LOGINบรรยากาศในงานเลี้ยงกร่อยลงทันตาหลังจากคำประกาศกร้าวของเมล แม้ผลลัพธ์จะทำให้นางได้รับอิสรภาพจากการถอนหมั้นพร้อมเหรียญทองค่าปลอบใจก้อนโต แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เลยปฏิเสธที่จะกลับพร้อมรถม้าหรูของโมโม่ ทว่าเลือกที่จะสวมชุดบุรุษเดินทอดน่องไปตามท้องถนนยามค่ำคืนเพื่อซึมซับ “ความเป็นจริง” ของเมืองหลวงแห่งนี้
“สาวน้อย คืนนี้มาสนุกกับพี่สาวไหมจ๊ะ?” เสียงทักทายฉะอ้อนดังมาจากเงามืดริมทาง เหล่าสตรีที่หาเลี้ยงชีพด้วยร่างกายพากันส่งสายตาหวานให้ตลอดทาง
เมลหยุดยืนอยู่หน้าสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีแววตา อมทุกข์ “พี่สาว มีร้านนั่งดีๆ บ้างไหม?”
“มีสิ... เจ้าเป็นลูกค้าคนแรกของคืนเลยนะ” หญิงสาวขยิบตาพร้อมทำนิ้วเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของเงิน
“ไม่ใช่ปัญหา ข้าแค่อยากหาเพื่อนคุย” เมลพยักหน้าตกลง
“เช่นนั้นตามพี่สาวมาเลย ร้านของพี่สาวบรรยากาศดีสุดแล้ว”
“จริงหรอ”
“ไม่จริงคืนนี้ยอมเสียตัวให้เลยอ่ะ”
“พอเลย รีบเดิน”
“เจ้านี่น่ะ ทำตัวเย็นชาแบบนี้ สงสัยสาวเยอะแน่เลย”
“ไม่มี ว่าแต่ทำไมเดินออกมานอกเมือง” เมลมองรอบๆ เริ่มไม่เห็นบ้านคน
ยิ่งเดินออกไปไกล บ้านเรือนก็ยิ่งเบาบางจนถึงเชิงเขาห่างไกล เมลเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า “ร้านนั่ง” ที่อีกฝ่ายบอก กลับเป็นเพียงบ้านไม้หลังเล็กที่มีคอกวัวนมตั้งอยู่ข้างๆ
“บ้านพี่สาวอยู่เชิงเขาตรงนั้น เลี้ยงวัวนมเป็นหลัก” หล่อนชี้ไปที่บ้านหลังน้อยที่อยู่ไม่ไกลและยังเปิดไฟอยู่
“แล้วทำไมถึงไปขายตัวในเมืองกัน”
“ไปคุยที่บ้านเถอะ” หล่อนรีบพาเดินไปที่บ้านตัวเอง พอเปิดรั้วเข้ามาก็เจอสวนง่ายๆ ที่ปลูกแต่ผักสวนครัว และวัวอีกหลายตัวที่อยู่ในคอกไม่ไกล พอเข้ามาในบ้านก็พบเด็กสาวอีกคนที่นั่งอยู่บนรถเข็น
“พี่สาว... ท่านไปไหนมา?” เด็กสาวถามด้วยเสียงแผ่ว
“ไปซื้อยาให้เจ้าไงล่ะ นี่แขกของเรา... เจ้ามาทานข้าวกับพวกเราก่อนเถอะ” สตรีคนนั้นหันมาชวนเมล
“สวัสดียามค่ำน่ะ”
“สวัสดีค่ะ”
หลังมื้ออาหารเรียบง่าย เมลกับหญิงสาวเจ้าของบ้านก็มานั่งคุยกันที่ระเบียงใต้แสงดาว “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนที่มีฟาร์มวัวดูดีขนาดนี้ถึงต้องไปหาเงินในเมืองด้วยวิธีนั้น?”
“วันนี้ข้าไปวันแรก... และเจ้าก็คือลูกค้าคนแรกของข้า” หญิงสาวถอนหายใจยาว แววตาหม่นแสง “เจ้าไม่รู้รึไง? ปีนี้ภาษีจะขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ แถมค่าเช่าที่ดินก็กำลังจะขึ้นอีกเท่าตัว ข้าไปหากู้เงินมารักษาน้องสาวจนหนี้ท่วมหัว... พรุ่งนี้ข้าต้องขายวัวทั้งหมดในคอกเพื่อใช้หนี้”
“หมู่บ้านหรือเมืองที่เก็บ” เมลหันมองด้วยความสงสัย
“หมู่บ้าน เมื่อต้นเดือนหัวหน้าหมู่บ้านมาแจ้งลูกบ้านว่าส่วนกลางประกาศขึ้นภาษี เฮ้อ~ ข้าไม่รู้ทำไงก็เลยลองไปดู”
“แล้วกิจการของบ้านเจ้าไม่ได้รึไง”
“พรุ่งนี้จะมีคนมาเก็บหนี้ ข้าเลยจำใจประกาศขายวัวทั้งหมด พรุ่งนี้คนที่ซื้อจะมารับมันไป" นางพูดซ้ำด้วยแววตาเศร้า เป็นการย้ำเตือนถึงความจำเป็น
“วัวสายพันธุ์ดีพวกนี้... ขายไปเท่าไหร่?”
“ตัวละ 2 เหรียญทอง...”
“บ้าไปแล้ว!” เมลตบโต๊ะเสียงดังสนั่น “วัวลักษณะดีแบบนี้ อย่างต่ำต้อง 20 เหรียญทอง! 2 เหรียญทองมันโกงกันชัดๆ!”
“ห่ะ! อะไรน่ะ!”
