Share

บทที่ 2.4

last update Date de publication: 2026-03-20 07:47:28

ท่ามกลางความสิ้นหวัง...เฟิ่งอวิ๋นฉีอุ้มเด็กหญิงคนหนึ่ง ส่วนอีกมือคว้าข้อมือของเด็กชายวัยไม่เกินหกขวบ กลุ่มคนทั้งหมดถูกล้อมเอาไว้ด้วยกองกำลังที่มากฝีมือ จากจุดที่เขายืนอยู่สามารถมองเห็นประตูป้อมที่เปิดแง้มออก เงาร่างบนหลังม้าที่กำลังควบม้าออกมาตามมาด้วยฝุ่นดิน

ชุดสีน้ำเงินเข้มปลิวสะบัดกับแรงลม เส้นผมยาวสลวยที่ถูกมัดรวบสูงพลิ้วไหวขึ้นลงตามจังหวะการควบขับม้าศึกพ่วงพีสีดำทะมึน

แสงแดดส่องประกายกับกระบี่ที่เพิ่งถูกดึงออกจากฝักซึ่งห้อยอยู่กับบังเหียนม้า

อยู่ๆ ใบหน้าของเฟิ่งอวิ๋นฉีก็ปรากฏรอยยิ้ม หัวใจของเขาเต้นรัวแต่ภาพทุกอย่างก็ราวกับเชื่องช้าลง ชั่วขณะนั้นไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

ทุกคนจะต้องปลอดภัย...

ความวุ่นวายสับสนหลังชาวบ้านสามารถเข้ามาในป้อม ทำให้เฟิ่งอวิ๋นฉีคลาดกับหญิงสาวอีกครั้ง เขาสอบถามคนของตนที่เข้ามาสมทบกระทั่งสามารถพาชาวบ้านเข้ามาในป้อมได้อย่างปลอดภัย แต่ทุกคนล้วนยืนยันว่านางไม่ได้ผ่านเข้าประตูมา

หน้าประตูหลงเหลือเพียงม้าสีดำตัวหนึ่ง แต่คนกลับหายไปแล้ว...

เฟิ่งอวิ๋นฉีขมวดคิ้วมองไปรอบๆ เขามองเห็นแผ่นหลังคุ้นเคยที่กำลังเดินแทรกผู้คนไปยังด้านหนึ่งของกำแพงเมือง รอยยิ้มของเขาเปิดกว้าง ไม่ได้พยายามตามนางไป ไม่ได้ตะโกนเรียก ทั้งไม่ได้พยายามให้คนของเขาหยุดนางเอาไว้

“หนานฉีหวาง?” หวังเหมิงเรียกเขาด้วยความลังเล เมื่อชายหนุ่มหันกลับไป “ท่านอ๋อง!? ทรงอยู่ที่นี่แล้วชายแดนเหนือเล่า!”

“แม่ทัพหวังไม่พบกันนานท่านสบายดีหรือ” เฟิ่งอวิ๋นฉีที่สภาพยังคงมอมแมมและดูเหน็ดเหนื่อยยิ้มบาง เขาเดินเข้าไปหาหวังเหมิงจากนั้นรั้งอีกฝ่ายออกไปให้ห่างจากผู้คน เขายังไม่อยากให้ฐานะของเขาถูกเปิดโปงที่นี่

ระหว่างผละไปอ๋องหนุ่มยังคงมองไปยังทิศทางที่สตรีชุดสีน้ำเงินจากไป หัวใจของเขาคาดหวังที่จะได้พานพบกันอีกสักครา แม้ลึกๆ ตระหนักดีว่ายากเย็นเหลือเกิน...

