LOGINเพียงไม่นาน...เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ ห่างออกไปอีกครั้ง ศาลเจ้าร้างกลับเข้าสู่ความเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่เซวียนจึงค่อยๆ เปิดผ้าม่านออกเล็กน้อย สายตาคมกวาดสำรวจภายนอกอย่างละเอียดเมื่อแน่ใจว่าไร้ผู้คน เขาจึงกล่าวเบาๆ "ปลอดภัยชั่วคราว" จากนั้นเขาหันไปมองเซี่ยเยว่หลันก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเตรียมกำยานไว้แล้วที่รถม้า เจ้ารีบขึ้นม้าไปกับข้า...ถนนด้านข้างมีเส้นทางที่ลัดไปยังขบวนเสด็จได้ เจ้าต้องไปถึงที่นั่นก่อนเสด็จพี่" หลี่เซวียนหันไปมองเซี่ยเยว่หลัน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาของเขาหยุดที่ใบหน้างามของหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตามายังข้อเท้าที่บวมแดงของนาง เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปาก "แล้วไฉอิงเหยากับชิงหลัวเล่า" "คนของข้าจะพาพวกเขาออกไปอีกทาง" แทบจะทันทีที่สิ้นเสียง เงาร่างในชุดชาวบ้านสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังศาลเจ้าอย่างเงียบเชียบ ราวกับโผล่ออกมาจากเงาไม้ ทั้งสองคุกเข่าประสานมือ "ถวายบังคมอ๋องเจ็ด" หลี่เซวียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย "พาพวกเขาไปยังเรือนพักทางทิศตะวันตก รักษาแผลให้ดี" "รับพระบัญชา" ไฉอิงเหยาลุกขึ
หลี่เซวียนยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้านาง มือข้างหนึ่งวางอยู่เหนือด้ามดาบ ดวงตาคมสงบนิ่งราวกับเตรียมรับทุกสถานการณ์ องครักษ์นายหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าผ้าม่าน “ตรงนี้ด้วย!” เขายื่นมือออกไปหมายจะเปิดผ้าม่านแต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง... เสียงกรีดร้องของสตรีก็ดังมาจากด้านนอกศาลเจ้า “โอ๊ย! ฝ่าบาทเพคะ! หม่อมฉันเจ็บ!” เสียงนั้นดังลั่นไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงแตกตื่นของเหล่านางกำนัล “ซูไฉเหริน!” “รีบไปตามหมอหลวง!” “พระบาทของซูไฉเหรินพลิกเพคะ!” องครักษ์ที่กำลังจะเปิดผ้าม่านชะงักทันที ด้านนอก...เกากงกงรีบวิ่งเข้ามารายงาน “ทูลฝ่าบาท ซูไฉเหรินทรงหกล้มพระบาทพลิกพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนจะทรงเจ็บมาก” เสียงคร่ำครวญของซูหว่านหนิงดังต่อเนื่องไม่หยุด “ฝ่าบาท...หม่อมฉันเจ็บเหลือเกิน...เดินไม่ไหวแล้วเพคะ...” ซูหว่านหนิงเหลือบมองศาลเจ้าร้างแวบหนึ่ง หลี่จิ้งเหยียนขมวดคิ้วแน่น แม้พระองค์จะยังไม่ละสายตาจากศาลเจ้า แต่ก็ไม่อาจปล่อยพระสนมบาดเจ็บกลางตลาดหลวงต่อหน้าประชาชนได้ “หมอหลวงมาถึงหรือยัง” “กำลัง
"อย่าขยับ" น้ำเสียงหนักแน่นจนแม้ชิงหลัวยังชะงัก เขาคุกเข่าลง จับข้อเท้านางอย่างระมัดระวัง เพียงแตะเบาๆ เซ่ยเยว่หลันก็สูดลมหายใจลึกเพื่อกักเก็บความเจ็บไว้ "เจ็บ..." หลี่เซวียนถอนมือทันที "ข้อเท้าเจ้าบวมมาก ต้องรีบให้หมอหลวงรักษา" จากนั้นสายตาของเขาจึงเลื่อนไปยังซองจดหมายในมือของเซี่ยเยว่หลัน "นี่คือ..." เยว่หลันกำซองจดหมายแน่น "สิ่งที่คนของตระกูลเซี่ยฝากมา น้องชายข้า" หลี่เซวียนมองซองนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ "ที่นี่ไม่ปลอดภัย คนที่ฆ่าชายชราคงยังอยู่ไม่ไกล" เขาหันไปหาไฉอิงเหยา "เจ้าพอเดินไหวหรือไม่" ไฉอิงเหยาพยักหน้า "ไหวขอรับ" แต่ในขณะนั้นเอง...เสียงหวูดสัญญาณขององครักษ์หลวงก็ดังขึ้นจากด้านนอกตลาด ตามด้วยเสียงเกากงกงที่ตะโกนก้อง ทุกคนหันมองหน้ากันอย่างตื่นตะหนก "ฝ่าบาทเสด็จ!" ทั้งสี่คนหันสบตากันทันที เซี่ยเยว่หลันกำจดหมายในมือแน่น หากหลี่จิ้งเหยียนเข้ามาเห็นไฉอิงเหยา...ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปทันที เสียงฝีเท้าขององครักษ์หลวงดังใกล้เข้ามาทุกขณะ หลี่เซวียนหันไปมองประตูศาลเจ้าเพียงแวบเดียว สีหน้าสงบน
สิ้นเสียง...มือสังหารทั้งสามทะยานลงจากหลังคาพร้อมกัน เคร้ง! ดาบสามเล่มฟันลงพร้อมกันจากสามทิศ บุรุษชุดเทาเพียงก้าวเท้าครึ่งก้าว เงาของแสงดาบสายหนึ่งพาดผ่านอากาศรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็น ฉัวะ! มือสังหารคนแรกถูกฟันจนดาบหลุดจากมือ อีกคนถอยหลังไปหลายก้าว ส่วนคนสุดท้ายรีบกระโดดถอยขึ้นหลังคา หัวหน้ามือสังหารหรี่ตาลง "เป็นเจ้า..." บุรุษชุดเทาไม่ตอบ เพียงหมุนดาบกลับเข้าฝักช้าๆ ราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงการอุ่นเครื่อง ชั่วพริบตาเดียว มือสังหารทั้งสามกลับหันหลังหนีโดยไม่คิดสู้ต่อ "ถอนตัว!" ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ! เงาดำทั้งสามหายไปท่ามกลางหลังคาตลาด ชิงหลัวยังตกตะลึงรีบวิ่งเข้าไปกอดเซี่ยเยว่หลันไว้แน่น พลางก้มลงมองเนื้อตัวของนายตนเองอย่างระแวดระวัง “เหนียงเหนียงปลอดภัยดีนะเจ้าคะ” ชิงหลัวจับเนื้อตัวของผู้เป็นนายอย่างเป็นกังวล แต่สายตาของเซี่ยเยว่หลันกลับจับจ้องที่ร่างสูงนั่นไม่กระพริบ "คน...คนผู้นี้เป็นใครกัน" เซี่ยเยว่หลันกลับจ้องบุรุษตรงหน้าไม่วางตาเพราะนางจำเพลงดาบเมื่อครู่ได้ มันคือ...เพลงดาบสกุลเซี่ย วิชาที่บิดาของนางสอนให้เฉพาะคนสนิทที่สุดเท่า
ขณะนั้นเอง...ชายชราผู้หนึ่งในชุดพ่อค้าสมุนไพรเดินผ่านหน้าขบวนอย่างเชื่องช้า เพียงเสี้ยววินาทีที่เดินสวนกับเซี่ยเยว่หลัน ชายชรากลับเอ่ยขึ้นเบาๆ จนมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน "หากอยากรู้ว่าแม่ทัพเซี่ยตายเพราะผู้ใด...ยามโหย่ว...มาพบกันที่ศาลเจ้าร้างท้ายตลาด" กล่าวจบ...ชายชราผู้นั้นก็เดินปะปนหายไปกับฝูงชนราวกับไม่เคยมีตัวตน เซี่ยเยว่หลันชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ เสียงฆ้องในตลาดดังขึ้นสามครั้ง ผู้คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามามากกว่าเดิม เซี่ยเยว่หลันยังคงเดินเคียงข้างฮ่องเต้ตามธรรมเนียม แต่ในใจกลับนับเวลาไม่หยุด เพราะอีกไม่นาน...ก็จะถึงยามโหย่วที่ชายชราคนนั้น... บอกนางเอาไว้แล้ว หลี่จิ้งเหยียนทรงทอดพระเนตรร้านเครื่องบูชาอยู่เบื้องหน้า ขุนนางกรมพิธีการกำลังถวายรายงานไม่ขาดสาย ซูหว่านหนิงกลับเอาแต่เดินเกาะพระกรไม่ห่าง "ฝ่าบาทเพคะ เครื่องหยกชิ้นนี้งดงามนัก ดูร้านนั้นสิเพคะ มีผ้าไหมซีหลิงด้วย" เซี่ยเยว่หลันไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย สายตาของนางกวาดสำรวจผู้คนตลอดเวลา ทันใดนั้น...นางเห็นชายคนหนึ่งสวมหมวกไม้ไผ่ ยืนอยู่หน้าร้านขายสมุนไพร เขาไม่ได
เบื้องหลังราชรถหลวง...คือรถม้าของเซี่ยเยว่หลัน วันนี้นางมิได้แต่งองค์ในฉลองพระองค์กุ้ยเฟยเต็มยศ หากสวมอาภรณ์แพรสีเขียวอ่อนปักลายเหมยเงินเพียงบางเบา มวยผมประดับปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียว เรียบง่าย...แต่กลับงดงามจนผู้คนสองข้างทางอดเหลียวมองไม่ได้ ส่วนรถม้าอีกคันเป็นของซูหว่านหนิง ที่แต่งองค์ในฉลองพระองค์อาภรณ์แพรเต็มยศสีชมพูดอกท้อ มวยปักปิ่นทองดูหรูหรา ใบหน้าของนางดูตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศนอกวัง ชิงหลัวเลิกม่านรถขึ้นเพียงเล็กน้อย สีหน้าดูเบื่อหน่ายจนออกนอกหน้าเพราะรถม้าคันใกล้ๆ ทำให้บ่าวอย่างนางรู้สึกขัดใจ "เหนียงเหนียง ฝ่าบาทไม่น่าพา..." เซี่ยเยว่หลันมองออกไปสีหน้าเรียบนิ่งเมื่อเห็นรถม้าของซูไฉเหรินกำลังเคลื่อนตามมาติดๆ “พอแล้ว...คอยสอดส่องดูให้ทั่วงาน อย่าให้เสียการ” “เพคะเหนียงเหนียง” ร้านค้าหลายร้อยร้านเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ธงผ้าหลากสีโบกสะบัดเหนือหลังคา เสียงแม่ค้าพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังแข่งกัน ทั้งกลิ่นเนื้อย่าง ขนมหวาน ชาร้อน เครื่องเทศ และสุราหอมอบอวลไปทั่วอากาศ พ่อค้าจากแคว้นต่างๆ แต่งกายแตกต่างกันอย่าง