หญิงสาวหน้าถอดสี เมลไม่รอช้ารีบขอดูสัญญาเงินกู้และสัญญาเช่าที่ทันที สายตาคมกริบของอดีตผู้นำหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดกวาดมองข้อความในกระดาษเพียงครู่เดียวก็พบความผิดปกติ ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บสูงเกินกฎหมายอาณาจักรหลายเท่า และที่ร้ายที่สุด... เมื่อตรวจสอบโฉนดเดิมเทียบกับสัญญาเช่า ก็พบความจริงที่น่าสลดใจ
ที่ดินผืนนี้เดิมทีเป็นของครอบครัวนาง! แต่หลังจากพ่อแม่ตาย ญาติใจโฉดกลับโกงไปขายให้เศรษฐีในเมือง แล้วบังคับให้สองพี่น้องเช่าที่ดินของตัวเองทำกิน หวังจะบีบให้จนตรอกจนต้องขายตัวหรือขายชีวิตเพื่อล้างหนี้
‘ไม่เพียงแต่ในวังที่เน่าเฟะ... แม้แต่รากหญ้าก็ถูกกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี’ ซูเหยากำสัญญาในมือจนยับย่น แววตาฆาตกรเริ่มกลับมาวาวโรจน์อีกครั้ง ‘พรุ่งนี้ตอนพวกมันมารับวัว... ข้าจะให้พวกมันรู้ว่า หนี้เลือด เขาจ่ายกันอย่างไร!’
ค่ำคืนเชิงเขานั้นเงียบสงัดลงยิ่งกว่าเดิม มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวเจ้าของบ้านที่บัดนี้แววตาเปลี่ยนไป จากความเศร้าโศกกลายเป็นความเจ้าเล่ห์ซุกซน
“มาเถอะ... ไหนๆ เจ้าก็เป็นแขกคนแรกของพี่สาวแล้ว เช่นนั้นคืนนี้พี่สาวจะช่วย ‘สอน’ เจ้าเอง”
“ไม่ต้อง! ไม่ต้อง!” เมล ร้องห้ามเสียงหลง มือไม้พัลวัน
“ไม่ต้องอายไปหรอก พี่สาวกับน้องสาวนอนแยกห้องกัน ผนังบ้านนี้หนาพอ... ใช้เสียงได้เต็มที่ไม่ต้องกังวล” หญิงสาวขยับเข้าหาอย่างคุกคาม เมลที่เคยเป็นถึงแม่ทัพใหญ่พยายามถอยหนีตามสัญชาตญาณ แต่ถอยไปถอยมาดันไปติดกำแพงจนหมดทางหนี
“มาเถอะ... พี่สาวจะพาไปล้างตัวให้สะอาด”
เมลหน้าซีดเผือด ถูกลากเข้าไปในห้องน้ำทันทีโดยไม่อาจขัดขืน คืนนั้นทั้งคืนนางแทบไม่ได้นอน พลังปราณที่เคยควบคุมได้ดั่งใจกลับปั่นป่วนไปหมด นางเพิ่งเข้าใจคำที่ท่านแม่ในโลกก่อนเคยพร่ำสอนว่า ‘จงคุมจิตใจให้ดี มิเช่นนั้นร่างกายจะพาไปสู่เรื่องวุ่นวาย’ บัดนี้นางประจักษ์แจ้งแล้ว
‘เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน... ข้าอยู่ที่ไหน?’
เมลนอนเหม่อลอยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ร่างกายเปลือยเปล่าสัมผัสได้ถึงความเย็นของอากาศยามเช้าและความอบอุ่นจากร่างที่นอนกอดนางอยู่ข้างๆ
‘ชาติที่แล้วโสดซิงมาจนอายุสี่สิบ... มาชาตินี้เสียซิงตอนอายุสิบสี่ย่างสิบห้า แถมร่างกายนี้มันยังไงกัน ทำไมมันถึงตอบสนองได้รุนแรงขนาดนี้ ร่างกายเด็กสิบสี่จริงหรือเนี่ย? ดีนะที่เมื่อคืนคุมพลังปิดรอยสักและตราประทับเลือดเอาไว้ทัน...’
Wแม่ทูนหัว... ตื่นแล้วเหรอ ‘ของ’ ของเจ้านี่มันสู้มือดีจริงๆ ข้าชอบมากเลย” หญิงสาวกระซิบข้างหูพลางลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าจนเมลสะท้านไปทั้งตัว
“ขะ... ข้าต้องกลับแล้ว!” เมลพยายามตะเกียกตะกาย ลุกขึ้น
“รีบไปไหนล่ะ... ขออีกรอบรึกันนะ”
“ม่ายยยยยย!”
เสียงร้องโหยหวนของอดีตแม่ทัพดังขึ้นอย่างน่าสงสาร ทว่าก็ถูกกลืนหายไปในบทเพลงรักรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเช้าอันสดใส ผสานกับเสียงนกร้องยามเช้า
“ฮึก... ฮึก... เจ้าขืนใจข้า” เมลนั่งกอดเข่าทำหน้ามุ่ยอยู่ในถังน้ำไม้
“โถ่ๆ พี่สาวต่างหากที่เสียเปรียบเจ้า ดูสิ รอยเต็มตัวข้าไปหมด” หญิงสาวหัวเราะร่วนขณะช่วยเช็ดตัวให้เมลช้าๆ “พวกผู้ชายในเมืองคงอิจฉาเจ้าเป็นแถวแน่ๆ ตัวเจ้ามีร่างกายที่งดงามราวกับประติมากรรมของเหล่าเทพธิดาแบบนี้ เจ้าเก็บรักษามาจนอายุเท่านี้ได้ยังไงกัน”
“ข้าจะสิบห้าปีหน้า...” เมลพึมพำ
“โกหก!” หญิงสาวบีบแก้มเมลเบาๆ “ร่างกายเจ้าเนี่ยนะเด็กสิบสี่? ทั้งสัดส่วนและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ดูยังไงก็ผู้ใหญ่ชัดๆ มากกว่ายี่สิบปีแน่ๆ”
เมลนิ่งเงียบไป...นางเริ่มเอะใจ ร่างกายของ ‘เมล คาร์เรร่า’ อาจจะมีพัฒนาการที่ผิดมนุษย์มนาเพราะสายเลือดทั้ง 6 ที่ผสมปนเปกันอยู่ข้างใน หรือไม่ก็เป็นเพราะการที่นางเริ่มฝึกปราณจนร่างกายเปลี่ยนสภาพไปสู่จุดที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนวัยอันควร
‘ให้ตายเถอะ... นอกจากต้องรบกับพวกขุนนางตอนมาเก็บหนี้ ข้ายังต้องมารบกับความต้องการของร่างกายตัวเองอีกหรือเนี่ย!’ เมลได้แต่กุมขมับสะบัดไล่ความซ่านสยิวที่ยังตกค้าง
“ใครมาแต่เช้ากัน!” หญิงสาวรีบสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งออกไปดูหน้าบ้านด้วยความตระหนก พบกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมรถม้าสองคันจอดรออยู่
ส่วน เมล ในชุดลำลองเดินออกมานั่งพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่นด้วยท่าทีผ่อนคลาย เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้ที่นางรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก พลังงานที่หมุนเวียนอยู่ภายในทำให้เช้านี้นางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“พี่สาว... เมื่อคืนพวกท่านเสียงดังมากเลยนะคะ” เด็กสาวบนรถเข็นเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มล้อเลียน ทำเอาเมลยิ้มแห้งๆ ออกมา
“เจ้าอยากกลับมาเดินได้ตามปกติไหม?” เมลถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หนูเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ พอพ่อแม่เสียไป พี่สาวก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมารักษาหนู” เด็กสาวก้มหน้าเศร้า
“พี่ช่วยเจ้าได้นะ... จริงๆ” เมลขยับเข้าไปใกล้ แต่เสียงเอะอะโวยวายด้านนอกเริ่มดังขึ้น
“จริงซิ ด้านนอกเกิดอะไรขึ้นเสียงดังจัง”
“ไม่รู้ค่ะ พวกมันมารังควานพี่สาวหนูอีกรึเปล่า”
“ไปซ่อนก่อน เดี๋ยวพี่ไปดูเอง” เมลสั่งให้เด็กสาวเข้าไปซ่อนในห้องใต้ดินที่มิดชิด
“ค่ะ” เด็กสาวรีบเข็นรถเข้าไปในตู้ผ้า ด้วยความสงสัยจึงตามไปดู ทำให้รู้ว่ามันคือทางลงไปใต้ดิน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว เมลก็ก้าวออกไปนอกบ้านด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นเย็นเยือก
"ปล่อยนะ! พวกเจ้าจะทำอะไร อุ๊บ!" เสียงของมิสเซลล์ถูกอุดไว้
“พวกเจ้าเป็นใคร! จะพานางไปไหน!” เมลตวาดถามกลุ่มชายฉกรรจ์
“นางเป็นหนี้พวกเรา! เมื่อไม่มีเงินใช้หนี้ ก็ต้องเอาตัวไปขัดดอก เจ้าอย่ามายุ่งดีกว่า นายของพวกเรามีอิทธิพลมากในเมืองนี้ ถ้าไม่อยากอายุสั้นก็ไสหัวไปซะ!”
เมลเหยียดยิ้ม แววตาฉายแววอำมหิต “น่ากลัวจังนะ... แต่ข้าสั่งให้ปล่อยนาง เดี๋ยวนี้!”
นางปลดปล่อยแรงกดดันวิญญาณออกมาเพียงนิดเดียว แต่ทว่านางลืมไปว่าตอนนี้พลังปราณของนางฟื้นฟูจนเต็มเปี่ยม แถมยังเลื่อนขั้นขึ้นมาแล้ว แรงกดดันที่ 'นิดเดียว' ของนางจึงหนักหน่วงราวกะภูเขาถล่ม
“อะ... ไอ้ปีศาจ! ค่อก!” พวกนักเลงลงไปดิ้นพราดกับพื้น บางคนถึงกับน้ำลายฟูมปาก เมลเดินผ่านร่างพวกมันช้าๆ ไปยัง รถม้า ดึงตัวมิสเซลล์ลงมาแล้วพากลับเข้าบ้าน
“พวกเจ้าไม่ตายดีแน่! กล้ามายุ่งกับของของนายท่าน... เฮ้ย!”
ก่อนจะเข้าประตู เมลจัดการจูบโชว์พวกนอกกฎหมายที่นอนกองอยู่บนพื้นเป็นการเยาะเย้ย “เราไป ‘ต่อ’ กันอีกหน่อยดีไหม? เช้านี้ข้ายังฟิตอยู่เลย จับดูสิ”
มิสเซลล์หน้าเหวอเมื่อถูกมือซนของเมลสัมผัสหน้าอกต่อหน้าพวกนักเลง พอประตูบ้านปิดลง เสียงหัวเราะและเสียงครวญครางจงใจก็ดังออกมาจนพวกมันช้ำใจถึงที่สุด พากันกระเสือกกระสนขึ้นรถม้าหนีไปอย่างทุลักทุเล
หลังเสร็จศึกทั้งนอกและในบ้าน เมลก็นั่งยิ้มหน้าบาน ยูริที่ออกมาจากห้องใต้ดินถึงกับบ่นชุดใหญ่ที่เห็นพี่สาวทั้งสองทำตัวประหลาด
“ข้ายังไม่รู้ชื่อท่านเลยนะ... ‘ฟัน’ แล้วไม่บอกชื่อถือว่าข้าเสียหายนะเนี่ย” มิสเซลล์แกล้งค้อน
“ยังไม่บอกหรอ” เมลแกล้งถาม
"ยัง ชิ! ข้าชื่อมิสเซลล์ อายุยี่สิบห้า ส่วนน้องสาวชื่อยูริ ปีนี้สิบสี่แล้ว”
“ห่างกันเยอะมาก”
“ห่างกันเกือบๆ สิบปีแหละ”
“ยูริ ข้ากับเจ้าห่างกันปีเดียว เรียกพี่สาวเหมือนเดิมก็ได้ ว่าแต่อยากเดินได้หรือไม่”
“อยากค่ะ”
“เช่นนั้นหลับตาลงก่อน” ยูริมองหน้ามิสเซลล์เล็กน้อย
“เชื่อนางเถอะ”
“ค่ะ”
“มิสเซลล์เธอไปเตรียมอ่างน้ำหน่อย น้องต้องแช่น้ำ ระหว่างรอเธอเอาจดหมายนี้ไปที่คฤหาสน์ดยุกแม็กซ์น่าแล้วขอพบแม่ของข้า ฟอร์เร่”
“เจ้าเป็นบุตรีขุนนางคนนั้นงั้นหรอ ที่ว่าลูกสาวคนโตเป็นอัจฉริยะแต่ขยันสร้างแต่เรื่อง”
"พอๆ เดี๋ยวช้าจะไม่ทันการณ์"
“ได้ๆ” มิสเซลล์คว้าจดหมายเตรียมวิ่งออกไป
“เดี๋ยวก่อน!
