LOGIN“เร่งอะไรนักหนานั่น มาแล้วนี่ยังไงเล่า”
รัตนฤทธิ์โวยเบาๆ เมื่อถูกกึ่งลากกึ่งดึงให้เข้าไปในบริเวณโรงแรมด้วยกัน คนลากหันมาค้อนขวับให้ ก่อนจะมองเขาแบบหัวจรดเท้า พลางถอนใจเฮือก แล้วบ่นพึม
“ดูสิดู กะจะเอามาเย้ยแฟนเก่าสักหน่อย สภาพได้แค่นี้หรือยังไงกันนายฤทธิ์”
“โหย...”
“หล่อ ตี๋ เกาหลี ขี้เล่นขนาดนี้ เอาไปเย้ยแฟนเก่า รับรองว่าแฟนเก่าเธอจะต้องตะลึง สะพรึง แล้วก็ร้องไห้ขี้มูกโป่ง เสียดายเธอสุดๆ ละ”
“ย่ะ” หญิงสาวกลั้นยิ้ม แล้วกอดอก พลางร่ายยาวถึงสภาพของเพื่อนหนุ่ม ที่เธอยืมมาเป็นแฟนชั่วคราว
“หัวยุ่งเหมือนรังนก หุ่นแห้งๆ ก้างหน่อยๆ หน้าตาก็จัดว่าพอไหวนะ คิ้วเข้ม ตาตี่ มีลักยิ้ม เสียตรงนายมีหนวดหรอมแหรมเหมือนอาแปะ ชุดก็เหมือนกลับมาจากออฟฟิศชัดๆ แล้วดูเพื่อนสิ จัดเต็มขนาดนี้ รู้ปะว่าไปแต่งหน้ามาตั้งแต่ตีสี่ แต่งตัวตั้งแต่หกโมงเช้านะยะ”
หนนี้เป็นรัตนฤทธิ์ที่มองกวาดคนตรงหน้าแบบหัวจรดเท้าบ้าง พลางทำตาโต
“ตีสี่ ได้แค่นี้นะ ช่างที่ทำให้นี่คนไหนวะ เราจะเอาปืนไปยิงสักทีสิ”
“ไอ้บ้า นี่ๆๆๆ”
กำปั้นกระหน่ำระรัวมาตามบ่าไหล่ ทำร้ายเขาทันที รัตนฤทธิ์หัวเราะก๊าก แล้วปัดป้องเป็นพัลวัน ก่อนจะโวยวาย
“ไอ้ฤทธิ์ แฟนเก่าเราชื่อกุ้ง ไม่ใช่กระรอก”
จรุกานต์ขำพรืด เธอหอบน้อยๆ เพราะออกแรงมาก มือล้วงเอากระจกออกมาดูสภาพของตนเอง เพราะรัตนฤทธิ์เล่นพูดเสียเธอแทบจะหมดความมั่นใจ
“ฟันหน้าจอบขนาดนั้น ผมตั้งขนาดนั้น ไอ้เราเห็นทีไรนึกว่ากระรอกตลอด ถ้ามีหางฟูๆ นะใช่เลย”
“คนอะไรจะมีหาง โอ๊ย...ฉันละเหนื่อย”
จรุกานต์ขำจนเหนื่อย เธอทำหน้าบึ้งใส่รัตนฤทธิ์ พลางเอ่ยออกคำสั่ง
“มาควงแขนหน่อย ทำสวีตๆ นะยะ จะได้สมบทบาท”
“ค่าจ้างเป็นก๋วยเตี๋ยวนี่นะ”
“อย่ามาดูถูกนะยะ ใครบอกว่าจะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว เลี้ยงร้านบนห้างเลยเอ้า!”
