LOGIN“คุณยอดชีวา”
“คะ?”
เสียงเรียกทำให้เธอขานรับ แล้วต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนเรียกเธอ น้องชายของทีปต์นั่นเอง และดูเหมือนเขาจะไม่ใคร่ชอบเธอสักเท่าไหร่ จากสายตาของเขายามจ้องมองเธอนั่นเอง
“คุณคงจะรู้เรื่องเกี่ยวกับพี่ชายของผมดีแล้วล่ะสินะ ถึงได้ยอมทำงานนี้”
แก้มสาวร้อนผ่าว เธอก้มหน้าหลบสายตาคมกริบเหมือนใบมีดโกนที่จ้องมองมา ดูเขาไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับเธออย่างออกนอกหน้าแล้วหนนี้ มือเธอบีบเข้าหากัน เพียงแค่พยักหน้าและรับคำสั้นๆ ตอบเขา
“ค่ะ”
“กล้ามากเลย หน้าด้านจริงๆ พ่อของคุณทำกับพี่ชายผมขนาดนี้แล้วคุณยังจะกล้าเสนอหน้ามารับงานนี้อีก”
คำประนามนั้นทำให้ยอดชีวาถึงกับเงยมองหน้าเขา ตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดอย่างตกใจกับคำพูดรุนแรงนั้น หิรัญมองกวาดเธอแบบหัวจรดเท้า สีหน้าของเขาหมิ่นแคลนเธอ
“เอ่อ...อะไรนะคะ คุณหมายความว่ายังไง?”
“...”
ยอดชีวามองหน้าคนพูดตาแทบจะไม่กะพริบ หิรัญยักไหล่ แล้วเอามือล้วงกระเป๋า สายตาของเขายังคงมองเหยียด ประโยคต่อไปทำเอาหญิงสาวถึงกับหนาวเยือก
“ระวังไว้เถอะ ฉันสมเพชหรอกนะถึงได้มาเตือน มาบอก เผื่อเธอจะไม่รู้เรื่อง จะได้รู้ไว้ แล้วจะได้ไหวตัวทัน และออกไปจากที่นี่เสีย”
เขาพูดจบ ก็หันหลังเดินจากเธอไป ทิ้งยอดชีวาไว้ที่นั่น หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ทราบ บิดาไม่เคยบอกกล่าวเธอว่าท่านทำสิ่งใด ถึงได้เป็นหนี้มหาศาลขนาดนั้น และตอนนี้เธอก็รู้แล้ว ว่าทำไมทีปต์ ถึงได้แค้นเคืองบิดานัก
จิตใจของเขา รอยแผลเป็นนั้น มันมาจากต้นเหตุคือบิดาของเธอสินะ...
หลังจากมื้ออาหารค่ำ รัตนฤทธิ์ที่ตอนแรกจะโอ้เอ้อยู่ต่อ เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เพราะมีเหตุต้องไปร่วมงานกับเพื่อนสนิทที่มาขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เขามองหน้าหิรัญ แล้วแสร้งกระแอมก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ
“เอ่อ...เหมือนฉันจะเห็นริน่าที่สนามบินเลยว่ะ วันนี้”
หิรัญสะดุ้ง ส่วนทีปต์หรี่ตา แล้วมองหน้าเพื่อนสนิท ฝ่ายนั้นทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ ก่อนจะรีบร้อนลุกบอกลา ไม่รอฟังว่าเจ้านายจะพูดอะไรต่อ ทีปต์สบถตามหลังเพื่อนรัก
“บอกแล้วว่าไม่ให้พูดถึง ยังจะพล่าม”
หิรัญมองปฏิกิริยาของพี่ชาย สีหน้าของทีปต์ดูเคร่งขรึมไปเลยทันที เขาเปิดแล็ปทอป แล้วเอ่ยชวนน้องชายคุยเรื่องงาน
“นายว่ามีที่ไหนน่าลองไปลงทุนเพิ่มบ้าง พี่อยากจะขยายฐานการตลาด”
“เห็นว่าริน่าถอนหมั้น...”
