LOGINเสียงของเจิ่นเสียวหยางราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางลานหน้าประตูเมือง เซี่ยเยว่หลันพลันหันขวับ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงแม้จะระแคะระคายแต่แรกจากที่ฝ่าบาทองค์ก่อนหลี่จิ้งเหยียนก่อนตรัสไว้ก่อนสิ้นใจ แต่นางก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ซูจางเฉิน...บิดาของซูหว่านหนิง เหตุใดชื่อของเขาจึงปรากฏอยู่ในคำสั่งลับก่อนบิดาของนางสิ้นใจได้หรือคนพวกนี้ร่วมมือกันแต่แรกจริงๆ เซี่ยหมิงเต๋อที่ยืนอยู่ท่ามกลางทหารพลันเผยรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับผู้ที่กำลังจะถูกตัดสินโทษกลับพบหนทางเอาตัวรอด “เห็นแล้วหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงเยาะ “ข้าบอกแล้วว่าความจริงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว!” “หุบปาก!” เจิ่นเสียวหยางตวาด “เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมอีก เจ้าคิดว่า กล่าวเช่นนี้จะทำให้ตนเองพ้นผิดได้หรือ!” “ข้าพ้นผิดหรือไม่ ข้าไม่รู้” เซี่ยหมิงเต๋อหัวเราะเย็นชา “แต่หากพวกเจ้าคิดจะล้างมลทินให้แม่ทัพเซี่ย ก็จงไปถามซูจางเฉินเสียก่อน ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ทัพเซี่ยอย่างไร!” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น นางไม่อาจปล่อย
เขาชี้ไปยังหลี่เซวียน “ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของเจ้าเป็นพระโอรสของผู้ประทานยาพิษให้บิดาเจ้า! เขาเป็นผู้รับพระราชโองการประหารแม่ทัพเซี่ย! เจ้าคิดว่าคนเช่นนี้จะคืนความยุติธรรมให้เจ้าได้หรือ?” “หุบปาก!” เจิ่นเสียวหยางตวาด แต่เซี่ยหมิงเต๋อกลับไม่สนใจ “เซี่ยเยว่หลัน เจ้าจงถามเขาให้ดีว่าหลังจากแม่ทัพเซี่ยสิ้นใจแล้ว เขาทำสิ่งใด? เขาเคยเปิดโปงความจริงต่อหน้าราชสำนักหรือไม่? เคยประกาศให้คนทั้งแผ่นดินรู้หรือไม่ว่าบิดาของเจ้าไม่ได้เป็นกบฏทั้งเขาและพี่ชายของเขาก็ทำเพื่อราชวงศ์แต่ทอดทิ้งคนตาดำๆ อย่างเรา?” เซี่ยเยว่หลันหันไปมองหลี่เซวียน หลี่เซวียนทรงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ทรงปฏิเสธ เซี่ยหมิงเต๋อหัวเราะอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “เพราะเขาเองก็ต้องการรักษาบัลลังก์ของตน! หากความจริงถูกเปิดเผยตั้งแต่แรก ผู้ใดจะเชื่อว่าราชวงศ์ไม่เกี่ยวข้องกับการตายของแม่ทัพเซี่ย? ผู้ใดจะยอมรับพระโอรสของฮ่องเต้ผู้ประทานยาพิษให้แม่ทัพผู้ภักดีได้?” “พอได้แล้ว!” เสียงหลี่เซวียนดังขึ้นอย่างกึกก้อง พระองค์ทอดพระเนตรเซี่ยหมิงเต๋อด้วยพระพักตร์เย็นชา
ทหารนับพันนายพลันเงียบงัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังหลี่เซวียน เซี่ยเยว่หลันรู้สึกว่าหัวใจของตนกำลังถูกบีบจนแทบแหลกสลาย นางอยากปฏิเสธ อยากบอกว่าคำพูดของเซี่ยหมิงเต๋อเป็นเพียงกลอุบายสุดท้ายของคนชั่วที่กำลังจะพ่ายแพ้ ทว่าพระพักตร์ของหลี่เซวียนกลับทำให้นางไม่อาจหลอกตนเองได้ พระองค์ไม่ได้ทรงโกรธไม่ได้ตรัสปฏิเสธมีเพียงความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ในดวงพระเนตรคู่นั้น “หลี่เซวียน...” นางเรียกพระนามพระองค์เบาๆ “ท่านลุงใหญ่กล่าวถึงเรื่องใดกันแน่?” หลี่เซวียนทรงหลับพระเนตรลงชั่วขณะ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง “เยว่หลัน เรื่องนี้ข้าจะไม่ปิดบังเจ้าอีก” พระสุรเสียงของพระองค์ไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนพอให้ทุกคนได้ยิน “ในวันที่แม่ทัพเซี่ยถูกตัดสินโทษ ผู้ที่มีพระราชอำนาจสูงสุดคือเสด็จพ่อของข้า...อดีตฮ่องเต้หลี่เชี่ยวเย่” เซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน นางรู้ดีว่าผู้ใดเป็นฮ่องเต้ในเวลานั้น แต่สิ่งที่นางไม่เคยรู้คือเหตุใดหลี่เซวียนจึงมีสีหน้าราวกับกำลังแบกรับความผิดที่ไม่อาจชดใช้ หลี่เซวียนทอดพระเนตรนาง ก่อนจะตรัสต่อ “พระราชโองการประหารแม่ทัพเซี่ย เป็น
เจิ่นเสียวหยางรีบหยิบเอกสารฉบับบนสุดขึ้นมา พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกำกระดาษแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “เป็นบัญชีเสบียงสำรองจริง! ตัวเลขในนี้ตรงกับยอดที่ข้ารายงานต่อแม่ทัพเซี่ยเมื่อหลายปีก่อน แต่หลังจากท่านแม่ทัพถูกจับกุม บัญชีฉบับนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย!” เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ทหารทางเหนือ เซี่ยหมิงเต๋อจ้องเอกสารในมือเจิ่นเสียวหยาง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าครู่เดียวก็กลับมาแสร้งสงบนิ่ง “บัญชีเพียงฉบับเดียวจะพิสูจน์สิ่งใดได้? ต่อให้เป็นบัญชีจริง ก็อาจมีผู้ใดแก้ไขขึ้นมาใหม่เพื่อใส่ร้ายข้า!” “เช่นนั้นเอกสารฉบับนี้เล่า?” ทหารม้าที่นำกล่องไม้มาถึงหยิบกระดาษอีกแผ่นออกมา “นี่คือบันทึกการเบิกจ่ายเงินกองทัพทางเหนือ มีตราประทับของผู้ตรวจสอบและลายมือผู้รับเงินครบถ้วนพ่ะย่ะค่ะ!” เจิ่นเสียวหยางรับเอกสารมาอ่าน เพียงเห็นชื่อผู้รับเงิน เขาก็พลันเงยหน้าขึ้น “เซี่ยหมิงเต๋อ!” รองแม่ทัพชี้ไปยังชื่อบนกระดาษ เสียงของเขาสั่นสะเทือนด้วยความโกรธ “เงินหลายแสนตำลึงที่หายไปจากกองทัพ ถูกส่งเข้าบัญชีของท่า
เสียงของทหารที่ยอมวางอาวุธดังขึ้นต่อเนื่อง ทว่าความสงบที่เพิ่งก่อตัวกลับยังไม่อาจคลี่คลายสถานการณ์ทั้งหมดได้ เซี่ยหมิงเต๋อจ้องมองเหล่าทหารที่คุกเข่าลงด้วยแววตาอำมหิต รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว “พวกเจ้าคิดว่าหลี่เซวียนจะไว้ชีวิตพวกเจ้าจริงหรือ?” เขาตวาด “วันนี้พวกเจ้าวางอาวุธ พรุ่งนี้ก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏอยู่ดี! ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะไม่กำจัดพวกเจ้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้บัลลังก์?” ทหารบางคนชะงัก มือที่กำลังวางดาบพลันหยุดค้าง เซี่ยหมิงเต๋อเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวต่อ “จงมองให้ดี! กองทัพทางเหนือมีทหารหลายหมื่นนาย หากพวกเจ้ายอมจำนนในวันนี้ วันหน้าจะไม่มีผู้ใดปกป้องครอบครัวของพวกเจ้าได้อีก!” “เซี่ยหมิงเต๋อ!” เจิ่นเสียวหยางตวาดลั่น “ท่านยังคิดจะหลอกลวงพวกเขาอีกหรือ?” “หลอกลวง?” เซี่ยหมิงเต๋อหัวเราะเยาะ “ข้าเพียงกล่าวความจริง!” “ความจริงหรือ?” เซี่ยเยว่หลันก้าวออกมาจากด้านหลังเจิ่นเสียวหยาง “เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่กล้าบอก
คำถามของเซี่ยเยว่หลันทำให้ทหารประจำประตูเมืองหลายคนหน้าถอดสี ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากตอบ เสียงกลไกเหล็กยังคงครูดคราง ประตูเมืองเหนือค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้นทีละน้อย เผยให้เห็นถนนสายยาวด้านนอกซึ่งทอดผ่านแนวกำแพงเมืองไปจนถึงพื้นที่ราบเบื้องหน้า เซี่ยหมิงเต๋อเห็นเช่นนั้นก็ยกมุมปาก “เจ้าอยากรู้หรือ? เช่นนั้นก็จงมองให้ดี!” เขาหันไปทางทหารประจำประตู ก่อนตวาดเสียงดัง “เปิดประตูให้สุด! ให้กองทัพทางเหนือเข้ามา!” ทหารผู้หนึ่งสะดุ้ง รีบหันไปจับคันบังคับกลไก ทว่าเพิ่งออกแรงได้ไม่นาน เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตึก...ตึก...ตึก... เสียงนั้นเริ่มจากแผ่วเบา ก่อนจะหนักแน่นและดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับคลื่นที่กำลังซัดเข้าหากำแพงเมือง ทหารทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ประตูเมืองที่เปิดออกเพียงครึ่งบานค่อยๆ เผยให้เห็นเงาของม้าสีดำตัวหนึ่ง มันยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้าแนวทหารม้าจำนวนนับร้อย นายทหารทุกคนสวมเกราะสีเข้ม ถืออาวุธพร้อมรบ แต่กลับไม่มีผู้ใดชักดาบออกจากฝัก บนหลังม้าดำตัวนั้น ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำสนิทนั่งตัวตรงอย่างสง่างาม สายลมพัดชายเสื้อคลุมของเ