ข่าวการปะทุของสงครามตงโจวต้าเยวี่ย ทำให้ราชสำนักเริ่มวุ่นวายอีกครั้ง แม้หวังเหมิงรับปากจะปกปิดเรื่องที่พบเจอหนานฉีหวางที่ชายแดนตะวันออก ถึงอย่างนั้นมีคนรักย่อมมีคนไม่ชอบพอ สายของขุนนางที่เป็นอริกับหนานฉีหวางกลับนำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลฮ่องเต้ หวังใช้เรื่องนี้เล่นงานหนานฉีหวาง

ฮ่องเต้มีราชโองการให้เรียกตัวหนานฉีหวางกลับเมืองหลวง แต่ทรงเลือกขันทีที่ทรงไว้วางพระทัยนำรถม้าไปรอรับหนานฉีหวางที่เมืองจิ่งโจว รับเฟิ่งอวิ๋นฉีกลับมาเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน

ทว่าระหว่างนั่งรถม้าเข้าประตูเมืองหลวง ไม่รู้ว่าอ๋องหนุ่มตาฝาดหรือคิดมากไป เขาคล้ายเห็นแผ่นหลังคุ้นเคยที่ครึ่งเดือนมานี้ไม่อาจลบออกไปจากความคิด

“ท่านอ๋องมีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่มีอะไร ข้าคงฟุ้งซ่านไปเองหลายวันมานี้มักคิดว่าเจอคนรู้จัก”

“คนรู้จัก?”

“ช่างเถิด”

ในที่สุดก็ถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยวี่ย ทันทีที่เข้าไปในห้องพักของโรงเตี๊ยมเฟิ่งหนิงก็ก้าวไปยังหน้าเตียงนอน หากไม่ติดที่ว่าคอเสื้อด้านหลังของนางถูกคว้าเอาไว้

---อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน ข้าสั่งให้คนนำน้ำร้อนเข้ามาแล้ว---

---แต่ข้าเหนื่อย อยากนอน---

---สกปรก---

เฟิ่งหนิงก้มลงมองสภาพตัวเองด้วยความจนใจ นางคอตกจากนั้นไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็ให้คนส่งน้ำร้อนเข้ามา ชั่วขณะที่เด็กสาวกำลังอาบน้ำอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ก็ค่อยๆ ทยอยกันส่งเข้ามาในห้อง เสียงพูดคุยระหว่างเซี่ยไห่ถางกับเสี่ยวเอ้อร์ทำให้เฟิ่งหนิงที่กำลังจะผล็อยหลับสะดุ้งตื่น

“เสี่ยวหนิงห้ามผล็อยหลับในอ่างน้ำ ออกมาได้แล้ว”

เซี่ยไห่ถางส่งเสียงเรียกนาง ไม่นานหลังจากเสียงสวบสาบเฟิ่งหนิงในชุดสีขาวเตรียมเข้านอนก็เดินออกมาจากฉากกั้น ---เหนื่อยมาก---

---เช่นนั้นก็มานั่งกินอะไรก่อน กินเสร็จเจ้าจะนอนจนถึงบ่ายเลยก็ได้---

---มิใช่ว่าต้องไปจวนอัครเสนาบดีหรอกหรือ---

---ตอนนี้เขาคงเข้าวังหลวง ตอนเย็นเหมาะที่สุด---

เฟิ่งหนิงถอนหายใจออกมาราวกับหนักใจ ---เราสองคนกลับไปที่ทะเลสาบ ใช้ชีวิตเรียบง่ายต่อไปไม่ได้หรือ---

เซี่ยไห่ถางชะงักไปนานมาก ด้วยนี่ก็คือสิ่งที่นางต้องการเช่นกัน หากแต่เมื่อนึกถึงคำพูดของชิงเจี้ยนนางเองก็จนใจ รูปโฉมของเฟิ่งหนิงจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นจนนำภัยและความวุ่นวายมาสู่ตัว

