไม่ดี

“ไม่ได้! แบบนี้แย่แน่ ท่านดยุกจะทำอย่างไรดีครับ?” หัวหน้ากองโทรเลขถามด้วยสีหน้าซีดเผือด

“ส่งไปอีกรอบ! บังคับให้นางมาให้ได้!” ดยุกแม็กซ์น่าตวาด “ใครจะคิดว่าพวกนั้นจะใช้กฎมณเฑียรบาลมาบังคับให้เราต้องปล่อยตัวเจ้าชายทั้งสองออกมาแบบนี้!”

“พวกมันคงรอเวลานี้อยู่แล้วครับ... แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือ ฐานส่วนในของคุณหนูเมล ถ้าใครบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต คนของนางลงมือสังหารทันทีแน่!”

“โอ้ว! พูดแบบนี้แสดงว่า... ท่านมีประสบการณ์โดยตรงมาใช่ไหม”

“ขอรับเจอมาแล้ว” ในขณะที่เหล่าขุนนางกำลังโต้เถียงกัน สารวัตรทหารก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน

“รายงานครับ! ตอนนี้ที่ ลานพักมังกร มีคนของเจ้าชายพยายามจะฝ่าด่านตรวจเข้าไปครับ!”

“รายงานเพิ่มเติมครับ!! มีกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังพยายามยึดสถานีรถไฟเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงครับ!”

ทุกคนในห้องโถงมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก “ทหารของเราอยู่ที่ไหน!” พลโทคนหนึ่งตะโกนถาม

“ตรึงกำลังอยู่โดยรอบครับท่าน!”

“ช้าก่อน... วางกำลังรักษาที่นี่ไว้ให้ดี ข้าคิดว่าพวกมันตั้งใจจะยึดสถานีสื่อสารแห่งนี้ด้วย”

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกท่านดยุก...” ดยุกแม็กซ์น่ามองออกไปนอกห้อง

“พวกเรามีมาตรการรับมืออยู่แล้ว... ที่นี่อยู่ในสภาวะสงคราม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครก่อความวุ่นวายภายใน เราสามารถ ‘ยิงทิ้ง’ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอไต่สวน!”

หญิงสาวในชุดเครื่องแบบนาวิกโยธินเต็มยศก้าวเข้ามาในห้องโถง อุปกรณ์สนามและอาวุธข้างกายของนางบ่งบอกชัดเจนว่าพร้อมสำหรับการประหารทุกชีวิตที่ขวางหน้า

ปังๆๆ! ปังๆๆ! ปังๆๆ!

เสียงปืนเล็กยาวแผดคำรามขึ้นถี่ๆ หลายชุดทางทิศของสถานีรถไฟ ทุกคนในห้องประชุมต่างสะดุ้งและหันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตื่นตระหนก ทันใดนั้น เสียงประกาศตามสายก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งฐานทัพ

‘ประกาศ! เนื่องจากมีภัยคุกคามในเขตยุทธศาสตร์ เราขอประกาศใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการขั้นสูงสุด... ย้ำ! นี่คือสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้นาวิกโยธินทุกนายประจำตำแหน่งสังหารได้!’

“นี่ไง... พวกท่านรออยู่ที่นี่ ดอกไม้ไฟด้านนอกพวกเราจัดการเอง” นายทหารหญิงเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะตบเท้าเดินออกไปอย่างองอาจ

“จะ...จะไม่เป็นไรแน่หรือครับท่านดยุก?” ขุนนางคนหนึ่งถามเสียงสั่น

“อย่าลืมว่าที่นี่คือที่ไหน... สถานที่พิเศษ หรือจะเรียกว่า ‘เขตอธิปไตยส่วนตัว’ ของหลานสาวข้าก็ได้ ไม่ว่าใครหน้าไหนบุกรุกเข้ามา ก็ถือว่าสละสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ไปแล้ว ท่านก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ?" ราชาที่พึ่งเดินเข้ามาตอบเสียงเย็น

“......”