“อะไรอีก!”
“เปลี่ยนใจแล้ว รีบมาช่วยกันก่อน”
“อ่า ได้ๆ” มิสเซลล์รีบปิดประตูแล้วหันกลับมาช่วยเมล
เมลเริ่มการรักษาทันที นางใช้เวทมนตร์ส่งจดหมายด่วนถึง ท่านแม่ฟอร์เร่ แทนการเดินเท้า จากนั้นจึงจัดแจงให้ยูริแช่ในอ่างน้ำที่ผสมตัวยาล้ำค่าจากมิติลับ เมลเทตัวยาเข้มข้นลงไปและให้เด็กสาวดื่มยาเสริมพลังควบคู่กัน
นิ้วเรียวสวยหยิบเข็มเงินออกมาจากความว่างเปล่า เมลเริ่มทำการฝังเข็มตามจุดชีพจรสำคัญอย่างแม่นยำ พร้อมกับถ่ายเทพลังปราณเข้าไปปรับสมดุลมานาที่ปั่นป่วนในกายของยูริ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นางล้มป่วยและเดินไม่ได้มานานปี
‘อีกนิดเดียว... ข้าจะทำให้ตระกูลที่โกงเจ้าต้องพินาศ และทำให้เจ้ากลับมาวิ่งเล่นได้อีกครั้ง’ เมลคิดในใจขณะที่เหงื่อเริ่มผุดพรายบนใบหน้าจากการใช้สมาธิขั้นสูง
********
“ฟิ้ว! ปึก!”
จดหมายเวทมนตร์พุ่งแหวกอากาศผ่านหน้าต่างปักฉับลงบนกำแพงห้องนอน ฟอร์เร่ที่เพิ่งเสร็จกิจ “ทำการบ้าน” กับภรรยาน้อยสองสาวในห้องถึงกับขมวดคิ้วมุ่ย ผัวตัวดีก็เข้าวัง จะใช้ใครก็ไม่ได้ แถมจดหมายจากยัยลูกคนโตยังส่งมาแบบเร่งด่วนชนิดไม่เกรงใจใคร
“ไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกเนี่ย... ส่งรถม้าไปรับที่ฟาร์มนมเชิงเขาหมู่บ้านคาโต้ทีสิ” ฟอร์เร่บ่นพลางเกาหัวอย่างอ่อนใจ
“ท่านหญิงมีอะไรหรือคะ?” สองสาวใต้ผ้าห่มขยับกายมาคลอเคลีย ฟอร์เร่หันไปจูบหน้าผากพวกนางคนละที “นิดหน่อยจ้ะ เจ้านอนพักกันไปก่อน เดี๋ยวพี่มา”
“ค่ะ” สองสาวล้มตัวลงนอน
ฟอร์เร่สวมชุดคลุมเดินออกไปที่ห้องโถง เรียกมาธ่าและพ่อบ้านประจำตระกูลมาพบทันที
“มีอะไรให้รับใช้ครับ”
“พวกท่านรู้เรื่องการแอบอ้างขึ้นภาษีที่ดินกับดอกเบี้ยอันสุดมหาโหดแถวหมู่บ้านคาโต้ไหม?”
“ภาษีล่าสุดอยู่ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เองนะครับท่านหญิง ส่วนดอกเบี้ยก็มีกฎหมายควบคุมอยู่... มีใครกล้าฝ่าฝืนงั้นหรือครับ?” พ่อบ้านถามด้วยความสงสัย
“อ่านจดหมายนี่ดู แล้วพากองกำลังส่วนตัวของเราไปตามพิกัดนี้จัดการให้เรียบร้อย”
พ่อบ้านรับไปอ่านพลางพยักหน้า “อืม... เข้าใจแล้วครับ เช่นนั้นจัดให้คุณหนูเมลไปพักที่บ้านตากอากาศชายป่าดีไหมครับ ที่นั่นกว้างขวาง อากาศดี เหมาะแก่การฟื้นฟูร่างกาย”
ฟอร์เร่ยิ้มที่มุมปากอย่างมีแผนการ “เอาคนไปทำความสะอาดซะ อย่างไรนั่นก็บ้านของนางเอง... เจ้าหญิงมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิดนี่นา”
บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ติดชายป่าและทะเลสาบ มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สวยงามราวกับภาพวาด เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเมลที่ไม่เกี่ยวกับตระกูล ทำเอาบรรดาลูกๆ คนอื่นต่างอิจฉาตาร้อนอยากได้มาครอบครองนักหนา
ทางด้านฟาร์มวัวนมเชิงเขา... บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อมีชายฉกรรจ์กลุ่มใหม่บุกเข้ามาด้วยท่าทีคุกคามกว่าเดิม แถมยังตะโกนอ้างชื่อ “ดยุกแม็กซ์น่า” เพื่อกดหัวชาวบ้าน
“พลั่ก! โครม!”
เมล ที่กำลังอารมณ์ดีจากการรักษาอาการให้ยูริ ถึงกับเส้นกระตุก นางก้าวออกมาไล่กระทืบพวกมันเรียงตัวจนลงไปนอนกองกับพื้นดิน “อ้างชื่อใครไม่พ้นดันมาอ้างชื่อพ่อข้า... พวกเจ้าไม่รู้จักหน้าค่าตาคุณหนูใหญ่ของตระกูลบ้างหรือไง!”
