Mag-log inองค์ชายห้าอู่ห่าวหรานนั่งมองร่างบางที่เดินจากไปอย่างครุ่นคิด ไม่อยากเชื่อเลยว่าจู่ ๆ จะมีแสงสว่างโผล่เข้ามาให้ความหวังกับเขาอีกครั้ง เขานั่งปลงตกกับชีวิตตนเองว่าอย่างไรก็ไม่มีทางกลับมาเดินได้อีกแล้ว ทุกวันเขานั่งมองปลาที่แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำอย่างอิสระด้วยความอิจฉา
แต่แล้ววันนี้นางผู้มีวัยเพียง13ปี กลับสามารถบอกว่ารักษาได้ เขายอมเสี่ยงและวัดใจให้เงินนางไปก่อนสองพันตำลึง และอดทนรอวันที่นางพร้อมที่จะมารักษาเขา การเดิมพันครั้งนี้เขายอมรับว่าตั้งความหวังเอาไว้สูง หากว่านางรักษาเขาได้จริง ๆ เขาจะเพิ่มเงินให้นางอย่างแน่นอน “องค์ชายคิดว่านางจะทำได้จริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ นางยังเยาว์วัยนักเชื่อถือได้จริงหรือ?” โม่โฉวเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมเข็นเขาไปตามทางกลับตำหนัก “ข้าเชื่อว่านางไม่โกหกเพียงแต่เจ้าเล่ห์เกินไปหน่อย แต่คนเราที่ทำไปก็คงมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น นางคงต้องการใช้เงินจริง ๆ” “เรื่องที่มีคนทำคุณไสยนางบอกเป็นคนที่วังหลวง องค์ชายจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ?” “เราต้องสืบเรื่องนี้อย่างจริงจังรวมถึงใครที่อยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายข้าด้วย การมาอยู่นอกเมืองเช่นนี้เป็นเรื่องดีเราจะได้เริ่มสืบกันโดยไม่มีใครสงสัย” องค์ชายห้าครุ่นคิดหากว่าคนที่ทำคุณไสยเขาอยู่ที่วังหลวง ก็น่าจะเป็นคนเดียวกันที่ลอบทำร้ายเขา เรื่องนี้เขาต้องสืบรู้ให้แน่ชัด ราชวงศ์อู่ปกครองราชบัลลังก์โดยฮ่องเต้อู๋ห่าวเทียน เขามีฮองเฮา หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟยมารดาของเขาที่ถูกปลด และสนมขั้นอื่น ๆ อีกมากมาย ฮ่องเต้มีพระโอรสกับฮองเฮาสองพระองค์และองค์หญิงหนึ่งพระองค์ หวงกุ้ยเฟยมีพระโอรสสองพระองค์พอตั้งครรภ์บุตรคนสามก็เกิดแท้งขึ้นมาเมื่อห้าปีก่อน พระสนมกุ้ยเฟยถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคนทำและถูกปลดมาเป็นสนมขั้นผิน และให้ย้ายมาอยู่ที่วังเหมันต์ พระสนมกุ้ยเฟยมีโอรสหนึ่งพระองค์คือองค์ชายห้า ราชวงศ์แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่ออำนาจ เหล่าขุนนางตระกูลต่าง ๆ ตั้งตนสนับสนุนองค์ชายที่พวกเขาคิดว่าจะพาให้พวกเขารุ่งเรือง องค์ชายห้าที่โดดเด่นขึ้นมาเพราะออกรบและชนะศึกนับครั้งไม่ถ้วน จึงกลายเป็นโอรสองค์โปรดของฮ่องเต้ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลาย ๆ คน ถึงแม้ฮ่องเต้จะแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาทแล้วก็ตาม แต่หลายคนก็ยังคงหวาดระแวงกลัวว่า ฮ่องเต้จะเปลี่ยนพระทัย หนิงอันกลับมาถึงบ้านเมื่อยามบ่าย นางได้ให้เงินกับจางมู่ซวนไปหนึ่งร้อยตำลึง เขาทำท่าว่าจะไม่รับเพราะมากเกินไป แต่หนิงอันบอกเขาว่า ในวันข้างหน้านางยังคงต้องมีอะไรให้รบกวนเขาอีกเยอะ เขาจึงรับไปอย่างสบายใจ หนิงอันรีบปรึกษาเรื่องการสร้างบ้านใหม่ เพราะที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องทำให้มันมั่นคงและแข็งแรง แต่ว่าฮุ่ยหมิ่นเป็นกังวลกลัวว่าหากนำเงินไปใช้แล้ว หนิงอันรักษาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร เก็บเงินเอาไว้ก่อนดีหรือไม่? หากรักษาไม่ได้ก็แค่คืนเงินเขาไป “หนิงอันเจ้าแน่ใจหรือว่ารักษาองค์ชายได้?” “แน่ใจเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องกังวลเชื่อใจข้านะเจ้าคะ” ฮุ่ยหมิ่นถอนใจออกมาอีกครั้งก่อนจะหันไปมองฮุ่ยเหม่ยด้วยสีหน้าหนักใจ นางจึงจับมือเขาไปตบเบา ๆ บนหลังมือเขา และส่งสายตาว่าให้เชื่อใจนาง “เดี๋ยวข้าจะไปเดินสำรวจพื้นที่แถวนี้กับฮุ่ยอิงเจ้าค่ะ เพราะตอนนี้ข้ามีความคิดอยากหาเงินเต็มไปหมด หัตถ์ทองคำต้องเริ่มทำงานเสียทีเจ้าค่ะ” “หัตถ์ทองคำคืออะไรหนิงอัน?” ฮุ่ยอิงเอ่ยถามอยากสงสัย “มันก็คือมือของข้าที่สวรรค์ประทานให้ เพื่อให้ข้าหาเงินได้ง่ายขึ้น” หนิงอันเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเบิกบาน “จริงเหรอ? ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่างนี้พวกท่านก็ไม่ต้องกังวลแล้วเจ้าค่ะพวกเราต้องเชื่อใจนางนะเจ้าค่ะและข้าก็ช่วยนางอีกแรง” ฮุ่ยหมิ่นและฮุ่ยเหม่ยหันมายิ้มให้กันอย่างผ่อนคลาย หากเป็นอย่างที่นางว่าคงดีไม่น้อยจะได้หลุดพ้นจากชีวิตที่ยากลำบากนี้เสียที “เอาละพวกข้าจะเชื่อใจหนิงอัน พวกเจ้าไปเถอะระวังตัวด้วย” หนิงอันหยิบร่ม เสียมอันเล็กและตะกร้าสานมาคล้องบนหลัง ส่วนฮุ่ยอิงหยิบเสียมอันเล็กและตะกร้าสานมาคล้องบนหลังเช่นกัน ทั้งสองมีสีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม แต่แล้ววิญญาญพี่สาวของหนิงอันก็ลอยมายืนอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคน “หนิงอันแปลกมากเลยวิญญาณของข้าเหมือนจะมีพลังขึ้นมา สามารถสัมผัสสิ่งของได้เจ้าดูนี่สิ” นางลองหยิบถ้วยชาขึ้นมาให้หนิงอันดู ทุกคนมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างตกตะลึง และเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาเพราะว่าไม่มีใครไม่กลัวผี “เป็นวิญญาณของพี่สาวข้าเองไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ เหมือนว่าตอนนี้นางจะเริ่มหยิบจับสิ่งของได้แล้ว คงจะเกี่ยวกับพลังที่ข้าได้รับ จากการที่ช่วยเหลือผู้คนในวันก่อน หากเป็นเช่นนี้ข้าจะเปลี่ยนชื่อให้นางเป็นหนิงฮวา ข้าเชื่อว่าต่อไปนางอาจปรากฏตัวได้” “ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นความจริง ชื่อหนิงฮวาดี ๆ เปลี่ยนชื่อแบบนี้ก็ดี นางจะได้จะหลุดพ้นโชคชะตาอันอาภัพนี้เสียที” ฮุ่ยเหม่ยเอ่ยออกมาน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อยที่วิญญาณของนาง เหมือนจะได้รับพลังและสามารถหยิบจับสิ่งของได้ และในวันข้างหน้าพวกนางก็อาจได้เห็นนางอีกครั้ง “ข้าต้องไปแล้วพี่หนิงฮวาฝากดูแลทางนี้ด้วยนะเจ้าค่ะ หากอยากสื่อสารอะไรก็เขียนลงในกระดาษเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่จะได้อ่านได้” “ได้เจ้าไปเถอะ” หนิงอันและฮุ่ยอิงพากันเดินลัดเลาะทุ่งหญ้าจนมาถึงเนินเขา ก่อนจะหยุดยืนมองกลับไปยังจุดที่จากมา เห็นเพียงหลังคาบ้านที่อยู่ไกลออกไป “โอ้โหฮุ่ยอิงพวกเราเดินมาไกลเหมือนกันนะ หากว่ามาไกลเช่นนี้สงสัยต้องได้ค้างคืนอยู่ในป่าเพราะหากต้องเดินทางกลับคงมืดค่ำพอดี” “หากต้องค้างในป่าพวกเขาต้องเป็นห่วงพวกเราแน่” “ไม่เป็นไรเดี๋ยวข้าให้พี่หนิงฮวาเขียนลงในกระดาษบอกท่านพ่อท่านแม่ ว่าพวกเราปลอดภัยดีและคงต้องค้างคืนอยู่ที่สักคืน” “จริงด้วยข้าลืมไปเลย” ฮุ่ยอิงพอได้ยินก็ร้องออกมาอย่างโล่งใจ จริงด้วยมีวิญญาณของหนิงฮวาคอยสื่อสารกับหนิงอันแบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่า บิดาและมารดาจะเป็นห่วง แบบนี้ก็สำรวจพื้นที่อย่างสบายใจ “หนิงอันถ้าเช่นนั้นพวกเราก็สำรวจให้ทั่วไปเลยไหน ๆ ก็ได้มาแล้ว” “ข้าก็คิดแบบนั้นแหละ เพราะข้ามีความใฝ่ฝันอยากเดินป่าดูสักครั้ง อย่ามัวเสียเวลาเลยเราไปกันเถอะ แต่ว่าเราต้องไม่เดินบนเส้นทางที่ชาวบ้านเขาเดินกัน เพราะแบบนั้นเราจะไม่พบอะไรอย่างแน่นอน” “แต่ว่าแบบนั้นมันจะอันตรายมากเลยนะ อาจพบเจอสัตว์ป่าที่ดุร้ายข้ากลัว” “มากับข้าเจ้าไม่ต้องกลัวไปกันเถอะ” หนิงอันเดินนำออกไปพร้อมใช้เสียมอันเล็กแหวกทางเพื่อเดินนำฮุ่ยอิงที่เดินตามหลัง หนิงอันใช้มือสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อย เพื่อรอให้ระบบบอกนางหากเจอสิ่งใดที่มีประโยชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยินเสียงระบบบอกสิ่งใด สงสัยต้องเข้าไปให้ลึกกว่านี้อีก หนิงอันพาฮุ่ยอันเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งเข้าไปในป่าลึกแสงแดดก็เริ่มหดหาย แต่หนิงอันก็ยังคงเดินต่อไปพร้อมกวาดตามองสิ่งที่เรียกว่าสมุนไพรหายาก แต่แล้วหนิงอันก็ก้าวพลาดเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอจึงมองไม่เห็น ด้วยสัญชาตญาณนางจึงรีบคว้าร่างของฮุ่ยอิง จึงทำให้ตกลงไปในหลุมนั้นด้วยกันทั้งสองคน ตูม!! สองร่างตกลงมายังแอ่งน้ำด้านล่างที่มีระดับน้ำสูงท่วมหัว หนิงอันรีบตรงเข้าช่วยฮุ่ยอิงที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก่อนจะว่ายน้ำพาไปยังโขดหิน ฮุ่ยอิงสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวและหวาดกลัว หนิงอันดึงร่างของนางมากอดปลอบใจ “ไม่ต้องกลัวเจ้าปลอดภัยแล้ว ตรงนั้นเหมือนจะมีถ้ำเดี๋ยวข้าจะก่อไฟเจ้าจะได้ไม่หนาว” หนิงอันเดินไปสำรวจถ้ำก่อนจะวางตะกร้า เสียมและร่ม จากนั้นก็เดินไปหาเก็บฟืน มากองเอาไว้ในถ้ำ ก่อนจะไปหยิบร่มมากาง “หากข้าขอไม้ขีดไฟพลังของข้าจะลดไปเท่าใด?” “ตอนนี้ร่มเป็นสีแดงสีก็จะลดไปเป็นสีชมพู แต่หากเจ้าลองจุดไฟด้วยตนเองจากสีแดงก็อาจจะเป็นสีส้มเลยนะ” พอได้ยินว่าร่มจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม หนิงอันก็ฮึดสู้ขึ้นมา รีบไปหยิบกิ่งไม้แห้งมาถูกันไปมาอย่างตั้งใจ ฮุ่ยอิงรีบลุกขึ้นมาช่วยหลังจากหายตกใจแล้ว ผ่านไปหนึ่งก้านธูปก็ยังไร้วี่แววว่าไฟจะลุกขึ้นมา หนิงอันเริ่มเหนื่อยและเริ่มท้อ น้ำตาเริ่มไหลออกมาเพราะมือของนางเริ่มพองและรู้สึกเจ็บ แต่ก็พยายามกัดฟันถูไม้ต่อไปอย่างอดทน จนสุดท้ายก็เริ่มมีควันไฟแล้วไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นมา หนิงอันรีบนำไปวางกับเศษไม้ พอไฟเริ่มติดนางก็นำไม้มาสุมมากขึ้น ไม่นานกองไฟก็ลุกโชน หนิงอันยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ ถึงแม้จะน้อยใจในโชคชะตาในคราแรก แต่พอเห็นผลงานที่ทำขึ้นมาจนสำเร็จด้วยตนเอง นางก็รู้สึกภูมิใจจนน้ำตาไหลเช้าวันต่อมาเมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณกระทบยังขอบฟ้า เสียงนกเสียงกาเริ่มขับขานเป็นสัญญาณว่าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง ชาวบ้านหมู่บ้านเฉินอันที่เมื่อวานกลับมาบ้านพร้อมไข่ทองคำคนละลูกสองลูก พอมาวันนี้พวกเขาก็รีบตื่นนอนกันแต่เช้า บางคนแทบไม่ได้นอนเพราะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ บางคนกังวลว่าหากนอนแล้วอาจจะตื่นสาย แล้วไปไม่ทันคนอื่นจึงไม่กล้านอน สภาพเช้านี้ของทุกคนจึงอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนกันแทบทุกคนหนิงอันและหนิงฮวาลุกขึ้นมาต้มโจ๊กหม้อใหญ่ไว้รอพวกเขา เพราะคาดเดาว่าพวกเขาคงจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับอย่างแน่นอน อีกทั้งหนิงอันและหนิงฮวายังช่วยส่งพลังไปที่หม้อต้มโจ๊ก เพื่อให้ทุกคนได้กินแล้วมีพลังในการทำงาน หนิงอันสอบถามบิดาเรื่องไข่ทองคำว่า เขาเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นใช่หรือไม่ แต่เขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำ หนิงอันจึงครุ่นคิดหากว่าเขาไม่ได้ทำก็อาจจะเป็นสวรรค์ที่ประทานโชคมาให้ทุกคนเมื่อทุกคนมาถึงก็รับรู้ถึงกลิ่นหอมของอาหาร ที่ลอยคลุ้งอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทุกคนหลับตาพร้อมสูดกลิ่นเข้าไปอย่างลืมตัว กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวมันทำให้พวกเขารู้สึกหิวขึ้นมาทันที โครกคราก! เสียงท้องของพวกเขาร้องดังขึ้นมาอย่าง
หนิงอันเดินกลับมาที่กระโจมที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้อยู่ ยามนี้มีเด็กสาวรวมแล้วสามสิบคน พวกนางกำลังนั่งหัดเขียนอักษร หากให้เดาคงเป็นบิดาของนางที่สอนให้พวกนางหัดเขียนเป็นแน่ แบบนี้ก็ดีเติบโตไปจะได้อ่านออกเขียนได้ พอคิดมาถึงตรงนี้หนิงอันก็คิดว่าทุกหมู่บ้านควรมีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ นางต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายห้า เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก ยุคนี้จะเน้นให้เด็กผู้ชายได้เรียนหนังสือมากกว่าเด็กผู้หญิง แต่นางคิดว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือเท่าเทียมกัน นางจะทำให้ทุกหมู่บ้านมีการศึกษาที่ดี เพื่อลดการเหลื่อมล้ำของชนชั้น ทุกครอบครัวมีรายได้อยู่ดีกินดี นางจะทำให้เมืองตงซิ่วเจริญรุ่งเรืองและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ก็อยากมาเที่ยวชมยามนี้องค์ชายห้าขาหายดีแล้ว เมื่อเขาก้าวเข้ามาดูแลเมืองตงซิ่วอย่างจริงจังและมีนางคอยให้คำแนะนำ นางเชื่อว่าทุกอย่างต้องไปได้ดีอย่างแน่นอนหนิงอันเดินมาทรุดนั่งข้างหนิงฮวา ที่กำลังช่วยหัดให้เด็กน้อยเขียนตัวอักษร ส่วนบิดานั่งจิบชาอย่างผ่อนคลาย“เมื่อกี้มีคนอยากมาลองดีเจ้าค่ะคงอยากทดสอบข้า พี่หญิงตอนนี้เรามีศัตร
จ้าวลัทธิหอบร่างกายอันบอบช้ำอย่างหนักกลับมาที่ถ้ำบนภูเขาสูงชัน พอเขาเข้ามาถึงภายในถ้ำก็ได้กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง นางมารเล็บแดงหันมาเห็นถึงกลับทะลึ่งตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เขาพลาดท่าเสียทีให้ใครหรือ นางรีบตรงเข้าไปพยุงร่างของเขามาที่เตียง“เกิดอะไรขึ้น?”“ข้ารับปากนายอำเภอชุนลี่ถังว่าจะจัดการองค์ชายห้าให้ แลกกับการปิดหูปิดตาเรื่องเด็กที่เสียชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าองค์ชายห้ามีเด็กแฝดนรกคอยปกป้องเขาอยู่” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้เจ็บใจและเคียดแค้น พลาดท่าเสียทีให้เด็กมันน่าขายหน้าชะมัด!“เด็กแฝดนรก?”“ใช่ พลังปราณของพวกนางแข็งแกร่งมาก ข้าสูญเสียคนมีฝีมือไปถึงยี่สิบคน วิชาของพวกนางก็แปลกประหลาดเกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเห็น แต่ที่น่าสนใจก็คือหัวใจของพวกนางทั้งสองคน” พอได้ยินคำว่าหัวใจนางมารเล็บแดงก็หูผึ่ง“หัวใจของพวกนางทำไมหรือ?”"หัวใจของพวกนางเป็นปราณทิพย์บริสุทธิ์ หากได้มาทำยาก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเด็กอีก70ชีวิต”นางมารเล็บแดงพอได้ยินใจก็เต้นระริกด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างยากจะระงับ หัวใจที่มีปราณทิพย์บริสุทธิ์ นางเฝ้ารอมาหลายพันปียังไม่เคยพบเห็น สงสัยนางต้องลงไปจัดการด้วยต
โม่โฉวเข็นองค์ชายมายังล้านกว้างกลางวังเหมันต์ โดยมีลี่หยาง หนิงอัน หนิงฮวา และทหารองครักษ์อีก100นาย บนกำแพงมีกลุ่มนักฆ่ายืนอยู่ข้างบนราวยี่สิบคน ทุกคนล้วนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า จ้าวลัทธิสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วยเช่นกัน เขามององค์ชายห้าด้วยแววตาเย้ยหยันแกมสมเพช ก็แค่คนพิการคนหนึ่งจัดการง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก สององครักษ์ข้างกายองค์ชายฝีมือจะสักเท่าไหร่กันเชียว“หากองค์ชายยอมสละชีวิต ทุกคนก็จะปลอดภัย”จ้าวลัทธิเอ่ยขึ้นมา องค์ชายห้ายังคงนั่งนิ่งโดยมีโม่โฉวและลี่หยางมายืนประกบซ้ายขวา หนิงอันหันไปมองหนิงฮวาแล้วหันกลับไปมองชายที่ยืนอยู่บนกำแพง จากนั้นพวกนางก็เดินไปอยู่ด้านหน้าขององค์ชายแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีมั่นใจ“ท่านลุงหากท่านยอมสละชีวิตทุกคนก็จะปลอดภัยเช่นกัน”“...”องค์ชายห้ารีบเมินหน้าไปมองที่อื่นเพราะเขาแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ ลี่หยางและโม่โฉวก็เช่นกัน พวกเขากลั้นขำจนใบหน้าบิดเบี้ยว หนิงอันตัวน้อยท่าทางและคำพูดของเจ้ามันตลกจริง ๆจ้าวลัทธิมองสองดรุณีน้อยวัยเยาว์พลางนึกขัน พวกนางช่างไม่หวาดกลัวอันตรายเลยสักนิด แต่ว่าเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงปราณทิพย์อันบริสุทธิ์ นางสองคนเป็นใ
“หนิงอันเจ้าเชื่อข้าจริง ๆ นะ” พระสนมเอ่ยถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ยามนี้รู้สึกโล่งใจที่นางไม่เชื่ออย่างที่ตาเห็น ว่าแต่ใครกันนะคิดแผนการใส่ร้ายนางเช่นนี้ หากหนิงอันจับไม่ได้เสียก่อนพวกนางก็คงถูกพิษไปแล้ว เกลือเป็นหนอนเช่นนี้เห็นทีคงต้องตรวจสอบคนในวังกันใหม่หมด“หนิงอันข้าต้องขอโทษที่ต้องให้เจ้ามาพบเจอเรื่องเช่นนี้” อู๋ห่าวหรานเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นางอุตส่าห์มาช่วยรักษาเขาแท้ ๆ ใครกันนะที่คิดแผนชั่วช้าเช่นนี้ได้ คิดจะฆ่านางและโยนความผิดให้มารดาของเขา แผนยิงนกครั้งเดียวได้ถึงสองตัวอำมหิตเกินไปแล้วหนิงอันลุกขึ้นมาอย่างช้า ๆ นางมองพระสนมและองค์ชายห้าอย่างเห็นใจและสงสาร นางและพวกเขามีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก เขาถูกพิษจนเดินไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ออกศึกสู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมือง ระบบราชวงศ์แก่งแย่งชิงดีหากไม่แข็งแกร่งจริง ๆ ก็ยากที่จะยืนหยัดอยู่ได้ พระสนมถูกวางยาทั้ง ๆ ที่ถูกปลดให้เหลือยศเพียงแค่พระสนมขั้นผิน องค์ชายถูกทำคุณไสยให้เจ็บปวดทรมานในวันพระจันทร์เต็มดวง จิตใจของคนพวกนี้ทำด้วยอะไรกันนะเลือดเย็นเหมือนใจคนที่จริงนางก็ไม่อยากเอาตัวเองมายุ่งกับเรื่องนี้
ชาวบ้านในหมู่บ้านเฉินอันเริ่มหวาดกลัวฆาตกรโรคจิตจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ขนาดอยู่ในบ้านฆาตกรยังเข้ามาฆ่าเด็กได้ ทางการก็เหมือนจะไม่สามารถจัดการอะไรได้ ยามนี้ทุกคนจึงเริ่มหวาดผวาอย่างหนัก จนสุดท้ายต้องไปรวมตัวกันที่หน้าบ้านจางมู่ซวน แต่ว่ายามนี้เขาไม่อยู่เพราะไปถางหญ้าให้หนิงอัน พวกเขาจึงได้แต่นั่งรอด้วยความอดทนเมื่อจางมู่ซวนกลับมาถึงก็ต้องแปลกใจที่เห็นชาวบ้านมากมายมารอเขาอยู่เต็มหน้าบ้าน“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านท่านกลับมาแล้ว”“มีอะไรกันหรือ?”“จางมู่ซวนตอนนี้พวกข้าหวาดกลัวมากเลย ได้ข่าวว่าเด็ก ๆ ที่ไปอยู่กับหนิงอันทุกคนปลอดภัยดี ข้าจึงอยากให้ท่านไปช่วยพูดกับนางให้ได้หรือไม่ พวกข้าสำนึกผิดแล้วต่อไปจะไม่กล่าวโทษนางอีก” พวกเขาคิดว่าเป็นเพราะนางเป็นดาวหายนะ ฆาตกรจึงไม่กล้าไปที่บ้านของนางเด็ก ๆ จึงปลอดภัยจางมู่ซวนหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด พอหมดหนทางก็บอกสำนึกผิดแล้ว พอมีเรื่องอื่นอีกก็จะมาโทษนางอีกเหมือนเดิม เพราะภายในใจยังไม่สามารถตัดความเชื่อที่อยู่ในใจออกไปได้“ข้าคงไม่พูดกับนางให้หรอกนะพวกเจ้าต้องไปพูดกับนางเอง เพราะข้าไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะเปลี่ยนความคิดได้ ตอนนี้ไร้ที่พึ่งก็บอกว่า