“พี่ไม่อยากฟังเรื่องของริน่า”
“แน่ใจหรือครับพี่ทีปต์ พี่ลืมริน่าได้จริงๆ น่ะหรือครับ พี่เคยรักเธอออกจะขนาดนั้น”
หิรัญแสร้งทำเป็นไม่สนใจสีหน้าและแววตาของพี่ชาย เขาอยากจะล้วงใจของทีปต์ดูว่า ผู้เป็นพี่ชายยังมีเยื่อใยกับคนรักเก่าอยู่บ้างไหม
“ยามที่พี่สบาย พี่จะมองไม่เห็นหรอกว่า ใครเป็นอย่างไร แต่ยามที่พี่เฉียดตาย นั่นแหละที่ทำให้พี่รู้สันดานคน”
“แล้วพี่คิดยังไงล่ะครับ ถึงได้เอาลูกของคนที่ทำลายชีวิตพี่ มาเป็นแม่ของลูก?” คำถามนี้จากน้องชาย ทำให้ทีปต์ยิ้มน้อยๆ แต่นัยน์ตานั้นไม่ยิ้มด้วยเลยสักนิด
“แล้วพี่ไม่กลัวว่าตัวเอง จะเผลอใจไปรักชอบ แม่เด็กนั่นหรือครับ”
หิรัญแย้ง ทีปต์หัวเราะเบาๆ เขายิ้มเหมือนจะหยันตนเอง น้ำเสียงนั้นเย็นชานัก
“ไม่...พี่ทิ้งหัวใจไปหมดแล้ว มันคงจะไม่มีไว้รักใครอีก”
“แล้ว...”
“พี่ไม่อยากได้ยินเรื่องของริน่า ยอดชีวา หรือผู้หญิงคนไหนอีก เราจะคุยกันเรื่องงาน ถ้าไม่ พี่ก็จะไปนอน”
“โอเคครับ”
หิรัญไม่เซ้าซี้ต่อ แต่ลอบมองใบหน้าขรึมเฉยของพี่ชายเป็นระยะ เขากำลังเริ่มคิดวางแผนการบางอย่างไว้ในใจ
เขาไม่เชื่อหรอก ว่าทีปต์จะลืมและเกลียดผู้หญิงที่เคยรักที่สุดในชีวิตอย่างปริณาห์ได้จริงๆ เยื่อใยต้องมีกันบ้าง เขาอยากพิสูจน์ดูว่า ทีปต์นั้นไร้หัวใจรักไปแล้วจริงๆ หรือเปล่า...
ถ้าไม่...
“ยิ้มอะไร นายนิกซ์”
“คิดถึงอดีตของพวกเราน่ะครับ”
หิรัญหัวเราะแผ่วๆ เขายกน้ำเย็นขึ้นจิบ ก่อนจะนั่งเอนตามสบายกับโซฟา นัยน์ตาคมจัดมองพี่ชาย ที่ตอนนี้นั่งตัวตรง เบนหน้ามามองเขา มันเป็นซีกหน้าด้านดีไม่ใช่ด้านที่มีรอยแผลเป็นอัปลักษณ์ มองดูแบบนี้ ทีปต์เองก็ยังมีเค้าความคมสันและหล่อเหลา แปลกนักที่เงินทองมากมายกลับไม่สามารถเสกหน้าตาคืนมาให้กับพี่ชายเขาได้
“วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ในบ้านทีฆทัศน์ วันที่มาเป็นน้องชายคนใหม่ของพี่ทีปต์”
“หึๆ พี่ร้ายกาจกับนายมาก”
ทีปต์ปิดแล็ปท็อป ความหลังเรืองรองผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำ หิรัญส่ายหน้าน้อยๆ มือเขาเอื้อมตบบ่าหนาของทีปต์เบาๆ
“สิ่งที่พี่ทำ มันทำให้ผมแข็งแกร่ง”
“หืม? อย่างนั้นเลยหรือ นายน่าจะโกรธเกลียดพี่มากกว่านะ เกี่ยวกับเรื่องในอดีต บางเรื่องพี่ก็เล่นสนุกกับนายเกินเลย”
“ไม่หรอกครับ มันเป็นบททดสอบต่างหากละครับพี่ทีปต์ พี่เคยได้ยินที่ว่าสิงโตจะผลักลูกของตนเองลงเหว เพื่อให้มันตะเกียกตะกายขึ้นมาเองหรือเปล่าครับ? นั่นแหละ คือสิ่งที่พี่ทำกับผมไว้ คนเราต้องแข็งแกร่ง จึงจะอยู่รอด”
“พี่อยากจะบอกว่า พี่เสียใจนะนิกซ์”
ทีปต์เอนหลังมาพิงโซฟาบ้าง แล้วมองหน้าคมสันของน้องชาย ฝ่ายนั้นยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“ผมรู้ว่าพี่เสียใจ พี่ทีปต์ ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกนะครับ กับเหตุการณ์พวกนั้น ผมยังไม่ตายสักหน่อย ทุกวันนี้ยังมีชีวิต และใช้สมองและสองมือของผม ตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนของทีฆทัศน์”