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.3 จบ

    หญิงสาวหัวเราะ “เขาเป็นกุนซือคู่ใจท่าน พูดถึงเขาท่านต้องทำร้ายเขาทุกครั้งเลยหรือ” เห็นชัดว่าสนิทและไว้ใจกันถึงเพียงนี้“เอาเถิดกลับไปครานี้ข้าให้เขาลาพักออกท่องเที่ยวบ้างก็ได้” เฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจ “แต่อยู่ที่เขาว่าจะยอมไปหรือไม่นะ”...ปีนั้นมีบันทึกกล่าวว่าหนานฉีหวางและหวางเฟยไม่อยู่ที่หลานโจว ผู้ที่นำกองทัพมีชัยเหนือต้าหวางเป่ยโจวคือองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ศิษย์รักของหนานฉีหวางผู้ซึ่งลือกันว่านางพูดไม่ได้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงที่ใดก็ล้วนมีแต่เสียงชื่นชม หนานฉีหวางเก่งกาจแม้ไร้วรยุทธ์ หนานฉีหวางเฟยเองก็ไม่แตกต่าง ปีนั้นนางนำทัพมีชัยเหนือองค์หญิงตัวเอ่อซือซือ กระทั่งตอนนี้องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเองก็เป็นดังลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นต่อมาบันทึกต้าเยวี่ยยังกล่าวว่าหนานฉีหวางทรงร่างกายอ่อนแอ หวางเฟยทรงอยู่เป็นเพื่อนสวามีเงียบๆ ในจวน เรื่องการทหารและการรบ ล้วนมีองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงดูแลทั้งสิ้น แม้แต่ราชบุตรเขยเองก็เป็นบุรุษที่แต่งเข้าจวน ทั้งยังทำหน้าที่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดหลายสิบปีต่อมา...บนเตียงนอนกว้างใหญ่เฟิ่งอวิ๋นฉีในวัยหกสิบห้านอนหายใจรวยริน เขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี บัดนี้อาการหนักไม่อาจ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.2

    เขาฟังประโยคนั้นของนางด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีความสุขมาก และแน่นอนข้ายินดี”“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไป ลุกขึ้นได้”“หา” เฟิ่งอวิ๋นฉีกะพริบตามองนาง “ไป ไปไหน”“ก็เข้าหอน่ะสิ” นางกล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง “ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นบุรุษที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องดังเช่นที่ท่านเคยกล่าวหรือไม่”“ชะ ช้าก่อน หวางเฟย นี่เจ้า”เซี่ยไห่ถางเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะออกมา “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ต้องจริงจังถึงเพียงนี้?”เฟิ่งอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าล้อเล่น?” เขาหน้าบึ้ง “แต่ข้าจริงจังนะ” กล่าวจบเขาก็อุ้มนางขึ้นจากนั้นเดิมไปที่เตียงม่านหน้าเตียงสีแดงถูกปลดลง เจ้าสาวเจ้าบ่าวส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลังหยอกล้อกันไปมาในที่สุดก็เงียบเสียงลง หลงเหลือเอาไว้เพียงความสุขที่ลอยละล่องในอากาศ...บ่าวสาวในที่สุดก็เข้าหอแล้วสามปีต่อมา...ริมทะเลสาบไม่ไกลจากเสวี่ยซาน ปรากฏกระท่อมหลังเล็กที่สร้างขึ้นลวกๆ ข้างๆ กันนั้นหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังยืนเคียงข้างกันพร้อมกับมองไปหลุมศพสองหลุม เซี่ยไห่ถางไม่นึกว่านางต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้“เฟิ่งอวิ๋นฉี”“ว่าอย่างไร”“รู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้สำคัญ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.1

    บทส่งท้ายหลังจากสงครามจบลงเซี่ยไห่ถางนอนหลับไปนานถึงสองวันสองคืน เฟิ่งอวิ๋นฉีเห็นว่านางเหน็ดเหนื่อยจึงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นานๆ ครั้งจะออกไปยังห้องหนังสือหาตำราให้เฟิ่งหนิงอ่าน จากนั้นชี้แนะนางสักหลายประโยคแล้วรีบกลับไปยังเรือนพักกระทั่งวันที่สามหวางเฟยจึงตื่นเต็มตาทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าภาพแรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้าตรู่ นั่นก็คือใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสวามี เขาเองก็หลับสนิทไม่รู้สักนิดว่านางกำลังนอนจ้องหน้าตนอยู่ภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันนั้นยังคงติดตา เฟิ่งอวิ๋นฉีที่จ้องจอกสุราในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด อยู่ๆ เซี่ยไห่ถางก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเสกสมรสเขาพยายามคล้องแขนดื่มสุรามงคลกับนาง“ตื่นแล้วหรือ” เขางัวเงียตื่น “หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินข้าวเลยได้แต่ดื่มน้ำแกง เหนื่อยมากกระมังออกศึกบางคราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ” เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้า“เฟิ่งอวิ๋นฉี นี่มันหน้าที่ของสาวใช้”“ข้ารู้ แต่สองวันมานี้ข้าสั่งไม่ให้พวกนางเข้ามาใกล้เรือนพักเพราะเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า” เขาช่วยนางล้างหน้าล้างตาอย่างคล่องแคล่ว“สองวัน? เช่นนั้นท่านเองก็ไม่ได้ไปที่ค่าย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.5

    ตัวเอ่อซือซือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางรู้ว่าเซี่ยไห่ถางทำเช่นนี้ก็เพื่อยั่วยุตน “อาวุธไร้ตา หากเกิดการล้มตายก็อย่าได้ดึงสองแคว้นมาเกี่ยวพัน”“ได้” เซี่ยไห่ถางใช้สองขาหนีบท้องม้า นางดึงกระบี่ออกมาจากนั้นกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง กระบวนท่าที่หนึ่ง...การจู่โจมจากบนหลังม้า!กล่าวถึงการใช้กระบี่... กระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยนยังนับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า กำลังภายในของเซี่ยไห่ถางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ของนางที่เดิมทีเป็นนักฆ่า การลงมือจึงทั้งเด็ดขาดและดุดันไม่นานตัวเอ่อซือซือผู้ซึ่งเป็นนักรบหญิงจากทุ่งหญ้า ทั้งยังนับเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ตอนนี้กลับตกลงจากหลังม้าล้มกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าม้าของตัวเอ่อซือซือแตกตื่นวิ่งกลับไป เซี่ยไห่ถางเองก็กระโดดลงจากหลังม้า นางปล่อยให้ม้าเดินออกไปจากวงการต่อสู้ “หนึ่งกระบวนท่า ท่านพ่ายแพ้ต่อไปต้องการต่อสู้แบบใด”ตัวเอ่อซือซือโกรธจนพุ่งเข้ามา นางกำลังจู่โจมด้วยหมัดมวย กระบวนท่าทั้งหนักแน่นและดุดัน เพียงแต่เซี่ยไห่ถางกลับโอนอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว นางใช้เพียงฝ่ามือทานข้อมือที่จู่โจมเข้ามา ไม่นานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของตัวเอ่อซือซือออกไป“ความโกรธไม

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.4

    “เป็นเจ้า!” องค์หญิงของเป่ยโจวชี้มือไปยังเซี่ยไห่ถาง จดจำได้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้าไปในกระโจมของตน “เจ้านั่นเองที่ลอบเข้าไปในกระโจมของข้า”ตัวเอ่อซือซือไสม้าเข้ามาใกล้กำแพงเมืองโดยไม่ฟังเสียงห้ามของทหารเซี่ยไห่ถางยกมือห้ามพลธนูไม่ให้ทำร้ายอีกฝ่าย สงครามดูเหมือนจะยุติหากยังสังหาร หรือลงมือทำร้ายองค์หญิงของเป่ยโจว นั่นจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สงครามดำเนินต่อไป สองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตาย นางไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก“องค์หญิงทรงหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ”“เจ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าปลอมตัวเข้าไปช่วยหนานฉีหวางในกระโจมของข้า”เซี่ยไห่ถางหัวเราะ “องค์หญิงทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและหนานฉีหวางไม่เคยข้ามชายแดนไปยังเป่ยโจว เช่นนั้นจะเข้าไปในกระโจมขององค์หญิงได้อย่างไร แม้สวามีของหม่อมฉันแต่งชายาแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ยังคงต้องรักษา การที่ทรงตรัสว่าเขาอยู่ในกระโจมของพระองค์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องเสียหายนะเพคะ”ไม่มีหลักฐานทั้งยังจับคนไม่ได้ ตัวเอ่อซือซือเจ็บใจยิ่งนัก “เจ้าเคยพูดว่าหากสามารถเอาชนะเจ้าในสามกระบวนท่า ไม่ว่าผู้ใดล้วนสามารถเข้าจวนหนานฉีหวางฝู่ เป็นถึงหวางเฟยเจ้าคงไม่