สถานการณ์ด้านนอกรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ชาวบ้านที่อพยพถูกกันออกไปจากบริเวณอย่างรวดเร็ว หน่วยปราบปรามเข้าควบคุมพื้นที่สถานีรถไฟและสนามบินไว้ได้ทั้งหมด นาวิกโยธินยืนเรียงแถวหน้ากระดานปิดทางเข้าออกทุกจุด

“ย้ำ! จงถอยออกจากเส้นเขตอันตรายเดี๋ยวนี้!” ผู้บังคับหน่วยสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แววตาดุดันตะโกนผ่านโทรโข่ง

“เปิดทางให้พวกเราซะ! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าไม่เตือน!” กลุ่มกบฏที่ติดอาวุธตะโกนตอบโต้

“ย้ำอีกครั้ง! ถอนกำลังออกไปเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นเราจะใช้มาตรการสูงสุด!”

“บุกเข้าไป! ยึดสถานีรถไฟซะ! ฆ่าพวกมันให้หมด!” แกนนำกลุ่มกบฏสั่งการด้วยความยโส

เมื่อได้รับอนุญาตให้ลงมือ หน่วยปราบปรามที่ส่วนใหญ่เป็นสตรีก็ก้าวออกมาข้างหน้า พวกนางชักดาบเล่มใหญ่ออกมาพร้อมกัน เสียงเหล็กเสียดสีกับฝักดังบาดแก้วหู แววตาที่เคยเป็นมิตรกลายเป็นเครื่องจักรสังหารไปในพริบตา

“ฆ่าให้หมด!!!”

สิ้นเสียงสั่งการ ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงปืนดังสลับกับเสียงดาบที่ตัดผ่านเนื้อและกระดูก เลือดสีแดงสดไหลนองเต็มพื้นชานชาลาสถานีรถไฟ คนของมู่ฟานเล่อยึดถืออุดมการณ์เดียวคือ

“ชีวิตพี่น้องสำคัญที่สุด!”

เมื่อมีภัยคุกคาม พวกนางจะเปลี่ยนจากคนรู้จักกลายเป็นเพชฌฆาตที่ไร้หัวใจ

ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เหลือรอดก็ต้องทิ้งอาวุธคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต

“ล่ามโซ่ตรวนพวกมันทั้งหมด! แล้วลากไปแช่น้ำซะ!”

“รับทราบ!”

พวกนักโทษเมื่อได้ยินคำสั่งก็พากันดิ้นรนหนีและร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไร้ผล พวกมันถูกจับโยนลงไปในบ่อน้ำขังที่หนาวเหน็บ แม้น้ำจะสูงเพียงต้นขา แต่เมื่อถูกบังคับให้นั่งคุกเข่า ระดับน้ำที่เย็นจัดก็สูงถึงหน้าอก บีบคั้นการหายใจและทำลายขวัญกำลังใจจนหมดสิ้น

หัวหน้าหน่วยปราบปรามหยิบโทรโข่งขึ้นประกาศก้อง “ไม่ว่าชายหรือหญิง หากสร้างความวุ่นวายในฐานทัพแห่งนี้ จะถูกลงโทษสถานเดียวคือ ‘ความตาย’ หรือ ‘นรกบนดิน’ เท่านั้น ไม่มีข้อยกเว้น!”

เหล่านายพลและขุนนางที่เฝ้ามองจากหน้าต่างได้แต่ลอบมองหน้ากันอย่างเงียบเชียบ พวกเขาไม่อาจยื่นมือไปช่วยได้ เพราะนี่คือ “กฎของพื้นที่” ส่วนแกนนำกบฏถูกพาตัวไปที่ห้องสอบสวนลับใต้ดิน ที่นั่น ดยุกแม็กซ์น่าอนุญาตให้ใช้การทรมานขั้นสูงสุดเพื่อรีดความลับออกมา แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่เขาต้องการหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะลากคอ “เจ้าของคำสั่ง” มาลงโทษให้ดิ้นไม่หลุด!

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สู่วันฟ้าใส   จุดเริ่มต้นของบทใหม่

    หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล

  • สู่วันฟ้าใส   มังกรคืนถิ่น

    หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน

  • สู่วันฟ้าใส   พิราบขาว

    โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร

  • สู่วันฟ้าใส   เพลิงแห่งฟินิเซีย

    เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้

  • สู่วันฟ้าใส   การโต้กลับ

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง

  • สู่วันฟ้าใส   สายเลือดที่ตื่นขึ้น

    ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status