“นายเป็นกำลังหลักของเรา สมองและสองมือของนาย มันยอดเยี่ยมมากนิกซ์ พี่รู้สึกดีใจจริงๆ ที่คุณแม่เลือกนายมาเป็นสมาชิกของครอบครัวเรา”
หิรัญเอ่ยยิ้มๆ ทีปต์หัวเราะเบาๆ นามสกุลของหิรัญนั้น มารดาเป็นคนตั้งให้ เพราะเกรงจะมีปัญหาถ้าเกิดให้หิรัญที่เป็นลูกบุญธรรม มาร่วมนามสกุลเดียวกับพวกเขา
“พี่รู้สึกแปลกๆ กับนามสกุลที่คุณแม่ตั้งให้นาย มันคล้ายกับว่านายเป็นหนี้ชีวิตพี่ ทั้งที่จริงๆ มันไม่ใช่เลย นายจะเปลี่ยนก็ได้นะ”
“ไม่หรอกครับ ผมเอาไว้ย้ำเตือนใจ”
คำตอบนั้นทำให้คนฟังรู้สึกแปร่งๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เขาชวนหิรัญเอ่ยคุยถึงเรื่องที่สงสัย
“ว่าแต่นายจะเล่าได้หรือยัง ว่าทะเลาะอะไรกับคุณแม่ ถึงได้ระเห็จมาอยู่กับพี่”
“ก็เรื่องมาจากพี่ทีปต์นั่นแหละครับ” คำกล่าวโทษของน้องชาย ทำให้ทีปต์หัวเราะ
“หืม? เกี่ยวอะไรกับพี่”
“พี่ทำไปแล้ว” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยอย่างอารมณ์เย็น “คุณแม่อยากได้หลาน พี่ก็จะมีหลานให้”
“สายเลือดของไอ้ขี้โกงนั่น พี่ทีปต์คิดดีแล้วหรือ?”
ทีปต์สะอึกไปเล็กน้อย หิรัญถือโอกาสนี้ เห็นพี่ชายชะงัก พูดต่อเสียงจริงจัง
“ผมเองก็ไม่เห็นด้วยสักนิด เราไม่ควรจะข้องเกี่ยวอะไรกับมันอีกนะครับ มันชดใช้หนี้ให้เราอยู่ทุกเดือน พี่ทีปต์ไม่ควรที่จะทำแบบนี้เลย เอานังเด็กนั่นมาเกี่ยวพันกับพวกเรา ผมกลัวว่ามันจะกลายเป็นถลำลึก”
“นายกลัวว่าพี่จะถลำเรื่องอะไร”
“ผมกลัวใจของพี่” ทีปต์ยิ้มหยัน เขาหลับตาลง พลางเอ่ยเสียงทุ้ม
“หัวใจของพี่มันไม่มีอีกแล้ว นายนิกซ์ ไม่มีทางที่พี่จะรักใครอีกแล้ว ยอดชีวาเป็นแค่เครื่องมือแก้แค้น ความเจ็บที่พี่จะมอบให้ไอ้ยอดชาย ค่าของมันคือความสะใจ”
“เอาน่า...” ทีปต์ยักไหล่
“นายไม่ต้องห่วงไปหรอก นิกซ์ ฉันจะไม่ใจอ่อน ไปรักนังเด็กนั่นแน่นอน”
ผมภาวนาขอให้เป็นอย่างนั้น แล้วถ้าจะให้ดี พี่ก็ไม่ควรมีทายาทกับมัน...
หิรัญตอบประโยคนี้ในใจ สองหนุ่มสนทนากันอีกหลายประโยค ก่อนที่หิรัญจะชวนพี่ชายดูฟุตบอลต่างประเทศแมตซ์ดึก กว่าสองหนุ่มจะนอนก็เกือบสว่าง พากันนอนในห้องนั่งเล่นนั่นเสียด้วย ราวกับจะระลึกความหลังในวัยรุ่นที่พวกเขามาขลุกทำกิจกรรมกันตามประสาพี่น้องด้วยกันอยู่บ่อยๆ
คืนนั้นทีปต์ไม่ได้กลับไปหาเจ้าสาวของเขา
คืนนั้นกุหลาบช่อโตที่เขาตั้งใจตัดมาให้เธอ เบ่งบานอยู่ในห้องน้ำ ห้องส่วนตัวของเขานั่นเอง...
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท





![กรงรักเถื่อนสวาท [พระเอกมาเฟีย โหด คลั่งรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