“ว่าแต่หนนี้เลิกจริงนะ เผาจริงนะไม่ใช่เผาหลอก”
เขากระซิบ จรุกานต์กับแฟนหนุ่ม รักๆ เลิกๆ กันมาเป็นหนที่สิบแล้วกระมัง เห็นกลับไปดีกันทุกหน จนเขาคร้านจะลุ้น ว่าคู่นี้ตกลงจะยังไงกันแน่ เพราะเอาใจช่วยจนเหนื่อย จรุกานต์มาปรึกษากับเขาประจำ เกี่ยวกับเรื่องของกรกฏแฟนของเธอ เขาไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก เห็นแต่รูปถ่าย จรุกานต์เลยกล้าเอาเขามาเป็นแฟนอุปโลกน์เพื่อจะเย้ยกรกฏ
“เผาจริงสิยะ อีกอย่างเราสามสิบห้าละ ไม่อยากเสียเวลากับตาบ้าใจโลเลนี่”
เธอทำหน้าเชิด ตอนนี้แผลใจยังแปลบๆ พอจับได้ว่าแฟนคบซ้อน เธอก็เลิกขาดเลยหนนี้ หลังจากงอนกันมาหลายรอบ
“ตากระรอกนั่นอาจจะเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายของเธอแล้วนา คิดดีๆ นามะเหมี่ยว”
จรุกานต์ว่า พลางขึงตาใส่เพื่อนหนุ่ม เพราะตอนนี้เธอและเขาเข้ามาในบริเวณงานแล้ว เริ่มมีคนรู้จักเอ่ยทักทาย
“เนียนๆ นะยะ นายฤทธิ์ ห้ามทำเสียแผนละ”
“ไม่เสียแผนหรอกน่า ยอมเพราะรักเพื่อนหรอกนะ”
เขาย่นจมูก แล้วโอบจรุกานต์เข้ามาหาตัว อย่างจะให้สมบทบาท สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ แน่นอนว่าหนุ่มโสดอย่างเขา ก็ต้องมองหาสาวๆ นั่นแหละ แม้ว่าวันนี้จะสวมบทแฟนหลอกๆ ให้กับเพื่อนสาวก็ตามที
งานนี้มีแขกมาร่วมงานค่อนข้างหนาตา สาวๆ เรียกได้ว่าสวย น่ารักน่ามองก็หลายคน รัตนฤทธิ์มองไปก็ทำตาเป็นประกายไป จรุกานต์มองตามสายตาของเพื่อนชายแล้วก็แอบหยิกเบาๆ
“เจ็บนะ” เขาโวย เลยถูกสาวเจ้าขว้างค้อนให้
“เก็บอาการหน่อยสิยะ ตาวิ้งขนาดนี้ ไม่เนียนเลย ต้องมองแต่เราคนเดียวสิ”
“แหม...ก็มันอดไม่ได้นี่นา งานนี้สาวสวยเพียบเลย คนนั้นน่ารักเป็นบ้า”
หญิงสาวตัดผมสั้นแค่บ่า ซอยอย่างทันสมัย คาดผมด้วยริบบิ้นสีทองประดับมุก อวดหน้าเรียว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน จมูกโด่งแหลมแบบสาวยุโรป ริมฝีปากเคลือบสีแดงกุหลาบ เน้นให้ใบหน้าดูขาวและโดดเด่น เธอสวมชุดเดรสสั้นเกาะอกสีม่วนอ่อน ตัวกระโปรงฟูฟ่องสั้นเหนือเข่า อวดแขนขาเรียวยาว เครื่องประดับชิ้นเดียวคือริบบิ้นจัดช่อดอกกุหลาบสีแดง ที่ผูกไว้ที่แขน เธอสวมรองเท้าสายไพล่สีเงิน ทาเล็บเท้าสีแดง
นี่เป็นการมองผู้หญิงแบบหัวจรดเท้า ภายในเวลาแค่ไม่ถึงสิบวินาที แต่ภาพของเจ้าหล่อนชัดแจ๋วชะมัดในความรู้สึก รัตนฤทธิ์มองตามไปอย่างไม่วางตา แล้วต้องสะดุ้งร้องอูยอีกหน เมื่อถูกเพื่อนสนิทหยิกเอาอีกคราว เขาโอดบ่นกับจรุกานต์สองสามคำ สาวสวยลูกครึ่งคนนั้น ก็หายไปเสียแล้วในบรรดาแขกของงาน
“แฟนเหรอ?”
