เข้าสู่ระบบในเวลาเพียงไม่กี่วันสั้น ๆ หลี่ลี่ก็เริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกับพนักงานภายในบริษัทอย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่พนักงานระดับทั่วไปเลย แม้แต่ผู้บริหารระดับล่างและระดับกลางหลายคนต่างก็เคยได้รับการผูกมิตรเข้าหาจากเธอทั้งนั้นเธอทั้งเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนม ส่งเครื่องดื่ม แถมยังแวะไปทักทายมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงแผนก ต่อให้จะมีบางคนแอบซุบซิบนินทาลับหลัง แต่เมื่อได้รับผลประโยชน์ไปแล้ว ย่อมไม่สะดวกใจที่จะพูดจาให้ร้ายเธอต่อหน้าอีกทว่า การกระทำอันโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมดึงดูดสายตาของผู้มีเจตนาแอบแฝงที่คอยจับจ้องอยู่ในเงามืดเช่นกัน“ยัยหลี่ลี่ที่หยุนซานส่งด่วนลงมาจากสำนักงานใหญ่นั่น มีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไงกันแน่?”ภายในโรงอาบน้ำที่มีแสงไฟสลัว ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังแช่อยู่ในสระน้ำ หันหลังให้กับฉากกั้นไม้ ข้างสระน้ำมีชายหญิงสองคนยืนรอรับคำสั่งอยู่คนที่เอ่ยปากตอบคือชายร่างท้วมซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับชายในสระ เขาหดคอลงเล็กน้อยพลางค้อมตัวอย่างนอบน้อม “ทางหยุนซานแค่แจ้งว่าจะส่งคนลงมาหนึ่งคน ไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามีเบื้องหลังยังไงครับ แต่ดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็นญาติของกรรมการบริหารคนไหนในหยุนซานส่งมาหาประสบการ
เสิ่นชูหลุดหัวเราะพรืดออกมาเสียงดัง “ถ้าอย่างนั้นคงต้องให้คุณเป็นห่วงต่อไปอีกสักพักแล้วล่ะค่ะ รอให้สิทธิบัตรอนุมัติลงมา ฉันยังต้องเตรียมการเรื่องการผ่าตัดอีก”ฮั่วจินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “จะยุ่งมากไหมครับ?”“ฉันจะจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ ไม่ปล่อยให้เหนื่อยเกินไปหรอก” เสิ่นชูเดินมานั่งลงตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์แล้วรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเองหนึ่งแก้ว “แล้วคุณล่ะคะ ที่เมืองจิงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?”เขาตอบรับเสียงทุ้ม “อืม เรียบร้อยดีทุกอย่างครับ”ปลายสายเงียบเสียงไปชั่วครู่ นิ้วมือของเสิ่นชูที่จับแก้วน้ำอยู่เกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบาลง “ฮั่วจินเฉิน… ความจริงแล้วฉันไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเลย ฉันไม่ได้จับมีดผ่าตัดมานานมากแล้ว ก็เลยแอบกลัวอยู่บ้าง”ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำอันหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวของเขาก็ดังแว่วมาจากหูโทรศัพท์ “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ แต่เรื่องราวมากมายในชีวิตก็ย่อมมีเวลาที่ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ อีกอย่าง คุณไม่ได้กำลังทำเรื่องนี้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย ข้างหลังของคุณยังมีผู้คนอีกมากมายคอยสนับสนุนอยู่แท้ ๆ คุณหม
สองวันต่อมาเสิ่นชูเดินทางมาที่ตระกูลกู้แห่งเมืองเจียงเฉิง โดยมีถังจวิ้นคอยติดตามมาด้วยรถยนต์หรูเทียบจอดลงหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลกู้ รปภ. รีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้ ถังจวิ้นลงจากรถก่อนเป็นคนแรก จากนั้นจึงยื่นแขนออกไปให้เสิ่นชูจับพยุงตัวขณะก้าวลงจากรถเธอสวมชุดกระโปรงทรงหลวมสีเหลืองนวลอ่อน ตัดเย็บจากผ้าไหมมัลเบอร์รี่เนื้อเนียนนุ่มเบาสบาย บนบ่าคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวนอกบางเบาดุจผ้าม่านโปร่ง ยามสายลมพัดผ่าน ชายกระโปรงที่พลิ้วไหวก็ทอประกายเงางามสะท้อนใต้แสงสว่างพ่อบ้านตระกูลกู้รีบสาวเท้าเดินออกมาที่ลานบ้านเสิ่นชูระบายรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า “ผู้อาวุโสกู้อยู่บ้านไหมคะ? รบกวนช่วยแจ้งท่านทีค่ะว่าฉันเป็นลูกศิษย์ของท่าน ชื่อเสิ่นชูค่ะ”พ่อบ้านจำเธอได้ จึงรีบพยักหน้ารับทันที “ที่แท้ก็คุณหนูเสิ่นนี่เอง คุณท่านอยู่บ้านครับ เชิญตามผมเข้ามาด้านในได้เลยครับ”“รบกวนด้วยนะคะ”เสิ่นชูหันไปส่งสัญญาณให้ถังจวิ้นรออยู่ที่รถ จากนั้นจึงเดินตามพ่อบ้านมุ่งหน้าไปยังตัวคฤหาสน์หลังจากทั้งสองคนเดินขึ้นไปชั้นบน พ่อบ้านก็เข้าไปรายงานในห้องหนังสือ และไม่นานก็เชื้อเชิญให้เสิ่นชูเข้าไปด้านในเมื่อผู้อาวุโสกู
แววตาของหลี่ม่านยวี่ฉายประกายความผิดหวังวูบหนึ่ง “อย่างนี้นี่เอง…”คงเป็นเพราะในอดีตเธอทำเรื่องเกินกว่าเหตุไว้มากเกินไป อีกฝ่ายถึงยังจำความผิดบาปของ “แม่สามีใจร้าย” อย่างเธอได้ฝังใจ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เสิ่นชูกับลูกชายของเธอยังคงอยู่ในสถานะหย่าร้างกันอยู่อีกด้วย!พอนึกถึงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าลูกชายตัวเองไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย หลี่ม่านยวี่จึงด่ากราดขึ้นมาทันควัน “วัน ๆ แกทำอะไรอยู่ห๊ะ? เขาก็อุตส่าห์อุ้มท้องลูกของแกอยู่ทั้งคน ยังไม่รีบพาเขาไปจดทะเบียนสมรสใหม่ให้เรียบร้อยอีกล่ะ! ถ้าวันไหนเด็กคลอดออกมาแล้วไม่ยอมรับแกเป็นพ่อ แกก็ไปตายซะไป๊!”สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งตกใจกับท่าทีอันดุดันของเธอฮั่วจินเฉินเองก็เกือบจะสำลักน้ำชาในปาก พอมองดูผู้เป็นแม่ที่เปลี่ยนสีหน้าไวยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ก็ทำได้เพียงหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญาด่าก็ส่วนด่า แต่ในใจของหลี่ม่านยวี่ก็รู้ดีว่าเรื่องนี้แต่เดิมทีเป็นความผิดของเธอเอง เธอจึงถอนหายใจยาว “ถ้าเธอยอมยกโทษให้ฉัน ต่อให้ต้องไปคอยรับใช้ปรนนิบัติเธอไปตลอดครึ่งชีวิตที่เหลือ ฉันก็ยินดี”ฮั่วจินเฉินหลุดหัวเราะเสียงดัง ปลายนิ้วแตะฝาถ้วยชาไว้ “คุณแม่จะไปคอ