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.3

    ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นๆ ออกไป จะอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นฮองเฮา เขาย่อมให้เกียรตินางไม่อาจให้ขุนนางหรือคนอื่นๆ เห็นนางเป็นเช่นนี้ในห้องโถงกว้างขวางมีฮ่องเต้ ฮองเฮา เฟิ่งอวิ๋นฉี ซวี่เลี่ย และซวี่เหิง รอบด้านมีองครักษ์เกราะดำยืนหันหลังคอยคุ้มกัน ฮองเฮามองไปยังเฟิ่งอวิ๋นฉีด้วยดวงตาเกลียดชัง“ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า!”“กระหม่อมรั้งอยู่ชายแดนเหนือมาโดยตลอด ไม่เคยล่วงเกินพระองค์เลยสักครั้ง ที่ทรงมาถึงวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทรงทำตัวเองทั้งสิ้น”ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดที่ถูกโยนโครมมาให้ เขารู้ว่าฮองเฮาวางแผนทำอะไร เขาไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเองเพราะรู้ดีว่าซวี่เหิงเป็นแม่ทัพที่เห็นแก่ส่วนรวมการกระทำทั้งหมดนั้นแม่ทัพซวี่ไม่เคยรู้เห็น ดังนั้นจะจัดการกับฮองเฮามีเพียงให้คนตระกูลซวี่จัดการจึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดซวี่เลี่ยวางแผนสังหารซวี่เหิงแต่อีกฝ่ายรอดมาได้ กองทัพตระกูลซวี่กว่าครึ่งเป็นคนของซวี่เหิง ดังนั้นเมื่อเกิดการต่อสู้เมื่อคนของซวี่เหิงเห็นผู้เป็นนายก็ชะงักการจู่โจม มีเพียงคนของซวี่เลี่ยบุกเข้ามาและพาตัวเข้ามาถึงจุดจบฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เย็นชา “นับจากวันนี้เจ้าจะถูกส่งต

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.3

    หลี่กงกงเห็นท่าไม่ดีกำลังพุ่งตัวไปยังประตู ถึงอย่างนั้นเขาที่นับว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือกลับถูกหญิงสาวร่างเล็กคว้าตัวเหวี่ยงกลับเข้าไปในห้อง“คิดหนี? ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่!!!”กลิ่นกำยานหอมหวนฉุนจมูกทำให้สติของหญิงสาวเริ่มพร่าเลือนไม่เป็นตัวของตัวเอง นางสบถจากนั่นฟาดฝ่ามืออันรุนแรงเข้าจู่โ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.2

    พิธีเสกสมรสถูกกำหนดวันแน่นอนแล้ว เซี่ยไห่ถางยุ่งง่วนเพราะชุดต่างๆ ล้วนต้องเร่งตัดให้ทันวันงาน กว่านางจะรู้ว่าเฟิ่งหนิงถูกเชิญไปยังตำหนักของซูเฟยก็เป็นเวลากลางยามเซิน[1] นางกำนัลตำหนักเฟิ่งซีเพียงรู้มาว่าซูเฟยอยากให้เฟิ่งหนิงไปอยู่เป็นเพื่อน แต่หลายชั่วยามแล้วคนกลับเงียบหายยังไม่ทันได้ออกตามหาคนขัน

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.1

    หลังงานเลี้ยงต้อนรับกลับวังหลวงอันยิ่งใหญ่ขององค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง หาได้ทำให้ผู้คนสนใจมากไปกว่าการที่หนานฉีหวางรับองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเป็นศิษย์สาเหตุหนึ่งผู้คนมองว่าอ๋องหนุ่มเป็นบุรุษทั้งยังเป็นจอมทัพที่ไร้วรยุทธ์ องค์หญิงจะเรียนรู้สิ่งใดจากเขากันแน่แต่อีกสาเหตุที่ผู้คนให้ความสนใจยังคงเป็นคานอำ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.4

    “เสด็จอาเสด็จมาก็ดีแล้ว มีนางกำนัลเห็นว่ามีคนลอบเข้าไปด้านในตำหนักหมู่ตาน บุรุษผู้นั้นก็คือคุณชายลู่ เจ้ากรมโยธาธิการเองก็เพิ่งทราบเรื่อง”“อ้อ ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นนี้” อ๋องหนุ่มพยักหน้าราวเพิ่งรู้เรื่อง“รีบเข้าไปกันเถิดเพคะ ชักช้าคนอาจหนีไปได้ กล้าวางแผนทำเช่นนี้ในวังหลวงต้องจับมาลงโทษให้สาสม” นั

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status