LOGINท่ามกลางความสิ้นหวัง...เฟิ่งอวิ๋นฉีอุ้มเด็กหญิงคนหนึ่ง ส่วนอีกมือคว้าข้อมือของเด็กชายวัยไม่เกินหกขวบ กลุ่มคนทั้งหมดถูกล้อมเอาไว้ด้วยกองกำลังที่มากฝีมือ จากจุดที่เขายืนอยู่สามารถมองเห็นประตูป้อมที่เปิดแง้มออก เงาร่างบนหลังม้าที่กำลังควบม้าออกมาตามมาด้วยฝุ่นดิน
ชุดสีน้ำเงินเข้มปลิวสะบัดกับแรงลม เส้นผมยาวสลวยที่ถูกมัดรวบสูงพลิ้วไหวขึ้นลงตามจังหวะการควบขับม้าศึกพ่วงพีสีดำทะมึน
แสงแดดส่องประกายกับกระบี่ที่เพิ่งถูกดึงออกจากฝักซึ่งห้อยอยู่กับบังเหียนม้า
อยู่ๆ ใบหน้าของเฟิ่งอวิ๋นฉีก็ปรากฏรอยยิ้ม หัวใจของเขาเต้นรัวแต่ภาพทุกอย่างก็ราวกับเชื่องช้าลง ชั่วขณะนั้นไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
ทุกคนจะต้องปลอดภัย...
ความวุ่นวายสับสนหลังชาวบ้านสามารถเข้ามาในป้อม ทำให้เฟิ่งอวิ๋นฉีคลาดกับหญิงสาวอีกครั้ง เขาสอบถามคนของตนที่เข้ามาสมทบกระทั่งสามารถพาชาวบ้านเข้ามาในป้อมได้อย่างปลอดภัย แต่ทุกคนล้วนยืนยันว่านางไม่ได้ผ่านเข้าประตูมา
หน้าประตูหลงเหลือเพียงม้าสีดำตัวหนึ่ง แต่คนกลับหายไปแล้ว...
เฟิ่งอวิ๋นฉีขมวดคิ้วมองไปรอบๆ เขามองเห็นแผ่นหลังคุ้นเคยที่กำลังเดินแทรกผู้คนไปยังด้านหนึ่งของกำแพงเมือง รอยยิ้มของเขาเปิดกว้าง ไม่ได้พยายามตามนางไป ไม่ได้ตะโกนเรียก ทั้งไม่ได้พยายามให้คนของเขาหยุดนางเอาไว้
“หนานฉีหวาง?” หวังเหมิงเรียกเขาด้วยความลังเล เมื่อชายหนุ่มหันกลับไป “ท่านอ๋อง!? ทรงอยู่ที่นี่แล้วชายแดนเหนือเล่า!”
“แม่ทัพหวังไม่พบกันนานท่านสบายดีหรือ” เฟิ่งอวิ๋นฉีที่สภาพยังคงมอมแมมและดูเหน็ดเหนื่อยยิ้มบาง เขาเดินเข้าไปหาหวังเหมิงจากนั้นรั้งอีกฝ่ายออกไปให้ห่างจากผู้คน เขายังไม่อยากให้ฐานะของเขาถูกเปิดโปงที่นี่
ระหว่างผละไปอ๋องหนุ่มยังคงมองไปยังทิศทางที่สตรีชุดสีน้ำเงินจากไป หัวใจของเขาคาดหวังที่จะได้พานพบกันอีกสักครา แม้ลึกๆ ตระหนักดีว่ายากเย็นเหลือเกิน...