คนทักมองเขาก่อนจะกะพริบตาปริบๆ จรุกานต์ทำหน้าเชิดก่อนจะพยักหน้า
“จ้ะ”
“แล้ว...”
ดูเหมือนว่าเพื่อนคนนี้ของหญิงสาวจะไม่มีมารยาทอย่างไรพิกล ถึงได้ทำทีจะมาถามเรื่องแฟนเก่าต่อหน้าแฟนใหม่แบบนี้ ถ้าเกิดว่ารัตนฤทธิ์เป็นคนรักของเธอจริงๆ มีหวังจะได้ด่ากันแน่ๆ กับแม่เพื่อนร่วมงานจอมสาระแนนี่
“อะไรเหรอ?” จรุกานต์ทำไก๋ ทางนั้นสุดจะอดคันปากได้ เลยพูดออกมาหน้าตาเฉย
“แฟนเก่าเธอล่ะ น้องกุ้งน่ะ ไปไหนแล้ว”
“แฟนเก่า ก็ทิ้งไปแล้วละสิยะ ไปกันเถอะฤทธิ์จ๋า ไปนั่งโต๊ะกับเพื่อนๆ ของมะเหมี่ยวดีกว่า”
“คอยดูเถอะ ยัยปลา งานนี้งานช้าง มีตบมีต่อยกันแน่ๆ แฟนใหม่ปะทะแฟนเก่า สนุกละแก๊”
“อะไรของหล่อนยะ ยัยเจี๊ยบ”
เพื่อนของเธอทำตาโตอย่างไม่เข้าใจ เลยโดนหยิกเข้าที ก่อนจะบุ้ยใบ้ให้หันไปมองโต๊ะข้างๆ กันกับโต๊ะที่รัตนฤทธิ์และจรุกานต์เดินไปกันเมื่อครู่ เมื่อเห็นเข้ากับใครบางคนแล้ว ก็ทำตาโตยิ่งกว่าเดิม ปิดปากก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ
“อุ๊ต๊ะ!”
“เห็นมะ งานนี้มีศึกแน่ๆ”
สาวจอมจุ้นยิ้มกระหยิ่ม ก่อนจะลากแขนกันไปเกาะติดสถานการณ์ใกล้ๆ เรื่องแบบนี้จะพลาดได้อย่างไร มันเป็นว่าที่เรื่องซุบซิบเรื่องใหญ่ในรอบปีเลยก็ว่าได้ของออฟฟิศ แฟนเก่ากับแฟนใหม่มาชนกันโครมแบบนี้
“ใครน่ะ...”
“แฟน”
“ไอ้ย่ะ!”
ทางนั้นอุทาน จรุกานต์ยักไหล่ แล้วแบมือ ทำหน้าแบบว่าฉันสวยเลือกได้ เพื่อนของเธอทำท่าอึกอักพิกล ก่อนจะกระแอมเบาๆ
“กุ้งมางานนี้ด้วยนะ”
“รู้” จรุกานต์ตอบ พลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบ
“รู้แล้วควงคนอื่นมาทำไม”
เสียงกระซิบห้วนๆ ดังขึ้นด้านหลังเธอ ทำเอาจรุกานต์สะดุ้ง เมื่อหันไปมองเห็นว่าใคร เธอก็ถึงกับหน้าซีด
“กุ้ง!”
“เจ้าบ่าวแอบรักเจ้าสาวมาสามปี โอ...โรแมนติคมากเลยนะครับ แล้วรวบรวมความกล้าบอกรักเจ้าสาวตอนไหน?”
“คบกันมานานแล้วไงวะ นานแล้วเฮงซวยงี้เหรอ?”
“เฮงซวยตรงไหนล่ะ”
“เอ่อ...อะแฮ่ม!”
ขนาดพิธีกรยังได้ยินเสียงทะเลาะทุ่มเถียงนั้น เขาพยายามดึงความสนใจของคนในงานให้กลับมามองเจ้าบ่าวเจ้าสาวอีกหน
“เชิญเจ้าบ่าวครับ”
เขาส่งไมโครโฟนให้กับเจ้าบ่าว เปิดโอกาสให้เสียงแปลกปลอมดังขึ้นมาขโมยซีน
“ตรงที่คิดจะคบกันแค่ไปวันๆ นี่แหละ แล้วไหนจะมีกิ๊กสารพัดอีก กูไม่ทนแล้ว!”
“ใครบอกว่าจะคบไปวันๆ กุ้งจริงจังกับมะเหมี่ยวมาก นี่ถึงกับจะให้แม่ไปขอ แล้วกิ๊กบ้ากิ๊กบอที่ไหนกัน บอกว่าเป็นน้องสาวๆ ไม่ยอมเชื่อ”
“น้องสาวบ้าอะไรจะหอมกันขนาดนั้น...อะไรนะ กุ้งบอกว่าจะให้แม่ไปขอมะเหมี่ยว”
“เออสิ!”
“กูรักมึง จะแต่งงานกับมึงนี่ละ”
“อะ...”
กรกฏดับคำพูดของเธอเสียด้วยจูบ จรุกานต์เบิกตาค้าง แล้วก็หลับตาพริ้ม ตัวอ่อนในอ้อมแขนของคนรัก เธอเองก็รักเขามาก ใจละลายกับคำพูดและการกระทำห่ามๆ บ้าๆ ของเขา
รัตนฤทธิ์เองก็ถึงกับอึ้ง กับเหตุการณ์ทั้งหมดใครจะไปนึกว่าคนทั้งสองคนบังเอิญมานั่งติดกันพอดี แล้วก็มีอันให้ทะเลาะกันจนงานชาวบ้านเกือบจะแตก ก่อนจะลงเอยด้วย...การขอแต่งงานแบบ...เอ่อ...
“เอ้า...ดูเหมือนว่าหลังจากคู่ของคุณเป้ กับคุณขวัญแล้ว จะมีคู่แต่งงานใหม่เร็วๆ นี้นะครับ เอ่อ...ปรบมือสิครับ ปรบมือ”
“เอ่อ...คุณจะออกไปข้างนอกก่อนก็ได้นะคะคุณคงไม่อยากเห็น”
“คือ...”
ไอ้จะบอกประกาศ ว่าเขาเป็นแฟนกำมะลอ มันก็ใช่ที่ รัตนฤทธิ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากงานช้าๆ ตอนนี้ทางทีมงานเปิดเพลงรักให้กับว่าที่คู่แต่งงานสายฟ้าแลบอย่างหวานซึ้ง เป็นเพลงที่เรียกได้ว่าทุกงานจะต้องเปิดอย่างเพลงลูกอม ของวัชราวลี เพื่อนของเขาและแฟนหนุ่มถูกเชิญขึ้นไปบนเวที ดูท่าทางจะมีความสุขกันน่าดู เล่นมาประกาศแต่งงานกันกลางงานแต่งชาวบ้านแบบนี้
“เฮ้อ...”
“ผิดหวังหรือคะ น่าสงสารจัง แต่อะไรที่ไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่นะคะ”
เสียงปลอบโยนดังขึ้นด้านหลัง ทำให้เขาหันไปดู เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ก็ถึงกับกะพริบตาปริบๆ นั่นมัน...แม่สาวในสเปกของเขานี่นา เจ้าหล่อนเองก็มายืนแกร่วอยู่นอกงานเหมือนกันหรือนี่ เธอเห็นเขามองจ้องแบบนั้นก็ยักไหล่ พลางเอ่ยต่อเสียงใส
เหมือนคำสั่งกลายๆ เลยละหนนี้ รัตนฤทธิ์ลองรับบทคนเพิ่งโดนหักอกหมาดๆ ดู เขาอยากจะรู้ว่าแม่นางฟ้าตรงหน้า จะมีวิธีพูดแบบไหนให้เขาตัดใจจากจรุกานต์ได้
“ผมมาทีหลัง แต่ผมก็จริงใจไม่แพ้คนมาก่อนแน่นอน หมอนั่นดูโลเล ไม่แมนเลย ผมอยากให้มะเหมี่ยวดูให้นานกว่านี้ก่อนจะตัดสินใจ”
“กุ้งเป็นคนเก็บความรู้สึก แล้วก็ไม่ค่อยพูดแก้ตัว กุ้งชอบที่จะให้คนที่รักมองเขาที่ตัวตน และเข้าใจตัวเขาอย่างแท้จริง บางทีเลยปากหนัก แล้วก็เลยกลายเป็นว่าไม่แคร์คุณมะเหมี่ยวบ้าง กิ๊กไปทั่วบ้าง แต่ฉันขอยืนยันเลยล่ะค่ะ ว่ากุ้งน่ะรักเดียวใจเดียว”
“งานนี้หมอนั่นก็ควงคนอื่นมานี่ครับ รักเดียวใจเดียวตรงไหน”
“ฉันนี่แหละค่ะ คนที่กุ้งควงมา เค้าควงฉันมาเย้ย...ต้องเรียกว่า ควงมาเพื่อประชดคุณมะเหมี่ยว แต่พอเห็นคุณมะเหมี่ยวมากับคุณ ก็ออกอาการอย่างที่เห็นนั่นแหละค่ะ ต่อมความรักแตก ขอแต่งงานกันเลยทีเดียว”
“หืม”
แบบนี้ยังโสดไหมนะ...
ความหวังของรัตนฤทธิ์ชักจะเรืองรองในหัวใจ เขาแสร้งทำหน้าเศร้ามากขึ้นไปอีก ก่อนจะถอนใจเฮือก
“แบบนี้ผมก็คงจะหมดหวังจริงๆ แล้วใช่ไหมครับ กับมะเหมี่ยว”
“ก็...”
มือเรียวเอื้อมมาตบบ่าเขาเบาๆ รอยยิ้มหวานๆ ปลอบใจนั่น ทำให้เขามีความสุขขึ้นอีกมากจริงๆ เลยแหะ
“สำหรับฉันแล้วคิดว่า พวกเขาเหมาะกันมากที่สุดแล้ว จริงๆ นะคะ คุณไปหาอะไรดื่มที่คลับข้างล่างนี่กับฉันไหมล่ะ”
คงจะเพราะหน้าตาที่บอกว่าเป็นหนุ่มเรียบร้อย แต่งเนื้อแต่งตัวดูดีแบบหนุ่มออฟฟิศ ท่าทีสุภาพของเขากระมัง มันถึงทำให้เธอกล้าที่จะมาชวนเขาพูดคุยหลังจากที่มองเห็นว่าคู่ควงของจรุกานต์ลุกเลี่ยงออกมาจากงาน เธอปล่อยให้คนเข้าใจผิดไปว่าเธอกับกรกฏเป็นคู่ควงกัน เพราะคร้านจะแก้ความเข้าใจผิด ระหว่างที่สองคนนั่นพากันไปบนเวทีพร้อมรอยยิ้มกว้าง ใครต่อใครก็พากันมาปลอบใจเธอ บางคนที่เป็นเพื่อนที่หวังดีแบบสุดๆ ก็มาพูดบอกตรงๆ เลยว่าเธอควรจะออกไปเสียจากงานเพราะจะได้ไม่ทำให้พวกเขาตะขิดตะขวงใจ
นี่ถ้าเธอรักกรกฏเป็นแฟนเขาจริงๆ ต้องมีรายการฟ้อนเล็บ หรือรำตบก่อนจากแน่ๆ มาทำหักหน้าเธอแบบนี้ ช่อชนิดาเจ็บใจแทนคู่ควงของแฟนสาวของเพื่อนรักขึ้นมาตงิดๆ แล้วก็สงสารด้วย
“ได้สิครับ”
คืนนี้เขามีความสุขมาก และคิดว่าตัดสินใจถูกแล้วที่มาช่วยเพื่อนรัก ชายหนุ่มสวมบทเป็นหนุ่มอกหักได้สมบทบาทเลยทีเดียว เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำความรู้จักกับหญิงสาวที่สวยถูกใจ ชื่อของเธอก็น่ารักนัก
ช่อชนิดา...เขาคิดอยากจะสานสัมพันธ์ต่อกับหญิงสาวลูกครึ่งคนนี้ ใจมันบอกเลยว่า เธอเป็นคนที่พรหมลิขิตส่
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท







