LOGIN“ไปทานมื้อค่ำกับพี่นะ...” เขาเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มชิดใบหู
“เพิ่งจะบ่ายสามเอง พี่หิวแล้วเหรอคะ?” ปรินดาถามพลางเงยหน้าสบตาคม สายตาที่เขาทอดมองมานั้นร้อนแรงจนเธอต้องหน้าร้อนผ่าว
“ก็ไม่เชิง... แต่พี่จะพาแก้มไปที่ที่หนึ่ง” ดรัณเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นคนตัวเล็กทำตาเขียวใส่ “อยากไปมั้ย”
“ที่ไหนเหรอคะ”
“ลองทายซิ”
“ไม่รู้ค่ะ... แล้วพี่รัณจะพาแก้มไปร้านไหนคะ?” เธอเอ่ยถามอย่างซื่อๆ คิดว่าเขาคงพาไปภัตตาคารหรูริมแม่น้ำเหมือนทุกครั้ง
“ไปบ้านพี่... มื้อเย็นนี้พี่อยากพาแก้มไปทานข้าวที่บ้านของพี่จริงๆ”
คำบอกเล่านั้นทำให้ปรินดาชะงักไปชั่วครู่ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ การไปบ้านดรัณในฐานะผู้หญิงของเขามันมีความหมายลึกซึ้งกว่าการออกไปทานข้าวเสียอีก เธอเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
“งั้น... แก้มขอเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ ชุดนี้มันดูไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่” เธอละล่ำละลักบอก พลางก้มมองชุดเดรสเกาะอกผูกคอที่อวดแผ่นหลังขาวเนียนจนดูยั่วยวนเกินไปสำหรับการไปพบผู้ใหญ่
ดรัณกวาดสายตามองร่างระหงในชุดที่เขาเป็นคนเลือกให้ด้วยความหลงใหล มือหนาเลื่อนลงมาโอบเอวคอดกิ่วแล้วรั้งให้แนบชิดขึ้นจนอกอิ่มเบียดเสียดแผงอกแกร่ง
“ชุดนี้ก็ดีอยู่แล้ว... ไม่เห็นเป็นไรเลย” เขาพึมพำพลางไล้ปลายนิ้วไปตามลำคอระหง
“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก วันนี้แม่พี่ไม่ได้อยู่ที่บ้าน”
สายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างปิดไม่มิด ทำให้ปรินดาจำต้องพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าคำพูดต่อมาของเขากลับทำให้เธอตื่นเต้นยิ่งกว่า
“เดี๋ยวก่อนถึงบ้าน พี่จะพาแวะที่บริษัทก่อน แก้มอยากเห็นที่ฝึกงานไม่ใช่เหรอ”
คำตอบนั้นทำเอาคนฟังยิ้มอ่อนหวานทันที จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง ในเมื่อต้องอุดคู่อยู่แต่ในห้องทั้งวันจนทั้งเบื่อทั้งเซ็ง ดรัณยิ้มเอ็นดู เอื้อมมือกดศีรษะเล็กที่ปกคลุมด้วยผมสีดำสนิทเบาๆ
“ค่ะ! แต่แก้มไม่อยากไปชุดนี้เลย มันโป๊” ว่าแล้วเธอก็รีบวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ซ่อนเนียนไปกับผนังห้อง กวาดตามองหาเสื้อผ้าอยู่ครู่หนึ่งจนได้ชุดที่ถูกใจ แล้วก้าวยาวๆ เข้าไปเปลี่ยนในห้องแต่งตัวที่อยู่ติดกัน
ดรัณส่ายหน้าน้อยๆ ยิ้มขันด้วยความเอ็นดู... แปลกดีเหมือนกัน เวลาเขาซื้อของแพงๆ ให้ เธอไม่เห็นจะยินดียินร้ายเท่าไหร่ แต่พอแค่ชวนออกไปข้างนอก กลับดีใจเสียยกใหญ่
ไม่นานนัก รถยุโรปหรูสีดำก็แล่นมาจอดหน้าบริษัท โรซี่บลูไดมอนด์ จำกัด บริษัทส่งออกอัญมณีรายใหญ่ที่ดรัณจำต้องรับช่วงดูแลต่อจากบิดา ตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงทำให้ปรินดาต้องเงยหน้ามองอย่างตื่นตา ผู้คนนับร้อยเดินขวักไขว่ออกจากอาคารอย่างเร่งรีบเมื่อถึงเวลาเลิกงาน
ทันทีที่กระจกใสบานใหญ่อัตโนมัติเลื่อนเปิดออก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองฝั่งประตูรีบทำความเคารพเขาอย่างเกรงขาม พนักงานที่เดินสวนไปมาต่างหยุดนิ่งและไหว้เขานย่างนอบน้อม ดรัณเพียงพยักหน้าเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะรั้งเอวบางของปรินดาให้กระชับเข้าหาตัว พาเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารทางขวาสุดที่มีพนักงานคอยกดเปิดให้ด้วยความคุ้นเคย
“เป็นไง... ที่ฝึกงาน สวยมั้ย?” ดรัณเอ่ยถามขณะลิฟต์กำลังทะยานขึ้นสู่ชั้นบน
“ใหญ่โตจังเลยค่ะ” ปรินดาตอบด้วยรอยยิ้ม เธอไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวของเสี่ยสมยศจะมั่งคั่งขนาดนี้ เมื่ออยู่ในลิฟต์ดรัณก้มลงกระซิบข้างหู
“วันนี้มีเพชรแบบพิเศษที่เพิ่งคัดมาใหม่ พี่จะพาแก้มไปดู... เผื่อแก้มอยากได้ชิ้นไหน” เอ่ยจบเขาก็ขโมยหอมแก้มเนียนเบาๆ ปรินดาเบี่ยงตัวหลบด้วยความเขินอายเมื่อเห็นว่าอยู่ในลิฟต์เธอก็ไม่ขัดขืนเพียงแค่ปรามเบา ๆ
“อย่าค่ะพี่รัณ... เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“ใครจะเห็น... ในลิฟต์นี้มีแค่เรา” เท่านั้นยังไม่พอหญิงสาวยังถูกปิดปากด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว ลิ้นหนานุ่มชอนไชเข้าหารสหวานอย่างรวดเร็วและช่ำชอง ปริญดาใจสั่นสะท้านจนต้องเผยอริมฝีปากตอบรับสัมผัสที่เอาแต่ใจนั้น เธอส่งค้อนวงงามให้เขาทีหนึ่งเมื่อดรัณผละออกด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ
“คุณกชกร เดี๋ยวเข้าไปพบผมที่ห้องด้วย”
ดรัณสั่งเสียงเรียบแกมออกคำสั่งกับเลขานุการสาวหน้าห้อง ก่อนจะพาร่างอรชรเดินเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวโดยไม่ยอมปล่อยให้ปรินดาหลุดออกจากอ้อมแขนแม้แต่ก้าวเดียว พนักงานที่เดินผ่านไปมาต่างลอบมองสาวน้อยในอ้อมกอดของนายหัวหนุ่มด้วยความสงสัยระคนอิจฉา
ห้องทำงานของดรัณตกแต่งอย่างเรียบหรู เน้นโทนขรึมแสดงถึงรสนิยมที่เฉียบคม โต๊ะทำงานกว้างขวางทำจากไม้เนื้อดีราคาแพงตั้งเด่นเป็นสง่าคู่กับเก้าอี้บุหนังแท้สีดำเงาวับ ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานยาวตั้งแต่เพดานจรดพื้น เผยให้เห็นทิวทัศน์ระฟ้าใจกลางเมืองหลวงที่ดูยิ่งใหญ่และวุ่นวายอยู่เบื้องล่าง
ปรินดามองภาพมุมสูงนั้นอย่างตื่นตา ตึกรามบ้านช่องดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมองจากอาณาจักรของเขา ดรัณลอบมองอาการสำรวจอย่างใคร่รู้ของหญิงสาวนิ่งนาน ก่อนจะเดินเข้าไปคว้าแขนกลมกลึงออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอมานั่งลงที่โซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มตัวยาวที่มุมห้อง
“รอพี่อยู่ตรงนี้ก่อนนะแก้ม พี่ขอเคลียร์งานสักประเดี๋ยวเดียว”
เขากดไหล่บางให้นั่งลงบนโซฟาหนานุ่ม ซึ่งมันกว้างเสียจนตัวเธอจมหายไปในนั้นกินพื้นที่ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ปรินดาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย นั่งกุมมือมองแผ่นหลังกว้างที่เดินกลับไปนั่งประจำตำแหน่งเจ้าของบริษัท
ครู่ต่อมา กชกรกร เลขานุการสาวมาดมั่นก็เดินเข้ามาในห้อง เธอหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบอบบางที่นั่งรออยู่บนโซฟา ทว่าความเป็นมืออาชีพทำให้เธอรีบเก็บอาการทันที
“วันนี้มีเอกสารอะไรให้ผมเซ็นบ้างคุณกชกรกร” ดรัณถามพลางเปิดแฟ้มงาน คิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างใช้ความคิดสไตล์คนบ้างาน
“มีแฟ้มด่วนแค่สองแฟ้มค่ะนายหัว” กชกรกรตอบอย่างฉะฉานพร้อมวางเอกสารลงบนโต๊ะ ดรัณพยักหน้ารับรู้ก่อนจะก้มหน้าจมสู่อำนาจของตัวอักษรและตัวเลขอีกครั้ง
กชกรกรโค้งทำความเคารพเตรียมจะถอยหลังออกจากห้อง ทว่าเสียงทุ้มของเจ้านายที่ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งใดกลับรั้งเธอไว้เสียก่อน
“คุณกชกรกร...” เขาเรียกโดยที่ตาไม่เงยขึ้นจากแผ่นกระดาษ “ผมฝากเอาน้ำหวานกับของว่างมาให้คุณแก้มด้วยนะ”
เลขานุการสาวลอบยิ้ม ทึ่งในการใส่ใจที่เจ้านายจอมดุมีต่อหญิงสาวคนนี้ “ได้ค่ะนายหัว”
ไม่นานนัก กชกรกรก็กลับเข้ามาพร้อมน้ำเย็นและของว่าง เธอส่งยิ้มให้ปรินดาอีกหนก่อนจะยื่นแก้วน้ำให้ หญิงสาวรีบรับมาถือไว้พร้อมกล่าวขอบคุณอย่างมีไมตรี
“ขอบคุณมากค่ะคุณกชกร” ปรินดาส่งยิ้มหวานกลับไปอย่างจริงใจ เธอไม่ได้วางท่าทางให้ตัวเองอยู่เหนือกว่า แต่ท่าทางที่ดูอ่อนน้อมและน่ารักนั้นทำให้กชกรกรอดที่จะรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ ก่อนจะขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งให้ความเงียบปกคลุมห้องทำงานขนาดใหญ่ ที่มีเพียงเสียงปากกาตวัดลงบนกระดาษ และสายตาคมของดรัณที่แอบเหลือบมองเธออยู่เป็นระยะ
เสร็จจากเซ็นเอกสารเรียบร้อย ดรัณก็พาปริญดาไปดูเพชร เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นก่อนจะเปิดออกสู่ชั้นสูงสุดซึ่งเป็นโซนรับรองแขกวีไอพีและห้องเก็บเพชร บรรยากาศหรูหราเงียบสงบตัดกับความวุ่นวายด้านล่างอย่างสิ้นเชิง ดรัณจูงมือปรินดาเดินตรงไปยังห้องนิรภัยที่อยู่ด้านหลังห้องทำงานของเขา ซึ่งเป็นที่เก็บอัญมณีล้ำค่าที่เพิ่งเข้ามาใหม่
“พี่รัณจะพาแก้มไปดูเพชรจริงๆ เหรอคะ” ปรินดาถามพลางมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตา
“จริงสิ พี่บอกแล้วไงว่าอยากให้แก้มเลือกไว้สักชิ้น” ดรัณตอบพร้อมกับกดรหัสผ่านและสแกนม่านตาเพื่อเปิดประตูเหล็กกล้าบานหนาออก
ภายในห้องสว่างไสวด้วยไฟสีนวลที่สะท้อนกับตู้กระจกนิรภัย ภายในนั้นมีสร้อยคอ แหวน และต่างหูเพชรน้ำงามทอประกายระยิบระยับจนน่าขนลุก ดรัณพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้ใบหนึ่งที่มีสร้อยคอเพชรน้ำงามดีไซน์อ่อนช้อยวางเด่นอยู่บนกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม
“เส้นนี้เป็นเพชรน้ำร้อย คัดเกรดพิเศษที่สุด พี่ว่ามันเหมาะกับผิวขาวๆ ของแก้มมากนะ”
รถตู้เสียหลักหมุนคว้างก่อนจะไถลตกข้างทางจนฝุ่นตลบอบอวล ไอ้เข้มที่สะบักสะบอมตะเกียกตะกายออกมาพร้อมกับจิกกลุ่มผมของปรินดาอย่างไร้ความปรานี มันกระชากร่างเธอให้ลุกขึ้นเพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์“มึงลงมานี่ นังตัวดี! อย่าคิดหนีเชียวนะ!” ไอ้เข้มตะโกนก้อง มือหนึ่งล็อคคอแน่นจนเธอหายใจไม่ออก อีกมือถือปืนจ่อที่ขมับปรินดาเจ็บจนน้ำตาคลอ ทว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเชื่อมั่นในตัวสามีทำให้เธอรวบรวมความกล้า ในจังหวะที่ไอ้เข้มเผลอหันไปมองดรัณ หญิงสาวก็ตัดสินใจกัดเข้าที่แขนของมันสุดแรงเกิด“โอ๊ย! อีสารเลว!” ไอ้เข้มร้องลั่น สะบัดแขนออกด้วยความเจ็บปวด ปรินดาฉวยโอกาสทองนั้นผลักตัวออกแล้วออกวิ่งทันที ชุดเจ้าสาวที่ยาวเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการวิ่งหนี แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดปัง! ปัง! เสียงปืนจากดรัณดังก้องไปทั่วบริเวณ เขาไล่ยิงสกัดลูกน้องของไอ้เข้มไม่ให้ตามภรรยาของเขาไปได้ แต่ไอ้เข้มและสมุนร่างยักษ์อีกสองคนวันนี้มันกัดไม่ปล่อย พวกมันวิ่งตามจนทันปรินดาที่เสียหลักและเกือบจะล้ม“จับมันไว้!” ไอ้เข้มสั่งการ ลูกน้องคนแรกพุ่งเข้าหาแต่ปรินดาไม่ได้ยืนรอความตายเพียงอย่างเดียว เธอรวบรวมแรงเตะเข้าที่กลางกล่องดวงใจของมันอย่างแรง
ลินลี่จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนรับสัมผัสที่น่ารังเกียจนั้นไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นคาวกามและรสชาติแห่งความอัปยศแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ขณะที่นายตี้ยังคงกดทับและขยี้เน้นจังหวะสุดท้ายเพื่อให้หยาดหยดแห่งกามารมณ์ไหลลึกเข้าไปในกายหล่อนจนหมดสิ้นเมื่อพายุสวาทสงบลง นายตี้ผละออกพลางหอบหายใจอย่างสุขสมแล้วไปทิ้งตัวนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ทิ้งให้ลินลี่นอนหายใจโรยรินในสภาพห้อยหัว เส้นผมสยายระพื้น ใบหน้าแดงก่ำจากแรงดันเลือดและคราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม นางเอกสาวพลางยกหลังมือขึ้นปาดริมฝีปากอย่างช้าๆ แววตาที่เคยพร่าเบลอกลับมานิ่งสนิทและเย็นเยียบกว่าเดิมเธอเดินไปกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาแล้วเทผงพิษสีขาวลงในแก้วน้ำเย็นจัด“ดื่มน้ำหน่อยนะคะพี่ตี้... จะได้มีแรง” เธอบอกอย่างออดอ้อนเอาใจ ตากล้องหนุ่มที่กำลังเหนื่อยหอบจากการหักโหมพละกำลัง คว้าแก้วมรณะมากระดกน้ำเย็นเฉียบจนหมดรวดเดียวโดยไม่เฉลียวใจ ทว่าเพียงอึดใจเดียว... ร่างที่เคยคร่อมทับอยู่ก็เริ่มเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาของมันเบิกโพลง ลมหายใจติดขัด ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ก่อนจะขาดใจตายคาอกของลินลี่ในสภาพเปลือยเปล่
กิตติกรหันมายิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะโน้มตัวลงสวมกอดร่างบางที่ยังคงสั่นเทา“พี่... ใจเย็นๆ นะคะ ของพี่ใหญ่ ลินลี่กลัวเจ็บ” เธอครางบอกเสียงสั่น ในขณะที่แววตาคนตรงหน้ามีแต่ความหื่นกระหายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มือหนาเอื้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างรีบร้อน ลินลี่ มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เธอก็ไร้ซึ่งทางเลือก“ลินลี่ขอนะคะ พี่ห้ามเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหรืออัดคลิปเด็ดขาด ถ้าลินลี่เห็น ลินลี่จะหนีพี่ไปไกล ๆ จนไม่ให้พี่เห็นลินลี่ได้อีก” เธอสั่งเสียงแข็ง หวังปกป้องศักดิ์ศรีที่เหลือเพียงเศษเสี้ยว“โธ่!!... น้องลินลี่จ๋า ใครจะกล้าทำแบบนั้นกับนางเอกในดวงใจล่ะครับ พี่แค่ชอบเก็บความทรงจำไว้ในหัวเท่านั้นแหละ รูปถ่ายที่ได้มาก็ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะจัดการกับชุดของเธอที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เรือนร่างขาวเนียนปราศจากอาภรณ์อยู่บนเตียงกว้าง“พี่ไม่ใส่ถุงนะ พี่อยากได้สดๆ อยากสัมผัสลินลี่จริงๆ เดี๋ยวพี่เพิ่มให้ลินลี่อีกแสนหนึ่ง!”อำนาจเงินตราทำให้ลินลี่ต้องเงียบเสียงลง เธอพยักหน้าช้าๆ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เขาไม่รอช้า พลิกร่างบางให้ดี
ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานแผ่วเบา ลินลี่จ้องมองสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาด้วยหัวใจที่เต็นรัวแรง ความใหญ่โตของ อาวุธร้ายของชายตรงหน้าทำให้เธอถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ความยิ่งใหญ่ที่ผงาดง้ำสู้แสงไฟจากหน้าปัดรถดูน่าเกรงขามจนอดีตนางเอกสาวแทบหยุดหายใจ“ทำไมของพี่... มันใหญ่ขนาดนี้ล่ะคะ สงสัยลินลี่ต้องปวดกรามแน่ ๆ ” เธอเอ่ยเสียงพร่าพลางช้อนสายตามองคนที่กำลังขับรถด้วยแววตาที่สั่นระริก ทั้งหวาดหวั่นและท้าทายในคราวเดียวกัน“ไม่ชอบเหรอ ใหญ่ ๆ แบบนี้เสียวดีนะรู้มั้ย” หนุ่มใหญ่แค่นยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ก่อนจะจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยหวานที่กำลังตื่นตระหนก“รับรองเลยลินลี่จะต้องมีความสุข เวลาที่โดนพี่จับกระแทกแรงๆ ”“จริงเหรอคะ...” คำถามสั้นๆ ของลินลี่แฝงไปด้วยจริตที่เริ่มก่อตัวขึ้นตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แม้ในใจจะขยะแขยงเพียงใด แต่ภาพตัวเลขเงินหนึ่งแสนบาทที่เขาโอนให้นั้นกลับมีอำนาจเหนือกว่าศักดิ์ศรีที่ลินลี่ค่อยๆ โน้มตัวลงต่ำ หวีดหวิวไปกับลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มที่รดรินอยู่เหนือศีรษะ เธอรวบผมยาวสลวยไปไว้ด้านหลัง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปตามความยา
บรรยากาศรอบกายยามบ่ายที่น่าอึดอัดขณะที่วิกรมขับรถตามลินลี่มาอย่างห่าง ๆ ก่อนจะจอดซุ่มดูอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมม่านรูดที่ห่างไกลผู้คน ดวงตาคมกริบที่ผ่านโลกมามากจับจ้องไปยังประตูห้องพักที่กำลังจะเปิดออก หัวใจของหนุ่มใหญ่กระตุกวูบเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของนางเอกสาวที่เดินเคียงคู่มากับตากล้องอย่างสนิทสนมเกินควรผู้บริหารสูงวัยไม่รอช้ายังไงวันนี้เขาต้องกระชากหน้ากากจอมปลอมของนางเอกจอมลวงโลกออกมาให้ได้ วิกรมก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่สุขุม“คุณวิกรม!” ลินลี่อุทานลั่น ใบหน้าสวยซีดเผือดลงทันควันราวกับคนจับไข้ สภาพของนางเอกสาวในดวงใจดูยับเยินจนน่าอดสู เส้นผมที่เคยจัดทรงสวยยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เสื้อผ้ามีแต่รอยยับย่นฟ้องถึงกิจกรรมเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาด ๆ โดยเฉพาะรอยแดงจางๆ ที่ซอกคอขาวผ่องนั้น มันคือหลักฐานชั้นดีที่กระชากสติของวิกรมให้ขาดสะบั้น เธอรีบสะบัดมือออกจากแขนของนายตี้ทันที ส่วนตากล้องจอมหื่นพอเห็นนายจ้าง ก็ถึงกับหน้าถอดสี รีบก้มหน้าเดินหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางเอกสาวเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงลำพังเขาจ้องมองผู้หญิงที่เขาเคยรักและทะนุถนอมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียด
ทันทีที่จัดการเรื่องแม่เลี้ยงใจร้ายเสร็จสิ้น ดรัณก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนของคฤหาสน์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับมลายหายไปเพียงแค่ผลักประตูห้องนอนเข้าไปแล้วพบกับปรินดาหญิงสาวอยู่ในชุดนอนสายเดี่ยวสีครีมสว่าง ผ้าซาตินเนื้อนุ่มทิ้งตัวลงมาเพียงครึ่งขาอ่อนเนียนละเอียด ผมยาวสลวยถูกปล่อยให้ทิ้งตัวลงเคลียไหล่มน เรียวปากอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูระเรื่อแวววาวชวนให้ลิ้มลอง เธอส่งรอยยิ้มละมุนที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาสว่างไสว“ใครมาหาพี่รัณหรือคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวานใส“เปล่าหรอกจ้ะ พี่แค่คุยงานกับนายสินนิดหน่อย” ชายหนุ่มปั้นคำโกหกเพื่อปกป้องความรู้สึกของคนรัก เขาจะไม่มีวันให้เรื่องเน่าเฟะของแม่เลี้ยงมาแผ้วพานความสุขของเธอเด็ดขาด “แก้มหิวอะไรไหม?”“ไม่ค่ะช่วงนี้แก้มต้องไดเอท”“ถ้าอย่างนั้นรอพี่ตรงนี้นะ พี่อาบน้ำเสร็จแล้วจะมาคุยด้วย”หลังจากชำระล้างร่างกายจนสดชื่น ดรัณเดินออกมาเห็นภรรยาสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงกว้าง เขาไม่รอช้ารีบคว้าหนังสือเล่มนั้นออกห่างจากมือเธอ แล้วทิ้งตัวลงนอนหนุนตักนุ่มของหญิงสาวทันที“ทุกทีเลยพี่รัณเนี่ย เมื่อไหร่จะแก้นิสัยนี้สักทีคะ”“แก้