ข่าวการปะทุของสงครามตงโจวต้าเยวี่ย ทำให้ราชสำนักเริ่มวุ่นวายอีกครั้ง แม้หวังเหมิงรับปากจะปกปิดเรื่องที่พบเจอหนานฉีหวางที่ชายแดนตะวันออก ถึงอย่างนั้นมีคนรักย่อมมีคนไม่ชอบพอ สายของขุนนางที่เป็นอริกับหนานฉีหวางกลับนำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลฮ่องเต้ หวังใช้เรื่องนี้เล่นงานหนานฉีหวาง
ฮ่องเต้มีราชโองการให้เรียกตัวหนานฉีหวางกลับเมืองหลวง แต่ทรงเลือกขันทีที่ทรงไว้วางพระทัยนำรถม้าไปรอรับหนานฉีหวางที่เมืองจิ่งโจว รับเฟิ่งอวิ๋นฉีกลับมาเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน
ทว่าระหว่างนั่งรถม้าเข้าประตูเมืองหลวง ไม่รู้ว่าอ๋องหนุ่มตาฝาดหรือคิดมากไป เขาคล้ายเห็นแผ่นหลังคุ้นเคยที่ครึ่งเดือนมานี้ไม่อาจลบออกไปจากความคิด
“ท่านอ๋องมีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่มีอะไร ข้าคงฟุ้งซ่านไปเองหลายวันมานี้มักคิดว่าเจอคนรู้จัก”
“คนรู้จัก?”
“ช่างเถิด”
ในที่สุดก็ถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยวี่ย ทันทีที่เข้าไปในห้องพักของโรงเตี๊ยมเฟิ่งหนิงก็ก้าวไปยังหน้าเตียงนอน หากไม่ติดที่ว่าคอเสื้อด้านหลังของนางถูกคว้าเอาไว้
---อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน ข้าสั่งให้คนนำน้ำร้อนเข้ามาแล้ว---
---แต่ข้าเหนื่อย อยากนอน---
---สกปรก---
เฟิ่งหนิงก้มลงมองสภาพตัวเองด้วยความจนใจ นางคอตกจากนั้นไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็ให้คนส่งน้ำร้อนเข้ามา ชั่วขณะที่เด็กสาวกำลังอาบน้ำอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ก็ค่อยๆ ทยอยกันส่งเข้ามาในห้อง เสียงพูดคุยระหว่างเซี่ยไห่ถางกับเสี่ยวเอ้อร์ทำให้เฟิ่งหนิงที่กำลังจะผล็อยหลับสะดุ้งตื่น
“เสี่ยวหนิงห้ามผล็อยหลับในอ่างน้ำ ออกมาได้แล้ว”
เซี่ยไห่ถางส่งเสียงเรียกนาง ไม่นานหลังจากเสียงสวบสาบเฟิ่งหนิงในชุดสีขาวเตรียมเข้านอนก็เดินออกมาจากฉากกั้น ---เหนื่อยมาก---
---เช่นนั้นก็มานั่งกินอะไรก่อน กินเสร็จเจ้าจะนอนจนถึงบ่ายเลยก็ได้---
---มิใช่ว่าต้องไปจวนอัครเสนาบดีหรอกหรือ---
---ตอนนี้เขาคงเข้าวังหลวง ตอนเย็นเหมาะที่สุด---
เฟิ่งหนิงถอนหายใจออกมาราวกับหนักใจ ---เราสองคนกลับไปที่ทะเลสาบ ใช้ชีวิตเรียบง่ายต่อไปไม่ได้หรือ---
เซี่ยไห่ถางชะงักไปนานมาก ด้วยนี่ก็คือสิ่งที่นางต้องการเช่นกัน หากแต่เมื่อนึกถึงคำพูดของชิงเจี้ยนนางเองก็จนใจ รูปโฉมของเฟิ่งหนิงจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นจนนำภัยและความวุ่นวายมาสู่ตัว
เซี่ยไห่ถางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันใด“เจ้า...แต่งให้อวิ๋นฉี เป็นหนานฉีหวางเฟย เดินทางไปยังชายแดนเหนือพร้อมเขาและจวินหนิง”!!!เซี่ยไห่ถางรู้สึกโกรธจนหน้ามืด ในที่สุดเรื่องที่เฟิ่งหนิงเคยเตือนนางก็เกิดขึ้นแล้ว มีคนต้องการใช้เฟิ่งหนิงข่มขู่บังคับนางจริงๆ และคนผู้นั้นยังเป็นบิดาของเด็กสาวอีกด้วย!!“ทรงรู้หรือไม่เพคะ” เซี่ยไห่ถางไม่ปิดบังความโกรธ “หม่อมฉันสามารถพานางหลบเร้นจนสุดหล้า หากหม่อมฉันทำเช่นนั้น ชาตินี้ทั้งชาติพระองค์จะไม่มีวันได้พบนางอีก”ฮ่องเต้สรวลออกมาเบาๆ “รู้สิ หนานฉีหวางย้ำนักหนาว่าคนเช่นเจ้าไม่อาจบีบบังคับหากเจ้าไม่เต็มใจ เพียงแต่...หากแลกกับอิสระของจวินหนิงเล่า”“ทรงหมายความว่าอย่างไร”“เทียบกับการที่เจ้าต้องพานางหลบๆ ซ่อนๆ หากเจ้ายินยอม...ทั้งเจ้าและจวินหนิงจะกลายเป็นคนของจวนหนานฉีหวาง จวินหนิงจะมีอิสระในการตัดสินใจทุกเรื่องในอนาคต แม้แต่เรื่อง...ราชบุตรเขย”เซี่ยไห่ถางยังคงมองพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจัง “แม้แต่เรื่องที่ว่านางอยากจะกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งหรือไม่?”เห็นอีกฝ่ายชะงักและครุ่นคิดอย่างหนัก หญิงสาวมั่นใจแล้วว่าฮ่องเต้ผู้นี้รักและปรารถนาดีต่อเฟิ่งหนิง
เรื่องที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าวหาได้เป็นเรื่องเท็จ เฟิ่งหนิงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเซี่ยไห่ถางแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่นางกับเฟิ่งอวิ๋นฉีกำลังสนทนากันนั้น ฮ่องเต้ก็กำลังสนทนาอยู่กับเซี่ยไห่ถางในอุทยานหญิงสาวไม่คาดว่าการมาตำหนักเฟิ่งหวงครานี้ กลับมีเรื่องบังเอิญเช่นว่า...ฮ่องเต้เองก็เสด็จมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับนาง นึกถึงสีหน้าเขียวคล้ำที่พยายามข่มกลั้นของฮองเฮา ขณะฮ่องเต้เสด็จมาผิดเวลา กระทั่งให้นางออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาขากลับ หญิงสาวได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นและทูลลาด้วยใบหน้าเรียบเฉย“มาถึงเมืองหลวงหลายวันคุ้นชินบ้างแล้วหรือยัง”“เพคะ”“ได้ยินมาว่าเจ้ากับหนานฉีหวางเคยบังเอิญพบกันก่อนหน้านี้ที่ชายแดนตะวันออก”“เพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังจะพาองค์หญิงจวินหนิงข้ามชายแดนมาต้าเยวี่ย”“แม่นางเซี่ย ก่อนสิ้นใจจอมยุทธ์ชิงเจี้ยนสั่งเสียสิ่งใดไว้หรือไม่ เรื่องเกี่ยวกับ...จวินหนิง”เซี่ยไห่ถางชะงักและหยุดเดิน ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ให้ผู้ติดตามทั้งหมดล่าถอยออกไป หญิงสาวมองบุรุษผู้เป็นถึงผู้ครองแคว้น “เขากล่าวว่าให้พาองค์หญิงกลับเมืองหลวง หากเป็นไปได้ก็ให้นางอยู่ข้างกายหนานฉีหวางเพคะ”เสียงถอนหายใจดังขึ้นราวกลั
---แม้มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ซุบซิบก็คือคนในวังหลวง หากทันทีที่เกิดเรื่องนางก็หาเรื่องข้า เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าฐานะฮองเฮาของนางจะกลายเป็นตัวตลกทันที---เฟิ่งหนิงมีสีหน้าลังเลไม่เห็นด้วย แต่มาคิดดูอีกทีนางก็เห็นว่าเป็นไปได้ ดังนั้นจนถึงที่สุดก็ไม่ได้ดึงดันตามไป ได้แต่มองส่งเซี่ยไห่ถางเดินออกไปจากตำหนักพร้อมกับนางกำนัลและขันทีถึงอย่างนั้น...อยู่ๆ เด็กสาวกลับขมวดคิ้วและเดินออกไปจากตำหนัก ด้านหลังมีนางกำนัลและขันทีรีบตามไปแม้ถามแต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าผู้เป็นนายจะไปที่ใดกระทั่ง...“ถวายพระพรองค์หญิง มาเข้าเฝ้าท่านอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋จื่อมองนางกำนัลและขันทีที่วิ่งตามมาอย่างแตกตื่นเฟิ่งหนิงใช้ภาษามือสนทนากับไป๋จื่อ แต่ชายหนุ่มกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย “กระหม่อม...จะให้คนไปรายงานท่านอ๋อง อีกทั้ง...” เขามองเด็กสาวด้วยท่าทางลังเล “จะให้คนจัดเตรียมกระดาษ พู่กัน?”เฟิ่งหนิงยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าแรงๆภายในห้องโถงตำหนักหล่วนเฟิ่งหลังจากนางกำนัลและขันทีถูกไล่ออกไป เฟิ่งหนิงก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าเฟิ่งอวิ๋นฉีนิ่ง อ๋องหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวมองจนพอใจ จากนั้นก็รินชาส่งให้“มาหาข้าคงมีเร
“เจ้าเลือกข้างแล้ว?”“ข้าเลือกได้ด้วยหรือ ถึงที่สุดหากนางไม่หาทางทำร้ายเฟิ่งหนิงก็แล้วไป แต่หากนางทำข้าย่อมอยู่คนละฝั่งกับนางอยู่แล้ว...”เงาร่างของคนหลายคนกำลังเดินตรงมา เซี่ยไห่ถางมองซ้ายขวาจากนั้นคว้าเอวสอบของชายหนุ่ม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเก๋งริมทะเลสาบ จากนั้นดีดปลายเท้าขึ้นไปยังต้นหูกวาง ไม่นานนางก็พาเฟิ่งอวิ๋นฉีเหินกายขึ้นไปหลบบนหลังคาเก๋งหลังน้อยเสียงสนทนาแผ่วเบาดังเข้ามาเป็นระยะ แผนการวางยาลอบส่งตัวเฟิ่งอวิ๋นฉีให้ซวี่อิงอิงผู้เป็นน้องสาวของฮองเฮา นับว่าวางแผนมาได้ดีมาก หากไม่ใช่เพราะเซี่ยไห่ถางอยู่ผิดที่ผิดเวลา เกรงว่าอิทธิพลของตระกูลซวี่คงมีมากกว่าฮ่องเต้เสียอีกขณะนั่งอยู่บนหลังคาเก๋งมือของหญิงสาวแตะลงไปยังข้อมือของชายหนุ่ม เขาดูไร้เรี่ยวแรงและอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่อาการเหล่านี้นางให้สงสัยว่ามันไม่ใช่เพียงเพราะถูกวางยาเท่านั้นคิ้วเรียวขมวดมุ่นสบตากับเขาในความเลือนราง ทั้งสองไม่อาจพูดคุยส่งเสียง เนื่องจากเบื้องล่างยังคงมีขันที นางกำนัลหลายคนกำลังค้นหาอ๋องหนุ่มครู่ใหญ่กลุ่มคนเหล่านั้นแยกกันไปหาด้านอื่น เซี่ยไห่ถางกระชับแขนที่โอบเอวสอบ “เราสมควรไปจากที่นี่” นาง
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก







