LOGINเซี่ยเยว่หลันยังคงยืนอยู่ตรงเดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “อวี้หลิง เจ้ากลับไปพักเถิด” “แล้วพี่หญิงเล่า?” “ข้าจะตรวจบัญชีเหล่านี้อีกสักหน่อย” นางลูบห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะหินเบาๆ “มีบางอย่างที่ข้ายังรู้สึกว่าผิดปกติ” อวี้หลิงมองพี่สาวอย่างเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของนางจึงมิได้ห้าม “อย่าฝืนมากเกินไปนะขอรับ ท่านต้องพักผ่อนให้มากจะได้มีแรงช่วยพี่น้องของเรา” “ข้ารู้” อวี้หลิงจึงถวายความเคารพ ก่อนจะเดินออกจากสวนไป หลังจากนั้นเซี่ยเยว่หลันกลับเข้าห้องพักของตนเอง ภายในห้องเงียบสงบมีเพียงแสงโคมสีส้มอ่อนส่องลงบนโต๊ะไม้ นางวางบัญชีทั้งหมดลงตรงหน้า แล้วเริ่มตรวจสอบทีละเล่ม ทั้งวันที่... จำนวนเงิน... ตราประทับ... ชื่อผู้รับผิดชอบ... นางหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาเทียบกับบัญชีอีกเล่ม ก่อนจะขมวดคิ้ว “เหตุใดตัวเลขจึงไม่ตรงกัน...” นางหยิบอีกฉบับขึ้นมา มียอดเบิกครั้งแรก... ยอดเบิกครั้งที่สอง... แล้วครั้งสุดท้ายเป็นเงินก้อนใหญ่สามแสนตำลึง หากรวมกันแล้วกลับเป็นหกแสนตำลึง แต่เอกสารที่ส่งไปยังก
“พี่หญิง” เสียงของอวี้หลิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เซี่ยเยว่หลันหันไปมองเขา “ข้าคิดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการที่ข้าและพี่น้องของเราปรากฏตัวในอู่หนาน ข้าจะให้เสวียนอู่บอกแก่พี่น้องของเราให้ระวังตัวมากขึ้น” “ข้าก็คิดเช่นนั้น” นางตอบทันที “แต่ยังสำหรับข่าวลือพวกนั้นก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป” “ท่านคิดว่ามีคนรู้แล้วหรือว่าข้าและสกุลเซี่ยยังมีชีวิตอยู่?” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง “หากคนผู้นั้นรู้จริง ข่าวนี้ก็คงมิได้แพร่ไปเพียงในตลาด” “หมายความว่าอย่างไรพี่หญิง?” “หากผู้ที่ต้องการตามหาเจ้ารู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เขาย่อมไม่จำเป็นต้องปล่อยข่าวว่ามีผู้รอดชีวิตจากสกุลเซี่ย” นางกล่าวช้าๆ “เขาย่อมต้องส่งคนมาตามหาเจ้าก่อนหรือลอบทำร้ายเจ้าไปแล้ว” อวี้หลิงนิ่งไป “แต่ตอนนี้มีเพียงข่าวลือ มันจึงยิ่งทำให้ข้าสงสัยว่าผู้ที่ปล่อยข่าวต้องการอะไรกันแน่” “ใช่” อวี้หลิงพยักหน้า เซี่ยเยว่หลันสูดลมหายใจลึก “พี่หญิง...แต่ข้ากลับคิดว่า...คนที่ปล่อยข่าวอาจกำลังหยั่งเชิงพวกเรา ว่าหลังจากที่เราพบกันแล้
เซี่ยเยว่หลันหันกลับไปมองชิงหลัวทันที ก่อนจะพยักหน้า “เข้ามาเถิด” ชิงหลัวรีบก้าวเข้ามาในสวน ก่อนจะถวายความเคารพแล้วเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้า สีหน้าของนางเคร่งเครียดกว่าปกติจนเซี่ยเยว่หลันอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เกิดเรื่องอันใด?” “เมื่อครู่หม่อมฉันได้รับข่าวจากคนที่ออกไปสืบข่าวในเมืองเพคะ” ชิงหลัวลดเสียงลง “ช่วงสองวันที่ผ่านมา มีคนแปลกหน้าเข้ามาในอู่หนานมากขึ้นกว่าปกติ และหลายคนไม่ได้เข้าทางประตูเมืองตามปกติ” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป “คนเหล่านั้นเป็นผู้ใด?” “ยังสืบไม่ได้แน่ชัดเพคะ บางคนแต่งกายเป็นพ่อค้า บางคนแต่งกายเหมือนชาวยุทธ์ และมีอีกหลายคนเดินทางปะปนมากับขบวนสินค้าจากเมืองอื่น” “พวกเขาพักอยู่ที่ใด?” “ส่วนใหญ่พักตามโรงเตี๊ยมรอบนอกเมือง แต่มีบางกลุ่มเข้าไปพักในเรือนรับรองของพ่อค้าต่างเมืองเพคะ” เซี่ยเยว่หลันหลุบตาลงครุ่นคิด อู่หนานเป็นเมืองชายแดน มีพ่อค้าและผู้คนจากหลายแคว้นเดินทางผ่านอยู่เสมอ การมีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ช่วงเวลานี้...กลับเป็นช่วงที่คณะของฮ่องเต้และอ๋
อวี้หลิงมองพี่สาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแม้จะรู้ว่าสภาพจิตใจของนางค่อนข้างบอบช้ำแต่สิ่งที่ต้องจัดการก็มิอาจปล่อยผ่านไปได้อีกแล้ว “พี่หญิง...ท่านลองทอดพระเนตรวันที่ในบัญชีเหล่านี้อีกครั้งเถิดขอรับ” เซี่ยเยว่หลันก้มพระพักตร์ลง มองกระดาษหลายแผ่นในมืออย่างละเอียด ปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ ไล่ไปตามตัวอักษรทีละบรรทัด “วันที่สิบสอง...วันที่สิบหก...และวันที่ยี่สิบสาม” นางขมวดคิ้วแน่น จ้องมองเอกสารตรงหน้าอย่างแปลกใจ “ห่างกันเพียงไม่กี่วันเองนี่” “ใช่ขอรับ ข้าลองตรวจสอบดูเหมือนมีการเบิกซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง” อวี้หลิงชี้ไปยังช่องจำนวนเงิน “แม้แต่ละครั้งจะเบิกจ่ายไม่เท่ากัน แต่หากรวมทั้งหมดแล้ว...” เซี่ยเยว่หลันชะงัก ดวงตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนไป “สามแสนตำลึง” “ใช่พี่หญิง แต่ที่ข้าแปลกใจยิ่งกว่า คือมีการเบิกเงินก้อนอีกหนึ่งก้อน ยอดสามแสนตำลึงขอรับ” ลมยามเย็นพัดผ่านสวนหลวงอีกครั้ง หากแต่ไม่มีผู้ใดสนใจความหนาวเย็นนั้น เซี่ยเยว่หลันกำบัญชีในมือแน่นขึ้น “เช่นนั้นเงินหกแสนตำลึงมิได้ถูกเบิกออกไปเพียงคราวเดียว”
“เหตุใดพระองค์จึงทำเช่นนี้...” หลี่จิ้งเหยียนมองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ “เพราะข้ารักเจ้า เพราะข้าไม่อยากเสียเจ้าไป เพราะข้าเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะยอมให้เจ้าไปรักกับน้องชายของข้า” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “และเพราะข้ารู้ว่า...ถ้าข้าบอกความจริงตั้งแต่วันนั้น เจ้าจะไม่มีวันรักข้าเลย” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “แล้วตอนนี้ล่ะเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง “ตอนนี้พระองค์ยังคิดว่าหม่อมฉันรักพระองค์อยู่หรือ?” คำถามนั้นทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าคำตำหนิใดๆ แต่เขายังคงยืนนิ่ง ไม่หลบสายตาของนาง “ไม่ เจ้าหมดรักข้าไปแล้ว ตั้งแต่วันที่หว่านหนิงเข้าวังมา” เขาตอบในที่สุด “ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเจ้ารักใครและข้าก็รู้ด้วยว่า...ข้าเสียเจ้าไปแล้ว” เซี่ยเยว่หลันหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มแต่ก่อนที่นางจะทันพูดอะไร...หลี่จิ้งเหยียนกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้ายังไม่รู้” นางลืมตาขึ้น “เรื่องอะไรเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนมองนางอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม
เซี่ยเยว่หลันนิ่งงันราวกับเสียงทุกอย่างรอบกายพลันหายไปจนหมดสิ้น นางมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พระองค์...รู้มาตลอด?” หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตอบ เพียงทอดพระเนตรนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “วันนั้นที่เจ้าวิ่งมาหาข้าที่หน้าตำหนักอาจารย์ เจ้าถามข้าว่าเหตุใดข้าจึงไม่มาช้านัก” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น ภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาอย่างชัดเจน วันที่นางยืนรอเด็กชายคนนั้น...วันที่นางรอเขาจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า วันที่สุดท้ายหลี่จิ้งเหยียนเป็นคนเดินเข้ามาหานางและนางก็คิดว่า...เขาคือเด็กชายคนนั้น “พระองค์รู้ว่าหม่อมฉันเข้าใจผิดมาตลอด...” เสียงของนางสั่น “ข้ารู้...รู้ว่าเจ้าคอยใครบางคนอยู่” คำตอบสั้นๆ กลับทำให้น้ำตาของนางร่วงลงมาอย่างไม่รู้ตัว “แล้วเหตุใด...” นางพยายามกลั้นเสียงสะอื้น “เหตุใดพระองค์จึงไม่บอกหม่อมฉัน?” หลี่จิ้งเหยียนหลับตาลง “เพราะข้าขี้ขลาด” คำตอบนั้นทำให้เซี่ยเยว่หลันชะงัก “ข้ากลัว” เขาเอ่ยต่อด้วยเสียงแผ่วเบา “กลัวว่าหากข้าบอกความจริง เจ้าจะหันหลังก