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าของพ่อบ้านก็มาถึงจุดหมาย พ่อบ้านลงจากรถมาเห็นสภาพความพินาศก็ถึงกับชะงัก
“คุณหนู... ท่านจริงๆ ด้วย"
“ท่านพ่อบ้าน ดูนี่หน่อย คนพวกนี้เป็นใคร แล้วดูสัญญาพวกนี้ด้วย” เมลยื่นปึกเอกสารโกงที่ดินให้
พ่อบ้านกวาดสายตามองเพียงครู่เดียวก็หน้าเครียด “นี่มันขบวนการโกงชัดๆ ครับ ทั้งการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์และการเรียกเก็บภาษีเถื่อน เราสามารถยื่นคำร้องต่อสภาเมืองเพื่อถอนรากถอนโคนพวกมันได้ทันที ส่วนที่ดินผืนนี้... ถ้าคุณหนูต้องการ ผมจะจัดการซื้อคืนในนามของท่านเองครับ”
“จัดการได้เลย ทองในถุงนี้ก็น่าจะพอ” เมลโยนถุงทองที่หนักอึ้งให้พ่อบ้าน
“จริงสิครับคุณหนู ท่านหญิงให้ผมนำกุญแจบ้านพักตากอากาศมามอบให้ท่านด้วย”
เมลรับกุญแจมาพลางมองไปที่มิสเซลล์และยูริที่ยืนหน้าเสียอยู่ข้างหลัง “ดีเลย... ท่านพ่อบ้าน หาช่างมารื้อฟาร์มเก่าๆ นี่ทิ้งซะ แล้วสร้างบ้านใหม่ให้สองพี่น้องนี่ที เอาให้สวยและปลอดภัย... อ้อ สร้างติดกับบ้านตากอากาศของข้าเลยนะ” เมลยิ้มแล้วตบบ่าพ่อบ้านเบาๆ
“รับทราบครับคุณหนู!”
มิสเซลล์มองเมลด้วยแววตาซาบซึ้งและตื่นตะลึง นางไม่เคยคิดเลยว่า “ลูกค้าคนแรก” ที่นางกะจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อใช้หนี้ จะกลายเป็นถึงคุณหนูใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังจะเนรมิตชีวิตใหม่ให้ครอบครัวนางในพริบตา
ขบวนรถม้าและรถลากบรรทุกของเคลื่อนตัวออกจากฟาร์มเก่า ยูริยิ้มหน้าบานพลางก้มมองขาของตัวเองที่กลับมาเดินได้ราวกับปาฏิหาริย์ ส่วนวัวนมสายพันธุ์ดีถูกต้อนให้เดินตามขบวนไปอย่างเป็นระเบียบ พ่อบ้านแยกตัวออกไปจัดการเรื่องคดีความและซื้อที่ดินคืนด้วยความรวดเร็วตามคำสั่งของเมล
“ถึงแล้วครับคุณหนูใหญ่” เสียงคนขับรถม้าดังขึ้น พร้อมกับอัศวินหญิงที่ก้าวมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม
"ขอบใจมาก" เมลก้าวลงจากรถม้าและต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
เบื้องหน้าของนางคือคฤหาสน์ตากอากาศที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แม้มองจากภายนอกจะดูสงบเรียบง่าย แต่ขนาดของมันกลับยิ่งใหญ่กว่าจวนตระกูลดังในโลกเก่าของนางเสียอีก พื้นที่ทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาและติดกับชายป่าอันอุดมสมบูรณ์ เมลจัดการสั่งให้ช่างเริ่มก่อสร้างบ้านหลังย่อมติดกับรั้วฝั่งทุ่งหญ้าทันที เพื่อให้สองพี่น้องมิสเซลล์และยูริได้อยู่อาศัยและดูแลฝูงวัวของพวกนาง
“คุณหนูคะ นี่เป็นเอกสารที่ท่านต้องเซ็นรับรองค่ะ” มาธ่าส่งปึกกระดาษหนาเตอะให้เมลขณะเดินเข้าสู่ตัวบ้าน
“อะไรกันน่ะหัวหน้าแม่บ้าน เยอะขนาดนี้เชียว?”
“รายการทรัพย์สินที่คุณหนูถือครองทั้งหมดค่ะ... ทรัพย์สินส่วนนี้เป็นสิทธิ์ขาดของท่านเพียงผู้เดียว ทายาทคนอื่นๆ ในตระกูลไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวแม้แต่ปลายเล็บ”
เมลพยักหน้าเข้าใจ นางเดินนำขึ้นไปยังห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู ระหว่างทางมาธ่าแนะนำห้องต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ ทั้งห้องสมุดที่อัดแน่นด้วยตำรา ห้องอาบน้ำขนาดมหึมาที่แช่พร้อมกันได้ทั้งบ้าน และห้องนอนอีก 8 ห้องที่โอ่อ่า
หลังจากใช้สมาธิอ่านและเซ็นเอกสารจนครบ มาธ่าก็เรียกขบวนเมด คนรับใช้ และอัศวินที่ถูกส่งมาจากคฤหาสน์หลักมายืนเรียงแถวเพื่อให้เมลเลือกเฟ้นคนที่จะอยู่ที่นี่ต่อ
เมลเดินสำรวจคนเหล่านั้นช้าๆ สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ความคล่องแคล่ว แต่อ่านลึกไปถึง "กระแสพลัง" ที่ยังไม่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นภายในร่างของคนเหล่านี้
“คนรับใช้ทั่วไปไม่ต้อง... แคร์ เพียว ลาเต้ และอัศวินหญิงอีก 5 คนตรงนั้นอยู่ต่อ ที่เหลือกลับไปคฤหาสน์หลักได้”
“ไม่รับผู้ช่วยเพิ่มหรือคะคุณหนู? ที่นี่กว้างขวางนัก” มาธ่าท้วง
“ไม่จำเป็นหรอกมาธ่า ที่นี่ไม่ใช่คฤหาสน์ตระกูลที่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย ข้าต้องการแค่คนที่ข้าไว้ใจ”
มาธ่ามองดูเมดและอัศวินที่ถูกเลือก แต่ละคนมีหน้าตาสะสวยจนโดดเด่น แต่นางไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เมลเห็นคือ อัญมณีที่ยังไม่ถูกเจียระไน คนพวกนี้มีศักยภาพที่จะเป็นนักรบเวทมนตร์ระดับสูงได้ทุกคนหากได้รับการฝึกที่ถูกต้อง
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวายเรื่องการเมือง แต่ในอาณาเขตบ้านตากอากาศส่วนตัว เมล กลับสนุกอยู่กับการ จัดระเบียบที่ดิน นางเลือกที่จะทำรั้วชั้นในใหม่เพื่อความปลอดภัย โดยตัดแบ่งที่ดินส่วนท้ายมาทำเป็นสนามยิงธนูและสนามฝึกพละกำลัง มีทั้งนาข้าวและฟาร์มวัวนมที่ขยับขยายให้มั่นคงขึ้น
อัศวินหญิงทั้ง 5 นายที่เคยแต่กวัดแกว่งไม้กายสิทธิ์ บัดนี้ต้องถือจอบถือเสียมขุดดินสร้างแนวลำธารและกำแพงตามคำสั่งของเมล ซึ่งนางถือว่านี่คือการ ‘ฝึกรากฐานร่างกาย’ ที่ดีที่สุด และแน่นอนว่าเมลไม่ได้แค่นั่งสั่ง แต่นางลงมือทำด้วยตัวเองจนร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมหลังสอบเสร็จด้วยแล้ว ทำให้นางมีเวลาว่างเหลือเฟือ ช่างที่มาสร้างบ้านก็สร้างไป ส่วนนางก็นำทีมงานทั้งหลายช่วยกันวัดและตีแนวกำแพงก่อนจะช่วยกันขุดลึกลงไปประมาณหัวเข่าและลึกเท่าความสูงของนาง โดยอีกส่วนที่ลึกว่านั้นนางตั้งใจจะขุดลำธารเล็กๆ ไว้เลี้ยงปลาโดยมันจะกว้างประมาณสองเมตร ส่วนความหนาของกำแพงก็ประมาณสิบนิ้วเสริมด้วยเหล็ก ฝั่งในรั้วก็จะทำเป็นทางเดินยกสูงขึ้นมาประมาณครึ่งหน้าแข้ง ตัวกำแพงสูงแค่หน้าอกของนาง และมันก็ทำให้นางหายไปจากงานทางสังคมไปพักใหญ่จนเพื่อนๆ ต้องมาหา
“นี่เธอ! คุณหนูเมลอยู่ที่ไหน!” เสียงแหลมปนสงสัยดังมาจากกลุ่มหญิงสาวที่ก้าวลงจากรถม้าหรู พวกนางคือกลุ่มเพื่อนสนิทของเมลที่นำโดย โมโม่ และ ซาร่าห์
“คุณหนูกำลังทำสวนอยู่ค่ะ” หญิงสาวในชุดคนสวนสวมหมวกฟางบดบังใบหน้าตอบเสียงเรียบ นางกำลังง่วนอยู่กับการขุดร่องน้ำ
“พาพวกเราไปหาหน่อยได้ไหม”
“ได้ค่ะ... ป่านนี้คุณหนูคงกำลังไปตรวจงานตัดไม้ที่ชายป่า ไม่ทราบว่าพวกท่านจะตามไปไหม?”
“ตามๆ รีบพาไปเร็วเข้า” เมลแอบยิ้มในใจ นางคว้าขวานคู่ใจเดินนำทางกลุ่มเพื่อนสาวออกไปที่ชายป่าทันทีแบบเนียน ๆ
“ทำไมพวกอัศวินถึงต้องใช้ขวานตัดไม้ล่ะ? ไม่ใช้สกิลตัดอากาศหรือเวทมนตร์ล่ะ?” โมโม่ถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นกลุ่มนักรบหญิงกำลังเหงื่อท่วมกาย
“คุณหนูต้องการให้อัศวินมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแกร่งค่ะ ไม่อยากให้พึ่งพาแต่เวทมนตร์เพียงอย่างเดียว” เมลในคราบคนสวนตอบแทน
“อ้อ... แล้วนายของเจ้าหายหัวไปไหนเนี่ย? เมลหายไปเป็นเดือนไม่ติดต่อพวกเราเลย!” ซาร่าห์บ่นกระปอดกระแปดพลางมองดู ‘หุ่น’ ของคนสวนตรงหน้าด้วยความเผลอไผล บั้นท้ายที่กระชับ แผ่นหลังที่มีกล้ามเนื้อสวยงาม และท่วงท่าที่ดูทะมัดทะแมงผิดกับคนใช้ทั่วไป
“นี่เจ้า! พวกเราเป็นเพื่อนของนายเจ้าน่ะ!”
“คุณหนูคงเดินเล่นอยู่แถวนี้แหละค่ะ พวกท่านนั่งรอตรงนี้ก่อน” เมลบอกให้เพื่อนๆ ไปนั่งพัก ส่วนตัวเองเดินหลบไปริมลำน้ำที่ไหลเย็น ด้วยอากาศที่เริ่มอบอุ่นทำให้นางรู้สึกเหนียวตัว เมลตัดสินใจถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อซับในตัวบางที่โชว์ให้เห็นหน้าท้องที่มีลอนกล้ามเนื้ออ่อนๆ และผิวพรรณที่ดูสุขภาพดีขึ้นผิดตา
นางเดินลงไปแช่น้ำอย่างผ่อนคลาย ทิ้งให้กลุ่มเพื่อนสาวนั่งนินทาอยู่ไม่ไกล
‘นี่พวกเธอ... คนสวนคนเมื่อกี้ดูคุ้นๆ ไหม’ ' โมโม่กระซิบ
‘คุ้นน่ะคุ้นอยู่หรอก แต่ยัยเมลไม่ได้มีรูปร่างแบบนั้นนะ กล้ามเนื้อหน้าท้องนั่น บ่าที่ตั้งตรง บั้นท้ายที่ดูแน่นปั๋ง... ไม่ใช่ยัยเมลแน่ๆ’ ซาร่าห์วิจารณ์อย่างหนักแน่น
‘แต่ท่าทางการเดินกับหลายๆ อย่างมันคุ้นๆ น่ะ’
ซูเหยาได้ยินที่เพื่อนๆ นินทาตัวนางทุกประโยคอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นางเลยทำเป็นนั่งเล่นน้ำที่ไหลเย็นเพื่อผ่อนคลาย ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
ในขณะที่เพื่อนกำลังวิเคราะห์หุ่นนางอย่างเมามัน แคร์ เมดตัวน้อยก็วิ่งหน้าตั้งมาที่ชายป่า “คุณหนูคะ! คุณหนู! มีจดหมายด่วนจากวังหลวงมาค่ะ!”
“แคร์! เจ้าเป็นสาวใช้ของเมลใช่ไหม?” โมโม่รีบเข้าไปขวาง “แล้วเมลอยู่ไหน พวกเรายังไม่เจอนางเลย”
แคร์ทำหน้าเลิ่กลั่กเกาหัวด้วยความงง “อ้าว... ก็คุณหนูเล่นน้ำอยู่ตรงนั้นไงคะ นั่นไง!”
สายตาทั้งห้าคู่มองตามนิ้วของแคร์ที่ชี้ตรงไปที่หญิงสาวที่กำลังเดินขึ้นจากน้ำ ร่างกายที่เปียกปอนทำให้เสื้อซับในแนบเนื้อเผยให้เห็นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบและความสง่างามราวกับเทพธิดานักรบ
“นะ... นั่นใช่เมลจริงๆ เหรอ!” ทั้งห้าคนอุทานออกมาพร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เมลที่เพิ่งเดินขึ้นจากน้ำสลัดผมที่เปียกโชก พลางหันมามองเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น “ไงพวกเธอ... รอนานไหม?”
“เมล!!”
“ใช่แล้ว... เป็นไง? สนุกไหม?”
เมลเดินนิ่งๆ เข้ามาในกลุ่มเพื่อนพร้อมขวานในมือ เสื้อสายเดี่ยวเอวลอยเผยให้เห็นหน้าท้องที่มีลอนกล้ามเนื้อสวยงามจากการตรากตรำงานหนัก กางเกงขาสามส่วนและรองเท้าบูทหนังทำให้ดูมัดผมหางม้า เหมือนนักรบสาวมากกว่าคุณหนูผู้อ่อนแอคนเดิม
“ยัยบ้า! นี่หล่อนไปทำอะไรมา รูปร่างนี่มัน...” ซาร่าห์อุทานพลางเอามือปิดปากแต่มืออีกข้างกลับซุกซนไม่อยู่นิ่ง จนเมลต้องปัดมือออก “นี่ใช่เมลเพื่อนฉันจริงๆ เหรอ!”
“อะไร ก็อาบน้ำไง”
“คุณหนูคะ! จดหมายจากวังค่ะ องค์ชายต้องการพบท่านด่วน!” แคร์วิ่งหน้าตั้งมาส่งจดหมายที่ถือค้างไว้
“ไม่ว่าง ข้ามีงานต้องทำ” เมลตอบโดยไม่แม้แต่จะมองซองจดหมาย “แคร์... ไปเบิกเงินจากยูรินะ แล้วพาคนไปซื้อของตามรายการนี้ ข้าจดค่าใช้จ่ายไว้หมดแล้ว” แคร์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้กึ่งเกรงใจ
“เจ้ารังแกเมดส่วนตัวรึไงยัยเมล?” โมโม่ถามขำๆ แต่ในใจกลับชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของเพื่อน
“รังแกอะไรกัน... เอาล่ะ พวกเจ้าอยากไปที่บ้านข้าไหมล่ะ? ไปกินขนมจิบชากัน”
“ไป!”
“แค่นั้น”
เมื่อเข้ามาในบ้านตากอากาศที่หรูหราแต่แฝงความเรียบง่าย เมลถอดชุดคลุมแขวนไว้แล้วยกของว่างมาต้อนรับเพื่อนๆ บรรยากาศเริ่มกลับมาเป็นกันเองอีกครั้ง แต่สายตาของเพื่อนสาวทั้งห้าก็ยังไม่เลิกจ้องมองความเปลี่ยนแปลงของเมล
“เมล... เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ไปหาหมอหน่อยไหม?” โมโม่ถามด้วยความเป็นห่วงจริงๆ
“นั่นสิ ร่างกายเธอมันดู...ผิดปกติไปมากนะ หรือจะให้ ซาร่าห์ผู้นี้ตรวจให้” ซาร่าห์เน้นย้ำ
“พอเลยพวกเธอ มีธุระอะไรถึงถ่อมาไกลขนาดนี้ คงไม่ใช่แค่จะมาวิจารณ์หุ่นข้าหรอกใช่ไหม?” เมลตัดบท
“ก็พวกเราได้ข่าวว่าเธอย้ายออกจากคฤหาสน์ดยุก เลยเป็นห่วง... แล้วนี่จะไม่จัดงานเลี้ยงเปิดบ้านหน่อยเหรอ?”
“ไม่มีทาง ข้าขี้เกียจนั่งปั้นหน้ายิ้มรับแขก หรือรับมือกับพวกคุณชายที่หวังจะตีสนิท ขอบายดีกว่า”
ระหว่างที่คุยกัน มิสเซลล์ ก็เดินเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ เวทมนตร์ “มีสายจากท่านหญิงฟอร์เร่ค่ะคุณหนู”
เมลเดินเลี่ยงออกไปรับสาย “ท่านแม่ มีอะไรคะ?”
“พรุ่งนี้แม่กับเพื่อนๆ จะไปเยี่ยมที่บ้าน เตรียมห้องไว้ด้วยพวกนางมีคนติดตามมาด้วย ขอระดับดีที่สุด... อ้อ คืนนี้จะมีคนล่วงหน้าไปก่อนสองคน อาจจะดึกหน่อยนะ”
“ทราบแล้วค่ะท่านแม่...” เมลคุยไปพลางจดละเอียดไป แต่แล้วมิสเซลล์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มซุกซน มือไม้ไม่อยู่สุขจนเมลถึงกับหลุดเสียง “ซี๊ด~ เดี๋ยว!” ออกมา
“เป็นอะไรหรือเปล่าเมล?” ฟอร์เร่ถามจากปลายสาย
“นะ... หนูเตะประตูค่ะท่านแม่! อ้า~ เจ็บจัง เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะคะ” เมลรีบวางสายแล้วหันไปหิ้วปีกมิสเซลล์ขึ้นไป “อบรมสั่งสอน” บนห้องชั้นบนอยู่เกือบชั่วโมง ก่อนจะลงมานั่งคุยกับเพื่อนๆ ต่อด้วยใบหน้าที่ดูผ่องใสผิดปกติ
“เมื่อกี้เสียงอะไรน่ะเมล? แล้วหายไปไหนมาตั้งนาน” เพื่อนๆ รุมถาม
“ไม่มีอะไร... ว่าแต่พวกเจ้ามีอะไรจะปรึกษาข้ากันแน่?”
“เรื่องคู่หมั้นน่ะ...” ราเซีย เอ่ยขึ้นอย่างเขินอาย “ของข้ายังได้แค่หอมแก้มเอง”
“ของข้านี่สิ อุตส่าห์ไปเยี่ยม แต่ดันไปเจอเขาอยู่กับใครก็ไม่รู้... แถม ‘ขนาด’ ของเขาน่าผิดหวังมาก ข้าล่ะท้อใจ” โจเซ่ ทำท่าทางประกอบจนมิสเซลล์ที่ยืนอยู่ข้างหลังหลุดขำ
คาโรไลน์ เสริมขึ้นด้วยหน้าตาเฉย “ข้าต้องแต่งปีหน้าแล้ว ท่านแม่บอกว่าถ้ามันอั้นนัก ก็ให้เมดคนสนิทช่วยไปก่อน... มันดีมากเลยนะเมล”
เมลถึงกับเหวอ “คาโรไลน์... ไม่คิดว่าเธอจะพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้หน้าตาเฉยนะ”
“ก็ผู้ใหญ่จัดการไว้หมดแล้วนี่นา เรียนจบยังไม่ทันใช้ชีวิตเลย”
“ก็ไม่ต้องแต่งสิ” เมลเปรยเรียบๆ
“จะบ้าเหรอ! ใครจะกล้า ถ้าโดนไล่ออกจากตระกูลล่ะ”
“ข้าไง” คำตอบสั้นๆ ของเมลทำเอาทุกคนเงียบกริบ... เพราะนางทำมันจริงๆ
“เมดของเจ้าเป็นอะไร” โมโม่ถาม เมื่อเห็นมิสเซลล์เดินออกท่าทางแปลก ๆ
“ของคุณหนูดีกว่าเยอะ! ฮิฮิ” มิสเซลล์ยิ้มแล้วรีบเดินหนี
“มิสเซลล์!”
ในเวลาเดียวกันนั่นเองคนส่งสารจากพระราชวังก็ได้ส่งจดหมายตอบกลับให้เจ้าชายลำดับที่สอง ที่ตอนนี้กำลังโดนกดดันอย่างหนักจากเหล่าผู้สนับสนุน ทำให้ตอนนี้เจ้าชายลำดับที่หนึ่งมีเสียงสนับสนุนที่มากกว่า ทั้งยังมีแนวโน้มเรื่องต้องการขอแต่งงานกับบุตรีดยุคแมกซ์น่า ฟังดูแล้วมันจะทำให้สถานการณ์ฝั่งเจ้าชายลำดับที่สองย่ำแย่ลงไปอีก
“บัดซบ! ทำไมนางไม่ยอมเชื่อฟังข้า!”
“นางแจ้งว่ามีงานต้องทำพะย่ะค่ะ”
“เจ้าชาย พวกเราว่าท่านใจเย็นลงก่อนดีไหม” ชายใส่แว่นพูดขึ้น
“แจ็ค นายมีความเห็นยังไง”
“ข้าว่าควรไปกดดันดียุคแม็กซ์น่าขอรับ รายนั้นตอนนี้ประกาศวางตัวเป็นกลาง ถ้าพระองค์ต้องการครองบัลลังก์ล่ะก็ ต้องดึงชายผู้นั้นกลับมา"
แจ็ครีบเสนอ “ข้าจะไปคุยกับเสด็จพ่อเอง... ท่านพ่อไม่พอใจนางเรื่องที่นางทำตัวแข็งข้ออยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องจัดการให้เด็ดขาด! ไม่เช่นนั้นจะทำลายแผนของเรา”
“จัดการให้เรียบร้อย ถ้าไม่ได้... ฆ่านางได้เลย!” เลนอลล์คำรามด้วยความอาฆาต โดยไม่รู้เลยว่า “เมล” คนเดิมที่เขาเคยรังแกได้ตายจากไปนานแล้ว
หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล
หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน
โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร
เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง
ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช
สถานีอวกาศเพอร์ร่า นอกชั้นวงโครจรความเงียบงันของห้วงอวกาศถูกขัดจังหวะด้วยสัญญาณวิทยุที่แผ่คลื่นความถี่สูงเข้ามายังศูนย์ควบคุมสถานี‘นี่คือกองยานที่ 2 แห่งตระกูลถัง เราขออนุญาตออกจากสตาร์เวย์ ย้ำ... นี่คือกองยานที่ 2 แห่งตระกูลถัง เราขออนุญาตออกจากสตาร์เวย์’ “สถานีทราบแล้ว กำลังดำเนินการยืนยันตัวต
5 ชั่วโมงก่อนเริ่มงานเลี้ยงที่อัลควาน่าท่าเรือทะเลเหนือแห่งจักรวรรดิ ภายใต้การดูแลของสหพันธ์การค้า มู่หลงพร้อมผู้ติดตามได้เดินทางมาที่เมืองตากอากาศเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบทะเลเหนือซึ่งไม่ไกลจากเมืองท่ามากนักที่นั่นมีบ้านหลังใหญ่อยู่หนึ่งหลังตั้งอยู่บนเนินเขา รอบๆ มีทุ่งหญ้าเขียวขจี เบื้องหน้าเป็นทางลงไ
วันต่อมา งานเลี้ยงพบปะระหว่างสมาคมการค้าและเมลถูกจัดขึ้น ณ โรงแรมหรูของสหพันธ์การค้าในช่วงเย็น ห้องพักพิเศษถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้เหล่าแขกและครอบครัวได้พักผ่อนหลังจบงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางยามค่ำคืนที่เสี่ยงต่อการถูกลอบโจมตีดังเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา“สวัสดียามบ่ายขอรับคุณหนูใหญ่” ตัวแทนจากหัวเ
ห้องประชุมลับของกองกำลังฝ่ายเหนือ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันราวกับถูกน้ำแข็งพันธนาการ แม่ทัพนายกองและขุนนางระดับสูงต่างนั่งไม่ติดที่ เมื่อรายงานความสูญเสียกองบินทัพอากาศกว่าครึ่งถูกส่งมาถึงมือ“มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมทุกอย่างที่วางแผนไว้ถึงพังพินาศเช่นนี้!” ผู้นำฝ่ายเหนือตวาดลั่น“ฝ่าบาท... สายข่าวร

![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