ฉีซื่อเอินมองออกถึงความกังวลและความลำบากใจของลูกสาว จึงวางมือลงบนบ่าของเธอแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นจริงจัง “ไม่เป็นไรหรอก พ่อรอได้ และพ่อก็รู้ดีว่าลูกทุ่มเทให้กับการวิจัยนี้ก็เพื่อแม่ของลูกและคนไข้คนอื่น ๆ ที่ป่วยเหมือนเธอ การผ่าตัดนี้ต่อให้ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่วันข้างหน้าต้องทำได้แน่นอน”กำลังใจจากผู้เป็นพ่อ สำหรับเสิ่นชูแล้ว นับเป็นการปลอบโยนและความไว้วางใจอันยิ่งใหญ่ เธอเงยหน้าขึ้นมองพ่อแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พ่อคะ ถ้าหนูบอกว่าจะให้แม่เป็นเคสแรก พ่อจะยอมรับได้ไหมคะ?”ฉีซื่อเอินชะงักไปในคราแรกเคสแรกนั่นหมายความว่า ปัจจุบันยังไม่เคยมีคนไข้คนใดเข้ารับการผ่าตัดนี้มาก่อน ความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ ย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้เลยแต่ในเมื่อลูกสาวยกแผนการรักษานี้ขึ้นมา ย่อมไม่ใช่ว่าไม่มีความมั่นใจ “การผ่าตัดนี้ ตอนนี้ทำได้เลยไหม?”เสิ่นชูหลุบสายตาลง “ขอแค่ยื่นขอสิทธิบัตรผ่าน และมีทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญพร้อม ก็สามารถดำเนินการได้ค่ะ อีกทั้งหนูกับเพื่อนร่วมงานก็จำลองการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาก่อนหน้านี้ ขอเพียงในขั้นตอนการผ่าตัดไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ก็สามารถตัดความเสี่ยงส่วนใหญ่ออกไปได้แ
เสิ่นชูหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ “พี่คะ แม้แต่พี่ก็…” พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ “เอาเถอะ เห็นแก่ที่พี่อยู่เป็นเพื่อนว่าที่พี่สะใภ้ที่ต่างประเทศ หนูไม่เอาความแล้วกันค่ะ”พอซีซือได้ยินคำนี้ ใบหูก็แดงระเรื่อขึ้นมาก่อนใคร รีบตวัดสายตามองเขาอย่างรวดเร็วฉีเวินเหยียนเองก็กำลังมองดูเธออยู่พอดี ภายนอกเพียงแค่เปล่งเสียงตอบรับ “อืม” ในลำคอเรียบ ๆ ทว่าในแววตากลับทอประกายแสงอันอ่อนโยนออกมาเสิ่นชูมองดูสีหน้าท่าทางหวานเยิ้มของคนทั้งสองคนแล้ว ก็ยักไหล่อย่างระอาใจแล้วเดินเลี่ยงออกไปก่อนหางตาของซีซือโค้งลงเล็กน้อย แฝงรอยยิ้มบาง ๆ “คุณ… คุณไม่กลับไปก่อนจริง ๆ เหรอคะ?”“เพิ่งจะคบกันได้ไม่นาน ก็คิดจะให้ผมมีความรักทางไกลข้ามประเทศแล้วเหรอครับ?”“แล้ว… ที่บ้านคุณไม่เป็นห่วงเหรอคะ?”ฉีเวินเหยียนกอดอก ยกยิ้มมุมปากมองเธอ “ผมก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว อุตส่าห์มีแฟนที่ต่างประเทศได้สักที พวกคงจะเขาดีใจแทบไม่ทันมากกว่า”เธอถูกเขาหยอกเย้าจนหลุดหัวเราะคิกออกมาฉีเวินเหยียนยืนนิ่งไม่ขยับ เลิกคิ้วมองดูเธอ โดยที่มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มพอเงยหน้าขึ้นมา ซีซือก็พบว่าเขากำลังจับจ้องมองตนเองอยู่ ความรู้สึกรักใคร่ที







